ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 277 ห้องลับใต้บาดาล
“หยุดอยู่ตรงนี้ก่อนเถอะ”
ช่วงพลบค่ำา เมื่อมาถึงใต้ตีนเขาแห่งหนึ่ง เผยฉีฉีก็พลันพูดขึ้น
เนี่ยเทียนจึงหยุดฝีเท้าที่ห้อตะบึงมาตลอดทาง
หลังจากที่แยกทางกับสือชิง เขาก็ห้อทะยานอย่างบ้าคลั่งราวกับ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ตอนนี้พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณของเขาจึง ใกล้จะแห้งเหือดเต็มทีแล้ว
ต่อให้เผยฉีฉีไม่บอก เขาเองก็รู้สึกว่าตัวเองใกล้จะทนไม่ไหวและ จำาเป็นต้องได้รับการพักผ่อนแล้ว
คำาพูดของเผยฉีฉีตรงกับความต้องการของเขาพอดี
ใต้ตีนเขามีธารน้ำาสายหนึ่งไหลเอื่อยๆ น้ำาที่อยู่ในธารน้ำาสายนี้ใส กระจ่างจนมองเห็นก้อนหินที่อยู่ด้านล่าง
ปราณวิญญาณสกปรกของที่แห่งนี้ค่อนข้างเบาบาง รอบด้าน ไม่มีรอยแยกห้วงมิติ ดูแล้วสงบเงียบอย่างยิ่ง
เนี่ยเทียนใช้ทิพย์จักษุตรวจสอบรอบด้านก็ไม่พบคลื่นชีวิตใดๆ สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างคล้ายคลึงกับตำาแหน่งที่เขารวบรวมพลังดวงดาว ก่อนหน้านี้ เป็นสถานที่ที่ผ่านการค้นหาจนทั่วจึงถูกละเลย
“เจ้าค่อยๆ จมตัวลงไปตรงนั้น เมื่อลงน้ำาไปแล้วก็เก็บกำาไลหยก ไปซะ” เผยฉีฉีสูดลมหายใจเบาๆ นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังตำาแหน่งหนึ่งของ ธารน้ำาแล้วอธิบายให้เนี่ยเทียนฟัง “ใต้บาดาลมีฐานที่ตั้งลับแห่งหนึ่งของ กะโหลกเลือดอยู่ ขอแค่พวกเราเข้าไปด้านใน ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ก็
ถือว่ายังปลอดภัย ต่อให้เป็นหลี่หลางเฟิงก็หาสถานที่แห่งนี้ไม่เจอ”
ดวงตาเนี่ยเทียนพลันเปล่งประกาย
คราวก่อนตอนที่เขา ไฉ่โยวและเผยฉีฉีหนีการไล่ล่าจากพวก หม่าจิ่วแห่งเดือนดับ ไฉ่โยวก็พาคนทั้งสองเข้าไปในตำาหนักหินลึกลับแห่ง หนึ่งของกะโหลกเลือด
กลางตำาหนักหินมีเขตแดนที่สามารถตัดขาดการรับสัมผัสของผู้ ฝึกลมปราณที่ขอบเขตต่ำากว่าเขตสามัญลงไป และยังมีค่ายกลส่งข้อความ เสียงขนาดใหญ่ที่สามารถติดต่อกับกะโหลกเลือดได้โดยตรง
กะโหลกเลือดตั้งถิ่นฐานอยู่ในเทือกเขาฮว้านคงมานานหลายปี จึงสร้างฐานลับที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันไว้ตามจุดต่างๆ ทว่าฐานลับเช่นนี้ ว่ากันว่าแม้แต่สมาชิกกะโหลกเลือดที่ระดับต่ำาต้อยก็ยังไม่มีสิทธิ์ได้รับรู้
