ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 351 คนน่าสงสารย่อมมีจุดที่น่ารังเกียจ!
ตระกูลอันสูญเสียที่พึ่งอย่างหอหลิงเปุาไป และไม่ได้รับการยอมรับ จากสำนักโลหิตจึงตกต่ำอย่างรวดเร็ว
พวกขุนนางต่างถิ่นที่เข้าร่วมกับตระกูลอันก่อนหน้านี้เมื่อรู้ว่าตระกูล อันสูญเสียการปกปูองจากหอหลิงเปุาก็ทยอยกันตีจากตระกูลอัน
แม้แต่คนในตระกูลอันบางส่วนที่เห็นว่าตระกูลร่อแร่เต็มทีก็ยังพากัน เดินออกจากตระกูลอัน ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองอื่น
เมื่อเป็นเช่นนี้ กำลังอำนาจของตระกูลอันจึงลดลงไปมาก
ในอดีตคนในเมืองเฮยอวิ๋นต่างก็เคารพยำเกรงตระกูลอันอย่างยิ่ง มอง อันหรงแห่งตระกูลอันเป็นเจ้าแห่งเมืองเฮยอวิ๋นที่เพียงแค่ยังไม่ได้รับการ แต่งตั้งเท่านั้น
ทว่าตอนนี้สายตาของพวกผู้คนที่มาห้อมล้อมดูคนตระกูลอันต่างก็เต็ม ไปด้วยความสุขเมื่อเห็นความทุกข์ของผู้อื่น
หน้าประตูจวนตระกูลอัน อันหรงมีสีหน้านิ่งสนิท ถลึงตาใส่หยวนเฝิง ชุนประมุขตระกูลหยวนและกำลังโต้เถียงหน้าดำหน้าแดง หมายจะทวง คืนความยุติธรรมให้กับคนในตระกูลอัน
อันเหอที่เคยพาเนี่ยเทียนไปส่งยังโลกมายามรกตยืนอยู่ข้างกายอัน หรงและก็โกรธจนตัวสั่นเทิ้มเช่นเดียวกัน
พวกคนตระกูลอันที่พอจะมีฝีมือสักเล็กน้อยต่างก็ยืนอยู่หน้าจวนใน ชุดพร้อมรบ ตั้งท่าพร้อมต่อสู้กับตระกูลหยวนอย่างเต็มที่
หยวนเฝิงชุนมีสีหน้าเย็นชา จงใจไม่ไปพูดคุยกับอันหรงในตระกูลให้ เป็นเรื่องเป็นราว แต่เลือกมาพูดคุยกันอยู่หน้าประตู
ที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อต้องการดึงดูดให้คนของเมืองเฮยอวิ๋นมามุงดู ต้องการหมิ่นเกียรติของอันหรงและตระกูลอันต่อหน้าทุกคน เพื่อเป็นการ บอกคนเหล่านั้นว่าตอนนี้ใครกันแน่ที่เป็นนายของเมืองเฮยอวิ๋น
“วันนี้ตระกูลอันของพวกเจ้าจำเป็นต้องย้ายออกไปให้หมด นี่คือ ระยะเวลาสุดท้ายที่ข้ามอบให้กับตระกูลอันของพวกเจ้าแล้ว” หยวนเฝิง ชุนพูดเสียงดัง แต่ละประโยคล้วนจงใจเน้นย้ำน้ำเสียงเพื่อให้ทุกคนได้ยิน กันถ้วนทั่ว “ข้าหวังว่าตระกูลอันของพวกเจ้าจะรู้อะไรควรไม่ควร อย่าหา เรื่องใส่ตัวเป็นการดี ขอแค่คนตระกูลอันของพวกเจ้ายอมทำตามแต่โดยดี ข้าเองก็คร้านจะสนใจพวกเจ้า แต่หาไม่แล้วก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เกรงใจ กัน”
