ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 354 ความอบอุ่นเสี้ยวหนึ่ง
เรือสายฟูาบินทะยานมาไกลหลายพันลี้
ขนาดเนี่ยเทียนนั่งเรือสายฟูามาถึงขอบเขตของสำนักโลหิตแล้ว เรื่อง ที่เกิดขึ้นในเมืองเฮยอวิ๋นก็ยังไม่แพร่กระจายมาถึง
“สำนักโลหิต ข้าคงไม่ไปกับเจ้าแล้ว” หัวมู่รอจนเนี่ยเทียนลงจากเรือ ไปแล้วถึงได้กล่าวว่า “ข้าและเผยฉีฉีจะล่วงหน้าไปยังพื้นที่ที่มีรอยแยก ห้วงมิติเปิดออกก่อน ส่วนเรื่องที่ข้าพาเจ้าไปอยู่อาณาจักรเลี่ยคง เจ้าก็ไม่ จำเป็นต้องเล่าให้สตรีผู้นั้นของโลหิตฟังหรอก”
“ข้าทราบแล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“เจ้าเองก็ปรับอารมณ์เอาหน่อยนะ” หัวมู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว ขึ้นมาอีกว่า “สันดานคนมีทั้งด้านที่ชั่วร้ายและก็มีทั้งด้านที่ดีงาม สิ่งที่เจ้า ประสบเมื่อไม่นานมานี้ล้วนเป็นด้านที่อัปลักษณ์ ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้า ใจความดีเลวของโลกใบนี้ และก็ต้องยืนหยัดในปณิธานดั้งเดิม อย่าจมสู่ ห้วงวิถีแห่งมาร”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ อีกครั้ง
“เอาล่ะ เรื่องอื่นที่ไม่จำเป็นข้าก็ไม่พูดมากแล้ว” หัวมู่มองเขาด้วย สายตาลึกล้ำหนึ่งครั้งก่อนจะขับเคลื่อนเรือสายฟูาให้จากไปไกลพร้อมกับ เผยฉีฉี
ส่วนเนี่ยเทียนก็เดินเข้าไปในขอบเขตของสำนักโลหิตเพียงลำพัง
ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เจอเข้ากับคนของสำนักโลหิต เมื่อเขาบอก ตัวตนของตัวเองให้อีกฝุายรับรู้ ลูกศิษย์ของสำนักโลหิตคนนั้นก็พลันหน้า ถอดสี รีบพาเขาเดินทางไปยังที่ตั้งของสำนักโลหิตทันที
ตอนที่ลูกศิษย์ของสำนักโลหิตคนนั้นเดินนำทางไปข้างหน้าก็คอยหัน มามองเขาเป็นระยะ
ในสายตาของคนผู้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพนับถือ ทำท่าทาง เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับหยุดชะงักไปก่อน
“มีอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ข้าชื่อจางซวี่” หลังจากที่คนพูดนั้นบอกกล่าวชื่อแซ่ของตัวเองก็ ค่อยๆ ชะลอฝีเท้า แล้วหันมากล่าวขอบคุณเขาด้วยท่าทีจริงจัง “ข้าอยาก ขอบคุณเจ้ามาตลอด เพียงแต่ว่าหาโอกาสไม่ได้เลย”
“ขอบคุณข้า?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน ก่อนจะพูดเย้ยหยันตัวเอง “ขอบคุณข้าทำไม? ข้าเอาตราประทับสะเก็ดดาวไปซ่อนตัว ทำให้คนใน อาณาจักรหลีเทียนมีชีวิตอยู่กันไม่เป็นสุข ตอนนี้ยังกลายมาเป็นผู้ต้องหา ที่คนประณามกันทั้งอาณาจักร เจ้าจะขอบคุณข้าทำไม?”
“ไม่ว่าคนอื่นจะมองเช่นไร แต่คนส่วนใหญ่ฝุายในของสำนักโลหิตเรา ล้วนซาบซึ้งใจในตัวเจ้า” จางซวี่มีสีหน้าจริงใจ กล่าวอย่างจริงจังว่า “หาก เจ้าไม่ได้ปลุกโครงกระดูกปีศาจเลือดขึ้นมา ตอนที่สำนักโลหิตของเราถูก ภูตผีปีศาจโจมตีก็คงถูกดับสำนักไปแล้ว”
“และก็เพราะเจ้าถึงทำให้สำนักโลหิตหลุดพ้นจากความทุกข์ยาก เจ้า พาโครงกระดูกปีศาจเลือดไปที่วังยมบาลพร้อมกับเจ้าสำนัก นั่นถึงได้ทำ ให้ภูตผีปีศาจถอนทัพออกไปจากอาณาจักรหลีเทียน”
“เจ้าคือผู้มีพระคุณของสำนักโลหิตเรา!”
