ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 280 ต่างก็เป็นคนที่ประสบเคราะห์กรรมเหมือนกัน
- Home
- ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี
- บทที่ 280 ต่างก็เป็นคนที่ประสบเคราะห์กรรมเหมือนกัน
เผยฉีฉีกำาลังร้องไห้พร้อมพึมพำาเสียงแผ่ว
เนี่ยเทียนอึ้งงัน มองนางด้วยอาการตาค้าง พยายามตั้งใจรับฟัง
“ท่านพ่อ ท่านแม่…”
เขาได้ยินเลือนๆ ว่าเผยฉีฉีที่กำาลังร้องไห้ร้องเรียกบิดามารดาอยู่ ตลอดเวลา
ราวกับเด็กหญิงคนหนึ่งที่เห็นว่าพ่อแม่กำาลังจะจากไปไกลจึง ร้องวิงวอนอย่างน่าสงสาร หวังว่าพ่อแม่จะอยู่ต่อ
เผยฉีฉีในเวลานี้ไม่มีความเย็นชาและเข้มแข็งอย่างที่เคยเป็นมา นางดูอ่อนแออย่างถึงที่สุด
น้ำาตาของนางไหลรินลงมาราวกับไข่มุกที่ขาดออกจากเส้นด้าย มันกลิ้งไหลมาตามซีกแก้มของนาง มองดูงดงามทว่าน่าอาดูร
การร้องไห้ของนางไม่ได้กินเวลานานนัก เพราะนางตกใจตื่น จากฝันร้ายอย่างรวดเร็ว
หลังจากตื่นขึ้นมานางก็สังเกตเห็นทันทีว่าเนี่ยเทียนกำาลังมอง นางอยู่ สีหน้าที่อ่อนแอไร้ที่พึ่งของนางจึงพลันหายไปในพริบตา
นาทีถัดมาสีหน้าของนางก็เปลี่ยนมาเป็นเย็นชาอำามหิตราวกับ คมมีด ดวงตาเต็มไปด้วยแววเย็นเยียบ
ทว่ารอยน้ำาตาตรงหางตาของนางยังคงไหลรินออกมาช้าๆ และ กลิ้งลงไปตามซีกแก้ม
นางหยิบเอาผ้าสะอาดขึ้นมาผืนหนึ่ง เหลือบตามองไปด้านข้าง แล้วเช็ดน้ำาตาของตัวเองเงียบๆ
ทว่าจิตใจของนางยังคงไม่ได้เดินออกมาจากฝันร้าย นางยังคง ย้อนนึกถึงภาพเหตุการณ์ในความฝัน น้ำาตาจึงยังไหลรินไม่ขาดสาย
นางทำาได้เพียงเช็ดมันไม่หยุดมือ
ไม่รู้ว่าเหตุใด เห็นสภาพของนางในยามนี้ในใจของเนี่ยเทียนจึง พลันเจ็บปวดเล็กน้อย
“พ่อแม่ของเจ้า?” เนี่ยเทียนเอ่ยถามเบาๆ
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า!” เผยฉีฉีกล่าวเสียงเย็น
เนี่ยเทียนเงียบงันลงไปทันที ผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ถอนหายใจ เบาๆ หนึ่งครั้งก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มขมขื่น “ข้าไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ ของตัวเองเลย”
เมื่อกล่าวประโยคนี้ออกมา อารมณ์เจ็บปวดเข้มข้นระลอกหนึ่ง ก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวใจของเนี่ยเทียน
เขานึกถึงเรื่องราวที่ตัวเองประสบพบเจอ
เผยฉีฉีที่หันหน้าไปทางอื่น จงใจไม่มองหน้าเขา พอได้ยินอย่าง นั้นปีกจมูกก็ขยับน้อยๆ ขนตายาวงอนกระพือเบาๆ ในที่สุดก็หันกลับมา มองเขาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำาเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติอยู่มาก “เจ้าก็เป็น เหมือนกันหรือ?”
