ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 300 หายตััวระยะใกล้!
เนี่ยเทียนที่ก่อกวนจนคมเขี้ยวและกลุ่มนักล่ามากมายอยู่ไม่เป็นสุข หลัง จากหนีฝึ่าวงล้อมมาได้แตั่กลับไม่กล้าย่างเท้าเข้าไปในป่ารกร้าง
เขายังคงเตัร็ดเตัร่อยู่แถวพื้นที่เนินเขา
หลังจากที่อยู่ในแถบเนินเขาหลายวันเขาก็ค่อยๆ ค้นพบว่าพวก นักล่าที่ตัามหาเขาเริ่มลดน้อยลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปหมดในที่สุด
ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงวางใจได้อย่างเตั็มที่
หลายวันที่ผ่่านมานี้เขาข่มกลั้นอดทนตั่ออาการบาดเจ็บของ ร่างกาย อาศัยทิพย์จักษุเจ็ดข้างเล่นซ่อนหากับพวกนักล่าเหล่านั้น
เขาที่ถูกเสี้ยวหลินเล่นงานมาแล้วหนึ่งครั้งจึงระวังตััวเพิ่มขึ้นอีก เยอะมาก ตั่อให้เจอพวกนักล่าที่ค่อนข้างอ่อนแอ เขาก็ยังไม่มีใจคิดจะ สังหาร
เมื่อมีเวลาว่างเขาก็จะกินเนื้อสัตัว์วิเศษปริมาณมาก ใช้จิงชี่ เลือดเนื้อที่เข้มข้นมาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บของตััวเอง
เรือนกายที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเพราะร่ายใช้คาถาหลบหนีดาว เปล่งประกาย เมื่ออยู่ภายใตั้การบำารุงจากจิงชี่เลือดเนื้อก็ค่อยๆ ฟื้นตััว กลับมา
ส่วนปราณเลือดสีเขียวที่กระหายตั่อจิงชี่เลือดเนื้ออย่างถึงที่สุด เส้นนั้นก็ค่อนข้างจะรู้ความ หากพบว่าเมื่อใดที่ร่างกายเขาบาดเจ็บหนัก มันก็จะยุตัิการกลืนกินจิงชี่เลือดเนื้อชั่วคราว
จิงชี่เลือดเนื้อที่แปลงออกมาจากเนื้อสัตัว์วิเศษล้วนไหลไปตัาม จุดที่มีบาดแผ่ล ใช้พลังชีวิตัที่เข้มข้นมาซ่อมแซมเส้นเอ็นและกระดูกที่ แตักหัก
ถึงเวลากลางดึกอีกครั้ง
แสงจันทร์กระจ่างสาดส่องลงมา ดวงดาววิบวับหลายดวงพร่าง พราวเตั็มท้องฟ้าราตัรี
เนี่ยเทียนนั่งนิ่งๆ อยู่ในมุมอับแสงจันทร์ใตั้เนินเขาแห่งหนึ่ง ใน มือกำาหินประหลาดที่แฝึงเร้นพลังดวงดาวเอาไว้เพื่อดึงเอาพลังงานจาก ด้านในของมันออกมา
เมื่ออยู่ภายใตั้การชดเชยพลังดวงดาวบริสุทธิ์จากหินประหลาด เหล่านั้น พลังดวงดาวที่ถูกเผ่าผ่ลาญไปสามส่วนเนื่องจากกระตัุ้นใช้คาถา ดาวเปล่งประกายก็ได้ฟื้นคืนมานานแล้ว
เขาดึงเอาพลังดวงดาวจากในหินประหลาดออกมาแล้วรับ เข้าไปไว้ในน้ำาวนดวงดาวอีกครั้ง เมื่อผ่่านการชุบหลอมให้บริสุทธิ์ครั้งแล้ว ครั้งเล่า มันก็กลายมาเป็นหยดดาวที่ตักตัะกอนอยู่ในทะเลสาบเล็กๆ นั่น
เมื่อถูกเตัิมเตั็ม ทะเลสาบที่เกิดจากการรวมตััวกันของหยดดาวก็ ชุบหลอมตั่อเนื่องและเริ่มแผ่่ขยายขอบเขตัของทะเลสาบดวงดาว
หลังจากผ่่านการขยายไปทีละนิดจากหยดดาว ทะเลสาบ ดวงดาวจึงเปลี่ยนมามีขนาดใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ หยดดาวที่สามารถรองรับ ไว้ได้ก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
“หินประหลาดเหล่านี้มีประสิทธิผ่ลที่ยอดเยี่ยมจริงๆ”
ผ่่านไปครู่ใหญ่ หินประหลาดก้อนหนึ่งก็แตักออก เขาจึงหยิบ ก้อนใหม่ออกมาจากในกำาไลเก็บของ ดวงตัาก็เปล่งประกายระยิบระยับ
เขาแอบมีความรู้สึกว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ เขาก็จะสามารถใช้หิน วิเศษเหล่านั้นมาขยายทะเลสาบที่อยู่ก้นน้ำาวนดวงดาวให้ไปถึงขีดสุดได้!
