ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 298 ดาวเปล่งประกาย!
การกระตัุ้นใช้ดาวเปล่งประกายมีคาถาการโคจรพลังดวงดาวสองอย่างที่ แตักตั่างกันอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งคือดาวเปล่งประกายพริบพราวที่ตั้องกรอกเทพลังดวงดาว ไปที่ขาทั้งสองข้างเพื่อเคลื่อนที่ในระยะทางสั้นๆ ส่วนอีกหนึ่งคือดาวเปล่ง
ประกายหลบหนีที่ตั้องกระจายพลังดวงดาวไปทั่วร่างเพื่อใช้ในการ เคลื่อนที่ทางไกล
ที่เนี่ยเทียนใช้คือเวทลับดาวเปล่งประกายอย่างที่สอง
ใช้วิธีการแบบที่สองดึงเอาพลังดวงดาวออกมาจากในน้ำาวน ดวงดาวแล้วให้มันแผ่่กระจายไปทั่วร่างในพริบตัาเดียว
แสงดาวหลายดวงไหลวนอยู่ตัามเลือดเนื้อ อวัยวะภายในและ กระดูกทั่วร่างของเนี่ยเทียนอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งนั่นเป็นการสร้างแรงกดดัน และภาระอย่างรุนแรงถึงขีดสุดให้กับเรือนกายนี้ของเขา
และแทบจะเพียงชั่วพริบตัาเดียว เนี่ยเทียนก็รู้สึกเจ็บปวดรวด ร้าวเข้าไปถึงหัวใจเหมือนร่างกายถูกฉีกทึ้ง
เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขาคล้ายกำาลังระเบิดออกมาจาก ภายใน
ความเจ็บร้าวทำาให้สมาธิของเขาสูญเสียการควบคุม แม้แตั่เส้น สายตัาก็ยังพร่าเลือน
เขาใช้ทิพย์จักษุรับสัมผ่ัสตัำาแหน่งหนึ่งจนเห็นว่าแสงดาวที่ไหล วนไปตัามเลือดเนื้อและโครงกระดูกของเขาอยู่ๆ ก็มีพลังมหาศาลระลอก หนึ่งที่ยากจะบรรยายได้บังเกิดขึ้นมา
ในความรู้สึกของเขา แสงดาวมากมายที่อยู่ในร่างคล้ายทางช้าง เผ่ือกบนท้องฟ้าราตัรีที่กว้างใหญ่ไพศาลซึ่งกำาลังเคลื่อนโคจรอย่าง เงียบเชียบ
นาทีถัดมา เนินเขาทั้งหมดที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้าก็พลันหายวับ ไปราวกับถูกโยนทิ้งห่างอยู่ทางด้านหลังของเขา
ความรู้สึกเจ็บปวดเพิ่มมากขึ้นจนผ่ิวเนื้อบนเรือนกายที่ แข็งแกร่งทนทานอย่างถึงที่สุดออกเขาเริ่มปริแตัก
“ฟิ้ว!”
ในสายตัาของเสี้ยวหลินที่อยู่ด้านหลัง เนี่ยเทียนซึ่งกำาลังห้อ ตัะบึงอย่างบ้าคลั่งคล้ายอยู่ๆ ก็กลายมาเป็นกลุ่มแสงเจิดจ้ากลุ่มหนึ่ง
กลุ่มแสงนั้นบาดตัาอย่างถึงที่สุด หลังจากที่เปล่งประกาย แวววาวอยู่ไม่กี่วินาทีก็หายวับไป
ราวกับว่าอยู่ๆ กลุ่มแสงนั้นก็หายไปซะเฉยๆ จนไม่สามารถตัาม จับร่องรอยที่เป็นรูปธรรมได้ และเขาก็ไม่สามารถวิเคราะห์ตัำาแหน่งของ เนี่ยเทียนได้อย่างแม่นยำาอีกแล้ว
เสี้ยวหลินชะงักงันอยู่กับที่
เขายืนอยู่ตัรงตัำาแหน่งที่เนี่ยเทียนหายไปอย่างลึกลับ สีหน้าของ เขามืดคล้ำา สายตัาก็สับสนอย่างมาก
“เป็นวิธีการหลบหนีที่มหัศจรรย์ที่สุดเลย!”
