ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 339 ชีวิตัในหินอุกกาบาตั!
“เหตัุการณ์ไม่คาดคิด?”
ใบหน้าเนี่ยเทียนเตั็มไปด้วยความแปลกใจ เพราะมีตัราประทับ สะเก็ดดาวดวงหนึ่งที่ถูกชุบหลอมอยู่ในร่าง เขาจึงสามารถรับสัมผ่ัส ตัำาแหน่งของหนิงหยางได้อย่างชัดเจน
เขารวบรวมพลังจิตัตัรวจสอบเล็กน้อยก็รู้ว่ากว่าหนิงหยางจะมา ถึงหินอุกกาบาตัก้อนนี้หนทางยังไกลอีกมาก
นี่หมายความว่าจุดที่หนิงหยางอยู่ก่อนหน้านี้ไกลจากหิน อุกกาบาตัมากเมื่อเทียบกับจุดที่พวกเขาอยู่
เขาสามารถรับสัมผ่ัสได้อย่างชัดเจนว่าหนิงหยางในเวลานี้กำาลัง เข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
ตัามแผ่นการเดิมของพวกเขา ในเมื่อหนิงหยางอยู่ห่างไปค่อน ข้างไกล ถ้าเช่นนั้นพวกเขาก็จะชิงไปถึงจุดที่หินอุกกาบาตัตักลงมาก่อน แล้วรอให้หนิงหยางมาถึงอย่างเงียบๆ ก็พอ
เพราะรู้สึกว่าพวกเขาตั้องมาถึงก่อนหนิงหยาง ดังนั้นคนทั้งสี่จึง เดินทางด้วยความเร็วที่ตั่างกัน และปล่อยให้หลี่หลางเฟิงมาถึงก่อน
เห็นๆ กันอยู่ว่าหนิงหยางยังมาไม่ถึง แล้วคำาที่ว่าเหตัุการณ์ไม่ คาดคิดนั้นมาจากไหน?
เมื่อคิดเช่นนี้ ทิพย์จักษุเจ็ดข้างของเขาที่ลอยวนเวียนอยู่รอบๆ จึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายมาถึงจุดที่หินอุกกาบาตัตักลงมาตัามการควบคุมของ เขา
หลุมขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีเส้นผ่่าศูนย์กลางหลายพันเมตัรเกิดขึ้น เพราะหินอุกกาบาตัก้อนมหึมานั้นร่วงลงมา
ตัรงกลางหลุมที่ลึกลงไปจากพื้นดินหลายสิบเมตัรมีหิน อุกกาบาตัสีน้ำาตัาลอ่อนก้อนหนึ่งนอนนิ่งอยู่ และบนหินก้อนนั้นก็ยังมี สะเก็ดไฟสาดกระเซ็นออกมา
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างของเนี่ยเทียนลอยอยู่รอบๆ หินใหญ่ยักษ์ กวาดตัามองหนึ่งครั้ง เขาก็ยังไม่ค้นพบความผ่ิดปกตัิใดๆ
บนใบหน้าของเขาเตั็มไปด้วยความสงสัย ก่อนจะพูดว่า “ดู เหมือน…จะไม่มีอะไรผ่ิดปกตัินะ?”
เซวียหลงและเผ่ยฉีฉีตั่างก็มีตับะแค่ตั้นสวรรค์ พลังจิตัยังไม่แปร สภาพเป็นพลังจิตัวิญญาณ
จุดที่หินอุกกาบาตัร่วงลงไปอยู่เหนือขอบเขตัการรับสัมผ่ัสทาง พลังจิตัของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงยิ่งรับสัมผ่ัสไม่ได้ถึงอะไรสักอย่าง จากพื้นที่ตัรงนั้น
และในดวงตัาของคนทั้งสองก็เตั็มไปด้วยความงงงัน
“ด้านในของหินอุกกาบาตัที่ตักลงมาจากฟ้าก้อนนั้น…มีคลื่น เคลื่อนไหวทางพลังชีวิตัผ่ลุบๆ โผ่ล่ๆ” หลี่หลางเฟิงสีหน้าเคร่งเครียดผ่ิด ปกตัิ “ปราณแห่งชีวิตัอ่อนเบาในหินอุกกาบาตัน่าจะเป็นเพราะจงใจระงับ เอาไว้ ตัอนที่ข้าเพิ่งมาก็สัมผ่ัสไม่ได้ถึงมันในทันที”
“ว่าไงนะ?” เซวียหลงหน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน “ในก้อนหินมีคน อยู่?”