อันหรงแห่งตระกูลอันมีขอบเขตต้นสวรรค์ช่วงต้น แต่หยวนเฝิงชุนคือ ช่วงกลาง
แค่ศักยภาพก็ไม่เท่าเทียมกันแล้ว ลำพังเพียงแค่หยวนเฝิงชุนคนเดียว ก็มากพอจะจัดการอันหรงได้อย่างอยู่หมัด
ข้างกายหยวนเฝิงชุนยังมีคนตระกูลหยวนอีกมากมาย อีกทั้งยังมีผู้ฝึก ลมปราณที่พึ่งพาตระกูลหยวนซึ่งส่วนใหญ่แล้วล้วนมีตบะกลางสวรรค์ช่วง กลางและช่วงท้าย
ด้วยพละกำลังของตระกูลหยวนในตอนนี้ หากคิดจะสังหารกวาดล้าง คนตระกูลอันก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่นัก
“หยวนเฝิงชุน! เจ้าอย่ารังแกกันมากเกินไปนัก!” อันหรงตวาดเดือด ดาล “ซืออี๋และเสี่ยวอิ่งต่างก็ยังอยู่ในสำนักโลหิต แม้ว่าพวกนางจะไม่ใช่ ลูกศิษย์ของสำนักโลหิต ทว่าก็เป็นที่โปรดปรานของหลีจิ้งเจ้าสำนักโลหิต เจ้ากล้าทำอะไรตระกูลอันเรา สำนักโลหิตไม่ปล่อยพวกเจ้าไว้แน่!”
“สำนักโลหิต?” หยวนเฝิงชุนส่ายหัว มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “ใครๆ ก็ รู้ดีว่าที่หลีจิ้งยอมรับเด็กสาวสองคนของตระกูลอันเข้าไปอยู่ในสำนักก็แค่ เพราะเจ้าสำนักโลหิตเห็นแก่หน้าเนี่ยเทียนเท่านั้น ทว่าตอนนี้เจ้าเนี่ย เทียนนั่นไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ต่อให้ยังมีชีวิตอยู่จริงแต่ก็เพราะเขาไม่รู้ อะไรควรไม่ควร เอาตราประทับสะเก็ดดาวที่วิมานสวรรค์ต้องการหนีไป เลยกลายมาเป็นผู้ต้องโทษของอาณาจักรหลีเทียนเราไปแล้ว!”
“เจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าที่สำนักโลหิตไม่ได้ยอมรับตระกูลอันของพวกเจ้า ก็เพราะต่อให้เป็นฝุายในของสำนักโลหิตเองก็ยังมีคนบางส่วนที่ไม่พอใจ ในตัวเนี่ยเทียน!”
“ที่ดินเศษหนึ่งส่วนสี่ของอาณาจักรหลีเทียนถูกปราณปีศาจกลบมิด ไปแล้ว ด้วยความเร็วอย่างในตอนนี้ อีกไม่นานเท่าไหร่ อาณาจักรหลี เทียนก็จะจบเห่กันไปหมด”
“ต่อให้เนี่ยเทียนจะยังมีชีวิตอยู่ รอจนเขากลับมาอาณาจักรหลีเทียน ทุกอย่างก็ไม่ทันกาลแล้ว”
“ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ยังจะมีใครฝากความหวังไว้กับเขาอีก?”