เพราะว่าฐานลับแบบนี้หากถูกเปิดเผยเมื่อไหร่ กะโหลกเลือดจะ ต้องเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ตามความเข้าใจของเนี่ยเทียน เผยฉีฉีก็ไม่ต่างจากเขาที่เป็น เพียงแค่ขุนนางต่างถิ่นของกะโหลกเลือดเท่านั้น
ขุนนางต่างถิ่นนั้นไม่ถือว่าเป็นสมาชิกของกะโหลกเลือด เดิมที จึงไม่มีสิทธิ์รับรู้ฐานลับที่กะโหลกเลือดสร้างไว้ในเทือกเขาฮว้านคง
คล้ายจะมองออกถึงความสงสัยของเขา เผยฉีฉีใช้สองมือดัน แผ่นหลังของเนี่ยเทียน พยายามยืดตัวให้ตรงแล้วเอ่ยเบาๆ “มีหลายเรื่อง ที่ไฉ่โยวไม่ปิดบังข้า แม้ว่าข้าจะไม่อยากรู้ ทว่าเขาก็ยังบอกความลับบาง อย่างของกะโหลกเลือดให้แก่ข้า เดิมทีข้าคิดว่าเมื่ออยู่ในเทือกเขาฮว้านคง ข้าคงไม่มีทางได้ใช้ฐานที่ตั้งลับของกะโหลกเลือด”
“อันที่จริงข้าเดินทางไปมาอยู่ที่นี่มานานหลายปีก็ไม่เคยใช้ ความลับที่เขาบอก ไม่เคยใช้ฐานลับของกะโหลกเลือดเลยแม้แต่ครั้ง เดียว”
“ครั้งนี้เป็นเพราะบาดเจ็บสาหัสเกินไป อีกทั้งยังไม่รู้ว่าหลี่หลา งเฟิงจะปรากฏตัวตอนไหน จึงทำาได้เพียงแหกกฏสักครั้ง”
“หึ นายน้อยไฉ่ช่างมีนิสัยเปี่ยมรักซะจริง” เนี่ยเทียนยิ้มปาก กว้าง
ตัวเป็นถึงนายน้อยแห่งกะโหลกเลือด ไฉ่โยวกลับบอกฐานลับ ของกะโหลกเลือดให้กับเผยฉีฉีที่เป็นแค่คนนอก เห็นได้ชัดว่านี่เป็นการ กระทำาที่ละเมิดกฎของกะโหลกเลือด
ทว่าเนี่ยเทียนก็ดูออกแต่แรกแล้วว่าไฉ่โยวมีความรู้สึกที่ลึกซึ้ง ต่อเผยฉีฉี หากจะยอมแหกกฏเพื่อคนที่ตนรักก็ถือเป็นเรื่องปกติมาก
การเย้าแหย่ของเนี่ยเทียนทำาให้เผยฉีฉีมีสีหน้าเย็นชา “เจ้าคิด ว่าข้าหลอกใช้เขารึ?”
“ไม่ เปล่านะ เจ้าอย่าคิดมากสิ” เนี่ยเทียนรีบปฏิเสธ
“เห็นๆ กันอยู่ว่าเจ้าคิดอย่างนี้!”
“เปล่านะ! ข้าไม่ได้คิดจริงๆ!”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ายิ้มอะไร?”
“เอ่อ ข้าก็แค่รู้สึกว่านายน้อยไฉ่เป็นคนดี”
“คนดี?” เผยฉีฉีพลันเงียบงัน ผ่านไปครู่ใหญ่นางจึงพยักหน้า “ก็คงจะใช่ สำาหรับข้าแล้วเขาเป็นคนดีก็จริง ทว่าไฉ่โยวไม่ใช่คนโง่ ความ ดีที่เขามีต่อข้าก็ช่วยเอื้อผลประโยชน์ที่มากพอให้แก่กะโหลกเลือด หากไม่ เป็นเพราะเขา ตอนอยู่ในหุบเขานั้นข้าไม่มีทางสนใจหรอกว่าไฉ่เยว่จะเป็น หรือตาย”
“ข้าลงไปแล้วนะ” เนี่ยเทียนไม่ได้ตอบรับ เอ่ยบอกนางหนึ่ง ประโยคก็กระโดดลงไปในธารน้ำาตรงจุดที่นางชี้บอก
หลังจากที่ลงไปในน้ำา เขาก็เก็บกำาไลหยกสีเขียวลงไป อาภรณ์ ของเขาและเผยฉีฉีจึงเปียกน้ำาทันที
