ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 279 คลื่นความเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาด
ในมุมหนึ่งของเทือกเขาฮว้านคง
หลี่หลางเฟิงไอกระอักอย่างรุนแรง เรือนกายก็ผอมตอบลงไปอีก สีหน้าของเขาซีดขาวไม่ต่างจากกระดาษ
ทุกครั้งที่เสียงไอดังสนั่นจบลง เขาจะต้องพ่นเลือดสกปรกออกมา หนึ่งคำา เมื่อเลือดนั้นร่วงลงบนพื้นก็จะเห็นเป็นวัตถุเหนียวหนืดที่ปะปนไป ด้วยสีสันต่างๆ มากมาย
จุดที่มีรอยแยกห้วงมิติอยู่สี่ห้ารอย มีศพกระจัดกระจายอยู่เจ็ด ศพ ศพทั้งเจ็ดนั้นต่างก็มาจากอีกขั้วอิทธิพลหนึ่งในอาณาจักรเลี่ยคง—
เปลวอัคคี
ผู้ฝึกลมปราณเปลวอัคคีเจ็ดคนต่างก็ตายด้วยน้ำามือของเขา
หลี่หลางเฟิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางศพมากมายมีสีหน้ามืดทะมึน กำาลังใช้กระแสจิตรับสัมผัสไปรอบด้าน
เป็นอย่างที่เนี่ยเทียนและสือชิงคาดเดาเอาไว้ หลังจากที่เขาใช้ เวทลับฟื้นคืนพลังในการต่อสู้อยู่พักหนึ่งก็ออกไล่ล่าพวกเขาต่อทันที
เป้าหมายที่เขาเลือกก็คือเนี่ยเทียน
ในร่างกายของเนี่ยเทียนมีพลังงานสีเขียวเข้มที่มาจากเขาล้อม วนอยู่ ซึ่งพลังงานนั้นช่วยชักนำาให้เขาไล่ตามมาจนถึงพื้นที่แห่งนี้
และที่นี่ก็เป็นจุดที่เขากับพลังงานสีเขียวเข้มนั่นขาดการติดต่อ กัน
สถานที่แห่งนี้คือจุดสุดท้ายที่เขารับสัมผัสได้
เขาไม่รู้ว่าที่นี่ก็คือจุดที่ปราณเลือดสีเขียวในหัวใจของเนี่ยเทียน บินออกมากัดกระชากพลังงานสีเขียวแฝงพิษร้ายของเขาเสียจนสิ้นซาก
เมื่อพลังงานกลุ่มนั้นหายไปเขาจึงมิอาจรับสัมผัสถึงการดำารงอยู่ ของเนี่ยเทียนได้อีก
ที่เขาสังหารผู้ฝึกลมปราณเจ็ดคนของเปลวอัคคีก็เพราะเขาไม่ได้ คำาตอบถึงเบาะแสของเนี่ยเทียนและเผยฉีฉีจากปากของคนทั้งเจ็ดนั่น
“พวกมันต้องไปที่ที่มีรอยแยกห้วงมิติหนาแน่นแน่นอน!”