นับตั้งแต่ที่หยวนเฝิงชุนพูดถึงเนี่ยเทียน ทุกคนที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบ ก็เริ่มสบถด่าเบาๆ
คนเหล่านั้นล้วนพูดว่าเนี่ยเทียนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ดึงดันจะชุบหลอม ตราประทับสะเก็ดดาวให้ได้ถึงเป็นเหตุให้อาณาจักรหลีเทียนเผชิญกับภัย พิบัติเช่นนี้
คำพูดของหยวนเฝิงชุนทำให้ทุกคนอารมณ์เดือดพล่าน ทำท่าทาง กระเหี้ยนกระหือรืออยากให้ตระกูลอันตายตกไปโดยเร็ว
ท่ามกลางกลุ่มคน นัยน์ตาของเนี่ยเทียนที่แปลงโฉมทอแสงมืดมน
เขาที่เดิมทีหมายจะพุ่งตัวออกไปทันทีกลับชะงักฝีเท้าหยุดยืนอยู่ข้าง กายหัวมู่และเผยฉีฉีเช่นเดิม รับฟังคำประนามจากคนเหล่านั้นทุกคำ
“สันดานคน…”
เขาส่ายหัวเบาๆ ในใจเศร้าอาดูรและขมขื่น เริ่มค่อยๆ สิ้นหวังต่อ ตระกูลเนี่ยและเมืองเฮยอวิ๋น ไม่มีอารมณ์ผูกพันใดๆ ให้กล่าวถึงอีกแล้ว
“คนบนโลกช่างโง่เขลายิ่งนัก พวกเจ้าแค่รู้สึกว่าเนี่ยเทียนสร้างความ เดือดร้อนให้กับอาณาจักรหลีเทียนเท่านั้น” อันหรงแห่งตระกูลอันแค่น เสียงกล่าว “แต่เท่าที่ข้ารู้มา หากไม่เพราะเนี่ยเทียนที่กลับมาจากประตู สวรรค์ปลุกยักษ์โครงกระดูกของสำนักโลหิตให้ฟื้นตื่น สำนักโลหิตก็สิ้นชื่อ ไปแล้ว หากไม่เพราะสำนักโลหิตพ้นภัยจนหลีจิ้งและยักษ์โครงกระดูก สามารถมีเวลาไปช่วยเหลือวังยมบาลได้ พวกเจ้านึกหรือว่าภูตผีปีศาจ เหล่านั้นจะยอมถอนทัพออกไปก่อน?”
“หากไม่เพราะเนี่ยเทียน อาณาจักรหลีเทียนก็มิอาจผ่านพ้นเคราะห์ ภัยที่ประสบตั้งแต่คราวก่อนไปได้แล้ว!”
“ในสายตาของพวกเจ้ามองเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง คิดถึงแต่ ตัวเอง! พวกเจ้าไม่มีใครสักคนที่มีสิทธิ์กล่าวประนามเนี่ยเทียน!”
“มีสิทธิ์อะไรมาบอกให้เนี่ยเทียนมอบตราประทับสะเก็ดดาวแก่หนิงห ยาง ตราประทับสะเก็ดดาวที่เขาช่วงชิงมาได้มีถึงสองดวงเต็ม! ทำไม ไม่ให้หนิงหยางแห่งวิมานสวรรค์เป็นคนมอบตราประทับสะเก็ดดาวดวง นั้นแก่เนี่ยเทียน ให้เนี่ยเทียนเป็นคนหลอมรวมตราประทับสะเก็ดดาวทั้ง สามให้เป็นหนึ่งตั้งแต่แรกเล่า!”
“เนี่ยเทียนคือความภาคภูมิใจของเมืองเฮยอวิ๋น ของสำนักหลิงอวิ๋น และของตลอดทั้งอาณาจักรหลีเทียน เหตุใดต้องให้เขายอมหลีกทางแก่ วิมานสวรรค์?”
อันหรงตอกกลับเสียงดัง
ทว่าไม่นานเสียงโต้เถียงของเขาก็ถูกกลบทับด้วยเสียงด่าทอจากคน ตระกูลหยวนและคนของเมืองเฮยอวิ๋น
คนเหล่านั้นไม่แม้แต่จะจดจำความดีของเนี่ยเทียน ไม่จดจำว่าเนี่ย เทียนเคยทำอะไรให้กับอาณาจักรหลีเทียนบ้าง พวกเขาแค่รู้สึกว่าเนี่ย เทียนที่แอบเอาตราประทับสะเก็ดดาวไปซ่อนตัว เท่ากับทอดทิ้ง อาณาจักรหลีเทียน บีบให้พวกเขาต้องตกอยู่ในสภาวะสิ้นหวังเช่นนี้
พวกเขาจึงโวยวายว่าเนี่ยเทียนจะมีปัญญาอะไรมาเทียบเคียงกับห นิงหยางได้?
