ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 333 เจ้าตัายไปแล้ว!
“เขาล่ะ?”
ชิวหยางสลัดมือซ้าย หลังจากขจัดพลังที่ได้รับมาจากหมัดพิโรธ ของเนี่ยเทียนจนมันหายไปทีละนิด เขาก็ขมวดคิ้วมองพื้นที่ที่เนี่ยเทียนยืน อยู่ก่อนหน้านี้
“วิชาการหลบหนี!”
คนผู่้หนึ่งตัะโกนขึ้นเบาๆ สีหน้าเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด “หัว เทียนผู่้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ เสียด้วย ที่เขาสามารถหนีพ้นการล้อมโจมตัีของ พวกนักล่าครั้งแล้วครั้งเล่าก็น่าจะเพราะใช้วิธีการหลบหนีเช่นนี้ และมี เพียงวิชาการหลบหนีเท่านั้นถึงจะระงับพลังแฝึงของตััวเอง ใช้อาการบาด เจ็บสาหัสมาแลกเป็นค่าตัอบแทน ก่อนจะหนีหายไปไกลในชั่วพริบตัา”
“เขาก็มีแค่ตับะกลางสวรรค์เท่านั้น ฝึืนใช้วิชาการหลบหนีมีแตั่ จะทำาให้เขาบาดเจ็บอย่างหนัก!” ชิวหยางแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้งแล้วจึง กล่าวตั่อว่า “วิชาหลบหนีมิใช่วิชาที่ไร้เทียมทาน ข้าเชื่อว่าสภาพของเขา
ในเวลานี้ตั้องย่ำาแย่มากอย่างแน่นอน พวกเราสี่คนแยกกันไปตัามหาคนละ ทาง ตั้องตัามหาเขาเจอแน่นอน!”
“แค่หาเขาเจอ ด้วยสภาพของเขาในตัอนนี้ตั้องไม่เหลือพลังใน การตั่อสู้แน่!”
“เขามีตับะกลางสวรรค์ ไม่น่าจะร่ายใช้วิชาหลบหนีแปลก ประหลาดได้อีกครั้ง เมื่อเจอเขา เขาย่อมตัายอย่างมิตั้องสงสัย!”
คนอื่นๆ ตั่างก็เข้าใจวิชาการหลบหนีดีจึงเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ ของเขาอย่างเตั็มที่ ทุกคนจึงรีบแยกย้ายกันไล่กวดไปยังสี่ทิศทางตัามคำา บอกของชิวหยาง
มุมหนึ่งของทะเลทรายรกร้าง เนี่ยเทียนหัวทิ่มเข้าไปข้างเนิน ทรายแห่งหนึ่ง
คาถาดาวเปล่งประกายระยะยาวไม่เพียงแตั่เผ่าผ่ลาญพลัง ดวงดาวของเขาไปเป็นจำานวนมาก ทั้งยังสร้างพลังโจมตัีกลับให้แก่เรือน กายที่มีเลือดเนื้อของเขา
หลายครั้งก่อนหน้านี้ที่เขาร่ายใช้คาถาดาวเปล่งประกายก็มักจะ บาดเจ็บสาหัสทุกครั้ง
ทว่าคราวนี้เมื่อเทียบกับการร่ายใช้คาถาดาวเปล่งประกายระยะ ยาวก่อนหน้านี้ พลังโจมตัีกลับที่ร่างกายของเขาได้รับคล้ายจะเบาบางกว่า เก่าอยู่หลายส่วน
ครุ่นคิดอยู่แค่ครู่เดียว เขาก็เข้าใจว่าเนื่องจากช่วงที่ผ่่านมาใช้จิง ชี่เลือดเนื้อและจิงชี่พืชหญ้ามาชุบหลอมเรือนกายครั้งแล้วครั้งเล่าจึงทำาให้ เรือนกายนี้ของเขายิ่งแข็งแกร่งทนทานมากขึ้น
ความแข็งแกร่งของเรือนกายทำาให้อาการบาดเจ็บที่ได้รับหลัง กระตัุ้นใช้คาถาดาวเปล่งประกายไม่ได้น่ากลัวมากอย่างแตั่ก่อน
เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ อยู่ข้างเนินทรายแห่งนั้น รวบรวมจิงชี่พืช หญ้าในจุดตัันเถียนเพื่อเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ
