ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 353 หัวใจที่หนาวเหน็บ
“เจ้าเด็กนี่!”
ตอนที่เนี่ยเทียนถอดหน้ากากปลิดชีพหยวนเฝิงชุน หัวมู่ก็ออกปากชม เบาๆ อย่างอดไม่ได้
อันที่จริงนี่เป็นครั้งแรกที่หัวมู่ได้เห็นเนี่ยเทียนประมือกับคนอื่น
ประสบการณ์ของเนี่ยเทียนในการประลองโลกมายามรกต ผลการสู้ รบที่สะสมมาจากในประตูสวรรค์ ข่าวเล่าลือที่น่าตะลึงในอาณาจักรเลี่ย คง เขาก็แค่ได้ยินมาเท่านั้น
เขาเองก็รู้ดีว่าเนี่ยเทียนที่มีสายเลือดแห่งชีวิต ครอบครองเกราะมังกร เพลิง ได้รับตราประทับสะเก็ดดาวสองดวง แน่นอนว่าย่อมไม่ธรรมดา
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ เขาก็ยังคาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเนี่ยเทียนจะใช้วิธี ลอบโจมตีสังหารหยวนเฝิงชุนที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลางได้อย่างง่ายดาย เช่นนี้
คนในตระกูลและขุนนางต่างถิ่นของตระกูลหยวนส่วนใหญ่ล้วนมีตบะ ใกล้เคียงกับเนี่ยเทียน นั่นก็คือกลางสวรรค์
ทว่าพวกที่มีระดับเดียวกันเหล่านั้น เมื่อเผชิญหน้ากับการลอบโจมตี ของเนี่ยเทียนกลับไม่มีใครสู้ศัตรูตัวคนเดียวของพวกได้ ทุกคนล้วนถูกเนี่ย เทียนคร่าชีวิตไปได้อย่างง่ายดาย
วิธีการโหดเหี้ยมที่เนี่ยเทียนแสดงออกมาทำให้หัวมู่ตะลึงอย่างมาก ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ปีนั้นเดินทางผ่านเมืองเฮยอวิ๋นและได้ช่วยเนี่ย เทียนที่ปุวยหนักไว้โดยบังเอิญ
และเขาเองก็เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเนี่ยเทียนที่แข็งแกร่งเช่นนี้ สายเลือด แห่งชีวิตในร่างของเขาย่อมต้องแปรสภาพและพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แน่นอน
เนื่องจากการดำรงอยู่ของเนี่ยเทียน ก็จะต้องมีสักวันที่ขีดจำกัดด้าน อายุขัยของเขาได้รับการแก้ไข
“เนี่ยเทียน!”
“เขาก็คือเนี่ยเทียน!”
“เขากลับมาแล้ว!”
“…”
พวกคนที่มุงดูซึ่งพอจะมีฝีมืออยู่บ้างเมื่อเห็นว่าพอถอดหน้ากาก เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงเนี่ยเทียนก็สังหารหยวนเฝิงชุนทันที ทุกคนก็ แตกตื่นกันทันใด
อันหรงที่หลังจากตัวสั่นเยือก ใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตะลึง
“เนี่ยเทียน!” อันหรงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง สงบสติอารมณ์ สายตาที่หันมามองเนี่ยเทียนก็เปล่งแสงแห่งความตื่นเต้น
อันหรงและอันเหอ รวมไปถึงคนตระกูลอันมากมายต่างก็คาดไม่ถึงว่า ในช่วงเวลาที่ตระกูลอันของพวกเขาถูกบีบคั้นจากตระกูลหยวนให้ต้อง ย้ายไปอยู่ที่อื่น เนี่ยเทียนจะปรากฏตัวอย่างกะทันหัน
อันเหอยิ่งเต็มไปด้วยความปลงอนิจจัง ในใจพึมพำเบาๆ “สายตาของ ซืออี๋คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของตระกูลอันอย่างแท้จริง!”