เผ่ยฉีฉีเองก็หน้าถอดสี
“บางทีอาจไม่ใช่คน” หลี่หลางเฟิงส่ายหัว “มีความเป็นไปได้ มากว่าจะเป็นเผ่่าชั่วร้ายจากนอกอาณาจักร”
คำาพูดนี้ดังออกมา ทุกคนก็ยิ่งตัะลึงพรึงเพริด
ด้านในหินอุกกาบาตัขนาดใหญ่ยักษ์ที่ตักมาจากนอกท้องฟ้าซึ่งไม่มี ใครรู้จักกลับซุกซ่อนเผ่่าชั่วร้ายตันหนึ่งเอาไว้อย่างนั้นหรือ?
“พวกเรายังไม่ตั้องรีบร้อนเข้าไปใกล้” หลี่หลางเฟิงลังเลอยู่ครู่แล้ว จึงพูดว่า “พวกเรารอไปก่อน รอให้หนิงหยางหรือถงเจี้ยนเฟิงที่ถูกวิมาน สวรรค์ทอดทิ้งมาถึงก่อน หากว่าด้านในหินอุกกาบาตัมีเผ่่าชั่วร้ายตันหนึ่ง อย่างที่ข้าคาดเดาอยู่จริง พวกเราก็ค่อยดูว่าเขาจะจัดการกับหนิงหยาง และถงเจี้ยนเฟิงอย่างไร”
“ปราณแห่งชีวิตัของเขาถูกระงับไว้ด้วยความจงใจ ตั่อให้เป็นข้า เองก็ยังมิอาจวิเคราะห์ความสามารถที่แท้จริงของเขาได้”
“ให้หนิงหยางและถงเจี้ยนเฟิงเป็นคนนำาหน้า ช่วยพวกเราล่อเขา ออกมา รอจนแน่ใจในความสามารถของเขาแล้ว ถึงจะเป็นวิธีการที่ ปลอดภัยมากที่สุด”
“ตักลง!” เซวียหลงเห็นด้วย
เนี่ยเทียนและเผ่ยฉีฉีก็พยักหน้าตัามกัน
หลี่หลางเฟิงคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มพวกเขา อีกทั้งยังไม่เคย กริ่งเกรงผู่้ใด และก็ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่ไม่ควรมีเรื่องด้วยมากที่สุดใน อาณาจักรเลี่ยคง
แม้ว่าเนี่ยเทียนจะมีเวลาทำาความรู้จักกับเขาได้ไม่นาน แตั่กลับรู้ดี ถึงความน่ากลัวของเขา
เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ระแวดระวังอะไรมากนัก แตั่เมื่อเผ่ชิญกับเผ่่าชั่ว ร้ายที่อยู่ในหินอุกกาบาตั ขนาดเขาก็ยังมีท่าทางวิตักกังวลเช่นนี้ได้ นี่จึง มากพอจะพิสูจน์ให้เห็นว่าเขาน่าจะสัมผ่ัสได้ถึงกลิ่นอายของความ อันตัราย
อันดับตั่อมา คนทั้งสี่จึงจงใจเก็บปราณของตััวเองเอาไว้ เนี่ยเทียน ยังถึงขั้นใช้พรสวรรค์ที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างการอำาพรางพลังชีวิตัด้วย
การอำาพรางพลังชีวิตั เมื่ออยู่ภายใตั้อิทธิพลของปราณเลือดสีเขียว ที่แฝึงเร้นไว้ด้วยสายเลือดแห่งชีวิตัเส้นนั้น มันไม่เพียงแตั่ทำาให้เขาซุกซ่อน ปราณชีวิตัไว้ได้ทั้งหมด
ยังสามารถปรับเปลี่ยนปราณของเขาให้เป็นไปตัามความตั้องการ และระดับการมีส่วนร่วมของปราณเลือดสีเขียวได้อย่างตั่อเนื่องอีกด้วย
เวลานี้ปราณแห่งชีวิตั ปราณเลือด และปราณวิญญาณที่ปลด ปล่อยออกมาจากบนร่างของเขาล้วนถูกอำาพรางไว้จนสัมผ่ัสไม่ถึง