“หลังจากข้าเกิดมาได้ไม่นาน มารดาข้าก็เสียชีวิต ส่วนบิดา ข้า…ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเขาเป็นใคร” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยน้ำาเสียงราบเรียบ
เนี่ยเทียนในเวลานี้เผยให้เห็นถึงความเศร้าอาลัยและขมขื่นไม่ ต่างไปจากนาง
นางจ้องมองเนี่ยเทียนเงียบๆ มองอยู่นานมากถึงได้พูดขึ้นเบาๆ “ชีวิตคนแปดเก้าส่วนไม่สมหวัง คนที่รู้ใจสองสามส่วนก็ยังมีไม่ถึง โลกนี้ก็ โหดร้ายเช่นนี้แหละ เส้นทางแห่งการไขว่คว้ากำาลังอำานาจไม่มีทางหยุดลง ได้ หากต้องการอะไรบางอย่างก็จำาเป็นต้องสละอะไรบางอย่างทิ้งไป”
“ที่บิดามารดาของข้ายอมสละทิ้งก็คือครอบครัว”
กล่าวจบนางก็หลับตาลงอีกทั้ง ไม่คิดจะพูดคุยกับเนี่ยเทียนต่อ
“ครอบครัว…” เนี่ยเทียนใคร่ครวญตามคำาพูดเมื่อครู่ของนาง ในใจก็เต็มไปด้วยความขมขื่น ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ “ก็คงจะเป็นเช่นนั้น กระมัง สิ่งที่พวกเรามองเห็นความสำาคัญ บางทีอาจเป็นสิ่งที่พวกเขา จำาเป็นต้องสละทิ้ง”
เขานึกไปถึงบิดาที่เขาไม่รู้จักหน้าค่าตา เขาอยากรู้ว่าเหตุใดคน ผู้นั้นถึงทิ้งมารดาของเขา จนเวลาผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ยังไม่ยอม ปรากฏตัว?
นับตั้งแต่ที่สายเลือดแห่งชีวิตในร่างของเขาฟื้นตื่น เขาก็รู้ว่า บิดาของเขา…ไม่ใช่บุคคลธรรมดา
เพราะในประวัติศาสตร์ตระกูลเนี่ยไม่เคยมีบรรพบุรุษคนใดมี สายเลือดที่มหัศจรรย์มาก่อน
เมื่อสายเลือดแห่งชีวิตถือกำาเนิดขึ้นในกายของเขาก็หมายความ ว่าบิดาของเขาต่างหากถึงจะเป็นต้นกำาเนิดแห่งสายเลือดนั้น
บุคคลคนหนึ่งที่มีสายเลือดแข็งแกร่งเช่นนี้ย่อมไม่มีทางเป็นคน ธรรมดาได้แน่นอน และเดิมทีเขาก็ควรจะมีความสามารถปกป้องภรรยา และลูกหลานของตน
ทว่าเขากลับไม่เคยปรากฏตัว
และก็เพราะเขาไม่ปรากฏตัว ตั้งแต่เล็กจนโตเนี่ยเทียนถึงได้รับ สายตาที่มองมาราวกับเขาเป็นตัวประหลาด ได้รับการปฏิบัติที่แตกต่าง จากคนตระกูลเนี่ย
นอกจากท่านตาและท่านป้าใหญ่ของเขาแล้ว ไม่เคยมีคนตระ กูลเนี่ยคนใดมองเห็นเขาเป็นคนในครอบครัวอย่างแท้จริง
และก็เพราะเหตุนี้ เพื่อตามหาความรู้สึกมีตัวตน เขาถึงได้ไป ท้าทายต่อยตีกับเด็กรุ่นเดียวกันอย่างเนี่ยหงและเนี่ยหย่วน ใช้การเอาชนะ คนรุ่นเดียวกันมาพิสูจน์ว่าในตระกูลเนี่ยยังมีเขาอยู่
“สักวันหนึ่งหากข้าได้เจอท่าน ข้าจะต้องถามจนรู้แน่ชัด!” เนี่ย เทียนตัดสินใจเด็ดเดี่ยวอยู่กับตัวเอง
แม้ว่าเขาจะไม่เคยพูดกับใคร แต่เขารู้ดีว่าคนผู้นั้นคือปมในใจ ของเขามาโดยตลอด
ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเขา การเสาะแสวงหา ด้านพลังและขอบเขตก็เพื่อมีวันใดที่เขาได้พบกับคนผู้นั้น เขาจะมีความ มั่นใจและมีศักยภาพมากพอที่จะซักถามคนผู้นั้นต่อหน้าได้