ท่ามกลางขั้นตัอนนี้ เขาเองก็รอให้ทิพย์จักษุเจ็ดข้างกลับคืนมา ที่เดิมด้วย
“เซวียหลง…” เขาหรี่ตัาลงน้อย รู้สึกเป็นห่วงเซวียหลงอยู่บ้าง
แตั่เขาก็ยิ่งเข้าใจดีว่าหากเขาไม่เอาตััวออกมา เพื่อปกป้องเขา แล้ว เซวียหลงกลับจะยิ่งตั้องถูกรั้งให้อยู่ที่เดิมจนยากจะถอนตััวได้
มีเพียงเขาจากมาเท่านั้น เซวียหลงถึงจะไม่จำาเป็นตั้องเป็นห่วง เขา และสามารถเลือกได้ว่าจะสู้ตั่อหรือหนีไป
เขาหนีมาด้วยวิชาดาวเปล่งประกายหลบหนีจึงเป็นการมอบ โอกาสให้เซวียหลงได้เลือก ด้วยความสามารถของเซวียหลงที่เท่าเทียมกับ สื่อฮุย บางทีอาจจะสู้ไม่ได้หากสื่อฮุยร่วมมือกับขุนนางตั่างถิ่นอีกสี่คน ทว่า หากคิดจะหลบหนีจริงๆ เขาก็เชื่อว่าพวกสื่อฮุยห้าคนไม่น่าจะทำาอะไรเซ วียหลงได้มากนัก
“แม่งเอ๊ย! บังเอิญอะไรอย่างนี้!”
หลี่หลางเฟิงเพิ่งจะจากไปได้ไม่นาน คนทั้งห้าที่มีสื่อฮุยเป็นผู่้นำา กลับมาหาเรื่องถึงที่
หากหลี่หลางเฟิงอยู่ด้วย ลำาพังเพียงแค่หลี่หลางเฟิงคนเดียวก็ เล่นงานสื่อฮุยได้สบาย
เซวียหลงที่มีตับะตั้นสวรรค์ช่วงท้าย รับมือกับพวกชิวหยางสี่ คนก็ไม่น่าจะกดดันอะไร
และเขาก็สามารถเล่นงานคนพวกนั้นอย่างลับๆ แน่นอนว่าจะ ตั้องมอบบทเรียนที่ยากจะลืมเลือนไปตัลอดชีวิตัให้กับพวกสื่อฮุยห้าคนได้ อย่างแน่นอน
เขาหยิบเอาเนื้อสัตัว์วิเศษขึ้นมาหลายก้อน ครุ่นคิดพลางกัดกิน อย่างแรงไปด้วย ใช้เลือดเนื้อของสัตัว์วิเศษมาช่วยจิงชี่พืชหญ้าประสาน อาการบาดเจ็บในร่างกายโดยเร็วที่สุด
และเวลานี้เอง เขาก็สัมผ่ัสได้อย่างเฉียบไวว่าปราณเลือดสีเขียว เส้นนั้นที่ขดตััวอยู่ในหัวใจของเขาปลดปล่อยประกายแสงแวววาว
หลังจากหายตัะลึง เขาก็รีบสังเกตัการณ์ตั่ออย่างทันท่วงที
เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าโซ่ผ่ลึกสายเลือดหลายเส้นในปราณเลือด สีเขียวมีลายเส้นงดงามซับซ้อนจำานวนมากลอยขึ้นมา
เมื่อถูกปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นโอบล้อม โซ่ผ่ลึกสายเลือดก็ ส่ายไหวคล้ายผ่ลึกสีเขียวที่กลายร่างมาเป็นงูวิเศษ
ปราณเลือดสีเขียวที่เล็กเท่านิ้วก้อย หากมองออกไปจะพบได้ ว่าด้านในมีโซ่ผ่ลึกสายเลือดที่เล็กละเอียดราวกับเส้นผ่มตััดสลับกันเป็น จำานวนมาก
และดูเหมือนว่าเวลานี้มีโซ่ผ่ลึกสายเลือดเกิดขึ้นมาใหม่ในปราณ เลือดสีเขียว
โซ่ผ่ลึกสายเลือดที่เกิดขึ้นมาใหม่มีเส้นแสงซับซ้อนมากมายซึ่ง คล้ายจะประทับความลี้ลับมหัศจรรย์ของชีวิตัเอาไว้
ข้อความหนึ่งที่พร่าเลือนถูกส่งมาจากในปราณเลือดสีเขียว วินาทีนั้นโซ่ผ่ลึกสายเลือดที่เกิดขึ้นมาใหม่ก็ได้นาบประทับลงไปในส่วนลึก ของจิตัวิญญาณเขา
พรสวรรค์สายเลือดแห่งชีวิตั—การอำาพรางพลังชีวิตั!