อาภรณ์ของเผยฉีฉีเดิมทีก็บางมากอยู่แล้ว พอเปียกโชกไปด้วย น้ำาเช่นนี้นางจึงไม่ต่างไปจากเปลือยกาย
แม้ว่ามือทั้งสองข้างของนางจะดันแผ่นหลังของเนี่ยเทียนเอาไว้ ทว่าหน้าท้องและต้นขาของนางก็ยังคงแนบอยู่กับช่วงเอวด้านหลังและต้น ขาด้านข้างของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนที่สัมผัสได้ถึงผิวหนังของนางอย่างชัดเจนก็ใจสั่นไห วน้อยๆ อดที่จะคิดฟุ้งซ่านอีกครั้งไม่ได้
ไม่มีกำาไลหยกปกป้อง เผยฉีฉีกลั้นลมหายใจจนแก้มทั้งคู่พอง ออก ดวงตาของนางที่จ้องเขม็งมายังเนี่ยเทียนพลันมีไฟโทสะปะทุขึ้น
ดูเหมือนว่านางจะยังคงขุ่นเคืองที่เนี่ยเทียนเข้าใจนางผิด
และเวลานี้เอง เท้าของเนี่ยเทียนก็เหยียบลงไปบนก้อนหิน พอ ก้มหน้าลงมองก็เห็นเป็นก้อนหินที่เรียบรื่นก้อนหนึ่ง
ป้ายตัวตนที่คล้ายคลึงกับป้ายขุนนางต่างถิ่นของเนี่ยเทียนทว่ามี บางส่วนที่ต่างกันบินออกมาจากในแหวนเก็บของของเผยฉีฉี
แสงวิเศษกลุ่มหนึ่งเปล่งวาบออกมาจากในป้ายตัวตนนั้น ท่ามกลางกลุ่มแสงพอมองเห็นรูปกะโหลกเลือดสีแดงสดได้รำาไร
แสงวิเศษสาดส่องลงไปบนพื้นหิน
“เปรี๊ยะๆ!”
ก้อนหินพลันปริแตก เผยให้เห็นเป็นเขตแดนพลังวิญญาณที่ สามารถตัดขาดไม่ให้น้ำาแทรกซึมเข้าไปได้ เมื่อเขตแดนพลังวิญญาณนั้น ปะทะเข้ากับแสงวิเศษที่มีภาพของกะโหลกเลือดอยู่ภายในก็คล้ายจะไป กระตุ้นค่ายกลลับ
เผยฉีฉีตีลงบนร่างของเนี่ยเทียนเบาๆ บอกเป็นนัยกับเขาว่า ใช้ได้แล้ว
เนี่ยเทียนจึงจมตัวลงไปในเขตแดนพลังวิญญาณนั่นทันที
เขตแดนที่สามารถตัดขาดน้ำาและตัดขาดการรับสัมผัสจากคนที่ ขอบเขตต่ำากว่าเขตสามัญไม่ได้ขัดขวางเนี่ยเทียนและเผยฉีฉีเลยแม้แต่นิด เดียว คนทั้งสองลอดผ่านเขตแดนนั้นมาได้อย่างราบรื่น และจมลงไปยัง ฐานลับอีกแห่งหนึ่งของกะโหลกเลือดที่อยู่เบื้องล่าง
เมื่อพวกเขาจมลงไป เขตแดนพลังวิญญาณก็พลันเกิดการ เปลี่ยนแปลง ค่ายกลที่ฝังอยู่ด้านในเริ่มทำางานทันที
ก้อนหินที่แตกออกประสานตัวเข้าหากันอีกครั้ง กลับคืนสู่สภาพ เดิมที่ไร้รอยปริแตก
หากคนอื่นมองจากด้านนอกเข้ามาย่อมไม่มีทางมองออกว่าก้อน หินที่เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีจมตัวลงไปมีสถานที่พิเศษใดซ่อนอยู่
ใต้ธารน้ำา ตำาหนักหินกว้างขวางแห่งหนึ่งซึ่งบนผนังมีอัญมณี แวววาวฝังเลื่อมเอาไว้มากมายช่วยขับให้ตำาหนักหินสว่างไสวราวกับเวลา กลางวัน
มุมหนึ่งของตำาหนักหินมีค่ายกลแห่งหนึ่งที่ซับซ้อนยิ่งกว่าหินส่ง ข้อความเสียงตั้งวางไว้นิ่งๆ
