ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 355 ความตื่นตะลึงครั้งแล้วครั้งเล่า
สภาพการณ์ของตระกูลอัน พี่น้องอันซืออี๋ต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ พวกนางรู้ ชัดเจนดีว่าเมื่อพวกนางหลุดพ้นมาจากหอหลิงเปุาและเลือกเข้าพึ่งพิง สำนักโลหิต ตระกูลอันจึงสูญเสียการปกปูองจากหอหลิงเปุาไป
พวกนางเองก็จนใจเหมือนกัน
ตระกูลอันของพวกนางไม่มีศักยภาพมากพอ อีกทั้งพวกนางสองพี่ น้องก็มีหน้าตางดงาม โดยเฉพาะคนพี่อันซืออี๋
ในหอหลิงเปุา คนที่คิดมิชอบต่ออันซืออี๋มีมากมายยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้ตอนที่เนี่ยเทียนยังอยู่ อาศัยความสัมพันธ์ระหว่างเนี่ย เทียน สภาพความเป็นอยู่ของอันซืออี๋ยังถือว่าดีหน่อย
แต่เมื่อเนี่ยเทียนไปจากอาณาจักรหลีเทียน สภาพการณ์ของอันซืออี๋ที่ อยู่ในหอหลิงเปุาก็ยิ่งย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ
ด้วยความจนใจ สองพี่น้องถึงได้อาศัยความสัมพันธ์นี้มาทดลองติดต่อ กับสำนักโลหิต
หลีจิ้งเองก็ใจกว้างพอ นางรับปากอย่างทันท่วงที ยินดีรับสองพี่น้อง เข้ามาอยู่ในการดูแล
เดิมทีตระกูลอันที่อยู่ในเมืองเฮยอวิ๋นยังพอใช้ชีวิตกันได้ แต่หลังจากที่ ตระกูลหยวนมาเยือน ตระกูลอันก็ได้รับความยากลำบาก
พี่น้องอันซืออี๋ต่างก็รู้สถานการณ์ในตระกูลอย่างแน่ชัด แต่พวกนางมา อยู่สำนักโลหิตก็ยังไม่ได้กลายมาเป็นลูกศิษย์ของสำนักนี้อย่างสมบูรณ์จึง มิอาจอาศัยบารมีของสำนักโลหิตไปข่มตระกูลหยวนได้
พวกนางได้แต่ตั้งใจฝึกตน หวังว่าสักวันหนึ่งตัวเองจะแข็งแกร่งมาก พอจนให้ความช่วยเหลือตระกูลอันได้
ทว่าหลังจากที่เนี่ยเทียนมาถึงกลับบอกพวกนางว่าตระกูลหยวนสิ้น แล้ว นี่จึงทำให้พี่น้องทั้งสองคนปิติยินดีอย่างยิ่งยวดจนต้องรีบถามหา สาเหตุทันที
“ข้าช่วยตระกูลอันจัดการเรียบร้อยแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม น้อยๆ
ได้ยินประโยคนี้ พี่น้องสองคนยิ่งตื่นเต้น เพียงแต่พวกนางแค่คิดว่า เนี่ยเทียนอาศัยพละกำลังของคนอื่นทำให้ตระกูลหยวนประสบเคราะห์ กรรม แต่กลับนึกไม่ถึงว่าความพินาศของตระกูลหยวนจะเกิดขึ้นด้วย กำลังของเนี่ยเทียนเพียงคนเดียว
ในหุบเขา อันซืออี๋เอ่ยถามว่าเนี่ยเทียนไปอยู่ที่ไหนมา
คำถามนี้เปราะบางเกินไป เนี่ยเทียนจึงไม่ได้ตอบ พูดเพียงแต่ว่า ตัวเองไปซ่อนตัว หลังจากชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวเรียบร้อยก็รีบ เดินทางกลับมาอาณาจักรหลีเทียนทันที
“อู้!”