ผ่่านไปครู่ใหญ่เขาถึงได้พึมพำาแผ่่วๆ รู้สึกไม่ค่อยอยากเชื่อนัก ว่าที่เขาเห็นนี้เป็นเรื่องจริง
“ฟิ้วๆๆ!”
ขณะที่เขากำาลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ซ่งลี่และหันมู่ตั่างก็บินมาถึง และยังมีสมาชิกของคมเขี้ยวอีกหลายคนที่ทยอยตัามมา ทุกคนตั่างก็ ขมวดคิ้วมองมาที่เขา
ตัอนที่เสี้ยวหลินเห็นเนี่ยเทียนเผ่ยกายก็แอบส่งข้อความไปบอก ซ่งลี่แล้ว หลังจากที่ซ่งลี่ได้รับข่าวก็ส่งความให้สมาชิกของคมเขี้ยวพากัน กระจายตััวไปโอบล้อมเป็นวงกลมรอบรัศมีสามลี้
ขอแค่อยู่ในขอบเขตันั้น ไม่ว่าเนี่ยเทียนจะฝึ่าวงล้อมไปทางไหน ก็จะตั้องเจอกับการล้อมโจมตัีจากสมาชิกของคมเขี้ยวอยู่ดี
หากเนี่ยเทียนหยุดการตั่อสู้ก็จะมีสมาชิกของคมเขี้ยวที่มากกว่า เดิมตัามมา และซ่งลี่กับหันมู่ก็จะตัามมาอย่างรวดเร็วด้วย
นอกจากนี้ เสี้ยวหลินที่ซ่งลี่ฝึากความหวังมหาศาลไว้ให้ก็น่าจะ ตัามตัิดไม่ปล่อย ซึ่งจะตั้องคอยตัามหลังเนี่ยเทียนอยู่ตัลอดเวลา อีกทั้ง อาจจะจับตััวเนี่ยเทียนไว้ได้ตัั้งแตั่แรกแล้ว
“เขาล่ะ?” หลังจากที่มาถึงซ่งลี่ก็ขมวดคิ้วแน่น “ในเมื่อเจ้าส่ง ข้อความมาบอกก็แสดงว่าตั้องจับร่องรอยของเขาได้แล้ว เขาย่อมไม่มีทาง หนีพ้นขอบเขตัเส้นสายตัาของเจ้าไปได้กระมัง?”
“เขาใช้วิธีการหลบหนีที่มหัศจรรย์มากอย่างหนึ่งหนีไปจาก สายตัาข้า” เสี้ยวหลินเองก็มีท่าทางหงุดหงิดเล็กน้อย “รีบสั่งความคนของ เจ้าให้สังเกตัการณ์รอบด้านให้ดี ขอบเขตัของเจ้าหัวเทียนผู่้นั้นธรรมดา เขาฝึืนกระตัุ้นใช้เวทหลบหนีก็ไม่น่าจะหนีห่างจากพวกเราไปไกลเท่าไหร่ นัก”
“อีกอย่างเวทลับหลบหนีในชั่วพริบตัาเช่นนี้มักจะสร้างบาดแผ่ล ฉกรรจ์ให้กับร่างกาย”
“ยิ่งขอบเขตัการหลบหนีขยายกว้างออกไปมากเท่าไหร่ ร่างกาย ก็จะยิ่งบาดเจ็บมากเท่านั้น เวลานี้สภาพของเขาน่าจะย่ำาแย่มาก ขอแค่หา ตััวเขาเจอก็สามารถจับตััวเขาทั้งเป็นได้อย่างง่ายดาย”
“วิชาหลบหนี?” ซ่งลี่กัดฟันกรอด แค่นเสียงเย็นกล่าว “หากไม่ สามารถจับตััวเขาทั้งเป็นได้ ข้อตักลงระหว่างเจ้าและข้าก็ถือเป็นโมฆะ!”
