ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 318 อันตัรายซ่อนแฝึง
เมืองโพ่เมี่ยห้ามให้มีการตั่อสู้ส่วนตััวเกิดขึ้น นี่คือกฎที่ไฉ่หลัน ผู่้นำาของกะโหลกเลือดเป็นผู่้ตัั้งขึ้น ไม่ว่าใครก็ตัามที่แหกกฎล้วนตั้องถูก ลงโทษอย่างเข้มงวด
กะโหลกเลือดล้วนตัั้งค่ายกลพิเศษเอาไว้ทั่วทุกมุมในเมืองโพ่เมี่ย ค่ายกลเหล่านั้นสามารถรับสัมผ่ัสความขัดแย้งที่รุนแรงจากพลังวิญญาณ จนรู้ได้ว่าสถานที่แห่งใดกำาลังมีการตั่อสู้เกิดขึ้น
หากถูกจับได้ว่ามีการตั่อสู้เกิดขึ้นในเมืองโพ่เมี่ย คนของกะโหลก เลือดก็จะพุ่งตััวเข้ามาจัดการอย่างรวดเร็ว
เพิ่งได้เป็นขุนนางตั่างถิ่นของกะโหลกเลือดได้ไม่นาน เนี่ยเทียน ก็รู้เรื่องนี้แล้ว และเข้าใจดีว่าหากความขัดแย้งระเบิดขึ้นเมื่อใดก็ตั้องมีคน ของกะโหลกเลือดเดินทางมาถึง ทว่าเขาก็ยังคงเตัรียมพร้อมที่จะฆ่าคน!
เพราะหูหรงสร้างความคุกคามที่ยิ่งใหญ่ให้แก่เขา
ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับกะโหลกเลือดในตัอนนี้ เขารู้สึกว่า หากสังหารหูหรงไปแล้ว บางทีก็อาจตั้องถูกกะโหลกเลือดลงโทษ แตั่เมื่อ เทียบกับความสงบสุขหลังจากฆ่าหูหรงแล้ว เขารู้สึกว่าสามารถยอมรับ การลงโทษของกะโหลกเลือดได้มากกว่าและมันคุ้มค่ากว่า
เขาที่ผ่่านการฆ่าฟันนองเลือดตัลอดทางที่กลับจากเทือกเขาฮว้า นคงมายังเมืองโพ่เมี่ย เมื่อจิตัสังหารบังเกิด ปราณดุร้ายที่ปลดปล่อยออก มาจากร่างจึงราวกับของจริงที่จับตั้องได้
หูหรงที่มีขอบเขตัเล็กๆ สูงกว่าเขาสองขั้น เมื่อเห็นว่าม่านแสงสี ฟ้าเข้มที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บเสียงถูกสนามแม่เหล็กก่อกวนจนใกล้จะแตัก สลายเตั็มที และปราณดุร้ายน่าหวาดกลัวที่ถูกปล่อยออกมาจากร่างของ เนี่ยเทียนก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จึงรีบกล่าวว่า “ท่านหัวคือคนของ พรรคคิชฌกูฏเรา”
“ท่านหัวไหน?” ไอสังหารในดวงตัาของเนี่ยเทียนไม่ลดลง
“หัวมู่ไงเล่า!” หูหรงยิ้มขื่น “ครั้งแรกที่พวกเราพบกันก็ไม่ใช่ เหตัุบังเอิญ เจ้าคิดว่าพรรคคิชฌกูฏของพวกเราว่างงานกันจนทุกคนตั้อง เป็นฝึ่ายออกหน้าไปขายข่าวเลยหรืออย่างไร? หากไม่เป็นเพราะได้รับการ ไหว้วานจากท่านหัว รู้ตััวตันที่แท้จริงของเจ้า เจ้านึกว่าข้าอยากเข้าไป ทำาความรู้จักกับเจ้านักหรือไง?”
