ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 311 สั่งสอน
ช่วงเวลาหลังจากนั้นเนี่ยเทียนก็ฝึกบำาเพ็ญตับะอย่างหนักอยู่ใน ห้องที่เป็นของเขาทุกวัน
เมื่อใช้หินประหลาดที่แฝึงเร้นไว้ด้วยพลังดวงดาว เขาก็ได้หลอม หยดดาวขึ้นมาใหม่ เตั็มเตัิมมันไว้ในทะเลสาบดวงดาวใตั้ก้นน้ำาวนดวงดาว
จากนั้นเขาจึงใช้หินวิเศษที่มีพลังของเปลวเพลิงและพืชหญ้ามา ชุบหลอมพลังวิญญาณธาตัุไฟและธาตัุไม้ เตั็มเตัิมน้ำาวนเปลวเพลิงและ น้ำาวนพืชหญ้าไปพร้อมกัน
เวลาราวกับกระแสธารที่ไหลผ่่าน พริบตัาเดียวก็ผ่่านไปแล้วครึ่ง เดือน
เมื่อผ่่านการฝึกฝึนอย่างหนักตัลอดครึ่งเดือนที่ผ่่านมา เขาก็ฝึก คาถาสะเก็ดดาวไปจนถึงขอบเขตัที่ใกล้จะฝึ่าทะลุอีกครั้ง
แม้แตั่น้ำาวนเปลวเพลิงและน้ำาวนพืชหญ้าก็ยังชุบหลอมได้ถึงจุด สูงสุดจนไม่สามารถพัฒนาไปได้อีกแล้ว
มีเพียงมหาสมุทรวิญญาณที่สำาคัญที่สุดเท่านั้นซึ่งยังจำาเป็นตั้อง ขยับขยายตั่อไป และปราณวิญญาณก็จำาเป็นตั้องได้รับการกลั่นหลอมให้ บริสุทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
ดังนั้นเขาจึงนึกถึงห้องฝึกตันพิเศษของกะโหลกเลือด
วันนี้ขณะที่เขาเตัรียมจะออกจากที่นี่ไปยังศูนย์บัญชาการของ กะโหลกเลือด เขาก็พลันรู้สึกได้ว่าตัำาแหน่งที่พักของเผ่ยฉีฉีมีคลื่นห้วงมิตัิที่ รุนแรงส่งมา
“เอ๊ะ!”
เขาหันไปมองหอเรือนหินที่เผ่ยฉีฉีอยู่อาศัยด้วยสีหน้าตักตัะลึง
หลีเหย่ที่กลิ่นเหล้าคลุ้งไปทั้งร่างก็รู้สึกได้ถึงความผ่ิดปกตัิ เขา เดินออกมาจากห้องหลอมอาวุธด้วยใบหน้าที่เตั็มไปด้วยความตักใจไม่ตั่าง กัน
และยังมีผู่้ฝึกลมปราณอีกหลายคนที่รับใช้หลีเหย่กับเผ่ยฉีฉีที่ ตั่างก็เดินออกมาด้วยความใคร่รู้
“ศิษย์พี่หญิงเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นตั้นสวรรค์แล้ว!”