กล่าวจบนางก็หยิบเอาหินส่งข้อความเสียงออกมาตัิดตั่อกับ สมาชิกของคมเขี้ยวที่อยู่บริเวณใกล้เคียงทันที
และยังมีกลุ่มนักล่าที่ค่อนข้างเก่งกล้าซึ่งถูกนางเรียกตััวให้มา เคลื่อนไหวในบริเวณรอบๆ ที่ตั่างก็ทำาตัามคำาสั่งของนางโดยการรักษา แนวป้องกันของตััวเองตั่อไปพลางค้นหาร่องรอยของเนี่ยเทียนไปรอบด้าน ด้วย
ครึ่งเค่อตั่อมา
ซ่งลี่กลับไม่ได้รับข่าวใดๆ ที่มีประโยชน์จากสมาชิกของคมเขี้ยว และพวกผู่้นำากลุ่มนักล่า
ในพื้นที่ทั้งหมดที่พวกเขาโอบล้อมไว้ล้วนไม่มีใครพบตััวเนี่ย เทียน
ราวกับว่าเนี่ยเทียนหายตััวไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างไรอย่างนั้น
“ไม่มี!” ซ่งลี่ถลึงตัาเย็นชาใส่เสี้ยวหลิน
เสี้ยวหลินหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเรียบเฉย “ไม่ได้อยู่ ในวงที่โอบล้อมก็มีคำาอธิบายเพียงอย่างเดียว—วิธีการหลบหนีของเจ้าเด็ก นั้นอัศจรรย์มากพอ ระยะทางที่เขาหลบหนีไปไกลเกินกว่าวงโอบล้อมที่ พวกเจ้าสร้างขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ร่างกายของเขาก็มีแตั่จะยิ่งบาดเจ็บสาหัส เพราะการหลบหนีครั้งนี้”
“สั่งความให้คนของเจ้ากระจายตััวกันออกไปหาไกลกว่าเดิม น่า จะได้ผ่ลพวงกลับมาบ้าง”
ซ่งลี่สูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกนูนแน่นยืดตััวสูง “ข้าจะยอม เชื่อเจ้าอีกครั้ง!”
นางออกคำาสั่งอีกครั้งให้สมาชิกของคมเขี้ยว และกลุ่มนักล่าที่ เคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณใกล้เคียงออกไปตัามหาร่องรอยของเนี่ยเทียนใน ระยะที่ไกลกว่าเดิม
เวลาเดียวกันนั้น
ห่างออกไปห้าลี้ ด้านล่างเนินเขาแห่งหนึ่ง เนี่ยเทียนแสยะปาก แยกเขี้ยว สะบัดศีรษะที่มึนงง มุมปากมีเลือดไหลซึม
เขาฝึืนลุกขึ้นยืน แค่ขยับมือและเท้าของตััวเองก็รู้สึกได้ถึงความ เจ็บปวดที่ร้าวระบมไปทั่วร่าง
และยังมีเส้นเอ็นเล็กบาง รวมไปถึงกระดูกบ้างส่วนที่แตักหัก ออกเพราะวิชาดาวเปล่งประกายหลบหนีครั้งนี้
หลังจากที่รับสัมผ่ัสอีกครั้ง เขาพบว่าแม้แตั่อวัยวะภายในก็ยัง บาดเจ็บในระดับที่ตั่างกัน
สภาพร่างกายของเขาในเวลานี้ดีกว่าหลังจากตั่อสู้กับหลี่หลา งเฟิงเมื่อคราวก่อนนิดเดียว
ทว่าพลังวิญญาณของเขากลับไม่สูญเสียไปมากนัก มีเพียงหยด ดาวที่รวมตััวกันอยู่ในน้ำาวนดวงดาวเท่านั้นที่เนื่องจากกระตัุ้นใช้เวทลับ ดาวเปล่งประกายจึงลดหายไปมากถึงสามส่วน
ใช้เวทหลบหนีดาวเปล่งประกายในระยะทางไกลหนึ่งครั้งทำาให้ หยดดาวที่เขารวบรวมอย่างยากลำาบากในช่วงที่ผ่่านมาถูกเผ่าผ่ลาญไป เกือบสามส่วน
เรือนกายที่แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุดของเขาก็ตั้องบาดเจ็บสาหัส เพราะเหตัุนี้ ซึ่งอาจจำาเป็นตั้องกินเนื้อสัตัว์วิเศษปริมาณไปพักใหญ่ถึงจะ ค่อยๆ ฟื้นตััวช้าๆ
“วิชาหลบหนีดาวเปล่งประกายครั้งนี้เรียกว่าประสบความ สำาเร็จหรือว่าล้มเหลวกันแน่นะ?”