เขายังจำได้ว่าปีนั้นอันซืออี๋ไม่สนใจกฎของตระกูล ดึงดันนำรายชื่อผู้ เข้าประลองโลกมายามรกตที่เดิมทีควรเป็นของคนตระกูลอันมอบให้กับ มือเนี่ยเทียน
ตอนนั้นฝุายในของตระกูลอันก็มีคนมากมายที่ไม่พอใจ ต่างก็รู้สึก อันซืออี๋ทำตัวประหลาดยากแก่การเข้าใจ
แม้แต่ตัวอันเหอเองก็ยังไม่เข้าใจการกระทำของอันซืออี๋เอาเสียเลย
เขายังจำได้อย่างชัดเจนว่าตอนที่เขาพาตัวเนี่ยเทียนไปส่งยังโลกมายา มรกต ขอบเขตของเนี่ยเทียนในตอนนั้นยังเป็นแค่ขั้นหลอมรวมลมปราณ เท่านั้น
เวลาผ่านไปแค่ไม่กี่ปี เนี่ยเทียนที่ผ่านโลกมายามรกต ผ่านการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเทือกเขาชื่อเหยียน การเข่นฆ่าในประตูสวรรค์ รวมไปถึงการต่อสู้กับภูตผีปีศาจกลับทะยานก้าวกระโดดกลายมาเป็น บุคคลที่ได้รับการจับตามองจากทั้งอาณาจักรหลีเทียน
ตอนนี้แม้แต่หยวนเฝิงชุนที่มีขอบเขตต้นสวรรค์ช่วงกลางยังมาตาย ด้วยน้ำมือของเขา
เมื่อเผชิญหน้ากับเนี่ยเทียน ขุนนางต่างถิ่นและคนในตระกูลหยวน มากมายต่างก็ตกเป็นรอง ทยอยกันถูกสังหารไปทีละคน
ในช่วงระยะเวลาสั้นแสนสั้น ต่อให้ตระกูลหยวนไม่ถึงกับสิ้นชื่อ ทว่าก็ ต้องตกต่ำไปนับแต่นี้
อันเหอย้อนทวนความทรงจำ เมื่อหันมามองเนี่ยเทียนที่อยู่เบื้องหน้า อีกครั้ง เขาก็รู้สึกเหมือนนี่ไม่ใช่ความจริง
“ท่านลุงอัน ท่านปูุอัน”
หลังจากที่หยวนเฝิงชุนตายไป เนี่ยเทียนก็แย้มยิ้มมาหยุดยืนอยู่หน้า อันเหอและอันหรงด้วยความสงบ ก่อนจะโค้งตัวคำนับ
ส่วนหยวนเฝิงชุนที่ตายอนาถคาที่รวมไปถึงขุนนางและคนในตระกูล หยวนเขากลับไม่คิดจะมองแม้แต่หางตา
พวกคนเมืองเฮยอวิ๋นที่มุงดูอยู่รอบด้าน เขาก็มองเมินไม่สนใจเช่นกัน
“กลับมาก็ดีแล้ว เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว” อันหรงพลันตั้งตัวได้ เขารีบเดิน ขึ้นหน้ามาตบไหล่เนี่ยเทียนเบาๆ ด้วยสีหน้าปลงอนิจจัง ก่อนจะกล่าวขึ้น ว่า “หากท่านตาเจ้ารู้ว่าเจ้าสังหารประมุขตระกูลหยวนที่เขาเกลียดเข้า กระดูกดำตายไปแล้ว เขาต้องปลาบปลื้มมากอย่างแน่นอน”
ข้อพิพาทระหว่างตระกูลเนี่ย ตระกูลอวิ๋นและตระกูลหยวน ความหด หู่ของเนี่ยตงไห่ เขาคือคนที่รู้ดีที่สุด
“เนี่ยเทียน เข้ามานั่งในตระกูลอันเถอะ” อันเหอเป็นฝุายกล่าวเชิญ ด้วยตัวเอง
“ไม่ล่ะ ข้ายังมีธุระ” เนี่ยเทียนปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม
อันเหอพลันประจักษ์แจ้งได้ถึงอะไรบางอย่างจึงรีบพยักหน้ารับ กล่าว ตามที่ตัวเองเข้าใจว่า “ก็ถูกนะ เจ้าน่าจะเพิ่งกลับมาถึงเมืองเฮยอวิ๋น แน่นอนว่าย่อมต้องไปตระกูลเนี่ยอยู่แล้ว เอาอย่างนี้ เจ้ากลับตระกูลเนี่ย ก่อนเถอะ จากนั้นค่อยมาเป็นแขกที่ตระกูลอันดีหรือไม่?” เขาเข้าใจไปว่า เนี่ยเทียนเพิ่งกลับมาถึงต้องเตรียมจะไปตระกูลเนี่ยแน่นอน
อันหรงเองก็แสดงท่าทีว่าเข้าใจ “รอเจ้าจัดการธุระที่ตระกูลเนี่ยเสร็จ เรียบร้อยแล้วต้องมาตระกูลอันนะ เจ้ารับซืออี๋เป็นพี่สาวบุญธรรม ไม่ว่า จะจริงหรือเท็จ ตระกูลอันของข้าก็ไม่เคยมองเจ้าเป็นคนนอก คราวนี้เจ้า ยังช่วยตระกูลอันเอาไว้อีก พวกเราต้องเลี้ยงฉลองให้เจ้าในตระกูลอันกัน สักหน่อย!”