มองอยู่พักใหญ่ มุมปากของหลีเหย่ถึงได้ยกยิ้มปิตัิยินดี หันมาพู ดกับเนี่ยเทียนด้วยความดีใจ
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะตัั้งใจรับสัมผ่ัส
เขาสังเกตัเห็นว่าคลื่นห้วงมิตัิรุนแรงที่ส่งตัรงมาจากสถานที่ที่ เผ่ยฉีฉีฝึกบำาเพ็ญตับะค่อยๆ สงบลงแล้ว
พวกผู่้ฝึกลมปราณที่อยู่รอบๆ ตั่างก็ซุบซิบกันเองและดีใจไปกับ การฝึ่าทะลุขั้นของเผ่ยฉีฉีเช่นกัน
ซึ่งบางครั้งพวกเขายังหันมามองเนี่ยเทียนด้วยสายตัาที่ค่อนข้าง ซับซ้อน
ขณะที่เนี่ยเทียนฝึกบำาเพ็ญตับะอย่างยากลำาบาก ข่าวลือเกี่ยว กับเนี่ยเทียนก็แพร่ไปทั่วทั้งเมืองโพ่เมี่ย
ผู่้แข็งแกร่งของกะโหลกเลือดที่ออกไปกวาดล้างนักล่าตั่างก็ ทยอยกันกลับเมืองแล้ว
พวกสือชิงและหลิวคังที่กลับมาได้สังหารนักล่าไปส่วนหนึ่ง ทั้ง ยังเอาหัวนักล่าหลายคนตัิดมือกลับมาด้วย เพราะการตัายของพวกเขา กลุ่มนักล่าหลายกลุ่มที่อ่อนแอจึงถูกลบชื่อออกไปโดยตัรง
ตัามคำาพูดของกะโหลกเลือด ลำาพังเพียงแค่เนี่ยเทียนคนเดียวก็ สังหารนักล่าที่อยู่ในแถบเนินเขาและป่ารกร้างไปหลายสิบคน
สมาชิกนักล่าที่เนี่ยเทียนสังหารส่วนมากแล้วจะอยู่ระดับกลาง สวรรค์ช่วงกลางและช่วงท้าย ทว่าตับะของเนี่ยเทียนมีเพียงกลางสวรรค์ ช่วงตั้นเท่านั้น
ข่าวที่สือชิงและหลิวคังเอากลับมาด้วยทำาให้นาม “หัวเทียน” เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองโพ่เมี่ย
เขาคือขุนนางตั่างถิ่นที่มีขอบเขตัตั่ำาสุดซึ่งถูกกะโหลกเลือดรับ ตััวไว้ ไม่เพียงแตั่ได้รับการยอมรับจากกะโหลกเลือด ยังทำาให้ผู่้ฝึก ลมปราณทุกคนในเมืองโพ่เมี่ยสะเทือนขวัญด้วย
แน่นอนว่าพวกคนที่ช่วยทำางานให้กับเผ่ยฉีฉีและหลีเหย่ย่อม ได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเขา ดังนั้นเมื่อเขาเดินออกมา สายตัาของแตั่ละคน ที่มองมายังเขาจึงเตั็มไปด้วยความประหลาดใจและสงสัยใคร่รู้
ซึ่งความตัะลึงนี้มีมากกว่าการที่เผ่ยฉีฉีเหยียบย่างสู่ขั้นตั้น สวรรค์เสียอีก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเขารู้แตั่แรกแล้วว่าการปิดด่านของเผ่ย ฉีฉีในครั้งนี้นางย่อมเลื่อนขั้นสู่ตั้นสวรรค์ได้สำาเร็จแน่นอน
ดังนั้นการฝึ่าทะลุขั้นของเผ่ยฉีฉีจึงเป็นเรื่องที่พวกเขาคิดว่าสม เหตัุสมผ่ลแล้ว ไม่มีอะไรให้ตั้องแปลกใจเท่าไหร่นัก
“ฟิ้ว!”
เงาอรชรร่างหนึ่งมาปรากฏพรวดอยู่เบื้องหน้าทุกคน
เผ่ยฉีฉีที่หน้าผ่ากใสสะอาดมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุ่ดพรายเล็กน้อย ดวงตัาเปล่งประกายเตั็มไปด้วยความมีชีวิตัชีวา
นางเดินออกมาจากสภาวะการปิดด่าน เมื่อมาหยุดอยู่ที่ลาน กว้างเส้นสายตัาก็มาตักอยู่บนร่างเนี่ยเทียนทันที ก่อนจะกล่าวด้วยความ ตัะลึง “เจ้ากลับมาตัั้งแตั่เมื่อไหร่?”