“การหลบหนีระยะไกลหนึ่งครั้งของดาวเปล่งประกายเผ่าผ่ลาญ หยดดาวไปน่ากลัวถึงขนาดนี้ อีกทั้งยังสร้างภาระให้กับเรือนกายอย่าง หนักหนาสาหัสด้วย”
“หรือว่าเวทลับนี้ล้มเหลว?”
ขณะที่เขาคิดเช่นนี้ก็แบ่งกระแสจิตักลุ่มหนึ่งออกไปวนเวียนอยู่ ในตัราประทับสะเก็ดดาวดวงหนึ่งตัรงหน้าอก
แล้วเขาก็ค้นพบอย่างรวดเร็วว่าคาถาสะเก็ดดาวบทตั้น อักขระ บรรพกาลที่เป็นตััวแทนของคาถาดาวเปล่งประกายได้หายไปแล้วเกือบ ครึ่ง
“สำาเร็จแล้ว!” เนี่ยเทียนตััวสั่นเยือก
มีประสบการณ์จากการใช้คาถาดาวเคลื่อนย้ายมาก่อน เขารู้ว่า มีเพียงร่ายใช้เวทลับดวงดาวประสบความสำาเร็จเท่านั้นอักขระบรรพกาล ที่นาบประทับไว้ในคาถาสะเก็ดดาวถึงจะลดน้อยลงไป
การลดน้อยลงของคาถาสะเก็ดดาวหมายความว่าเขาร่ายใช้เวท ลับตัามที่อักขระเหล่านั้นบรรยายไว้ได้สำาเร็จ
เขานึกไม่ถึงว่าการร่ายใช้วิชาหลบหนีดาวเปล่งประกายระยะ ทางไกลครั้งแรกก็จะทำาให้ร่างกายเขาเตั็มไปด้วยบาดแผ่ลฉกรรจ์ขนาดนี้ เดิมทีเขานึกว่านี่คือผ่ลลัพธ์ที่ได้จากความล้มเหลวแล้วพลังโจมตัีกลับมา ทำาร้ายเรือนกายของเขา
การหายไปของอักขระบรรพกาลทำาให้เขาเข้าใจว่าอาการบาด เจ็บสาหัสของร่างกายเช่นนี้อาจจะเป็นค่าตัอบแทนที่ตั้องจ่ายสำาหรับการ ใช้วิชาหลบหนีดาวเปล่งประกาย
และขณะที่เขาตัรึกตัรองอยู่เงียบๆ นั้น ทิพย์จักษุเจ็ดข้างที่ยังคง ลอยอยู่ตัรงจุดที่เขาจากมาก็ค่อยๆ พากันกลับมาตัามปราณของเขา
รอจนทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้างนั้นเข้าใกล้เขามากพอแล้ว เขาและ ทิพย์จักษุก็สร้างความเชื่อมโยงกันขึ้นมาใหม่ทันที
เมื่อมีทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้าง เขาจึงรับสัมผ่ัสได้อย่างรวดเร็วว่านัก ล่าของมือเลือดและแมงป่องพิษที่มีผู่้แข็งแกร่งขอบเขตัตั้นสวรรค์เป็น หัวหน้ากำาลังเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พวกเขาร้อง ตัะโกนโหวกเหวกและกำาลังตัามหาตััวเขา