แท่นดอกบัวสีเลือดของหลีจิ้งพลันเยื้องกรายมาถึงหุบเขา
บนแท่นดอกบัวสีเลือด หลีจิ้งมองต่ำลงมาจากที่สูง จ้องเนี่ยเทียนอยู่ ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า “ขึ้นมาเถอะ”
ในเมื่อเนี่ยเทียนปรากฏตัวที่สำนักโลหิต ในฐานะที่นางเป็นเจ้าสำนัก ย่อมได้รับข่าวอย่างรวดเร็ว
เพราะอย่างไรซะตอนนี้ตลอดทั้งอาณาจักรหลีเทียนก็ตกอยู่ท่ามกลาง วิกฤตอันสิ้นหวัง เมื่อหลีจิ้งรู้ว่าเนี่ยเทียนมาถึงสำนักโลหิต นางจึงรอเขา อยู่พักหนึ่ง
แต่เนี่ยเทียนกลับไม่มาหานางเสียที ในที่สุดนางทนไม่ไหวจึงแผ่พลัง จิตวิญญาณปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักโลหิต ตามหาอยู่พักหนึ่งจึงรู้ถึง ตำแหน่งที่เนี่ยเทียนอยู่
“คือว่า…” เนี่ยเทียนมีท่าทีอยากอธิบายและขออภัย
เมื่อสองปีก่อน เขาจากไปโดยไม่ลา ผู้แข็งแกร่งของวังยมบาล สำนัก โลหิตและสำนักภูตผี รวมไปถึงคนของวิมานสวรรค์ต่างก็ตามหาเขากัน ให้ควั่ก
ทว่าเขากลับอยู่ในการคุ้มกันของหัวมู่ โดยสารเรือสายฟูาจากไปอย่าง เงียบเชียบและรวดเร็ว
สำหรับหลีจิ้งแล้วเขารู้สึกผิดเล็กน้อย รู้สึกว่าการที่เขาหนีไปอยู่ อาณาจักรเลี่ยคง อาจทำให้หลีจิ้งที่เผชิญหน้ากับวิมานสวรรค์ต้องพบเจอ กับความยุ่งยาก
“การตัดสินใจของเจ้านั้นถูกต้องแล้ว” หลีจิ้งมีสีหน้าเรียบเฉย “หาก เจ้าไม่จากไป เกรงว่าเมื่ออยู่ภายใต้แรงกดดันจากวิมานสวรรค์ ข้าก็คงได้ แต่มอบตัวเจ้าให้พวกเขา การที่เจ้าจากไปเพียงลำพัง พวกเราจึงหาข้อแก้ ตัวมาอ้างให้วิมานสวรรค์รับฟังได้ ดังนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องเอ่ยขอโทษ”
“ขอบพระคุณขอรับ” เนี่ยเทียนเองก็รู้ดีถึงสถานการณ์ที่คับขันของ อาณาจักรหลีเทียน เขาจึงมิอาจเสียเวลาที่ไม่จำเป็นไปได้มากกว่านี้ ดังนั้นหลังจากที่แท่นดอกบัวสีเลือดเยื้องกรายมาถึงจึงเป็นฝุายขึ้นไปยืน อยู่บนนั้นด้วยตัวเอง
“สำนักโลหิตเพิ่งจะได้รับข่าว รู้เรื่องที่เจ้าทำลงไปในเมืองเฮยอวิ๋น” หลีจิ้งหรี่ตามองเขาด้วยสายตาลึกล้ำแล้วเอ่ยว่า “สองปีนี้ที่เจ้าหายตัวไป ความเร็วในการพัฒนาของเจ้าทำให้แม้แต่ข้าก็ยังรู้สึกเหลือเชื่อ หยวนเฝิง ชุนแห่งตระกูลหยวนมีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลาง เจ้ากลับสามารถสังหาร เขาได้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าตะลึงยิ่งนัก”
“ว่าไงนะ?” เรือนกายอรชรของอันซืออี๋สั่นเยือก “เจ้าฆ่าหยวนเฝิง ชุน?”