เสียงร้องไห้เบาๆ ของเผยฉีฉีทำาให้เขาที่เป็นเด็กกำาพร้าเหมือน กันมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมไปกับนาง
เมื่อเขามองใจของตัวเองตรงๆ เขาก็ค่อยๆ เข้าใจว่าแท้จริงแล้ว เขาเจ็บแค้นโกรธเคืองคนผู้นั้นอย่างลึกล้ำา
ความอ่อนไหวในใจมิอาจสงบลงไปได้ เขาใช้เวลานานมากถึง จะพอคุมสติตัวเองให้เย็นลง ไม่คิดถึงการทอดทิ้งหรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า…การทรยศ…ที่คนผู้นั้นมีต่อพวกเขาแม่ลูก
เขาที่ไม่มีสมาธิฝึกบำาเพ็ญตบะจึงหยิบเอาเนื้อแรดหินทองชิ้น ใหญ่ออกมาอีกหนึ่งชิ้น หลังจากที่ย่างสุกก็กัดกระชากใช้ฟันบดเคี้ยวเนื้อ นั้นอย่างแรง ใช้มันมาระบายความโกรธแค้นในใจตน
หลายวันต่อมา
หลังจากที่เนี่ยเทียนกินเนื้อแรดหินทองที่ย่างสุกก้อนสุดท้ายลง
ไป ตลอดทั้งร่างของเขาก็มีควันจางๆ ลอยกรุ่นออกมา วัตถุเหนียวหนืด เป็นกลุ่มๆ ไหลมาตามรูขุมขนของเขา
ทุกครั้งที่เขากินอาหารจะต้องมีเนื้อสัตว์วิเศษปริมาณเกือบร้อย จิน นี่ทำาให้แรดหินทองที่หนักหลายพันจินก็ยังไม่สามารถต้านทานการเผา ผลาญปริมาณมหาศาลของเขาได้
ตอนที่ดูดซับเอาเนื้อก้อนสุดท้ายไป อันที่จริงอาการบาดเจ็บที่ เกิดจากการต่อสู้ระหว่างเขาและหลี่หลางเฟิงก็ถือว่าฟื้นตัวหมดแล้ว
เส้นเอ็นและเส้นชีพจรที่แตกขาดก็ถูกเชื่อมโยงใหม่อีกครั้งจน เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งทนทานมากกว่าเดิม ส่วนกระดูกที่เกิดรอยปริร้าว ก็เปลี่ยนมาเป็นกระชับแน่น แข็งกร้าวยากจะทำาลายได้ยิ่งกว่าก่อนหน้านี้
ตอนที่เขาโคจรพลังงานในมหาสมุทรวิญญาณ พลังวิญญาณ หลากชนิดหลายธาตุต่างก็ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรได้อย่างสะดวก ไม่มี ความรู้สึกถึงการติดชะงัก
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าอาการบาดเจ็บในร่างของเขาไม่เพียงแต่ หายดีอย่างสมบูรณ์แบบ เรือนกายนี้ของเขาก็ยังเปลี่ยนมาเป็นแกร่งกร้าว มากขึ้นด้วย
ทว่าปราณเลือดสีเขียวที่ขดตัวอยู่ในหัวใจของเขายังไม่ได้รับ การชดเชยทางจิงชี่เลือดเนื้อที่มากพอ แม้แต่ความเสียหายจากการช่วย ซ่อมแซมเรือนกายของเขาก็ยังไม่ได้รับการชดเชย ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงขั้นที่
สายเลือดจะพัฒนาไปอีกระดับเลย
เขารู้ว่ามีเพียงเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษเท่านั้นถึงจะสร้างจิงชี่ เลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นให้เขาได้
และในเทือกเขาฮว้านคงก็มีสัตว์วิเศษแข็งแกร่งอยู่เยอะมาก หากเขาคิดจะให้สายเลือดมีการพัฒนาจนปลุกพรสวรรค์แห่งสายเลือดขึ้น มาใหม่ ก็มีเพียงสังหารสัตว์วิเศษเท่านั้นถึงจะบรรลุเป้าหมายนี้
ในมหาสมุทรวิญญาณของเขา หยดดวงดาวที่รวมตัวกันขึ้นมา เป็นน้ำาวนดวงดาวก็จำาเป็นต้องชุบหลอมอยู่ในเทือกเขาฮว้านคง ไม่ใช่ใน เมืองโพ่เมี่ย
เขาจึงตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากช่วยเผยฉีฉีย่างเนื้อชิ้นสุดท้ายจนสุกแล้ว เขาก็พลันพูด ขึ้นว่า “สถานการณ์ของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
“พลังวิญญาณฟื้นตัวแล้ว ทว่าอาการบาดเจ็บทางกายอาจ จำาเป็นต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่ง” เผยฉีฉีเอ่ยเรียบๆ
นับตั้งแต่คราวก่อนที่เนี่ยเทียนเห็นนางร้องไห้เพราะฝันร้าย หลัง จากที่เนี่ยเทียนยอมเปิดใจเล่าเรื่องที่ตัวเองประสบพบเจอมา ระยะห่าง ระหว่างคนทั้งสองก็ถูกดึงให้เข้ามาใกล้กันอีกไม่น้อย
หลายวันที่ผ่านมานี้ทุกครั้งที่เนี่ยเทียนย่างเนื้อให้นาง และเวลา ที่นางกินด้วยท่วงท่าสง่างาม นางก็มักจะหาเรื่องมาพูดคุยกับเนี่ยเทียน อย่างต่อเนื่อง
นางเล่าเรื่องความพิเศษมากมายในอาณาจักรเลี่ยคง ความซับ ซ้อนทางพื้นที่ของเทือกเขาฮว้านคง และยังมีการต่อสู้ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ของสามขั้วอำานาจให้เนี่ยเทียนฟังอย่างละเอียด
“ข้าจะไปแล้ว” เนี่ยเทียนพูดเบาๆ
“จะไปแล้ว?” เผยฉีฉีตกใจอย่างเห็นได้ชัด “เจ้าจะไปที่ไหน?”
“ข้าต้องสังหารสัตว์วิเศษ” เนี่ยเทียนตอบแล้วเอ่ยเสริมอีกว่า “นอกจากนี้ข้าจำาเป็นต้องฝึกบำาเพ็ญตบะอยู่ในเทือกเขาฮว้านคง ที่นี่ค่อน ข้างเหมาะสมกับข้า ข้าต้องการอยู่ที่นี่สักพักแล้วค่อยกลับไปเมืองโพ่เมี่ย”
“เป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเอาเสียเลย” เผยฉีฉีขมวดคิ้ว
“ข้ารู้” เนี่ยเทียนกล่าว
เผยฉีฉีมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำา ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ถึงได้มอบ แผนที่โดยละเอียดให้เขาหนึ่งแผ่น อีกทั้งยังบอกตำาแหน่งแก่เขา “ตรงนี้ พวกเราเคยค้นหามาก่อน สัตว์วิเศษจำานวนมากที่ระดับไม่สูงมากนักมัก เคลื่อนไหวอยู่ที่นี่ ระดับของสัตว์วิเศษเหล่านั้นน่าจะไม่เกินระดับสี่ บางที เจ้าอาจสามารถสังหารพวกมันได้”
จากนั้นนางก็ชี้บอกตำาแหน่งฐานที่ตั้งของกะโหลกเลือดให้แก่ เขา “เจ้าเป็นขุนนางต่างถิ่นของกะโหลกเลือด ขอแค่จ่ายหินวิเศษที่มาก พอ เจ้าสามารถเดินทางกลับเมืองโพ่เมี่ยผ่านค่ายกลของกะโหลกเลือดที่นี่ ได้”
“ไม่ ข้าจะไม่กลับเมืองโพ่เมี่ยผ่านทางกะโหลกเลือดหรอก” เนี่ย เทียนส่ายหัว
เผยฉีฉีไม่เข้าใจจึงกล่าวว่า “รอจนข้าฟื้นตัวเต็มที่แล้ว ข้าจะหา พื้นที่เหมาะๆ ในเทือกเขาฮว้านคงเพื่อจัดวางค่ายกลนำาส่ง เจ้าสามารถ กลับไปพร้อมข้า ข้าไม่เก็บหินวิเศษจากเจ้าหรอก”
“ไม่จำาเป็น” เนี่ยเทียนส่ายหัวอีกครั้ง “หลังจากที่ข้าจับสัตว์ วิเศษได้มากพอแล้ว ข้าจะเดินทางผ่านเทือกเขาฮว้านคงแล้วใช้เส้นทาง รกร้างที่พวกนักล่าใช้เป็นประจำากลับไปที่เมือง”
เผยฉีฉีหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “เจ้าแน่ใจรึ?”