หลี่หลางเฟิงมองสภาพรอบด้านแล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แล้ว จึงพุ่งตัวไปข้างหน้าราวกับวิญญาณกลุ่มหนึ่งที่ล่องลอยอยู่ในเทือกเขาฮ ว้านคง
หลายชั่วยามต่อมา
เขามาปรากฏตัวอยู่ตรงจุดที่เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีหยุดชะงัก เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะไปยังจุดที่มีรอยแยกห้วงมิติหนาแน่น หรือว่าจุด ที่รกร้างไร้ผู้คน
ร่างของเขาพุ่งไปยังพื้นที่ที่มีรอยแยกห้วงมิติอยู่เยอะโดยไม่ได้ หยุดพัก ทั้งไม่ได้หยุดคิด
และนับแต่นั้นเขาก็ห้อตะบึงไปคนละทิศทางกับที่เนี่ยเทียนและ เผยฉีฉีมุ่งหน้าไป
……
กลางหุบเขา สือชิงที่หลังจากแยกกับเนี่ยเทียนก็ห้อตะบึงไปยัง
ทิศทางที่กะโหลกเลือดไล่ล่าเดือนดับไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
ขณะที่เร่งรุดเดินทาง สือชิงยังหยิบเอาหินส่งข้อความเสียงออก มาพยายามติดต่อกับสมาชิกของกะโหลกเลือดอย่างต่อเนื่องด้วย
น่าเสียดายก็คือตอนนี้ตำาแหน่งที่เขาอยู่บังเอิญเป็นเส้นทาง เดียวกันกับที่หลี่หลางเฟิงผ่านก่อนหน้านี้ไปพอดี
เพื่อให้รู้แน่ชัดว่าฐานที่ตั้งของเดือนดับเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ หลี่หลางเฟิงจึงสังหารสมาชิกกะโหลกเลือดทุกคนที่เขาพบตามทางไปจน เกลี้ยง
สือชิงที่หนีไปตามทิศทางนั้นจึงไม่สามารถใช้หินส่งข้อความ เสียงติดต่อกับสมาชิกของกะโหลกเลือดคนใดได้
กลับกลายเป็นไฉ่เยว่เสียอีกที่ตอนจากมาก็เลือกเส้นทางนี้เช่น กัน หลังจากที่ห้อตะบึงมาได้พักใหญ่ หินส่งข้อความเสียงของเขาจึงรับ สัมผัสได้
ผ่านไปไม่นานนักสือชิงก็มาเจอกับไฉ่เยว่โดยบังเอิญตรงจุดที่มี หินประหลาดวางระเกะระกะ
“ท่านลุงสือ!”
การมาถึงของสือชิงทำาให้ไฉ่เยว่ที่ร้อนใจราวกับมีไฟลนปิติยินดี
อย่างบ้าคลั่งทันที
หลังจากที่ไฉ่เยว่ออกมาจากหุบเขาแห่งนั้นก็พยายามเอาหินส่ง ข้อความเสียงออกมาติดต่อกับสมาชิกของกะโหลกเลือด หวังจะตามหากู๋อ วี่และไฉ่โยวให้เจอ เพื่อให้พวกเขาย้อนกลับไปสังหารหลี่หลางเฟิงที่ หุบเขา
นางตามหาอยู่นานมากก็ยังไม่สามารถใช้หินส่งข้อความเสียง ติดต่อกับสมาชิกของกะโหลกเลือดได้ กำาลังร้อนใจ กังวลว่าสือชิงจะ ต้านทานไม่ไหว
การปรากฏตัวของสือชิงจึงทำาให้ไฉ่เยว่วางใจได้ทันที “ท่านลุง สือ ท่านหนีมาได้อย่างไร? เจ้าคนอำามหิตนั่นล่ะ?”
สือชิงที่ร่างโชกไปด้วยเลือด สีหน้าย่ำาแย่ถึงขีดสุดพอเห็นนางก็ แอบผ่อนลมหายใจเช่นกัน
ตอนที่เขาหลอกให้ไฉ่เยว่จากมาก็รู้อยู่แล้วว่าไฉ่เยว่ช่วยเหลือ อะไรไม่ได้
เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าตอนที่หลี่หลางเฟิงเดินทางไปยังหุบเขา ก็ได้สังหารสมาชิกของกะโหลกเลือดทุกคนที่เขาพบเจอจนหมด สมาชิก ของกะโหลกเลือดที่ห่างออกไปไกลกว่านี้กำาลังยุ่งอยู่กับการไล่ล่าผู้ แข็งแกร่งของเดือนดับ ในช่วงเวลาสั้นๆ ย่อมไม่มีทางย้อนกลับมาแน่นอน
ที่เขาให้ไฉ่เยว่จากมาก็เพราะไม่ต้องการให้เกิดเรื่องขึ้นกับนาง
ที่เขาเลือกเส้นทางนี้ก่อนหน้าที่จะแยกจากกับเนี่ยเทียนก็เพราะ เป็นห่วงว่าไฉ่เยว่ที่ต้องเดินทางอยู่คนเดียวในเทือกเขาฮว้านคงจะไปเจอ กับพวกชั่วร้ายที่เคลื่อนไหวอยู่ในนี้
เห็นว่าไฉ่เยว่ปลอดภัยดีเขาจึงกล่าวว่า “หลี่หลางเฟิงน่าจะตาม หัวเทียนไปแล้ว”
“หัวเทียน?” ไฉ่เยว่ตะลึง ถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าหมอนั่น มีอะไรให้ต้องตามไปกัน? ต่อให้หลี่หลางเฟิงคิดจะตามก็ควรจะตามนาง หญิงชั่วเผยฉีฉีนั่นไปไม่ใช่หรือ?”