นับตัั้งแตั่ที่ปิดด่านนางก็ไม่รับรู้ข่าวสารด้านนอกอีก จึงไม่รู้สึก นิดว่าเนี่ยเทียนสร้างความวุ่นวายใหญ่โตั ไม่รู้ว่ากลุ่มนักล่าที่มีซ่งลี่แห่งคม เขี้ยวเป็นหัวหน้าเคยล้อมโจมตัีเนี่ยเทียนอย่างบ้าคลั่ง
“สิบวันแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“รอดกลับมาก็ดีแล้ว” เผ่ยฉีฉีพยักหน้าเบาๆ
“ศิษย์พี่หญิง ท่านไม่รู้อะไร” หลีเหย่เดินขึ้นหน้าไปเล่าให้นาง ฟังด้วยท่าทางออกรส “เจ้าหัวเทียนผู่้นี้เมื่ออยู่ภายใตั้การล้อมโจมตัีจาก คมเขี้ยวและนักล่าทุกกลุ่ม ไม่เพียงแตั่หนีรอดมาได้สำาเร็จ ยังสังหารนักล่า ขอบเขตักลางสวรรค์ไปตัั้งหลายสิบคน! ตัอนนี้ชื่อของเจ้าเด็กนี่เลื่องลือไป ทั้งเมืองโพ่เมี่ย แถมยังระบือไกลไปถึงพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างและซากปรักหักพัง จนพวกเขาตั่างก็หาข่าวของเขาไปทั่วเลยล่ะ”
เผ่ยฉีฉีตัะลึงงัน
เดิมทีนางคิดว่าเนี่ยเทียนก็เป็นเหมือนกับผู่้ฝึกลมปราณส่วน ใหญ่ที่เวลาเดินทางกลับมายังเมืองโพ่เมี่ยก็มักจะเจอกับการไล่ล่าจากพวก นักล่าบางกลุ่ม ทว่าสุดท้ายก็ฝึ่าวงล้อมออกมาได้สำาเร้จ
นางคิดไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนจะสร้างเรื่องก่อราวใหญ่โตัจนถูกนักล่า ทุกกลุ่มร่วมมือกันโจมตัีขนาดนี้
นามของคมเขี้ยวนางเองก็เคยได้ยินมาก่อน รู้ดีว่านี่คือกลุ่มนัก ล่ากลุ่มใหม่ที่เพิ่งเผ่ยโฉมหน้า และมีความสามารถไม่ธรรมดา
เนี่ยเทียนล่วงเกินคมเขี้ยวแตั่ยังมีชีวิตัรอดกลับมาได้เป็นเรื่องที่ อยู่เหนือการคาดการณ์ของนางอย่างสิ้นเชิง
“ยังมีหลี่หลางเฟิงด้วยนะ” หลีเหย่หัวเราะหึหึเสียงแปร่งหู ก่อน จะเล่าข่าวคราวทุกอย่างที่เกี่ยวกับเนี่ยเทียนซึ่งแพร่ไปทั่วเมืองโพ่เมี่ยใน ช่วงเวลาที่ผ่่านมาให้นางฟังรวดเดียว
เผ่ยฉีฉีรับฟังอย่างตัั้งใจ แววแปลกใจในดวงตัาคู่งามยิ่งเข้มข้น มากขึ้นเรื่อยๆ
รอจนหลีเหย่เล่าจบ นางเงียบงันไปชั่วครู่ก็พลันชี้นิ้วใส่เนี่ย เทียนแล้วกล่าวว่า “เจ้าตัามข้ามานี่” กล่าวจบนางก็หมุนกายกลับไปยัง ห้องฝึกตันของตััวเอง
“ใครใช้ให้เจ้าปากมากฮะ!” เนี่ยเทียนถลึงตัาใส่หลีเหย่หนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินตัามนางไปด้วยความจำาใจเล็กน้อย
ห้องหินที่กว้างขวางแห่งหนึ่ง ภายในโล่งโจ้งมีเพียงเบาะกลมๆ ใบเดียวเท่านั้น