ขณะที่เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้านด้วยความใคร่รู้ เผยฉี ฉีก็เอ่ยกับเขาเบาๆ “เจ้าวางข้าลงได้แล้ว”
“อ้อ” เนี่ยเทียนได้สติจึงค่อยๆ ปล่อยนางลง
เผยฉีฉีที่เปียกโชกไปทั้งร่าง อาภรณ์บางเฉียบแนบติดไปกับผิว กาย ส่วนเว้าส่วนโค้งได้รูปงดงามยิ่งเผยตัวอย่างเด่นชัด
บนใบหน้าที่งามล้ำาของเผยฉีฉียามนี้ซีดขาวน้อยๆ นี่ทำาให้นางที่ เวลาปกติมักทำาตัวเย็นชาแข็งกระด้างมีความอ่อนแอน่าสงสารเพิ่มขึ้นมา อีกไม่น้อย
ภายใต้ใบหน้างามประณีตที่น่าสงสาร เรือนกายโค้งเว้าได้รูปที่ เร่าร้อนซึ่งเกิดจากอาภรณ์เปียกโชกนั้นเทียบเคียงได้กับคำาว่าสมบูรณ์แบบ ราวกับถูกปั้นแต่งจากปะติมากรมือหนึ่ง ทำาให้เนี่ยเทียนที่มองเพียงครั้ง เดียวก็มิอาจถอนสายตาไปออกจากนางได้
“น่ามองมากไหม?”
น้ำาเสียงเย็นชาของเผยฉีฉีดังลอดไรฟันออกมา ดวงตาคู่งามของ นางเต็มไปด้วยความเดือดดาล หากไม่เป็นเพราะสูญเสียพลังในการต่อสู้ นางจะต้องสั่งสอนเนี่ยเทียนหนักๆ อย่างไม่ลังเลแน่นอน
“น่ามอง น่ามองมากจริงๆ” เนี่ยเทียนที่ยังไม่คืนสติจึงสังเกตไม่ ได้ถึงความโกรธเกรี้ยวของนาง เขาพยักหน้าติดๆ กันแล้วพูดความในใจ ออกมา “ตั้งแต่เล็กจนโต ข้ายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่งามอย่างเจ้ามา ก่อน มิน่าล่ะนายน้อยไฉ่ถึงได้ลุ่มหลงขนาดนั้น หากเปลี่ยนเป็นข้า…”
ยังไม่ทันกล่าวจบประโยคเนี่ยเทียนพลันฟังออกถึงความเย็นชา ในน้ำาเสียงของนางจึงมีสติกลับมาทันใด
เขาอึ้งตะลึง ไม่กล้าจ้องเขม็งไปยังส่วนเว้าส่วนโค้งของเผยฉีฉี อีกแล้ว ได้แต่หันหน้าไปทางอื่นแล้วแสร้งทำาเป็นมองการตกแต่งในตำาหนัก หิน ทั้งยังกล่าวว่า “เจ้าและข้าต่างก็จำาเป็นต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว อย่า มัวเปลืองแรงกันอีกเลย”
กล่าวจบไม่รอให้เผยฉีฉีแผลงฤทธิ์ เขาก็เดินห่างออกไปไกลแล้ว นั่งแปะลงไปบนมุมหนึ่งของตำาหนักหิน
“หน้าด้าน!” เผยฉีฉีด่าเสียงเย็น
เนี่ยเทียนแสร้งทำาเป็นไม่ได้ยิน หยิบเอาหินวิเศษก้อนหนึ่งออก มา หลับตาลงแล้วเริ่มปรับลมหายใจ
“หันไปทางอื่นเดี๋ยวนี้!” เผยฉีฉีตวาดเบาๆ
“ทำาไม?” เนี่ยเทียนอึ้งงัน
“ข้าจะเปลี่ยนเสื้อผ้า” ความโกรธของเผยฉีฉีไม่ลดลง
พอเข้ามาอยู่ในตำาหนักหิน อาจเป็นเพราะรู้ว่าตอนนี้ปลอดภัย ชั่วคราว นางจึงรู้สึกว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเนี่ยเทียนเพียงลำาพังตัวเอง มักจะควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยได้