เมื่อถึงเวลานั้น คาถาสะเก็ดดาวที่เขาฝึกก็จะสามารถเหยียบย่าง เข้าสู่ขอบเขตัของการบรรลุสู่กลางสวรรค์ช่วงกลาง
รอจนกลับไปถึงเมืองโพ่เมี่ย เขาสามารถใช้พลังกายพลังใจ ทั้งหมดทุ่มเทให้กับด้านการรวบรวมพลังเปลวเพลิง พลังพืชหญ้าและ ปราณวิญญาณ
วัตัถุดิบธาตัุเปลวไฟและธาตัุไม้มีให้เห็นทั่วเมืองโพ่เมี่ย ซึ่ง สามารถให้เขาเอามาฝึกฝึนได้อย่างตั่อเนื่อง
เขายังสามารถยืมใช้ห้องฝึกตันของกะโหลกเลือดมาชุบหลอม มหาสมุทรวิญญาณและน้ำาวนพลังวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว เพื่อเตัรียม พร้อมสำาหรับการเหยียบย่างเข้าสู่ขอบเขตัตั่อไป
“ดาวเปล่งประกาย!”
เมื่อความคิดเขาเคลื่อนไหว กระแสจิตักลุ่มหนึ่งของเขาก็พุ่ง เข้าไปในตัราประทับสะเก็ดดาวดวงหนึ่งเพื่อทำาความเข้าใจกับวิธีเคลื่อน โคจรอีกประเภทหนึ่งของคาถาดาวเปล่งประกาย
ดาวเปล่งประกายพริบพราวที่ใช้สำาหรับเคลื่อนที่ในระยะทาง สั้นๆ ก่อนหน้านี้เขาเองก็ทำาความเข้าใจมาแล้ว เพียงแตั่ว่ายังไม่ได้ร่ายใช้ อย่างจริงจัง
หลังจากที่เขาได้อาศัยคาถาดาวเปล่งประกายหลบหนีระยะทาง ไกลมาจากน้ำามือของเสี้ยวหลินได้สำาเร็จ อีกทั้งยังฝึ่าวงล้อมของคมเขี้ยว และพวกนักล่ากลุ่มอื่นมาได้ เขาจึงตัระหนักได้ถึงความมหัศจรรย์ของดาว เปล่งประกายอย่างแท้จริง รู้ว่าเมื่อถึงช่วงเวลาสำาคัญมันช่วยให้เขารักษา ชีวิตัรอดได้
ดังนั้นเขาจึงแอบตััดสินใจว่า ก่อนหน้าที่จะกลับไปยังเมืองโพ่ เมี่ย เขาจะทำาความเข้าใจกับวิธีการกระตัุ้นคาถาดาวเปล่งประกายทั้งสอง อย่างให้ทะลุปรุโปร่ง
ช่วงเวลาหลังจากนั้นเขาจึงไม่ได้รีบร้อนออกไปจากเนินเขา และ ไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในป่ารกร้างกว้างไกลสุดลูกหูลูกตัา
เมื่ออยู่ในแถบเนินเขาที่ไม่มีภัยคุกคามจากพวกนักล่า เขาจึง ฝึกฝึนอย่างหนัก ด้านหนึ่งก็ชุบหลอมหยดดาว อีกด้านหนึ่งก็ทำาความ เข้าใจกับคาถาดาวเปล่งประกายอีกรูปแบบหนึ่ง
เวลาหลายวันผ่่านไปอย่างรวดเร็ว
อาการบาดเจ็บของเรือนกายเขา เมื่อได้เนื้อสัตัว์วิเศษปริมาณ มากมาช่วยฟื้นฟูจึงหายดีนานแล้ว
เนื้อสัตัว์วิเศษที่เขากินในภายหลังซึ่งกลายมาเป็นจิงชี่เลือดเนื้อ ก็ถูกปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นเขมือบกลืนไปหมดอีกครั้ง และทั้งหมดก็ กลายมาเป็นสารบำารุงสำาหรับการแปรสภาพของปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้น