พอได้ยินเขาพูดถึงหัวมู่ ไอสังหารบนร่างของเนี่ยเทียนก็พลัน หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
“เขาจะเป็นคนของพรรคคิชฌกูฏได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนตัะลึง พรึงเพริด
“ท่านหัวไม่เพียงแตั่เป็นคนของพรรคคิชฌกูฏเรา ทั้งยังมีฐานะ สูงส่งในพรรคคิชฌกูฏอีกด้วย” ขณะที่หูหรงกล่าวถึงหัวมู่ ท่าทางของเขา ก็เตั็มไปด้วยความเคารพยำาเกรง “พูดอย่างนี้ก็แล้วกัน หากไม่เป็นเพราะ ท่านหัวไหว้วานข้า ด้วยตัำาแหน่งของข้าที่อยู่ในพรรคคิชฌกูฏ แม้แตั่จะ พบหน้าเขาก็ยังไม่มีสิทธิ์”
เนี่ยเทียนถอนสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงออกไปทีละนิด แล้วจึงผ่่อน คลายในที่สุด “เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใดกันแน่?”
“เจ้าตัอบคำาถามข้ามาก่อน ตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรก เจ้า ทำาความเข้าใจไปได้ถึงขั้นไหนแล้ว?” หูหรงเอ่ยด้วยน้ำาเสียงเอาจริงเอาจัง
“ตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรกบันทึกคาถาลี้ลับไว้สามบท ตัอนนี้ข้าทำาความเข้าใจสองบทแรกได้แล้ว ส่วนคาถาที่สามก็ใกล้จะเข้าใจ ทะลุปรุโปร่งแล้ว ขาดแค่เวลาให้ฝึกปฏิบัตัิจริงเท่านั้น” คราวนี้เนี่ยเทียน กลับไม่ได้ปิดบังเรื่อองใด เขาเล่าสถานการณ์ของตััวเองอย่างตัรงไปตัรงมา
“ใกล้มากแล้ว” หูหรงพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า “สถานการณ์ในตัอนนี้ไม่ค่อยเหมือนก่อนหน้านี้เท่าไหร่นัก เดิมทีท่านหัว หวังให้เจ้าชุบหลอมตัราประทับสะเก็ดดาวทั้งสองบทให้เสร็จสิ้นในอาณา จักรเลี่ยคงแห่งนี้ ทว่าล่าสุดพรรคคิชฌกูฏของเราได้ข่าวมาว่าท่านหัวคิด ว่าขอแค่เจ้าทำาความเข้าใจกับตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรกได้ก็ไม่ จำาเป็นตั้องกลัวว่าตััวตันจะถูกเปิดเผ่ยอีกแล้ว”
“ทำาไมล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอย่างตัะลึง
“แม้แตั่ท่านหัวก็ยังคาดไม่ถึงว่าอันที่จริงแล้วการทำาความเข้าใจ และชุบหลอมตัราประทับสะเก็ดดาวสามดวงจำาเป็นตั้องค่อยๆ ไล่ไปทีละ ลำาดับ” หูหรงหัวเราะหึหึ “ตัราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สาม หนิงหยาง แห่งวิมานสวรรค์เป็นคนได้ครอบครอง ทว่าหนิงหยางทำาความเข้าใจมาถึง ตัอนนี้ก็ยังไม่สามารถประจักษ์แจ้งได้”
“จากคำาบอกเล่าของหนิงหยาง เขาตั้องได้รับตัราประทับสะเก็ด ดาวดวงแรกมาแล้วฝึกฝึนไปตัั้งแตั่แรกเริ่มเท่านั้น มิฉะนั้นจะไม่สามารถ ข้ามไปทำาความเข้าใจกับตัราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามได้โดยตัรง”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ดวงตัาของเนี่ยเทียนก็พลันเปล่งประกาย “นั่น ไม่เท่ากับว่าหนิงหยางได้ตัราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามไปก็จริงแตั่กลับ ไม่มีประโยชน์อันใดเลยสักนิดเดียว?”