เขาจึงเข้าใจในฉับพลันว่าหลังจากที่ร่ายใช้วิชาหลบหนีดาว เปล่งประกาย เขาก็น่าจะมาโผ่ล่อยู่นอกเหนือพื้นที่การโอบล้อมของพวก นักล่าและคนของคมเขี้ยว
เสี้ยวหลินที่สามารถระงับขอบเขตัที่แท้จริงจนปราณและพลัง ของตััวเองล้วนถูกบังคับให้อยู่ในขั้นกลางสวรรค์ช่วงตั้นก็น่าจะถูกเขาสลัด ทิ้งไว้ไกลมากแล้ว
“จ่ายแค่ตัอบแทนเป็นอาการบาดเจ็บส่วนหนึ่งของร่างกาย แตั่ กลับสามารถฝึ่าทะลุวงล้อมและหลีกเลี่ยงความตัายมาได้ย่อมคุ้มค่ามาก อยู่แล้ว!”
หลังจากเข้าใจในข้อนี้ ดวงตัาของเขาก็เปล่งประกาย รีบ รวบรวมพลังอีกครั้งแล้วห้อทะยานออกไปอย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจความ
เจ็บปวดรวดร้าวของเรือนกาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกนักล่าของมือเลือด และแมงป่องพิษตัามเจอ
เมืองโพ่เมี่ย
คนกลุ่มแรกที่ออกจากเทือกเขาฮว้านคง เมื่อผ่่านการเดินทาง ระยะไกลก็ได้กลับมาถึงเมืองอย่างราบรื่น
หลังกลับมาถึงเมือง คนเหล่านั้นตั่างก็อารมณ์ผ่่อนคลายอย่าง มาก บอกว่าคราวนี้โชคดีไม่น้อยที่ไม่ตั้องเจอกับการล้อมโจมตัีจากพวกนัก ล่าที่แข็งแกร่ง
จากคำาพูดของพวกเขา ข่าวหนึ่งจึงแพร่ไปทั่วเมืองโพ่เมี่ยอย่าง รวดเร็ว
พวกกลุ่มนักล่ามากมายที่อยู่นอกเมืองตั่างก็กำาลังหาคนคนหนึ่ง ที่ชื่อหัวเทียน ผู่้ริเริ่มก็คือคมเขี้ยวที่น่ากลัวที่สุดในบรรดานักล่าด้วยกัน
คนเหล่านั้นบอกกับทุกคนที่ตั้องการออกจากเมืองโพ่เมี่ยว่าให้ พวกเขารีบฉวยโอกาสลงมือ
ขณะที่กลุ่มนักล่าคมเขี้ยวและกลุ่มอื่นๆ กำาลังทุ่มเทพลังเตั็มที่ เพื่อตัามหาหัวเทียนก็คล้ายว่าจะไม่มีอารมณ์มาสนใจคนอื่นๆ หากออก จากเมืองไปที่เทือกเขาฮว้านคงในเวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยและ มั่นคงมากที่สุด
ชื่อของหัวเทียนค่อยๆ แพร่ไปทั่วทั้งเมืองโพ่เมี่ย และแน่นอนว่า กะโหลกเลือดก็ย่อมได้ข่าว
“หัวเทียน!”
หลังจากได้รู้เรื่องนี้ สือชิงก็หน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรงแล้วรีบไป หาเผ่ยฉีฉีกับหลีเหย่ทันที