นางคอยแต่จะคิดภาพที่ตนนอนทาบอยู่บนแผ่นหลังเนี่ยเทียน ถูกเนี่ยเทียนพาห้อตะบึงไปข้างหน้า ทั้งยังแนบชิดสนิทกับเขาไปทั้งร่าง
ทุกครั้งที่นึกถึงภาพเหตุการณ์นั้นนางก็จะต้องขุ่นเคืองจนอยาก จะระบายโทสะออกมา
“เปลี่ยนเสื้อผ้าหรือ” สายตาเจ้าชู้ของเนี่ยเทียนเหลือบมามอง นางอีกครั้งแล้วดึงกลับไปอย่างรวดเร็ว เขาหมุนตัวหันหลังให้นางแล้วมอง เหม่อไปยังผนังหินแข็งกระด้าง ในสมองก็คิดฟุ้งซ่านเตลิดไปไกล
ในสมองของเขามีภาพที่เผยฉีฉีถอดอาภรณ์ที่เปียกชื้นออกจน ร่างเปลื่อยเปล่าล้อนจ้อน แล้วค่อยสวมอาภรณ์ชุดใหม่เข้าไปอีกครั้งลอย ซ้ำาไปซ้ำามาอย่างต่อเนื่อง
“เจ้ากำาลังคิดอะไรอยู่?” เผยฉีฉีถามเสียงเย็น
“เปล่านะ ไม่ได้คิดอะไร” เนี่ยเทียนที่ถูกนางจับได้รีบตอบอย่าง วัวสันหลังหวะ
“ห้ามคิด!”
“ได้! ไม่คิดแล้ว!”
ประโยคนี้พูดออกมาก็ราวกับนิทานเรื่องที่นี่ไม่มีเงินสามร้อย ตำาลึง[1] บอกให้รู้ว่าเมื่อครู่นี้เนี่ยเทียนคิดเหลวไหลจริงๆ
เผยฉีฉีโกรธจนหงุดหงิดไปหมด
นางกัดฟันกรอด ถลึงตาดุดันใส่แผ่นหลังของเนี่ยเทียน แล้วก็ พลันนึกถึงท่วงท่าน่าอายที่นางนอนแนบไปกับแผ่นหลังของเนี่ยเทียน ยิ่ง มองแผ่นหลังของเขานางจึงยิ่งเดือดดาล
นางสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับใจที่วุ่นวายของ ตัวเอง บอกให้ตัวเองเย็นลง
“อู้!”
ชุดรบสีฟ้าเหมือนสีน้ำาที่สะอาดสะอ้านชุดหนึ่งถูกนางหยิบออก มาจากในแหวนเก็บของ
ทว่าตอนที่นางพยายามถอดเสื้อผ้าของตัวเองกลับพบว่าช่วงข้อ ต่อหัวไหล่และข้อมือเกิดความเจ็บปวดรุนแรง แม้แต่การเปลี่ยนเสื้อผ้า ง่ายๆ ก็ยังทำาให้หน้าผากนางมีเหงื่อผุดซึม เจ็บปวดจนพูดไม่ออก
“เสร็จหรือยัง?” เนี่ยเทียนถาม
“ยัง!”
“อ้อ”
—– [1] กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชายคนหนึ่งชื่อจางซาน จางซานเก็บหอม รอมริบมาจนวันหนึ่งมีเงินอยู่สามร้อยตำาลึงก็กังวลว่าจะมีคนมาขโมยไป จะเก็บไว้ข้างตัวก็กลัวถูกล้วง เก็บไว้ในลิ้นชักก็กลัวถูกค้น คิดไปคิดมา ก็ เลยมาลงเอยที่การขุดดินหลังบ้านตอนกลางคืน แล้วฝังเงินลงไป พอกลบ ดินเป็นอันเรียบร้อยแล้วก็กลัวจะมีคนมาขุดเอาไปอีก จางซานก็เลยวิ่ง กลับเข้าไปในบ้าน คว้ากระดาษปากกาขึ้นมาเขียนว่า “此地无银三 百两” (ที่นี่ไม่มีเงินสามร้อยตำาลึง) แปะไว้ที่ฝาบ้าน เสร็จแล้วก็ กลับเข้าบ้านไปนอน