เนี่ยเทียนเอาตราประทับสะเก็ดดาวไปแล้วอย่างไร? ก็ยังคงไม่มี ความสามารถชุบหลอมมันอยู่ดีมิใช่หรือ เมื่อชุบหลอมไม่ได้แล้วเหตุใด จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว?
ในใจของพวกเขา หนิงหยางผู้มีฐานะสูงส่งทั้งยังเป็นศิษย์ผู้ทรงเกียรติ ที่เดินออกมาจากวิมานสวรรค์ต่างหากถึงจะสามารถช่วยให้อาณาจักรหลี เทียนหลุดพ้นจากความยากลำบาก
“คนที่น่าสงสารย่อมมีจุดที่น่ารังเกียจ” เผยฉีฉีวิจารณ์เสียงเย็น
หัวมู่สีหน้าเฉยชา เขารู้จักความซับซ้อนและด้านที่น่ารังเกียจของ สันดานมนุษย์ลึกซึ้งยิ่งนัก
เขารู้แต่แรกอยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
และเขาก็รู้ด้วยว่าหากเนี่ยเทียนย้อนกลับมาเมืองเฮยอวิ๋นจะต้อง เผชิญกับเรื่องราวเหล่านี้ ดังนั้นถึงได้พยายามหลีกเลี่ยงเมืองเฮยอวิ๋น ไม่ อยากให้เนี่ยเทียนเห็นสถานการณ์อย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้
ทว่าเนี่ยเทียนยืนกรานจะมาให้ได้
เขาเหลือบตามองเนี่ยเทียนโดยอัตโนมัติ รู้ว่าเมื่อเผชิญกับเรื่องราว เหล่านี้ในเมืองเฮยอวิ๋น นับแต่นี้เป็นต้นไป สภาพจิตใจของเนี่ยเทียนอาจ เกิดการเปลี่ยนแปลง
ด้านที่ต่ำช้าที่สุดของสันดานคนซึ่งเปิดเปลือยอยู่เบื้องหน้าเขาจะทำ ให้เนี่ยเทียนยิ่งเปลี่ยนมาเป็นอำมหิตเย็นชา
“สำหรับเขาแล้ว นี่ถือว่าเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้ายกันแน่?” หัวมู่ขมวด คิ้วแน่น พึมพำอยู่ในใจตัวเอง “คนบางคนเมื่อเผชิญหน้ากับด้านที่มืดดำนี้ สภาพจิตใจอาจจะเปลี่ยนแปลงไปมากจนมองไม่เห็นด้านที่สว่างไสวอีก เลย หลังจากนั้นก็จะเปลี่ยนมาเป็นกระหายเลือด จมดิ่งสู่วิถีทางแห่งมาร ที่ชั่วช้า หวังว่าเขาจะไม่เป็นเช่นนี้”
ที่เขาไม่อยากให้เนี่ยเทียนเห็นเรื่องพวกนี้ก็เพราะกังวลว่าจิตใจของ เนี่ยเทียนจะแตกสลาย เมื่อเป็นเช่นนี้จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการ ฝึกตนของเขา ทั้งยังจะทำให้เนี่ยเทียนมองทุกอย่างด้วยความเคียดแค้น นับแต่นั้นก็จะจมจ่อมอยู่กับการเข่นฆ่าจนมิอาจถอนตัวได้
“สำนักหลิงอวิ๋น ข้าไม่คิดจะไปแล้ว รอจนเรื่องของที่นี่ยุติแล้ว พวก เราไปที่สำนักโลหิตกัน” เนี่ยเทียนพลันกล่าวขึ้นมาเสียงเบา
“ไม่ไปแล้ว?” หัวมู่ตกตะลึง
“ในเมื่ออาจารย์ของข้าไม่อยู่ ข้าก็ไม่ไปสำนักหลิงอวิ๋นแล้ว” เนี่ย เทียนตอบรับ