เพราะมีหินประหลาดจำานวนมากอยู่ในมือ การขยายขอบเขตั ทะเลสาบดวงดาวของเขาจึงค่อยๆ บรรลุไปถึงขอบเขตัของการฝึ่าทะลุ
เมื่อเขาไม่สามารถใช้หยดดาวขยายทะเลสาบดวงดาวได้อีกแล้ว เขาก็รู้ว่าด้านการฝึกคาถาสะเก็ดดาวของเขาได้ดำาเนินมาถึงจุดคอขวด ไม่ สามารถชุบหลอมหยดดาวให้มากกว่านี้ได้อีก
ดังนั้นเขาจึงใช้พลังกายใจทั้งหมดอยู่กับการทดลองคาถาดาว เปล่งประกาย
บนยอดเนินเขาแห่งหนึ่งที่แสงจันทร์สาดส่อง เขาสูดลมหายใจ เข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วรวบรวมพลังดวงดาวทันที
แสงดาวหลายดวงบินออกมาจากในน้ำาวนดวงดาวกลาง มหาสมุทรวิญญาณของเขาแล้วกรอกเทลงไปที่เส้นเอ็นและเส้นชีพจรของ ขาทั้งสองข้าง
ความรู้สึกเหมือนร่างลอยได้พลันบังเกิดขึ้นมา
หลังจากที่ขาทั้งสองมีพลังดวงดาวจำานวนมากไหลทะลักเขาไป เขาก็คล้ายจะหลุดพ้นจากพันธนาการของแรงโน้มถ่วง ตััวเบาราวกับไร้น้ำา หนัก
“ดาวเปล่งประกาย!”
เมื่อความคิดขยับ แสงดาวมากมายที่อยู่ในขาก็คล้ายจะ เปลี่ยนแปลงมาเป็นค่ายกลดวงดาวลึกลับอยู่ในร่างกายจนเกิดเป็นแรงขับ เคลื่อนที่สามารถกะพริบและบิดเบือนได้
“ฟิ้ว!”
ร่างกายของเขาพลันเคลื่อนที่ด้วยความเร็วเหนือแสงราวกับ ดาวดวงหนึ่งที่หายตััวไป ก่อนจะมาปรากฏตััวอยู่อีกที่หนึ่ง
“ฟิ้วๆๆ!”
เมื่อความคิดไปอยู่ตัรงสถานที่ใด เรือนกายของเขาก็จะเปลี่ยน ตัำาแหน่งอย่างตั่อเนื่อง และมาปรากฏตััวอยู่ตัามพื้นที่ที่ทิพย์จักษุเจ็ดข้าง ล่องลอยอยู่
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างเป็นเหมือนดวงดาวที่มองไม่เห็นซึ่งกำาลังชักนำา เขา กำาหนดเป้าหมายในการหายตััวที่แน่นอนให้กับเขา ซึ่งมันได้สร้าง ความเชื่อมโยงที่ลึกลับขึ้นมากับเขาทำาให้เขาสามารถพุ่งตัรงไปยังจุดที่ ทิพย์จักษุลอยอยู่ได้โดยตัรง
นี่คือความรู้สึกที่ลี้ลับมหัศจรรย์อย่างถึงที่สุด
ระหว่างเขาและทิพย์จักษุคล้ายมีเส้นทางที่ลึกลับดำารงอยู่ ขอ แค่เขากระตัุ้นใช้ดาวเปล่งประกายก็สามารถรับสัมผ่ัสได้อย่างแม่นยำา
เส้นทางลึกลับที่มองไม่เห็นนั้นมีเพียงดาวเปล่งประกายเท่านั้นที่ ผ่่านไปได้ มันไร้ร่องรอย มาถึงในชั่วพริบตัา รวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
ทิวทัศน์ตัรงจุดที่ทิพย์จักษุอีกข้างหนึ่งลอยอยู่พลันบิดเบือนพร่า เลือน แล้วทันใดนั้นอยู่ๆ ร่างของเนี่ยเทียนก็โผ่ล่พรวดออกมาอย่างน่า พิศวง
“สามร้อยเมตัร!”
เนี่ยเทียนคำานวณระยะทางก่อนจะกระตัุ้นดาวเปล่งประกายอีก ครั้งเพื่อเคลื่อนที่ไปยังทิพย์จักษุอีกหนึ่งดวง
“ฟิ้ว!”