“แน่ใจ”
“ทางเส้นนั้นเต็มไปด้วยการเข่นฆ่่าและคาวเลือด ด้วยตบะของ เจ้าในตอนนี้ดูเหมือนว่าจะยังไม่มากพอ หากเจ้าทำาเช่นนี้มีความเป็นไปได้ มากว่าจะกลับไปไม่ถึงเมืองโพ่เมี่ย”
“หากกลับไปไม่ถึง ข้าก็ตายอยู่ข้างนอก”
เผยฉีฉีตะลึงพรึงเพริด
นางมองประเมินเนี่ยเทียนอย่างจริงจัง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้พยัก หน้าเบาๆ “ขอให้เจ้าประสบความสำาเร็จ”
จากนั้นนางก็หยิบเอาป้ายตัวตนแผ่นหนึ่งออกมาจากในแหวน เก็บของแล้วช่วยเปิดเขตแดนให้แก่เนี่ยเทียน
“เจ้าเองก็รักษาตัวด้วย” หลังจากทิ้งประโยคนี้ไว้เนี่ยเทียนก็ กระโดดผลุงทะยานออกไปนอกเขตแดน
“คนผู้นี้บ้าระห่ำาไม่ต่างไปจากหลี่หลางเฟิงเลยสักนิด บางทีอาจ จะบ้ากว่าด้วยซ้ำา” หลังจากที่เขาจากไป เผยฉีฉีก็พึมพำาอยู่กับตัวเอง
ไม่สนค่ายกลนำาส่งที่สะดวกที่สุดและปลอดภัยที่สุด แต่ดันเลือก กลับไปตามเส้นทางที่นองเลือดมากที่สุดเส้นนั้น!
ตอนที่เนี่ยเทียนพุ่งตัวออกไป สีหน้าที่เย็นชาอำามหิตและแกร่ง กร้าวของเขาก็ได้ทิ้งเงาสลักไว้ในใจของนางอย่างลึกล้ำา
“ก็เป็นคนที่น่าสงสารเหมือนกัน” นางกล่าวพร้อมถอนหายใจ
นางรู้สึกว่าเนี่ยเทียนเหมือนกับหลี่หลางเฟิงที่ต่างก็มีเหตุผลที่
จำาเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง
เพื่อเหตุผลข้อนั้น เนี่ยเทียนเลือกทางเส้นนั้นจึงไม่ต่างอะไรไป จากหลี่หลางเฟิง
หลี่หลางเฟิงดูดซับเอาปราณวิญญาณสกปรกเข้าไปเพื่อดึงเอา ส่วนหนึ่งที่เหมาะสมกับวิชาพิษร้ายของตัวเองโดยยอมปล่อยให้พิษร้า ยอื่นๆ กระจายไปทั่วร่างและทำาให้ร่างกายตนเสื่อมโทรมเร็วเกินกำาหนด ใช้การตายก่อนเวลาแลกมาด้วยพละกำาลังที่แข็งแกร่ง
ส่วนเนี่ยเทียนก็ใช้วิธีการกลืนกินเนื้อสัตว์วิเศษในเทือกเขาฮว้า นคงอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งก็เท่ากับเดินตามรอยของหลี่หลางเฟิง
นางคล้ายจะคาดการณ์ได้ถึงภาพวันที่เนี่ยเทียนแข็งแกร่งมาก ที่สุด เป็นดั่งดวงดาวที่สุกสกาวอยู่บนฟากฟ้า ทว่ากลับต้องมาต้องตายตก ไปอย่างเงียบเชียบและกะทันหัน
ไม่รู้ว่าเหตุใด เมื่อคิดว่าจะช้าหรือเร็ววันนั้นก็ต้องมาถึง ในใจ ของนางกลับรู้สึกเสียใจและเสียดาย