เผ่ยฉีฉีรอจนเนี่ยเทียนเข้ามาแล้วนางก็ขมวดคิ้วแน่น พูดขึ้น ด้วยน้ำาเสียงเฉยชา “ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ธรรมดา และก็รู้ว่าเจ้ามาอยู่ที่อาณา จักรเลี่ยคงเพราะมีสาเหตัุ ท่านหัวพาเจ้ามาอยู่ที่นี่คงไม่อยากจะเห็นเจ้า สร้างเรื่องใหญ่โตัเท่าใดนัก ข้อนี้ไม่มีผ่ลดีใดๆ ตั่อเจ้า”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ข้าเข้าใจ”
“แล้วเหตัุใดเจ้าถึงยังทำาตััวกำาเริบเสิบสานถึงเพียงนี้?” เผ่ยฉีฉี ค้อนขวับใส่เขา
“ข้าเองก็คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าผู่้หญิงคนนั้นของคมเขี้ยวจะ เคียดแค้นข้าขนาดนี้” ด้วยความจนใจ เนี่ยเทียนจึงตั้องเล่าเหตัุการณ์อัน เป็นที่มาของปมแค้นระหว่างเขาและซ่งลี่ให้เผ่ยฉีฉีฟังอย่างละเอียด แล้ว
จึงอธิบายเสริมว่า “ตัอนที่ข้าตัระหนักได้ถึงความผ่ิดปกตัิ ผู่้หญิงคนนั้นก็ วางแผ่นร้อยพันเพื่อหมายจะปลิดชีพข้าราวกับคนบ้า”
“ข้าไม่ลงมือก็มีแตั่จะถูกนางฆ่า”
“ไม่ว่าข้าตั้องการหรือไม่ ข้าก็ถูกบีบให้ตั้องเอาคืน ข้าเองก็นึก ไม่ถึงว่าจะสร้างเรื่องใหญ่โตัถึงขนาดนี้นี่นา”
เผ่ยฉีฉีอดทนฟังเขาพูดจนจบถึงได้กล่าวว่า “ช่างเถอะ ตั่อไป เจ้าก็ระวังหน่อยแล้วกัน เกรงว่าซ่งลี่แห่งคมเขี้ยวนั่นคงไม่ใช่คนธรรมดา ตัามความเห็นข้า นางน่าจะมาฝึกประสบการณ์ที่อาณาจักรเลี่ยคง ไม่ใช่ คนของที่นี่ คมเขี้ยวตัั้งตััวได้เร็วขนาดนั้น แม้แตั่กะโหลกเลือดก็ยังไม่ ออกตััวสังหาร นี่ก็มากพอจะบอกได้ถึงความไม่ธรรมดาของคมเขี้ยวแล้ว”
“ข้าก็พอจะเดาได้เหมือนกัน” เนี่ยเทียนพยักหน้า
แอบฟังบทสนทนาระหว่างซ่งลี่และหันมู่ ไพล่นึกไปถึงการที่ พวกเขารู้จักกับเซวียหลง เนี่ยเทียนก็ตัระหนักได้ว่าคมเขี้ยวและซ่งลี่ย่อม แตักตั่างไปจากกลุ่มนักล่าทั่วไปแน่นอน
การกระทำาของคมเขี้ยวรวมไปถึงอาวุธวิเศษที่ประณีตัยอดเยี่ยม ตั่างก็อธิบายถึงปัญหาเหล่านี้ได้ดี
“หม่าจิ่วยังมีชีวิตัอยู่ หลี่หลางเฟิงก็กำาลังตัามหาเจ้า ตัอนนี้เจ้า ดันไปล่วงเกินคมเขี้ยวอีก…” เผ่ยฉีฉีคิดอยู่ครู่ก่อนจะพูดตั่อ “ช่วงนี้เจ้าอยู่ เฉยๆ ไปก่อน ห้ามไปที่เทือกเขาฮว้านคงเด็ดขาด อีกอย่าง ตั่อให้อยู่ใน เมืองโพ่เมี่ยก็อาจมีคนของคมเขี้ยวอยู่ด้วย เจ้าตั้องระวังตััวหน่อย”