“ผู้มีพระคุณ?” เนี่ยเทียนงงงัน
“ใช่! คือผู้มีพระคุณของสำนักโลหิตเรา!” จางซวี่กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “อันที่จริงเจ้าได้สร้างคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับคนทั้งอาณาจักร หลีเทียน! ไม่มีเจ้า สำนักโลหิตต้องถูกภูตผีปีศาจกลืนกินไปทีละนิด ไม่มี เจ้าปลุกโครงกระดูกปีศาจเลือดจนเจ้าสำนักมีเวลาไปให้ความช่วยเหลือ วังยมบาล ภูตผีปีศาจทางฝุายนั้นก็ย่อมไม่มีทางจากไปง่ายๆ แน่นอน!”
ได้ยินคำพูดประโยคนี้ของเขา เนี่ยเทียนก็ยืนเหม่ออยู่นานมาก ในใจมี กระแสอบอุ่นเสี้ยวหนึ่งลอยผ่าน
และเวลานี้เอง คนทั้งสองก็เดินจากขอบเขตภายนอกของสำนักโลหิต มาถึงพื้นที่บ่อเลือด
ในบ่อเลือดมากมายล้วนเต็มไปด้วยน้ำเลือด ลูกศิษย์หลายคนของ สำนักโลหิตต่างก็แช่ตัวอยู่ในน้ำเลือดเพื่อนำเลือดของสัตว์วิเศษมาฝึกเวท ลับของสำนักโลหิต
ในบ่อน้ำเลือดแห่งหนึ่งมีเรือนร่างอรชรร่างหนึ่งบินพรวดออกมา
นั่นคืออวี๋ถงที่เรือนกายอ้อนแอ้นโชกไปด้วยเลือดเนื่องจากเพิ่งออกมา จากบ่อเลือด
อวี๋ถงพอเห็นเนี่ยเทียนก็จำเขาได้ทันที ดวงตาทั้งคู่ของนางเปลี่ยนมา เป็นสีแดงฉานดุจเลือด แล้วจึงกระตุ้นใช้เวทลับของสำนักโลหิตทันใด มือ ขาวดั่งหยกทำมุทราสร้างเส้นเลือดแดงสดหลายเส้นให้ตัดสลับกันออกมา กลางอากาศ
เส้นเลือดแดงฉานเหล่านั้นคล้ายงูโลหิตที่มีชีวิตซึ่งพุ่งตรงมายังหน้าอก ของเนี่ยเทียน
“ศิษย์พี่หญิงอวี๋!” จางซวี่ร้องอุทานด้วยความตกใจ
เนี่ยเทียนสีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าความคิดกลับขยับไหว รวบรวมพลัง เปลวเพลิงขึ้นมาสร้างม่านกำบังเปลวเพลิงให้ลุกไหม้อยู่ด้านหน้าตัวเอง
“ฟูุวๆๆ!”
เส้นเลือดแดงสดหลายเส้นแทงทะลุลงไปบนม่านเปลวเพลิง ก่อนจะ ถูกไฟร้อนแรงแผดเผาจนพลังถูกลดทอนไปอย่างรวดเร็ว
“ฟิ้ว!”
อวี๋ถงพลันมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเนี่ยเทียน ไม่ได้ลงมือต่อ แต่มองเขา ด้วยสายตาเย็นชา เอ่ยถามด้วยความแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าก็ฝุาทะลุสู่ กลางสวรรค์ช่วงกลางแล้วรึ?”