“คุณหนูเผยบาดเจ็บหนัก หัวเทียนแบกนางแยกทางกับข้าตรง ทางเข้าหุบเขา” สือชิงเอ่ยอธิบาย “คนทั้งสองนั้นหนีไปด้วยกัน หวังว่า ภายใต้การไล่ล่าจากหลี่หลางเฟิง พวกเขาจะผ่านเคราะห์นี้ไปได้ ทั้งสอง คนนี้ต่างก็เป็นคนเก่ง หากหลุดพ้นจากน้ำามือของหลี่หลางเฟิงไปคราวนี้ เกรงว่าวันหน้าคงต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับคนทั้งสอง แน่นอน”
“ต่างก็เป็นคนเก่ง?” ไฉ่เยว่เบะปาก เอ่ยอย่างดูหมิ่น “เผยฉีฉีผู้ นั้นอาจจะพอนับได้ ทว่าเจ้าหน้าขาวหัวเทียนนั่นจะเป็นคนเก่งได้อย่างไร? ตอนที่พวกเราต่อสู้กับเดือนดับเขาไม่กล้าแม้แต่จะขยับมือด้วยซ้ำา! พี่ชาย มอบป้ายขุนนางต่างถิ่นให้แก่เขาก็ไม่ใช่เพื่อเอาใจนังหญิงชั่วผู้นั้นหรอก หรือ?”
ในใจของนางไม่เคยเห็นเนี่ยเทียนอยู่ในสายตา เพราะว่าเนี่ย เทียนเป็นสหายของหลี่เหย่ นางจึงมองเนี่ยเทียนเป็นพวกเดียวกันกับเผย ฉีฉี
“เจ้าเด็กหัวเทียนคนนี้ไม่ธรรมดาเลยล่ะ แม้แต่ข้าก็เกือบจะมอง พลาดไป” สือชิงเอ่ยชมด้วยความจริงใจ
ตอนที่เขากับเผยฉีฉีใกล้จะทนไม่ไหว เนี่ยเทียนกลับตัดสินใจพุ่ง เข้าใส่หลี่หลางเฟิงอย่างเด็ดเดี่ยว อีกทั้งยังใช้วิธีการที่แข็งแกร่งที่สุดมา ปะทะกับกะโหลกสัตว์วิเศษที่อยู่ในมือของหลี่หลางเฟิง
ตอนที่เขาถูกกะโหลกสัตว์วิเศษของหลี่หลางเฟิงโจมตีใส่ร่างหิน พลังการโจมตีนั้นก็ทำาให้เกราะวิเศษที่รวมตัวเป็นชั้นหินของเขาแตกทลาย ทันที
เขาจึงเข้าใจอานุภาพของการโจมตีนั้นดียิ่งกว่าใคร
ตอนที่หลี่หลางเฟิงปะทะกับเนี่ยเทียนในครั้งสุดท้าย เขาไม่เพียงแต่ ไม่สามารถสังหารเนี่ยเทียนได้ทันที กลับยังถูกแรงโจมตีกลับจนร่างลอย กระเด็นออกไปหลายสิบเมตรด้วย
พอร่วงกระแทกพื้น หลี่หลางเฟิงก็ถึงกับลุกไม่ไหวจนจำาเป็นต้อง กระตุ้นใช้เวทลับให้พลังพิษร้ายล้อมวนไปทั่วร่าง
แม้ว่าเนี่ยเทียนเองก็บาดเจ็บหนักไม่ต่างกัน ทว่าเขากลับยังมี พละกำาลังเหลือพอให้แบกเผยฉีฉีหนีออกไปจากหุบเขาได้ทันที
ลำาพังเพียงแค่การโจมตีเดียว ความเด็ดเดี่ยวและความเหี้ยมโหด ที่เนี่ยเทียนได้แสดงออกมา รวมไปถึงพละกำาลังที่บ้าคลั่งในหมัดนั้นก็สร้าง ความสะเทือนขวัญให้แก่สือชิงได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผู้ที่มีตบะกลางสวรรค์ช่วงต้นแต่กลับกล้าปะทะกับหลี่หลางเฟิง ที่มีชื่อเสียงว่าเป็นคนอำามหิตแห่งอาณาจักรเลี่ยคง เกรงว่าตลอดทั้งอาณา จักรเลี่ยคงก็คงหาไม่เจออีกแล้ว