“ใช่แล้ว” หูหรงพยักหน้า “ดังนั้นทุกวันนี้เขาจึงไปหลบซ่อนตััว โดยไม่สนใจคำาสั่งจากวิมานสวรรค์ แม้แตั่วิมานสวรรค์ก็ยังไหว้วานให้ พวกเราช่วยกันตัามหาที่อยู่ของเขา”
“จะทำาไปเพื่ออะไรล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอย่างสงสัย
หูหรงดื่มชาเข้มข้นหนึ่งอึก จัดระเบียบความคิดเรียบร้อยแล้วจึง เอ่ยอธิบายว่า “วิมานสวรรค์คิดว่าเมื่อเจ้าหายตััวไปนานแล้วก็น่าจะ ทำาความเข้าใจกับตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรกได้พอสมควรแล้ว และ หากเข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งเมื่อใด ตัราประทับสะเก็ดดาวก็จะผ่สานรวม เป็นหนึ่งเดียวกับวิญญาณและร่างกายของเจ้า เมื่อถึงเวลานั้น ตั่อให้เป็น วิมานสวรรค์เองก็ยังไม่มีความสามารถที่จะกรีดเถือเอาตัราประทับสะเก็ด ดาวดวงแรกมาจากเจ้าได้”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าจึงกลายมาเป็นกุญแจสำาคัญ”
“หนิงหยางที่ไม่สามารถทำาความเข้าใจกับตัราประทับสะเก็ด ดาวได้ ตั่อให้เขาเป็นศิษย์ผู่้ทรงเกียรตัิของวิมานสวรรค์ ทว่าเพื่อปิดผ่นึก รอยแยกห้วงมิตัิที่เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรภูตัผ่ีปีศาจทั้งสามรอยก็เหลือ เพียงวิธีสละตััวเขา จากนั้นค่อยทำาให้เจ้าสมปรารถนา และให้เจ้าผ่สาน ตัราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามให้เป็นหนึ่งเดียวในเร็ววัน”
“ด้วยเหตัุนี้วิมานสวรรค์จึงคิดจะกรีดเอาตัราประทับสะเก็ดดาว ดวงนั้นจากร่างหนิงหยางมา และรอจนเจ้าปรากฏตััวแล้วจึงจะมอบตัรา ประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นให้แก่เจ้า”
“หลังจากที่หนิงหยางรู้ข่าวนี้จากภายในจึงหายตััวไปโดยใช้ข้อ อ้างว่าตั้องการตัามหาตััวเจ้า”
“…”
หูหรงจัดระเบียบสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงยากคาดเดาให้กับ เนี่ยเทียนฟังอย่างเป็นขั้นเป็นตัอน ทำาให้เขาเข้าใจสถานการณ์ใหม่ล่าสุด
เนี่ยเทียนเงียบงันไปชั่วครู่ เมื่อใคร่ครวญข้อมูลที่ได้รับจากหูหรง ได้ละเอียดดีแล้วถึงกล่าวว่า “เจ้ามาหาข้าเพื่อบอกเรื่องพวกนี้กับข้า น่ะรึ?”
“ข้อแรกคือหวังว่าเจ้าจะพยายามชุบหลอมตัราประทับสะเก็ด ดาวดวงนั้นให้ได้โดยเร็วที่สุด ข้อที่สองคือตั้องการบอกเจ้าว่าแท้จริงแล้ว เจ้าไม่จำาเป็นตั้องระวังตััวมากเกินไป ตั่อให้ตััวตันเจ้าถูกเปิดเผ่ยก็ไม่น่าจะ มีปัญหามากนัก” กล่าวมาถึงตัรงนี้ สีหน้าหูหรงก็เปลี่ยนมาเป็น เคร่งเครียด “ข้อสามคือจะบอกกับเจ้าว่า ตัอนนี้หนิงหยางผู่้นั้นก็อยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคงเช่นกัน!”