“คนของคมเขี้ยวก็อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยเหมือนกัน?” เนี่ยเทียน ตักใจเล็กน้อย
“เมืองโพ่เมี่ยไม่ได้มีข้อเรียกร้องอะไรมากสำาหรับผู่้ที่เข้าออก แล้วก็ไม่สนใจด้วยว่าอีกฝึ่ายมีตััวตันเช่นไร จึงไม่มีการตัรวจสอบเป็น พิเศษ” เผ่ยฉีฉีอธิบายอย่างใจเย็น “ขอแค่มีหินวิเศษที่มากพอก็สามารถ รับป้ายเพื่ออยู่อาศัยในเมืองได้ระยะเวลาหนึ่ง หากผู่้หญิงคนนั้นของคม เขี้ยวรวมไปถึงหลี่หลางเฟิงคิดจะเข้ามาในเมืองโพ่เมี่ยก็แค่แปลงโฉม เปลี่ยนตััวตันเล็กน้อยก็เข้ามาได้แล้ว”
“ในเมืองโพ่เมี่ยห้ามมีการตั่อสู้ส่วนตััวเกิดขึ้น หากมีขึ้นเมื่อใด กะโหลกเลือดจะลงโทษอย่างหนักทันที”
“ทว่าก็ไม่ใช่ทุกคนที่เคารพกฎกตัิกา ด้วยนิสัยของหลี่หลางเฟิง และผู่้หญิงคนนั้น เกรงว่าคงไม่มีทางเห็นแก่หน้าของกะโหลกเลือด และไม่ ได้หวาดกลัวพวกเขาอย่างแท้จริง”
“หากพวกเขาอยากจะฆ่าเจ้าจริงๆ ตั่อให้อยู่ในเมืองโพ่เมี่ยก็ สามารถลงมือได้อย่างกำาเริบเสิบสาน!”
ได้ยินนางพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนถึงได้เห็นความสำาคัญของเรื่องนี้ อย่างแท้จริง
เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากกลับมาถึงเมืองโพ่เมี่ยเขาก็ปลอดภัย แล้ว ไม่จำาเป็นตั้องกังวลเรื่องภัยคุกคามที่มาจากหลี่หลางเฟิงและซ่งลี่อีก
คำาเตัือนของเผ่ยฉีฉีทำาให้เขาเข้าใจว่าผู่้ที่แข็งแกร่งอย่างหลี่หลา งเฟิงสามารถแปลงโฉมเข้ามาในเมือง ซ่งลี่ที่มีภูมิหลังใหญ่โตัก็สามารถ มองข้ามกฏที่กะโหลกเลือดตัั้งไว้และลงมือในเมืองแห่งนี้ได้โดยตัรง
“ข้าจะไปอยู่ในห้องฝึกตันของกะโหลกเลือดสักพัก” เนี่ยเทียน กล่าว
“วิธีนี้ถือว่าฉลาดไม่น้อย” สีหน้าของเผ่ยฉีฉีคลายลง “ศูนย์ บัญชาการของกะโหลกเลือดมียอดฝึีมืออยู่มากมาย สำาหรับเจ้าแล้ว ที่นั่น ถึงจะเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดของเมืองโพ่เมี่ย”
“ยินดีกับเจ้าด้วยที่เหยียบย่างสู่ตั้นสวรรค์แล้ว” เนี่ยเทียนเอ่ย ด้วยความจริงใจ
“อ้อ” เผ่ยฉีฉีตัอบรับเสียงเรียบเฉย
“งั้นข้าไปศูนย์บัญชาการของกะโหลกเลือดล่ะ”
“อ้อ”
คนทั้งสองพูดคุยกันด้วยประโยคง่ายๆ อีกสองสามคำาเนี่ยเทียนก็ เดินออกมา หลังจากบอกกล่าวกับหลีเหย่เรียบร้อยเขาก็เดินทางไปยังศูนย์ บัญชาการของกะโหลกเลือด