นอกเสียจากพวกหลี่หลางเฟิงสามคนที่อยู่ใกล้กับเขาแล้ว คนที่อยู่ ห่างไกลออกไปก็ยากจะสัมผ่ัสได้ถึงคลื่นความเคลื่อนไหวของชีวิตัที่อ่อน จางที่สุดซึ่งถูกปล่อยออกมาจากร่างของเขา
เวลาเดียวกันนั้น เขาเองก็รวบรวมสมาธิเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ การเชื่อมโยงระหว่างทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้าง เพื่อคอยจับสังเกตัหินอุกกาบาตั ใหญ่ยักษ์อย่างใกล้ชิด
ทิพย์จักษุทั้งเจ็ดล้อมวนอยู่รอบหินอุกกาบาตั ยังไม่สามารถสัมผ่ัส ได้ถึงความผ่ิดปกตัิของพลังชีวิตัใด
แตั่เขากลับเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของหลี่หลางเฟิง
“เหยียบเข้าสู่เขตัสามัญ พลังจิตัจะเกิดการแปรสภาพครั้งใหญ่ แม้แตั่จิตัวิญญาณก็ยังเปลี่ยนมาเป็นไม่เหมือนเดิม แตั่ข้า จะอย่างไรก็มี ตับะแค่กลางสวรรค์ สะเก็ดดาวเจ็ดดวงที่อยู่ในมหาสมุทรจิตัวิญญาณของ ข้าก็ก่อตััวขึ้นมาโดยไม่ตัั้งใจตัอนอยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตัุนี้ข้าถึงไม่สามารถรับสัมผ่ัสได้ถึง ปราณแห่งชีวิตัที่จงใจซุกซ่อนไว้ในหินอุกกาบาตัเฉกเช่นหลี่หลางเฟิง”
ความคิดเป็นทอดๆ แล่นผ่่านสมองของเขาไปอย่างรวดเร็ว เขาไม่ มัวคิดมากกับการที่ไม่สามารถสัมผ่ัสถึงปราณชีวิตัในหินอุกกาบาตัอีก แตั่ รวบรวมสมาธิจับสังเกตัการเปลี่ยนแปลงของรอบด้านอย่างละเอียด
ไม่นานเขาก็สัมผ่ัสได้ถึงความผ่ิดปกตัิผ่่านทิพย์จักษุ
ปราณวิญญาณฟ้าดินสกปรกที่มีอยู่ทั่วทุกหนแห่งของอาณาจักร เลี่ยคงกลับลอยมารวมตััวกันเงียบๆ อยู่ใกล้หินอุกกาบาตัสีน้ำาตัาลซีดที่ฝึัง ลึกลงไปในหลุมอย่างผ่ิดปกตัิ
ท่ามกลางปราณวิญญาณฟ้าดินสกปรกเหล่านั้น ปราณแห่งความ มืดมิดสีดำาอ่อนจางที่มาจากอาณาจักรเผ่่าอสูรกายตัามคำาบอกของหลี่หลา งเฟิงดูจะโลดแล่นอย่างยินดีผ่ิดปกตัิ
เขารับสัมผ่ัสอย่างละเอียดก็เห็นว่าปราณแห่งความมืดมิดสีดำาอ่อน จางที่มารวมตััวกันข้างหินอุกกาบาตัคล้ายจะได้รับแรงดึงดูดจากหิน อุกกาบาตัจึงพากันล้อมวนอยู่บนผ่ิวภายนอก
ก่อนที่จะมองเห็นได้ด้วยตัาเปล่าว่าปราณแห่งความมืดมิดสีดำา หลายเส้นเหล่านั้นหายวับไปบนผ่ิวของหินอุกกาบาตัอย่างรวดเร็ว
“สีดำาอ่อน ปราณแห่งความมืดมิด มาจากฟ้าดินนอกอาณาจักรอัน เป็นที่ใช้ชีวิตัของอสูรกาย…” เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้ว จึงหันไปพูดกับคนทั้งสาม “เผ่่าพันธุ์ที่อยู่ในหินอุกกาบาตัก้อนนั้นน่าจะ เป็นเผ่่าอสูรกาย!”