“ว่าไงนะ? เขาก็อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง ตัอนนี้เขาอยู่ที่ไหน? เขามาเพื่อตัามหาข้าน่ะรึ?” เนี่ยเทียนรีบถาม
หนิงหยางมีตับะถึงตั้นสวรรค์ช่วงท้าย ตัอนอยู่ในพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเขาก็ช่วงชิงตัราประทับสะเก็ดดาวดวงหนึ่งมาได้จาก น้ำามือของผู่้แข็งแกร่งตั้นสวรรค์มากมาย
แม้แตั่ถังหยางของตัำาหนักเทพเพลิงที่ทรงพลังอย่างถึงขีดสุด เมื่ออยู่ภายใตั้น้ำามือของหนิงหยางก็ยังตั้องพ่ายแพ้ยับเยิน
ตัอนนั้นตั่อให้มีแม่น้ำาเจ็ดสีขวางกั้นเขาก็ยังมองเห็นถึงความ แกร่งกร้าวของหนิงหยางได้
มีตับะตั้นสวรรค์ช่วงท้ายเหมือนกัน พลังในการตั่อสู้ที่แท้จริง ของหนิงหยางซึ่งเป็นศิษย์ผู่้ทรงเกียรตัิของวิมานสวรรค์กลับเหนือล้ำาโดด เด่นเกินว่าคนระดับเดียวกันมากมายนัก
ในความรู้สึกของเขา หนิงหยางก็น่าจะเป็นบุคคลที่ดุร้ายน่ากลัว พอๆ กับหลี่หลางเฟิง หรือบางทีอาจจะรับมือได้ยากยิ่งกว่าหลี่หลางเฟิ งด้วยซ้ำา
และอายุของหนิงหยางก็เด็กกว่าหลี่หลางเฟิงเยอะมาก นี่ หมายความว่าพลังแฝึงของคนผู่้นี้มีมากกว่าหลี่หลางเฟิงหลายเท่า
อยู่ๆ หยิงหนางก็มาปรากฏตััวที่อาณาจักรเลี่ยคง ทำาให้เขารู้สึก ได้ถึงภัยคุกคามในทันที เขาเชื่อว่าหากตััวตันของเขาถูกเปิดเผ่ย คนผู่้นี้จะ ตั้องตัามมาหาเขาถึงที่อย่างแน่นอน
“ดูจากข่าวที่พรรคคิชฌกูฏของเราได้รับมา เขาน่าจะมาที่อาณา จักรเลี่ยคงแล้ว เพราะอย่างไรซะก็มีเพียงสถานที่พิเศษอย่างอาณาจักร เลี่ยคงนี่เท่านั้นที่พอจะหลบเลี่ยงการตัามหาของวิมานสวรรค์ ทำาให้พรรค คิชฌกูฏของเราตัามหาคนได้ยากลำาบากอย่างถึงที่สุด” หูหรงขมวดคิ้ว แล้วจึงกล่าวตั่อว่า “ตัอนนี้เขาอยู่ที่ไหน พวกเรายังไม่รู้ แล้วก็ไม่แน่ใจ ด้วยว่าเขามาอาณาจักรเลี่ยคงเพื่อหลบคนของวิมานสวรรค์หรือมาหาเจ้า กันแน่”
เนี่ยเทียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้สึกว่าข้าคง ซุกซ่อนตััวตันไปได้อีกไม่นานแล้ว”
“ก็ไม่ตั้องใช้เวลานานนักหรอก” หูหรงยิ้ม กล่าวว่า “ขอแค่เจ้า ชุบหลอมคาถาสุดท้ายของตัราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นได้ก็พอ เมื่อถึง เวลานั้นตั่อให้ตััวตันเจ้าถูกเปิดเผ่ย พรรคคิชฌกูฏของเราก็จะค่อยๆ ปล่อยข่าวของเนี่ยเทียนออกไป”
“ทำาไมถึงตั้องทำาอย่างนี้?” เนี่ยเทียนตัะลึงงัน
“ล่อให้หนิงหยางเป็นฝึ่ายมาหาเจ้าเอง” หูหรงกล่าวจริงจัง “ใน อาณาจักรเลี่ยคง ขอแค่หนิงหยางเปลี่ยนโฉมหน้า เปลี่ยนตััวตัน วางตััว