ก่อนหน้านี้เขาก็ไม่มีความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวอะไรกับสำนักหลิงอวิ๋นอ ยู่แล้ว ปีนั้นที่มารดาเขาเสียชีวิตอย่างไม่คาดคิด คนเหล่านั้นของสำนักหลิ งอวิ๋นรู้สึกว่าสิ้นเปลืองทรัพยากรบนร่างของนางมากเกินไป แค่นาง กลับมาตระกูลเนี่ยรอบเดียวอยู่ๆ ก็ให้กำเนิดลูกชาย พอหลังจากนั้นไม่ นานก็ตาย
นี่จึงเป็นเหตุให้สำนักหลิงอวิ๋นไม่พอใจตระกูลเนี่ยอย่างมาก
เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนก็ถูกคนมากมายกลั่นแกล้งเพียงเพราะสูญเสีย ความเชื่อมั่นจากสำนักหลิงอวิ๋น
ตอนนี้หลังจากที่เขาหายตัวไปจากอาณาจักรหลีเทียน คนเหล่านั้นที่ อยู่ฝุายในของสำนักหลิงอวิ๋นก็มีท่าทีเช่นนี้อีก พวกเขาปล่อยปละละเลย ตระกูลเนี่ยที่อยู่ในเมืองเฮยอวิ๋นอย่างไม่คิดสนใจใยดี ทำให้เมืองเฮยอวิ๋นก ลายมาเป็นโลกแห่งความบ้าคลั่งเฉกเช่นทุกวันนี้
แน่นอนว่าเขาย่อมรู้สึกว่าสำนักหลิงอวิ๋นจำต้องแบกรับความ รับผิดชอบในเรื่องนี้
“ประมุขของตระกูลหยวนมีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลาง” หัวมู่ลังเลอยู่ ชั่วครู่ถึงได้กล่าวว่า “ถ้าไม่งั้น รอให้เรื่องทางนี้ยุติลงแล้วให้ข้าช่วยเจ้า จัดการดีไหม?”
ตัวตนของเขาพิเศษ ไม่สะดวกจะสังหารหยวนเฝิงชุนต่อหน้าต่อตาคน มากมายขนาดนี้
เขารู้ว่าเนี่ยเทียนไม่ธรรมดา แต่อย่างไรซะเนี่ยเทียนก็มีตบะแค่กลาง สวรรค์ กังวลว่าหากเนี่ยเทียนก่อเรื่องขึ้นมา สุดท้ายสังหารหยวนเฝิงชุน ไม่ได้ กลับยังจะนำปัญหาที่ไม่จำเป็นมาสู่ตัวอีกด้วย
“ข้าอยากจะลองดู” กล่าวจบ ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ก้าวออกไปอีกครั้ง เขาค่อยๆ ขยับเข้าใกล้หยวนเฝิงชุนอย่างเงียบเชียบ
วินาทีที่เขาเดินออกมานั้นก็ได้ใช้พรสวรรค์ที่เกิดขึ้นใหม่ของสายเลือด แห่งชีวิต—การอำพรางพลังชีวิต
เลือดเนื้อ ปราณวิญญาณ ทิศทางการเคลื่อนที่ของพลังชีวิตใน ร่างกายเขาต่างก็ถูกเก็บลงไปอย่างรวดเร็ว
“เอ๊ะ!” หัวมู่อุทานเบาๆ
หากไม่ใช้พลังจิตวิญญาณตรวจสอบอย่างละเอียด ในสายตาของเขา เนี่ยเทียนที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ก็เป็นเหมือนมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่มี ปราณวิญญาณอยู่ในร่าง ทำให้คนอื่นไม่คิดระวังและปูองกันตัว
เดินผ่านกลุ่มคน เนี่ยเทียนค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้คนตระกูลหยวน อย่างเงียบเชียบ
ทันใดนั้นเขาก็สร้างสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงขึ้นมาแล้วกระตุ้นคาถาดาว เปล่งประกายในชั่วพริบตา
วินาทีนั้น เขาก็มาโผล่อยู่ด้านหลังหยวนเฝิงชุน ทั้งยังชักดาราเพลิง กาฬออกมาทันที!