เนี่ยเทียนมองนางหนึ่งครั้งแล้วจึงพยักหน้ารับ “ขอบเขตของเจ้าก็ เพิ่มพูนขึ้นเร็วเหมือนกันนี่นะ”
อวี๋ถงที่อยู่เบื้องหน้าเขาก็มีตบะกลางสวรรค์ช่วงกลางเช่นเดียวกัน ใน ระยะเวลาสั้นๆ เพียงสองปีนางกลับข้ามขอบเขตอย่างต่อเนื่องจนมีตบะ เท่าเทียมกับเขา
ความเร็วในการฝึกฝนเช่นนี้อันที่จริงก็ถือว่าน่าตะลึงมากแล้ว
“สองปีมานี้ข้าฝึกตนอย่างยากลำบากทั้งวันทั้งคืน ไม่เคยหยุดพักเลย แม้แต่วันเดียว” อวี๋ถงแค่นเสียงเย็น แอบกัดฟันอยู่กับตัวเอง “แรง บันดาลใจในการฝึกตนอย่างยากลำบากของข้าก็เพื่อให้วันหนึ่งสามารถ เอาชนะเจ้าได้ด้วยมือของข้าเอง!”
เนี่ยเทียนแปลกใจ
เขารู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ทำให้อวี๋ถงเกลียดเขาเข้ากระดูกดำ ทว่าในอดีตทุกครั้งที่อวี๋ถงเอ่ยถึงเขานางต้องพูดว่าจะฆ่าเขาให้ได้
ทว่าตอนนี้อวี๋ถงแค่พูดว่าจะเอาชนะเขา ไม่ใช่ฆ่าเขา
ลำพังเพียงแค่จุดนี้ก็แสดงให้รู้ว่าท่าทีที่อวี๋ถงมีต่อเขาเปลี่ยนแปลงไป แล้ว
“หากเจ้าอยากสู้กับข้า ข้าก็พร้อมทุกเมื่อ” เนี่ยเทียนยิ้มสดใส
“เนี่ยเทียน! คนผู้นั้นก็คือเนี่ยเทียน!”
“เขาก็คือคนที่ปลุกโครงกระดูกปีศาจเลือด ใช้พลังของโครงกระดูก ปีศาจเลือดไปสังหารภูตผีปีศาจระดับต่ำมากมาย! และก็เพราะเขา สำนัก โลหิตของเราถึงได้พ้นภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้!”
“เขาได้รับตราประทับสะเก็ดดาวสองดวงมาจากการประลองในประตู สวรรค์!”
“พวกเจ้าอาจจะไม่รู้ ผู้ที่เข้าร่วมการประลองประตูสวรรค์ล้วนคือ ศิษย์ผู้เก่งกล้าของสำนักที่ทรงอิทธิพลทั่วดินแดนดาวตก! ในบรรดาคน เหล่านั้นไม่ได้มีเพียงท้ายสวรรค์เท่านั้น ผู้แข็งแกร่งขอบเขตกลางสวรรค์ ต้นสวรรค์ก็เข้าร่วมด้วยหลายคน!”
“เนี่ยเทียนผู้นี้คือตำนานของคนรุ่นเราเลยนะ!”
“…”
ในบ่อเลือด ชายหนุ่มหญิงสาวแต่ละคนที่มีตบะหลอมรวมลมปราณ และท้ายสวรรค์ต่างก็ใช้สายตาเคารพเลื่อมใสแอบมองประเมินเนี่ยเทียน แล้วซุบซิบกันเบาๆ
สายตาที่พวกเขามองมายังเนี่ยเทียนไม่มีความรังเกียจและเคียดแค้น มีเพียงความซาบซึ้งและนับถือเท่านั้น
“จางซวี่ ที่นี่ไม่มีธุระของเจ้าแล้ว” อวี๋ถงโบกมือบอกเป็นนัยให้จางซวี่ จากไป ก่อนจะหันมาพูดกับเนี่ยเทียนว่า “ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปพบ เจ้าสำนัก”
“ตกลง” เนี่ยเทียนพยักหน้า
จากนั้นเขากับอวี๋ถงก็เดินจากพื้นที่บ่อเลือดที่เตรียมไว้ให้ผู้ฝึกตน ระดับต่ำของสำนักโลหิตฝึกตนท่ามกลางสายตาตกตะลึงและเคารพยำ เกรงจากลูกศิษย์ในสำนักโลหิต
“อยากไปเจอพี่น้องอันซืออี๋และอันอิ่งก่อนหรือเปล่า?” ระหว่างทา งอวี๋ถงพลันเอ่ยถาม
“ถ้าได้อย่างนั้นก็ดีที่สุด” เนี่ยเทียนรีบตอบ
อวี๋ถงจึงเปลี่ยนทิศทางทันที ตอนที่เข้าไปใกล้ประตูสำนักโลหิต นางก็ พาเนี่ยเทียนไปยังหุบเขาเปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง
ยังไม่ทันเข้าไปในหุบเขา เงาร่างและเสียงฝีเท้าของอวี๋ถงเพิ่งจะ ปรากฏขึ้น อันอิ่งก็ตะโกนถามเสียงดัง “อวี๋ถง คราวนี้เจ้าเอาของอะไรดีๆ มาให้ข้าอีก?”