ถ่อมตันสักเล็กน้อย พรรคคิชฌกูฏของเราก็หาเขาไม่เจอ หากเขาคิดจะ ซ่อนตััวไม่ยอมออกมา ตัราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามก็มิอาจเอาออกมา จากร่างของเขาได้ตัลอดกาล”
“มีเพียงเจ้าเท่านั้นถึงจะทำาให้เขาเป็นฝึ่ายเดินออกมาจากการ ซ่อนตััวได้”
“แน่นอนว่าเจ้าเองก็ไม่จำาเป็นตั้องกังวลมากนัก พวกเราจะ เตัรียมแผ่นอื่นไว้รับมือ รอจนเจ้าชุบหลอมตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรก เรียบร้อยแล้วค่อยมาหาข้าที่นี่อีกครั้ง ข้าจะหามือดีมาช่วยเจ้ารับมือกับ หนิงหยางผู่้นั้น”
“ตักลง!” เนี่ยเทียนกล่าว
“เอาล่ะ เรื่องอื่นๆ เจ้าก็ไม่จำาเป็นตั้องกังวลอีกแล้ว มีเพียงตั้อง ชุบหลอมตัราประทับสะเก็ดดาวดวงแรกให้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบก็พอ” หู หรงกล่าวประโยคนี้จบก็ถอนม่านแสงสีฟ้าเข้มนั้นลง ก่อนจะเปิดประตัู บอกเป็นนัยว่าเนี่ยเทียนสามารถกลับออกไปได้แล้ว
เนี่ยเทียนจึงเดินออกมาด้วยสีหน้าซับซ้อน
ตัอนนี้ดึกมากแล้ว
เดินอยู่บนถนนที่เงียบสงัดหนาวเย็นซึ่งมีกลิ่นเหม็นเน่าลอยมา ปะทะจมูก เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเป็นปม ยังคงย่อยข้อมูลที่หูหรงนำามาให้ไม่ หยุด
และขณะที่เขาจะข้ามผ่่านถนนเขตันี้มาเขาก็สังเกตัเห็นว่ามีคน ผู่้หนึ่งนั่งอยู่บนแท่นหินตัรงมุมถนน ซึ่งดวงตัาที่เปล่งประกายใตั้ม่านราตัรี ของเขากำาลังจ้องเขม็งมาบนร่างของตัน
เห็นว่าเขาเดินมาถึง คนผู่้นั้นยังกวักมือบอกเป็นนัยให้เขาเดิน เข้าไปหาด้วย
เนี่ยเทียนพลันชะงักกึกอยู่กับที่ ใช้ทิพย์จักษุข้างหนึ่งรับสัมผ่ัส อย่างละเอียดก่อนหนึ่งรอบ
“ตั้นสวรรค์ช่วงตั้น!”
หลังจากรู้ถึงตับะของคนผู่้นั้นแล้วเขาก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ แอบ ระวังตััวมากขึ้น
ตัอนนี้เขายังไม่มีความสามารถที่จะประมือกับผู่้ที่มีขอบเขตัตั้น สวรรค์ได้ ขอบเขตัและตับะของคนผู่้นั้นสร้างภัยคุกคามให้แก่เขามากเกิน ไป
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่เทือกเขาฮว้านคง ทว่าเมืองโพ่เมี่ยก็มีสมาชิก ของกะโหลกเลือดอยู่ทุกที่ หากที่นี่มีพลังวิญญาณระเบิดปะทุอย่างรุนแรง คนของกะโหลกเลือดก็จะแห่กันมาทันที
เมื่อความคิดบังเกิด เขาจึงสร้างสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงขึ้นมา เงียบๆ ก่อนจะเดินเตัร่เข้าไปหาคนผู่้นั้น
คนผู่้นั้นแสยะยิ้มแล้วพลันกล่าวว่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
เนี่ยเทียนตัะลึงงัน มองประเมินเขาอย่างตัั้งใจ แล้วจึงเอ่ยว่า “เจ้าและข้าเคยเจอกันตัั้งแตั่เมื่อใด?”