เมื่อข้อความที่พร่าเลือนท่อนนั้นนาบประทับลงไปในจิตั วิญญาณของเขาก็พลันเปลี่ยนมาเป็นชัดเจนในชั่วพริบตัา
ไม่จำาเป็นตั้องศึกษาอย่างละเอียด เขาก็เข้าใจได้ถึงความลี้ลับ ของการอำาพรางพลังชีวิตั รู้วิธีการร่ายใช้มัน รู้ว่าควรจะเอามันมาใช้ อย่างไร
เขาจึงกระตัุ้นการอำาพรางพลังชีวิตัตัามพรสวรรค์แห่งสายเลือด ที่เพิ่งตัื่นขึ้นมาใหม่โดยอัตัโนมัตัิ
“ฟู่วๆ!”
ในปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นมีแสงสีเขียวรุบรู่บินออกมา มัน เปล่งแสงวาบอยู่แค่ชั่วพริบตัาก็แพร่ไปทั่วอวัยวะภายในของเขา
ปราณเลือดในร่างของเขาเปียมล้นคึกคัก ทิศทางการเคลื่อนไหว ของพลังชีวิตัก็อำาพรางตััวอย่างรวดเร็ว
ทั้งๆ ที่เขานั่งอยู่ข้างเนินทราย แตั่กลับไม่มีปราณแห่งชีวิตัใดๆ แผ่่ออกมา
เขารวบรวมสมาธิไปตัรวจสอบก็พบว่าตััวเองในเวลานี้คล้าย ก้อนหินก้อนหนึ่ง คล้ายผ่ืนดินแห่งหนึ่ง หรือไม่ก็คล้ายเม็ดทรายที่มีอยู่ทั่ว ทุกหนแห่ง
ไม่มีปราณแห่งชีวิตัใดๆ ไม่มีคลื่นเคลื่อนไหวของเลือดเนื้อแม้แตั่ น้อย และยิ่งไม่มีปราณวิญญาณแผ่่ออกมาแม้แตั่เสี้ยวเดียว
“การอำาพรางพลังชีวิตั! พลังชีวิตัทั้งหมดล้วนถูกซุกซ่อนเอาไว้ เหมือนกลายมาเป็นหิน กลายมาเป็นเม็ดทราย!” ดวงตัาเขาพลันเปล่ง ประกาย
พรสวรรค์แห่งสายเลือดที่เกิดขึ้นมาใหม่เขาแค่อ่านผ่่านๆ ใน สมองหนึ่งรอบก็บรรลุอย่างกระจ่างแจ้ง รู้ว่าจะนำามาใช้อย่างไรถึงสามารถ สำาแดงพลังของการอำาพรางแห่งชีวิตัได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุด
ผู่้ฝึกวิญญาณที่มีขอบเขตัตั่ำากว่าเขตัสามัญลงไป พลังจิตัยังไม่ แปรสภาพเป็นพลังจิตัวิญญาณ วิธีการรับสัมผ่ัสความเคลื่อนไหวรอบด้าน ล้วนใช้การดูทิศทางการเคลื่อนไหวของพลังชีวิตั
เขากระตัุ้นใช้การอำาพรางชีวิตัแล้วหาสถานที่ซ่อนตััวแห่งหนึ่ง ตั่อให้พวกผู่้ฝึกลมปราณขอบเขตัตั้นสวรรค์เหล่านั้นใช้พลังจิตัรับสัมผ่ัสอยู่ ข้างกายเขาก็ยังไม่ได้รับผ่ลพวงใด
อย่างเช่นครั้งนี้ ตัอนนี้เขาอยู่กลางเนินทราย และกระตัุ้นใช้การ อำาพรางพลังชีวิตั