“ไม่มีคนที่ข้าห่วงใยรออยู่ในตระกูลเนี่ย ข้าคงไม่กลับไปแล้ว” เนี่ย เทียนสีหน้าเป็นปกติ เขากล่าวเบาๆ ว่า “อีกเดี๋ยวข้าจะไปสำนักโลหิต ไป ดูพี่หญิงอันและอันอิ่งเสียหน่อย”
ได้ยินคำพูดนี้ อันหรงและอันเหอก็พลันเงียบงัน
คนที่อยู่รอบด้านก็พากันอึ้งตะลึง ขมวดคิ้วครุ่นคิด
ผ่านไปครู่ใหญ่อันหรงถึงได้ถอนหายใจเบาๆ คล้ายเข้าใจอะไร บางอย่างจึงกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ได้ หากเจ้าไปสำนักโลหิตก็ฝากบอก ซืออี๋และเสี่ยวอิ่งว่าตระกูลอันสบายดี บอกพวกนางว่าไม่จำเป็นต้องเป็น ห่วง ตั้งใจฝึกตนก็พอแล้ว อนาคตและความหวังของตระกูลอันล้วนฝาก
ไว้ที่ตัวพวกนาง ขอแค่ขอบเขตของพวกนางสูงพอ มีศักยภาพที่แข็งแกร่ง มากพอ บางทีตระกูลอันก็อาจยังพอมีอนาคตได้บ้าง”
ที่อันหรงเป็นกังวลแท้จริงแล้วก็คือหากมีวันใดที่อาณาจักรหลีเทียน ถูกภูตผีปีศาจโจมตี ตระกูลอันจะสามารถอาศัยความสัมพันธ์ของพี่น้อง อันซืออี๋มาทำให้สำนักโลหิตให้ความสำคัญจนพาคนส่วนหนึ่งหนีไปด้วยได้ หรือไม่
“ไม่ต้องกังวลนะขอรับ ไม่มีทางเกิดเรื่องใหญ่กับอาณาจักรหลีเทียน แน่นอน” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ แล้วจึงกล่าวอีกว่า “หรือหากจะพูดกันใน อีกมุมหนึ่ง ต่อให้อาณาจักรหลีเทียนตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้นจริงๆ ไม่ จำเป็นต้องอาศัยสำนักโลหิต ข้าเองก็สามารถพาตระกูลอันของพวกท่าน ออกไปจากอาณาจักรหลีเทียนเพื่อไปใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรอื่นได้”
ดวงตาของอันหรงพลันเปล่งประกาย
และเวลานี้เอง หัวมู่ที่อยู่ในกลุ่มคนก็กระแอมขึ้นมาเบาๆ เร่งเร้าไม่ให้ เขาเสียเวลาอยู่ที่นี่ต่อ
“ท่านปูุอัน ท่านลุงอัน ไว้เจอกันนะขอรับ”
หลังจากทิ้งประโยคนี้เอาไว้เนี่ยเทียนก็เดินออกไปจากหน้าจวนประตู อัน พวกคนที่มุงดูอยู่พอเห็นว่าเขาขยับตัวก็พากันหลีกห่างออกไปไกล
ก่อนหน้านี้ตอนที่เนี่ยเทียนยังไม่ปรากฏตัว คนเหล่านั้นล้วน โหวกเหวกโวยวายว่าเขาคือผู้ต้องโทษของอาณาจักรหลีเทียน
ทว่าเมื่อเขาใช้วิธีการที่เหี้ยมโหดมาสังหารหยวนเฝิงชุน รวมไปถึงขุน นางต่างถิ่นและคนตระกูลหยวนมากมายตายไปทีละคน คนเหล่านั้นกลับ พากันเงียบกริบ
เห็นว่าเนี่ยเทียนขยับตัว พวกเขาจึงเป็นฝุายถอยห่างออกไปไกล ไม่มี ใครกล้าออกเสียงแม้แต่แอะเดียว
สายตาที่พวกเขามองมายังเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและไม่ เป็นสุข