“เจ้าแน่ใจได้อย่างไร?” หลี่หลางเฟิงถามด้วยความแปลกใจ
พลังจิตัวิญญาณที่ผ่่านการแปรสภาพของเขาแค่รับสัมผ่ัสได้ว่าใน หินอุกกาบาตัมีปราณแห่งชีวิตัที่อ่อนจางดำารงอยู่
จากปราณชีวิตัที่ค่อนข้างแปลกประหลาดนั้นเขาแค่วิเคราะห์ได้ว่า ผู่้ที่อยู่ด้านในไม่น่าจะใช่เผ่่ามนุษย์ แตั่กลับไม่แน่ใจว่าเป็นคนของเผ่่าไหน
“ท่ามกลางปราณวิญญาณฟ้าดิน ส่วนที่เป็นปราณแห่งความมืดมิด เกิดโลดแล่นผ่ิดปกตัิ” เนี่ยเทียนอธิบาย
หลี่หลางเฟิงฟังคำาอธิบายของเขาจบ สายตัาก็ฉายความแปลกใจ พยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะเอ่ยชม “การสืบทอดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวช่างลึกลับสุดจะหยั่งอย่างแท้จริง เจ้าสามารถรับรู้การ เปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนของปราณวิญญาณซึ่งแม้แตั่ข้าก็ยังสัมผ่ัสไม่ ถึง รอจนเจ้าเข้าสู่เขตัสามัญเฉกเช่นข้า ถึงเวลานั้นความสามารถในการ รับสัมผ่ัสด้วยพลังจิตัวิญญาณของเจ้าก็น่าจะเหนือกว่าข้ามากนัก”
“เผ่่าอสูรกาย!” เซวียหลงร้องอุทานเบาๆ
เผ่ยฉีฉีเองก็กล่าวขึ้นมาว่า “ในบรรดาตั่างเผ่่านอกอาณาจักร เผ่่า อสูรกายนับเป็นเผ่่าที่ลึกลับมากที่สุด อยู่ๆ พวกเขามาปรากฏตััวที่นี่ได้ อย่างไร?”
“หนิงหยางและถงเจี้ยนเฟิงใกล้จะมาถึงแล้ว” หลี่หลางเฟิงพูดขึ้น กะทันหัน
เวลานี้เนี่ยเทียนเองก็สัมผ่ัสได้ว่าหนิงหยางกำาลังเร่งรุดเดินทาง อย่างรวดเร็วมาจากทิศทางที่ตัรงกันข้ามกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง และ กำาลังขยับเข้าใกล้หินอุกกาบาตัมากขึ้นทุกขณะ
“รอให้พวกเขาหยั่งเชิงเผ่่าอสูรกายนั่นดูก่อน” หลี่หลางเฟิงทำา จิตัใจให้สงบ
ทุกคนจึงรอคอยด้วยความอดทน
ส่วนเนี่ยเทียนที่อาศัยทิพย์จักษุก็สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนว่า คราวนี้หนิงหยางมาพร้อมกับถงเจี้ยนเฟิง ทั้งยังได้ยินบทสนทนาของพวก เขาด้วย
“น้องหนิง นานขนาดนี้แล้ว เจ้ายังไม่ได้ผ่ลพวงใดๆ อีกหรือ?” ถง เจี้ยนเฟิงกล่าว
“ตัอนนี้ยัง” หนิงหยางผ่มเผ่้ายุ่งเหยิง ไม่ได้หล่อเหลาสง่างามอย่าง เมื่อครั้งที่อยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีกแล้ว เขากลายมาเป็นคนที่ ไม่สนใจอาภรณ์ของตััวเอง แม้แตั่หนวดเคราบนใบหน้าก็รกรุงรังเพราะไม่ ได้โกนออก ทำาให้เขาในเวลานี้กลายมาเป็นชายแก่ที่สกปรกมอมแมมคน หนึ่ง “แตั่ข้ามั่นใจมากว่าสถานที่แห่งนี้ตั้องมีความสัมพันธ์กับพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวแน่นอน!”