เนี่ยเทียนไม่เพียงแต่กล้าหาญ อีกทั้งเมื่อผ่านการโจมตีนั้นไปเขา ก็ยังไม่ตาย นี่จึงมากพอจะพิสูจน์ได้ถึงความแข็งแกร่งของเนี่ยเทียน!
“เจ้าหัวเทียนผู้นั้นพิเศษตรงไหนกัน? แม้แต่ท่านลุงสือก็ยังให้ เกียรติเขา! ข้าไม่เชื่อหรอก!” ไฉ่เยว่พูดเสียงขึ้นจมูก
สือชิงบาดเจ็บหนักมากจึงไม่มีอารมณ์มาอธิบายอย่างละเอียด แต่พูดแค่ว่า “ทางที่ดีที่สุดพวกเราควรไปรวมตัวกับกู๋อวี่และเล่าเรื่องการ ต่อสู้กับหลี่หลางเฟิงให้พวกเขารับรู้ ด้วยฝีมือของหัวเทียนและคุณหนูเผย เกรงว่าคงหนีไม่พ้นการไล่ล่าจากหลี่หลางเฟิง หากเป็นไปได้พวกเราก็ควร ช่วยพวกเขา”
“สองคนนั้นน่ะหรือ ตายก็ตายไปสิ จะไปช่วยพวกเขาทำาไม? พวกเขาไม่ใช่สมาชิกที่แท้จริงของกะโหลกเลือดเราเสียหน่อย พวกเราไม่
จำาเป็นต้องรับผิดชอบความเป็นความตายของพวกเขา!” ไฉ่เยว่เอ่ยด้วย ความไม่พอใจ
“เจ้าไม่เข้าใจ” สือชิงยิ้มเจื่อน “ตัวตนของคุณหนูเผยไม่ ธรรมดา หากนางมาตายอยู่ในเทือกเขาฮว้านคง อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกับ กะโหลกเลือดของเราด้วย อาจารย์ของนางย่อมไม่ยอมรามือง่ายๆ แน่นอน ไม่เพียงแต่อาจารย์ของนาง แม้แต่พี่ชายของเจ้าก็คงไม่ยอมยก โทษให้ตัวเอง ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร พวกเราก็จำาเป็นต้องพยายาม อย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้รู้สึกละอายใจในภายหลัง”
“อ้อ” ไฉ่เยว่กล่าวตอบรับเหมือนจะเข้าใจและก็เหมือนว่าจะไม่ เข้าใจ
……
การต่อสู้นองเลือดระหว่างกะโหลกเลือดและเดือนดับสร้างความ ครึกโครมครั้งใหญ่ ผู้ฝึกลมปราณหลายคนที่เข้าๆ ออกๆ เทือกเขาฮว้าน คงต่างก็ได้รับข่าวนี้
เปลวอัคคีผู้เป็นหนึ่งในสามขั้วอิทธิพลของอาณาจักรเลี่ยคงก็ได้ รับข่าวอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่นานก็รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
บนยอดเขาสูงสองพันเมตรแห่งหนึ่ง
ก้อนหินสีเทาเหลือบน้ำาตาลมากมายถูกนำามาเรียงกันขึ้นเป็น
ห้องหินเรียบง่ายจำานวนมาก สถานที่แห่งนี้ก็คือฐานที่ตั้งของเปลวอัคคีใน เทือกเขาฮว้านคง