แน่นอนว่าเนี่ยเทียนย่อมไม่แยแสพวกเขา และเขาก็ระรานคนตระกูล หยวนในเมืองเฮยอวิ๋นอย่างไม่เกรงกลัวผู้ใดเช่นนี้ จนกระทั่งเขาออกจาก เมืองไปแล้ว คนเหล่านั้นก็ยังได้แต่กล้าลอบซุบซิบกันเบาๆ ไม่มีใครอาจ หาญเข้าไปขัดขวางการจากไปของเขา
ออกจากเมืองเฮยอวิ๋นมาถึงพื้นที่เปลี่ยวร้าง หัวมู่เรียกเรือสายฟูา ออกมาอีกครั้ง ก่อนจะให้เนี่ยเทียนและเผยฉีฉีขึ้นไปนั่ง
เรือสายฟูาทะยานลิ่วขึ้นกลางอากาศก่อนจะห้อตะบึงไปอย่างรวดเร็ว ราวสายฟูาที่แลบปลาบ ค่อยๆ ห่างไกลจากเมืองเฮยอวิ๋น อ้อมผ่าน สำนักหลิงอวิ๋น ตรงดิ่งไปยังทิศที่ตั้งของสำนักโลหิต
และขณะที่เรือสายฟูาบินผ่านสำนักหลิงอวิ๋นไปได้ไม่ไกลนัก เจียงจือซู เจ้าสำนักหลิงอวิ๋นและผู้อาวุโสในสำนักหลายคนต่างก็ได้ยินข่าวเรื่อง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมืองเฮยอวิ๋น
เจียงจือซูจึงรีบเรียกประชุมผู้อาวุโสหลายคนในสำนักทันที
“เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว เขาไปที่เมืองเฮยอวิ๋น ไปสังหารหยวนเฝิงชุน ใช้กำลังของคนคนเดียวดับทำลายคนตระกูลหยวนเกือบทั้งตระกูล” เจียงจือซูขมวดคิ้วมุ่น “แต่เขากลับบอกอันหรงว่าเขาจะไปสำนักโลหิต ไม่ใช่มาสำนักหลิงอวิ๋นเรา”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นของสำนักหลิงอวิ๋นได้ยินเรื่องนี้ก็พากันหน้าเปลี่ยนสี น้อยๆ
“เฮ้อ” อูซิ่งถอนหายใจหนึ่งครั้งก่อนจะกล่าวว่า “ปีนั้นเพราะเสี่ยวจิ่น ข้าทำเรื่องผิดพลาดลงไปมากมาย ภายหลังตอนที่ข้าได้เจอกับเนี่ยเทียน ปมในใจถึงได้ค่อยๆ ถูกคลายออก ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าเนี่ยเทียนเด็กคน นี้ไม่ธรรมดา สักวันหนึ่งเขาต้องกลับมา แต่พวกเจ้ากลับไม่ฟัง”
เขาใช้สายตากล่าวโทษมองไปยังผู้อาวุโสสำนักหลิงอวิ๋นอีกสามคนที่ นั่งอยู่ข้างกาย
คนทั้งสามนั้นคือคนฝุายในของสำนักหลิงอวิ๋นที่ไม่คิดว่าเนี่ยเทียนจะ หลบพ้นจากการตามหาของวิมานสวรรค์และมีชีวิตรอดกลับมายัง อาณาจักรหลีเทียน
และก็เพราะคนทั้งสามไม่พอใจ คิดว่าเนี่ยเทียนไม่เห็นแก่ส่วนรวม ไม่ ยอมมอบตราประทับสะเก็ดดาวให้กับวิมานสวรรค์ เป็นตัวการให้ทุกคนที่ อยู่ในอาณาจักรหลีเทียนจิตใจกระวนกระวายไม่เป็นสุข
อูจี้เองก็ทนรับการอ้อนวอนจากพวกเขาไม่ไหว ด้วยความจนใจจึงต้อง ไปอาณาจักรปุายจั้นเพื่อวางแผนการรับมือล่วงหน้าให้กับสำนักหลิงอวิ๋น