สองปีที่ผ่านมานี้ อวี๋ถงและพี่น้องอันซืออี๋ได้คลี่คลายความขัดแย้งที่มี ต่อกันก่อนหน้านี้ไปนานแล้ว อีกทั้งยังกลายมาเป็นมิตรที่สนิทกันมากด้วย
เวลาที่อวี๋ถงว่างก็มักจะมาที่หุบเขาแห่งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เรื่อง การฝึกตนกับอันซืออี๋และอันอิ่ง หรือไม่ก็นำทรัพยากรในการฝึกตนมาให้ สองพี่น้อง
ด้วยเหตุนี้พอได้ยินเสียงฝีเท้า อันอิ่งจึงเดาได้โดยอัตโนมัติว่าอวี๋ถงมา อีกแล้ว
รอจนอันอิ่งเดินออกมาจากในหุบเขาแล้วเห็นว่าอวี๋ถงมาพร้อมกับเนี่ย เทียน นางก็ตะลึงงันอยู่กับที่ ขยี้ตาตัวเองโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะตะโกนดังลั่น “เนี่ยเทียน!”
“ใคร? ใครนะ? ข้าไม่ได้ฟังผิดไปใช่ไหม?”
เมื่อเสียงตะโกนของนางดังขึ้น อันซืออี๋เองก็ลุกพรวดขึ้นยืน พริบตาเดียวก็มายืนเคียงไหล่กับอันอิ่ง
อันซืออี๋ที่สวมชุดกระโปรงยาวสีแดงร้อนแรงราวกับดอกไม้สดที่ผลิ บาน สุกงอมเต็มที่ทั้งยังงามล้ำ นางที่เหยียบเข้าสู่ขั้นต้นสวรรค์ปลดปล่อย ปราณเปลวเพลิงที่ร้อนระอุออกมาจากทั่วร่าง ลักษณะพลังไม่ธรรมดา อย่างมาก
เพียงแต่ว่าดูเหมือนก่อนหน้านี้นางน่าจะกำลังฝึกวิชาเปลวเพลิงอยู่ บนใบหน้าที่งดงามรวมไปถึงบนกระโปรงที่แดงราวกับไฟนั้นถึงได้มีเศษ ขี้เถ้าเปรอะเปื้อนอยู่เล็กน้อย
อยู่ห่างกันหลายสิบเมตร ดวงตาคู่งามของนางพลันจ้องเขม็งมาที่ร่าง ของเนี่ยเทียน ริมฝีปากแดงอวบอิ่มถูกขบเข้าหากันเบาๆ เรือนกายอรชร สั่นเทาน้อยๆ ในใจเกิดคลื่นกระเพื่อมไหวรุนแรง
“พี่หญิงอัน ไม่เจอกันนานเลยนะ” เนี่ยเทียนกล่าวพร้อมยิ้มน้อยๆ
“เจ้า…ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว” หลังจากหายตะลึง อันซืออี๋ก็พลัน รู้สึกเขินอายจึงกล่าวว่า “เจ้ารอข้าสักครู่”
จากนั้นนางก็รีบร้อนเข้าไปในห้อง ก่อนจะรีบจัดเสื้อผ้าหน้าผมตัวเอง มือไม้เป็นพัลวัน หลังจากที่ปัดเอาฝุนผงเล็กๆ น้อยๆ บนใบหน้าและ อาภรณ์ออกจนสะอาดเอี่ยมดีแล้วถึงได้เดินออกมาใหม่อีกครั้งด้วยหน้าตา ที่สดใสสะอาดสะอ้าน
เวลานี้เนี่ยเทียนและอวี๋ถงก็ได้มาหยุดยืนอยู่หน้าอันอิ่งเรียบร้อยแล้ว
นางส่งยิ้มให้เนี่ยเทียนอย่างเขินอาย แล้วจึงพูดด้วยน้ำเสียงคล้าย ตำหนิน้อยๆ “เจ้านี่นะ ตอนไปก็ไม่บอกกันสักคำ ทำเอาข้า ไม่สิ ทำเอา พวกเราเป็นห่วงกันอยู่ตั้งนาน”
“ข้าไม่ได้เป็นห่วงเขาสักหน่อย มีแต่ท่านพี่นั่นแหละที่เป็นห่วงเขา” อันอิ่งยิ้มล้อเลียน พูดกับเนี่ยเทียนว่า “สองปีนี้นะ นางบ่นถึงเจ้าทั้งวันทั้ง คืน กลัวว่าเจ้าจะถูกวิมานสวรรค์หาตัวเจอ กลัวว่าหนิงหยางแห่งวิมาน สวรรค์จะกรีดเถือเอาตราประทับสะเก็ดดาวออกมาจากร่างของเจ้า กลัว ว่าวิมานสวรรค์จะฆ่าเจ้า”
“อืม ข้าเป็นพยานได้” อวี๋ถงกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ใช่ที่ไหนกันเล่า” อันซืออี๋มีสีหน้าปั้นยาก ก่อนจะกล่าวอย่างขุ่นเคือง ว่า “เนี่ยเทียนคือน้องชายของข้า ต่อให้ข้าเป็นห่วงเขาแล้วจะมีปัญหา ตรงไหน?”