ตั่อให้ผู่้ฝึกลมปราณตั้นสวรรค์ช่วงกลางสี่คนที่มีชิวหยางเป็น หัวหน้ามายืนห่างจากเขาไม่กี่เมตัรแล้วใช้พลังจิตัทั้งหมดมาตัรวจสอบก็ ยังไม่หาตััวเขาไม่เจอ
การอำาพรางพลังชีวิตั อันดับแรกคือสามารถหลบหนีจากการไล่ล่า และเมื่อบาดเจ็บหนักก็ช่วยให้หนีพ้นจากเงื้อมมือผู่้แข็งแกร่ง
นอกจากนี้ยังเป็นวิชาที่ยอดเยี่ยมสำาหรับการลอบโจมตัีด้วย!
เมื่อร่ายใช้การอำาพรางพลังชีวิตั ขณะที่เขาเข้าไปใกล้ศัตัรู อีก ฝึ่ายก็จะไม่รู้ตััวเลยแม้แตั่นิดเดียว!
“สุดยอดวิชาการลอบโจมตัี!”
ความคิดมากมายแล่นผ่่านสมองเขาไปอย่างรวดเร็ว แล้วอยู่ๆ เขาก็พลันเกิดความรู้สึกมหัศจรรย์อย่างหนึ่งขึ้นมา
พอคิดได้ก็ทำาทันที เขาจึงผุ่ดลึกขึ้นยืน หยุดยั้งการอำาพรางพลัง ชีวิตัของตััวเองก่อนแล้ววิ่งไปยังทิศทางที่ตััวเองหลบหนีมา
เขาเริ่มลงมือตัามแผ่นการที่คิดเอาไว้
ผ่่านไปอีกครู่หนึ่งเขาก็กลับมาที่เดิมอีกครั้ง ขุดหลุมแห่งหนึ่งไว้ ข้างเนินทรายแล้วฝึังตััวลงไปด้านใน
คนอยู่ในหลุมทราย แตั่เขาใช้พลังวิญญาณฉีกอาภรณ์ที่เปื้อน เลือดมาปิดไว้บนปากหลุม
บนอาภรณ์เปื้อนเลือดนั้นยังมีตััวอักษรที่เล็กมากเขียนไว้อีก หลายตััว ซึ่งเขาเป็นคนเขียนขึ้นมาเอง
หลังจากนั้นเขาก็เฝึ้ารออย่างอดทน
ผ่่านไปหนึ่งเค่อ
ในบรรดาคนทั้งสี่ ขุนนางตั่างถิ่นดั้งเดิมของกะโหลกเลือดที่มี นามว่าซางจื้อกำาลังห้อทะยานอยู่ใตั้ม่านรัตัตัิกาล
ปีกจมูกของเขาขยับไหวน้อยๆ เพราะได้กลิ่นคาวเลือด
เขาจึงพุ่งตััวออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็มองเห็นว่าบนทะเล ทรายที่เย็นเฉียบมีหยดเลือดที่ยังไม่แห้งอยู่หลายหยด
เขาหยุดอยู่ตัรงจุดที่มีหยดเลือด ก้มหน้าลงมองก็หัวเราะหึหึ ก่อนจะกล่าวว่า “ดูท่าข้าจะโชคดีไม่น้อยถึงได้มาถูกทาง”
เขาห้อตัะบึงไปอีกครั้ง
ระหว่างทางเขาก็ยังได้เห็นหยดเลือดบนทะเลทรายอีกสองครั้ง
ซางจื้อยิ่งแน่ใจว่าทิศทางที่เขาเลือกก็คือทิศทางที่เนี่ยเทียนหนี มา
ผ่่านไปครู่หนึ่งเขาก็มาหยุดอยู่ข้างเนินทรายแห่งนั้น มองปราด เดียวก็เห็นว่ารอบด้านเนินทรายมีอาภรณ์เปื้อนเลือดอยู่ชิ้นหนึ่ง บน อาภรณ์นั้นคล้ายจะมีตััวอักษรตััวเล็กๆ เขียนเอาไว้
“เอ๊ะ?”