แม้แต่เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนที่ไม่สามารถทนอยู่ในสำนักหลิงอวิ๋นได้ก็ เพราะพวกเขาสามคนไม่ได้ห้ามปรามให้เหล่าลูกศิษย์หยุดใช้คำพูดร้าย กาจทำร้ายจิตใจเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนทุกครั้งที่ปะทะหน้ากันใน สำนักหลิงอวิ๋น เป็นเหตุให้เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนหนาวเหน็บไปทั้งใจ
“เขาถึงขั้นสังหารหยวนเฝิงชุนได้เชียวรึ หรือว่าเขาชุบหลอมตรา ประทับสะเก็ดดาวได้แล้วจริงๆ?” ผู้อาวุโสเฝิงเห้อเอ่ยเสียงหนัก
“ไม่น่าจะผิดจากนี้” เจียงจือซูกล่าวอย่างเฉยเมย
สายตาที่เขามองไปยังเฝิงเห้อสามคนก็เต็มไปด้วยความเย็นชาและไม่ พอใจเช่นกัน อันที่จริงเขาก็คิดเหมือนอูซิ่งที่รู้สึกว่าสักวันเนี่ยเทียนจะต้อง กลับมาอาณาจักรหลีเทียน
ทว่าเนื่องจากเฝิงเห้อสามคนแอบสร้างเรื่องลับหลังเขา ไม่ห้ามปราม ลูกศิษย์ในสำนักจึงทำให้เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนตัดสินใจไปจากที่นี่
และที่ตระกูลเนี่ยถูกเพิกเฉยอีกครั้งก็เป็นเพราะเฝิงเห้อสามคนเช่นกัน
“สำนักหลิงอวิ๋นของเราดีต่อเขาไม่น้อย เขากลับมาถึงอาณาจักรหลี เทียนแต่ไม่มาสำนักหลิงอวิ๋น ดันไปที่สำนักโลหิตแทนเสียนี่ ทำแบบนี้ หมายความว่าอย่างไร?” เฝิงเห้อแค่นเสียงกล่าว “หรือเขาคิดจะทอดทิ้ง สำนักหลิงอวิ๋นเราไปเข้ากับสำนักโลหิตแทน?”
“นับตั้งแต่ที่เขาได้รับตราประทับสะเก็ดดาว ขอแค่ยังมีชีวิตอยู่จนได้ ชุบหลอมมัน ชีวิตเขาก็ถูกกำหนดแล้วว่าจะต้องก้าวทะยานอย่างพรวด พราด” อูซิ่งส่ายหัว “ไม่ว่าจะเป็นสำนักหลิงอวิ๋นเราหรือสำนักโลหิตต่างก็ ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดของเขา โลกภายนอกยังมีวิมานสวรรค์และสำนัก
อื่นๆ ที่แข็งแกร่งอีกมากมาย ซึ่งเกรงว่าพวกเขาคงพยายามกันอย่างเต็มที่ เพื่อเชิญตัวให้เขาเข้าไปอยู่ในสำนัก”
“เขาที่มีตราประทับสะเก็ดดาวและได้รับการสืบทอดจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็เท่ากับมีคาถาวิเศษที่ทรงพลังติดตัว ไม่ว่าไปอยู่ที่ สำนักไหนก็สามารถแตกกิ่งก้านสาขา ทำให้ศักยภาพของสำนักนั้นไต่ ทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุด”
“เดิมทีพวกเราสามารถอาศัยความสัมพันธ์เก่าก่อนมาเป็นฝุาย ได้เปรียบคนอื่นเล็กน้อย”
“ทว่าตอนนี้ความหวังนั้นคงมีไม่มากแล้ว”
อูซิ่งเสียดายอย่างยิ่งยวด แอบตำหนิการกระทำของพวกเฝิงเห้อสาม คนที่ทำให้สำนักหลิงอวิ๋นต้องสูญเสียความเชื่อมั่นจากเนี่ยเทียนไป