“ไม่มีปัญหา ท่านพี่ พวกเราก็ไม่ได้พูดสักหน่อยว่ามีปัญหา” อันอิ่ง กะพริบตาปริบๆ
“พวกเจ้าคุยกันไปก่อนเถอะ ข้าจะไปรออยู่นอกหุบเขา” อวี๋ถงทิ้ง ประโยคนั้นไว้ก็ทำท่าจะเดินออกจากหุบเขา
“จะไปไหนของเจ้า กลับมาเดี๋ยวนี้นะ” อันซืออี๋จับตัวนางเอาไว้ได้ แล้วจึงหันมาเอ่ยกับเนี่ยเทียนด้วยท่าทางเคร่งเครียด “สองปีมานี้พวกเรา อยู่ในสำนักโลหิตได้เป็นอย่างดีก็เพราะมีอวี๋ถงคอยให้การดูแล ความ ขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างเจ้ากับอวี๋ถงก่อนหน้านี้เมื่อผ่านไปแล้วก็ให้ มันผ่านไป ต่อไปใครก็ห้ามเก็บเอามาใส่ใจอีก!”
“ข้าย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “อย่างไรซะข้าก็ ไม่เคยเสียเปรียบให้นางมาก่อน”
“เจ้า!” อวี๋ถงจ้องมองเขาอย่างเดือดดาล พอหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่ เนี่ยเทียนล่วงเกินนางครั้งแล้วครั้งเล่าจึงกล่าวอย่างแค้นเคือง “พี่ซืออี๋ ข้า กับเขาไม่ญาติดีกันง่ายขนาดนั้นหรอก!”
“ปัดโถ่เอ๊ย ไม่เอาน่า” อันซืออี๋พูดเกลี้ยกล่อม “ปลุกโครงกระดูก ปีศาจเลือดให้ฟื้นตื่น เนี่ยเทียนก็ถือเป็นคนของสำนักโลหิตครึ่งหนึ่งแล้ว เจ้าสำนักของพวกเจ้าก็ยังปุาวประกาศให้คนรับรู้แล้วว่าเขาคือคนของ สำนักโลหิต เจ้าจะทำอะไรได้อีกเล่า? แถมเขายังเคยช่วยสำนักโลหิตของ พวกเจ้า ญาติมิตรและศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้าหลายคนก็รอดชีวิตมาได้ เพราะเขา เจ้ายังจะเกลียดแค้นเขาไปอีกทำไม”
“สรุปคือ ข้าไม่จบกับเขาง่ายๆ แน่!” อวี๋ถงกล่าวอย่างดื้อดึง
“เอ่อ พี่หญิงอัน ข้าเพิ่งมาจากเมืองเฮยอวิ๋น” เนี่ยเทียนเปลี่ยนหัวข้อ
“เมืองเฮยอวิ๋น” รอยยิ้มบนใบหน้าของอันซืออี๋พลันหายวับไป “ทาง นั้นเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
“หมดเรื่องแล้ว ตระกูลหยวนสิ้นแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว
“ว่าไงนะ?” อันซืออี๋และอันอิ่งร้องอุทานด้วยความตกใจพร้อมกัน