รอจนร่างของเขาเผ่ยกายขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าเขาอยู่ห่าง จากทิพย์จักษุข้างนั้นอีกประมาณเจ็ดสิบแปดสิบเมตัร ไม่ได้เคลื่อนย้ายมา หยุดอยู่ตัรงจุดที่ทิพย์จักษุข้างนั้นลอยอยู่โดยตัรง
“ฟิ้วๆๆ!”
หลังจากที่ทำาแบบนี้ซ้ำาไปซ้ำามาอยู่หลายครั้ง เขาก็ประเมินออก มาได้ว่าด้วยขอบเขตั ตับะ และความแข็งแกร่งของเลือดเนื้อของเขาตัอน นี้ การเคลื่อนย้ายในระยะทางสั้นๆ ด้วยคาถาดาวเปล่งประกาย ขอบเขตั จะอยู่แค่ประมาณสี่ร้อยเมตัรเท่านั้น
ตััวเลขที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นก็น่าจะประมาณสามร้อยสามสิบ เมตัร
การเคลื่อนที่ด้วยคาถาดาวเปล่งประกายจะแม่นยำาอย่างถึงที่สุด และไม่เกิดข้อผ่ิดพลาดเมื่ออยู่ในขอบเขตันี้เท่านั้น
หากอยู่พ้นไปจากขอบเขตันี้ แม้ว่าคาถาดาวเปล่งประกายจะยัง คงใช้ได้สำาเร็จ แตั่ทิศทางจะไม่แม่นยำานัก ตัำาแหน่งก็จะเปลี่ยนแปลงเล็ก น้อย
คาถาดาวเปล่งประกายในระยะสั้นๆ ไม่ได้นำามาใช้เพื่อหนีเอา ชีวิตัรอด แตั่ใช้สำาหรับการตั่อสู้
การเคลื่อนที่ของดาวเปล่งประกาย ความแตักตั่างด้านระยะทาง เพียงแค่ชั่วเซนตัิเมตัรก็อาจทำาให้เขาตักอยู่ในอันตัราย ทั้งอาจได้ผ่ลลัพธ์ ในทางตัรงกันข้าม
หลังจากที่ทดลองทำาอยู่หลายสิบครั้ง เขาก็ค่อยๆ บรรลุถึงความ มหัศจรรย์ของดาวเปล่งประกาย ความคิดของเขาขยับไหวเพื่อไปตัรวจ สอบตัราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้น
และก็เป็นอย่างที่คาด อักขระบรรพกาลอีกส่วนหนึ่งที่บันทึกเอา ไว้ในคาถาดาวเปล่งประกายหายไปเกือบหมดแล้ว
นี่หมายความว่าเขาล้วนประจักษ์แจ้งตั่อวิธีการกระตัุ้นใช้คาถา ดาวเปล่งประกายทั้งสองรูปแบบ
เขาหรี่ตัาลงและรับสัมผ่ัสการเปลี่ยนแปลงของร่างกายของตััว เองอย่างละเอียด
เขาพบว่าหลังจากที่เคลื่อนที่โดยใช้คาถาดาวเปล่งประกาย หลายสิบครั้ง เขาก็แค่เผ่าผ่ลาญพลังดวงดาวไปแค่หกเจ็ดส่วนเท่านั้น และแม้ว่าพลังของเรือนกายจะเผ่าผ่ลาญไปมหาศาลเช่นเดียวกัน แตั่กลับ ยังอยู่ในขอบเขตัที่สามารถแบกรับได้
นี่หมายความว่าเวลาที่เขาตั่อสู้กับคนอื่น ขณะที่ไม่ได้ใช้คาถา ดาวเคลื่อนย้ายมาโจมตัีศัตัรู เขาสามารถกระตัุ้นใช้คาถาดาวเปล่งประกาย ซ้ำาไปซ้ำามาได้
ทว่าการใช้ดาวเปล่งประกายหลบหนีในระยะทางไกลเพียงแค่ ครั้งเดียว เขากลับเผ่าผ่ลาญพลังดวงดาวไปเกือบสามส่วน อีกทั้งยังทำาให้ ร่างกายบาดเจ็บสาหัสด้วย
“ดาวเปล่งประกายสองประเภท หนึ่งใช้สำาหรับหนีเอาชีวิตัรอด หากกระตัุ้นใช้เมื่อใดก็จะถูกพลังโจมตัีกลับทันที ไม่ควรเอามาใช้ง่ายๆ”
“ส่วนอีกประเภทหนึ่งใช้คู่กับการตั่อสู้ และหากใช้คู่กับสนามแม่ เหล็กยุ่งเหยิงก็น่าจะยิ่งแสดงประสิทธิผ่ลได้ยอดเยี่ยมกว่าเดิม การหายตััว ในระยะทางสั้นๆ สามารถทำาให้ข้าตััวคนเดียวสามารถตั่อกรกับศัตัรู มากมายได้สบายๆ และสามารถปัยนหัวศัตัรูคนหนึ่งให้อยู่ในกำามือได้”
“คาถาสะเก็ดดาวที่มาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวช่างเป็น วิชาการฝึกตันที่หาได้ยากยิ่งของโลกใบนี้จริงๆ ก็ไม่แปลกที่วิมานสวรรค์ และขั้วอิทธิพลตั่างๆ ในเก้าอาณาจักรตั่างก็พยายามเตั็มที่เพื่อช่วงชิงมัน มาให้ได้!”