“ข้าไม่สามารถชุบหลอมตัราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้น ไม่สามารถ หาสาเหตัุความพิเศษของมันได้ แตั่ข้ารู้ว่าที่สถานที่แห่งนี้สามารถชักนำา
หินอุกกาบาตัจากนอกอาณาจักรให้ตักลงมาอย่างตั่อเนื่องได้ ตั้องเป็น เพราะพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งผ่นึกอะไรบางอย่างเอาไว้แน่นอน”
“ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าหินอุกกาบาตับางก้อนที่ตักมาอาจจะมี ความมหัศจรรย์แฝึงเร้นอยู่!”
“ข้ากำาลังรอให้หินอุกกาบาตัก้อนที่มาจากพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวนอกฟากฟ้าอันไกลโพ้นตักลงมา!”
ระหว่างที่พูด หนิงหยางก็บินมาตักอยู่บนหินอุกกาบาตัก้อนใหญ่ ยักษ์สีน้ำาตัาลซีดนั้นแล้ว อีกทั้งยังเรียกกระบี่วิเศษแหลมคมเล่มหนึ่งออก มาฟาดฟันลงไปบนหินอุกกาบาตัมหึมาฃอย่างตั่อเนื่อง หมายจะดึงเอา ความมหัศจรรย์ที่เขาเฝึ้ารอมาเนิ่นนานออกมาจากด้านใน
“แคร๊ก! เคร้งๆ!”
เศษหินขนาดใหญ่เท่าฐานแท่นโม่หลายก้อนถูกกระบี่วิเศษของเขา ฟาดฟันจนแตักกระจายออกจากหินอุกกาบาตั ก่อนจะปลิวว่อนไปตักรอบ ด้าน
“หินดวงดาว!”
เนี่ยเทียนที่ใช้ทิพย์จักษุทำาให้มองเห็นว่าคราวนี้ในบรรดาเศษหินที่ ปลิวว่อนมีหินดวงดาวปะปนมาด้วย
หนิงหยางไม่ได้สนใจหินดวงดาวมากนักจึงเมินเฉยตั่อหินดวงดาวที่ กระจายออกมา มือก็ยังคงฟาดฟันกระบี่ตั่อไปไม่หยุด
“แคร๊ก!”
กระบี่วิเศษที่เขาถืออยู่ในมือแทงทะลุเข้าไปในหินอุกกาบาตัอีกครั้ง ขณะที่เขาบิดข้อมือหมายจะงัดให้หินแตักออก ดวงตัาของหนิงหยางก็ พลันมีความฉงนวาบผ่่าน
และนาทีถัดมา มือที่ถือกระบี่ข้างนั้นของหนิงหยางก็พลันมีเลือด สาดกระเซ็น
“น้องหนิง!” ถงเจี้ยนเฟิงร้องอุทานเสียงหลง
ลำาแสงสีดำาหลายเส้นคล้ายกระแสธารพลันไหลรินออกมาจากในหิน อุกกาบาตัก้อนนั้นและแยกกันพุ่งตัรงเข้าโจมตัีใส่หนิงหยางกับถงเจี้ยนเฟิง
หนิงหยางสัมผ่ัสได้ตัั้งแตั่แรกจึงทิ้งกระบี่และบินหลบออกมาทันที กลับกลายเป็นถงเจี้ยนเฟิงที่เป็นห่วงเขาจนบินเข้าไปในหลุมลึกเสียอีกที่ ถูกลำาแสงสีดำาหลายเส้นแทงทะลุเรือนกาย
ตัอนที่ถงเจี้ยนเฟิงร่วงลงไปในหลุมลึก ประกายชีวิตัในดวงตัาของ เขาพลันพังทลาย ก่อนจะถูกสังหารตัายไปในเสี้ยววินาที