สถานที่แห่งนี้มีหิมะตกตลอดทั้งปี อากาศหนาวเหน็บทรมานจึง มีเพียงผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งมากพอเท่านั้นถึงจะอาศัยอยู่ได้
หน้าห้องหินแห่งหนึ่ง
บนไหล่ที่กว้างประดุจภูเขาของฝูเหิงผู้รับผิดชอบของเปลวอัคคี ในเทือกเขาฮว้านคงคลุมผ้าขนสัตว์ผืนใหญ่ กำาลังรับฟังรายงานจากลูก น้อง
บนยอดเขาลมหนาวเหน็บพัดคำารามไม่หยุด
“กะโหลกเลือดและเดือนดับย่อมไม่เปิดศึกกันอย่างไร้สาเหตุ แน่นอน” ฝูเหิงที่ได้ยินคนผู้นั้นรายงานจบก็หัวเราะหึหึด้วยน้ำาเสียงแปร่งหู “กู๋อวี่และหม่าจิ่วต้องมีเรื่องกันแน่! การต่อสู้แบบนี้จะขาดเปลวอัคคีของ พวกเราไปได้อย่างไร!
กำาลังการต่อสู้ที่เปลวอัคคี กะโหลกเลือดและเดือนดับวางไว้ใน เทือกเขาฮว้านคงนั้นสูสีกัน
กู๋อวี่ หม่าจิ่วและฝูเหิงสามคนต่างก็มีตบะต้นสวรรค์ช่วงท้าย ล้วนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
พวกเขารู้ดีว่าก่อนที่เทือกเขาฮว้านคงยังไม่มีอาวุธวิเศษล้ำาเลิศ บังเกิดขึ้น ไม่มีการค้นพบเส้นทางใหม่ที่ทอดผ่านรอยแยกห้วงมิติ ทั้งสาม ฝ่ายต่างก็กำาราบกันเอง ไม่มีทางเปิดศึกกันอย่างเต็มรูปแบบ
ในเวลาปกติ ผู้ฝึกลมปราณของทั้งสามฝ่ายที่มาเจอกันในเทือก เขาฮว้านคงก็มักจะต่อสู้กันเป็นประจำา
ทว่าการต่อสู้นั้นเป็นเพียงแค่ระดับเล็กๆ การบาดเจ็บและล้ม ตายก็อยู่ในขอบเขตที่สามารถรับได้
ทว่าหากเกิดการต่อสู้เต็มรูปแบบเมื่อไหร่ต้องมีสาเหตุแน่นอน ไม่มีทางเกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ
มีเพียงสมบัติวิเศษปรากฏตัว หรือไม่ก็มีคนค้นพบโลกใบใหม่ที่ สามารถผ่านไปทางรอยแยกห้วงมิติ ทั้งสามฝ่ายถึงจะเปิดฉากต่อสู้กัน อย่างไม่เสียดายค่าตอบแทน
ถึงเวลานั้น พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง ซากปรักหักพังและเมืองโพ่เมี่ยก็ จะระดมพลผู้แข็งแกร่งมาเยือนเทือกเขาฮว้านคง
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งเขตสามัญที่น้อยครั้งจะปรากฏตัวในเทือกเขา ฮว้านคง รวมไปถึงผู้นำาของสามขั้วอำานาจก็ยังต้องออกหน้าเป็นผู้บัญชา การณ์เองเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่จะได้รับ
ในสายตาของฝูเหิง การต่อสู้ระหว่างกะโหลกเลือดและเดือนดับ
ยังไม่ถึงขั้นเรียกระดมพลจากเมืองโพ่เมี่ยและซากปรักหักพังก็น่าจะไม่ใช่ เพราะค้นพบโลกใบใหม่ แต่เจอกับสมบัติมหัศจรรย์มากกว่า
“ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอันใด เปลวอัคคีของเราก็จะต้องยื่นมือเข้า แทรก มิฉะนั้นคนอื่นจะหาว่าเปลวอัคคีของเราขี้ขลาดเอาได้”
ฝูเหิงตัดสินใจอย่างรวดเร็วแล้วจัดการเรียกรวมพลนำาคนลง จากยอดเขามุ่งหน้าไปยังพื้นที่ที่กะโหลกเลือดและเดือนดับต่อสู้กันด้วยตัว เอง
การตัดสินใจของเขาทำาให้ขั้วอิทธิพลทั้งสามของอาณาจักรเลี่ย คงต่างก็เข้าร่วมการต่อสู้ที่ค่อนข้างแปลกประหลาดครั้งนี้
……
เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีเก็บตัวอยู่ในห้องหินลับใต้บาดาลที่กะโหลก เลือดสร้างเอาไว้ ไม่รู้เลยสักนิดว่าโลกภายนอกเกิดความเคลื่อนไหวใหญ่ โตแค่ไหนแล้ว
หลายวันมานี้ เนี่ยเทียนย่อยเนื้อแรดหินทองอยู่ตลอดเวลาเพื่อ สร้างจิงชี่เลือดเนื้อมาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บในร่าง ทั้งยังใช้หินวิเศษมา รวบรวมปราณวิญญาณด้วย
หลังจากที่ต่อสู้กับหลี่หลางเฟิง ปราณวิญญาณที่เผาผลาญไป เกือบหมดของเขาก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมาตามเดิม
ทว่าอาการบาดเจ็บในร่างของเขาถึงแม้แจะใช้เนื้อแรดหินทอง จึงค่อยๆ ประสานตัวดีแล้ว แต่ก็ยังอยู่ห่างจากคำาว่าแข็งแรงอย่างแท้จริง ซึ่งยังจำาเป็นต้องใช้เวลามากกว่านี้
ทุกครั้งที่เขาหยิบเอาเนื้อแรดหินทองออกมาย่าง เผยฉีฉีจะต้องโยน เนื้อมาให้เขาชิ้นหนึ่งอย่างเงียบเชียบ
เขาเองก็รู้งานดี ทุกครั้งก็จะช่วยย่างเนื้อที่ไม่มีสิ่งเจือปนให้สุกกรอบ แล้วมอบกลับไปให้นาง
ระหว่างที่กินเผยฉีฉีจะกินคำาเล็กๆ โดยไม่เอ่ยคำาใด
เมื่อกินเสร็จคนทั้งสองต่างก็ฝึกบำาเพ็ญตบะของใครของมัน แทบจะ ไม่พูดจากันเลย
คนทั้งสองเริ่มคุ้นชินกับการดำารงอยู่ของกันและกัน และก็คุ้นชินกับ การที่ไม่ต้องใช้คำาพูดมาทำาความสนิทสนมนี้แบบนี้เสียแล้ว ต่างฝ่ายต่าง พยายามฟื้นคืนพละกำาลังให้ได้เร็วที่สุดเพื่อพร้อมเผชิญกับหนทางเบื้อง หน้าที่ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นไร
วันนี้เนี่ยเทียนที่กำาลังฝึกบำาเพ็ญตบะพลันตกใจตื่นขึ้นมาเพราะ เสียงร้องไห้
เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็เห็นว่าไหล่ทั้งคู่ของเผยฉีฉีสั่นไหวน้อยๆ ดวงตา
ปิดแน่น ปากของนางร้องคร่ำาครวญบางอย่างคล้ายจมจ่อมอยู่ในฝันร้ายที่ น่าหวาดกลัว