เพียงแค่บรรลุคาถาดาวเคลื่อนย้ายและคาถาดาวเปล่งประกาย เนี่ยเทียนก็ตัระหนักได้ถึงความมหัศจรรย์ของคาถาสะเก็ดดาว เขารู้แน่ชัด ดีว่าหลังจากที่เข้าใจคาถาดาวเคลื่อนย้ายและคาถาดาวเปล่งประกาย เรียบร้อยแล้ว พลังความสามารถในการสู้รบของเขาได้เพิ่มมากมหาศาล ถึงเพียงใด
และนี่ยังเป็นแค่ส่วนหนึ่งของคาถาสะเก็ดดาวบทตั้นเท่านั้น
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว การสืบทอดลึกลับ…”
เงยหน้ามองมหาสมุทรดวงดาวที่กว้างใหญ่ไพศาล ย้อนนึกถึง ประสบการณ์ที่ผ่่านมาในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และยังมีการหาย ไปอย่างช้าๆ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เขาแอบมีความรู้สึกอย่าง
หนึ่งว่า—พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังคงดำารงอยู่ในสถานที่ใดสักแห่ง หนึ่งกลางทางช้างเผ่ือก
หลังจากที่เขาได้ตัราประทับสะเก็ดดาวสองดวง และบรรลุคาถา ดาวเคลื่อนย้ายและคาถาดาวเปล่งประกายแล้วก็ถือว่าเป็นสมาชิกคนหนึ่ง ของสำานักลึกลับแห่งนั้นแล้ว
“หวังว่าสักวันหนึ่งข้าจะแข็งแกร่งจนสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ มหาสมุทรดวงดาวที่กว้างใหญ่ไพศาล ถึงเวลานั้นบางทีข้าอาจไปจากดิน แดนดาวตัก และใช้ชีวิตัอยู่ในทางช้างเผ่ือกที่กว้างใหญ่ยิ่งกว่าเดิม”
“ไม่แน่ว่าหากวันหนึ่งได้เจอกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีก ครั้ง ข้าอาจจะได้เจอกับคนที่ฝึกคาถาสะเก็ดดาวเช่นเดียวกับข้า”
“อยากให้วันนั้นมาถึงจริงๆ จัง”
เนี่ยเทียนมีสีหน้าคาดหวัง มองท้องฟ้ามากหมู่ดาวด้วยสายตัา หลงใหล
เนิ่นนานหลังจากนั้น รอจนดวงดาวค่อยๆ เคลื่อนโคจรหายไป พระจันทร์เสี้ยวหายไป ท้องฟ้าค่อยๆ สว่างขึ้นมา เขาถึงตัื่นขึ้นจากความ เคลิบเคลิ้มนั้น
“กลางวันมาถึงแล้ว”
เขายิ้มบางๆ กระตัุ้นใช้คาถาดาวเปล่งประกายอีกครั้ง ก่อนจะ มาปรากฏกายอยู่นอกรัศมีสามร้อยเมตัรในชั่วพริบตัาเดียว
หลังจากนั้นเขาก็ไม่สิ้นเปลืองพลังดวงดาว ไม่ใช้คาถาดาวเปล่ง ประกายอีก แตั่หลังจากที่หัวเราะยาวๆ หนึ่งครั้ง เขาก็ห้อตัะบึงไปยังป่า รกร้างไร้ที่สิ้นสุด เหยียบลงไปบนเส้นทางครึ่งหลังเพื่อเดินทางกลับเมืองโพ่ เมี่ยอย่างเป็นทางการ