ใบหน้าของซางจื้อเตั็มไปด้วยความแปลกใจ เพราะว่านี่เป็นช่วง กลางดึก บวกกับที่อยู่ห่างไกล เขาจึงมองเห็นตััวอักษรบนอาภรณ์นั่นไม่ชัด
ดังนั้นเขาจึงขยับเข้าไปใกล้ ทั้งยังย่อตััวลงไปคว้าเอาอาภรณ์ เปื้อนเลือดชิ้นนั้นมาถือไว้ในมือ
ซางจื้อปลดปล่อยกระแสจิตัปกคลุมไปรอบด้านอยู่ตัลอดเวลา และก็ใช้เวทลับเฉพาะตััวของเขามาตัามหาร่องรอยพลังชีวิตัของเนี่ยเทียน
แตั่ท่ามกลางการรับสัมผ่ัสด้วยพลังจิตัของเขา รอบด้านไม่มี คลื่นเคลื่อนไหวทางชีวิตัแม้แตั่น้อย และไม่มีการปลดปล่อยพลังวิญญาณ ที่ผ่ิดปกตัิออกมาด้วย
ขณะที่เขาเอื้อมมือหยิบอาภรณ์เปื้อนเลือดชิ้นนั้นมาดูอย่าง ละเอียดถึงได้เห็นว่าอักษรบนนั้นเขียนเอาไว้ว่า—เจ้าตัายไปแล้ว
ซางจื้อตัะลึงงัน
ขณะที่เขากำาลังครุ่นคิดว่าทำาไมบนอาภรณ์เปื้อนเลือดถึงมี ประโยคแบบนี้ทิ้งเอาไว้ ทันใดนั้นใตั้เนินทรายที่เขานั่งยองๆ อยู่ก็พลันมี คลื่นพลังชีวิตัที่พลุ่งพล่านส่งออกมา
เมื่อปราณเลือดเนื้อมหาศาลที่เขาสัมผ่ัสได้ระเบิดออก เขาก็ ตัระหนักได้ถึงความไม่ชอบมาพากลทันที
แตั่อยู่ใกล้กันมากขนาดนี้จึงไม่ทันได้ป้องกันตััว เขาไม่มีวิธีรับมือ ใดๆ ที่ได้ผ่ลเลยแม้แตั่น้อย
ทันใดนั้นความเจ็บปวดรุนแรงก็ส่งตัรงมาจากหน้าท้องของเขา
เขาก้มหน้าลงมองก็เห็นกระบี่เล่มใหญ่ที่มีไฟลุกโชนท่ามกลาง ท้องฟ้าราตัรีเสียบแทงเข้ามาตัรงหน้าท้องของเขา
“ตัูม!”
ซางจื้อลอยกระเด็นขึ้นไปบนฟ้า ในกระบี่ใหญ่เล่มนั้นแฝึงเร้นไว้ ด้วยพลังงานเปลวเพลิงที่ทะลักทลายออกมาอย่างรวดเร็วจนเผ่าทำาลาย อวัยวะภายในของเขาให้มอดไหม้
ขณะที่ร่างพุ่งกระเด็นขึ้นสู่จุดสูงสุดก่อนจะร่วงดิ่งลงมาช้าๆ เขา ก็พลันบังเกิดความรู้สึกเหมือนกำาลังตักลงไปในเหวลึกแห่งความตัายที่ เยือกเย็น
และในที่สุดเขาก็พลันเข้าใจความหมายของตััวอักษรประโยค นั้น
—เจ้าตัายไปแล้ว