คนผู่้นั้นมองประเมินไปรอบด้าน เมื่อพบว่าไม่มีคนอยู่จึงดึงเอา หน้ากากลงมาอย่างรวดเร็ว เผ่ยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริง รอจนเห็นว่าเนี่ย เทียนหน้าเผ่ือดสี อุทานเบาๆ ว่า “ตั่งป่ายเจี๋ย” แล้ว เขาก็รีบสวม หน้ากากลงไปดังเดิมอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
“อย่า อย่าเพิ่งวู่วามนะ ข้าไม่ได้มาทวงคืนอะไรจากเจ้า” ตั่ง ป่ายเจี๋ยรีบอธิบาย ทั้งยังวางกำาไลเก็บของชิ้นหนึ่งไว้บนพื้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงยิ้มแตั้แล้วถอยหลังออกไปทีละก้าวทั้งกล่าวว่า “ของด้านในข้า ยกให้เจ้า เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะ”
เมื่อกล่าวประโยคนี้จบเขาก็ได้ถอยห่างออกไปมากแล้ว รักษา ระยะห่างระหว่างเนี่ยเทียนอย่างน้อยห้าสิบเมตัร
ดูเหมือนว่าเขาคิดจะใช้วิธีนี้เพื่อแสดงให้รู้ว่าตันไม่ได้มีเจตันา ร้าย และเพื่อให้เนี่ยเทียนสงบสตัิได้
เนี่ยเทียนมายืนอยู่ตัรงตัำาแหน่งที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้แล้วจึง หยิบเอากำาไลเก็บของชิ้นนั้นขึ้นมา ก่อนจะปลดปล่อยพลังจิตักลุ่มหนึ่ง ออกไปอย่างระแวดระวัง
ด้านในกำาไลเก็บของนอกจากหน้ากากชิ้นหนึ่งแล้วยังมีหิน ประหลาดสามร้อยกว่าก้อนที่แฝึงเร้นไว้ด้วยพลังดวงดาว
“หน้ากากชิ้นนั้นสักวันเจ้าตั้องได้ใช้ อันที่จริงนับตัั้งแตั่ที่เจ้า เหยียบเข้ามาในอาณาจักรเลี่ยคงก็ควรจะสวมหน้ากากเช่นนี้แล้ว” ตั่ง ป่ายเจี๋ยหัวเราะเบาๆ แล้วจึงกล่าวอีกว่า “ส่วนหินดวงดาว ข้ารู้ว่าเจ้ายิ่ง ขาดแคลน หวังว่าเจ้าจะไม่ปฏิเสธ ถือซะว่านี่คือความหวังดีจากสหายคน หนึ่ง”
ไม่รอให้เนี่ยเทียนพูดมาก ตั่งป่ายเจี๋ยก็กล่าวอีกว่า “ฮ่าๆ ที่ข้า มาคราวนี้ก็เพื่อแสดงเจตันาดี ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น เจ้าไม่เพียงแตั่ สามารถวางใจได้ แถมข้ายังเป็นคนที่ปิดปากสนิทอีกด้วย จะไม่มีทาง พูดจาเหลวไหลแน่นอน”
กล่าวจบเขาก็หมุนกายหายวับเข้าไปในเขตัถนนอีกแห่งหนึ่ง พริบตัาเดียวก็หายไปไม่เหลือเงา