อวี๋ถงเองก็ตกตะลึงไปเช่นกัน นางพลันเกิดความรู้สึกห่อเหี่ยวอย่าง ยิ่งยวด
หลายปีมานี้การสังหารเนี่ยเทียนคือแรงบันดาลใจในการฝึกบำเพ็ญ ตบะอย่างยากลำบากของนางมาโดยตลอด ตอนที่เนี่ยเทียนปลุกโครง กระดูกปีศาจเลือดให้ฟื้นตื่น นางเองก็รู้ว่าเป็นเรื่องยากที่ตนจะเอาชนะ
เนี่ยเทียนได้อีก ทว่านางก็ยังคงมั่นใจว่าต้องมีสักวันที่เนี่ยเทียนจะแพ้ด้วย น้ำมือนาง
และก็เพราะข่มกลั้นความโกรธเคืองนี้มานาน สองปีที่ผ่านมานี้นางถึง ได้ฝุาทะลุสู่ขั้นกลางสวรรค์ช่วงกลาง
แต่ไม่ว่าอย่างไรนางก็คิดไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนที่ตอนนี้มีขอบเขตเท่ากัน กับนางจะมีความสามารถสังหารหยวนเฝิงชุนที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลาง ได้
“เขาได้รับการสืบทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ตอนนี้กล้า กลับมาก็แสดงว่าคงชุบหลอมเสร็จแล้ว” หลีจิ้งน้ำเสียงราบเรียบ “เขาที่ เป็นเช่นนี้ นอกเสียจากว่าเจ้าจะขอบเขตสูงกว่าเขาก็แทบไม่มีความ เป็นไปได้ที่จะชนะหากสู้กันตัวต่อตัว อวี๋ถง เนี่ยเทียนฝึกคาถาวิเศษหลาย ชนิดและก็มีตบะกลางสวรรค์ช่วงกลางเหมือนกัน เมื่อดูจากจุดนี้ก็ เหมือนว่าเจ้าจะช้ากว่าเขานะ”
กล่าวจบ แท่นดอกบัวสีเลือดก็ทะยานห่างไปไกล
“เจ้าตัวประหลาด!” อวี๋ถงกล่าวอย่างแค้นเคือง
แน่นอนว่านางย่อมรู้ว่าความเร็วในการฝุาทะลุขอบเขตของผู้ที่ฝึก คาถาวิเศษหลายธาตุนั้นช้ากว่าพวกนางที่เป็นผู้ฝึกคาถาวิเศษธาตุเดียวอยู่ มาก
ทว่าเนี่ยเทียนกลับยังคงใช้เวลาสองปีเหยียบย่างเข้าสู่กลางสวรรค์ช่วง กลาง
ส่วนนางที่ฝึกตนอย่างยากลำบากทั้งวันทั้งคืนโดยไม่ได้หยุดพักแม้แต่ วันเดียวกลับมีขอบเขตแค่เท่าเทียมกับเนี่ยเทียนเท่านั้น
อีกทั้งพลังในการต่อสู้ที่แท้จริงของคนทั้งสองก็ยิ่งต่างกันราวฟูากับ เหว!
หลังจากคิดอย่างละเอียด ในใจของอวี๋ถงก็เต็มไปด้วยความหดหู่สิ้น หวัง มักรู้สึกว่าไม่ว่าตัวเองจะพยายามมากแค่ไหน เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ก็ อย่าได้ฝันว่าจะเอาชนะเนี่ยเทียนได้
“อวี๋ถง เนี่ยเทียนคนนี้เดิมทีก็เป็นพวกผิดปกติอยู่แล้ว เจ้าอย่าเอาตัว ไปเปรียบเทียบกับเขาเด็ดขาดเชียว” อันอิ่นกล่าวเกลี้ยกล่อมด้วย ความเห็นใจ
“เสี่ยวถงเอ๊ย จริงๆ นะ เจ้าอย่าไปคิดแข่งขันอะไรกับเนี่ยเทียนเลย เนี่ยเทียนคนนี้ไม่สามารถมองตามหลักของคนปกติทั่วไปได้หรอก” อันซือ อี๋เองก็กล่าวปลอบใจด้วยความหวังดี
“ข้าแค่ไม่อยากยอมแพ้!” อวี๋ถงพูดเบาๆ
…….
“สองปีมานี้เจ้าไปอยู่ที่ไหนมา?”
บนแท่นดอกบัวสีเลือด หลีจิ้งนั่งนิ่งทอดสายตามองไปด้านหน้า ควบคุมให้แท่นดอกบัวนั้นห้อทะยานไปยังที่ตั้งของวังยมบาล
แท่นดอกบัวสีเลือดนี้คืออาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณของนาง ไม่ใช่ อย่างเรือสายฟูาที่เป็นเพียงวัตถุวิเศษที่ใช้สำหรับบินอย่างเดียวเท่านั้น
การบินทะยานของแท่นดอกบัวสีเลือดอาศัยพลังวิญญาณของเลือด เนื้อในร่างกายนาง ไม่ใช่หินวิเศษ
อีกทั้งความเร็วและระยะทางในการบินทะยานของแท่นดอกบัวสี เลือดก็เทียบกับเรือสายฟูาไม่ได้
“ข้าไม่ตอบได้หรือไม่?” เนี่ยเทียนกล่าว
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร ไม่พูดก็ไม่พูด” หลีจิ้งเองก็ไม่ได้ฝืนใจเขา “ผู้ แข็งแกร่งระดับสูงสุดของสำนักภูตผี วังยมบาล หอหลิงเปุา อารามเสวียน อู้ และยังมีสำนักหลิงอวิ๋นล้วนไปรวมตัวกันอยู่ในจุดที่รอยแยกห้วงมิติเปิด ออก เจ้าปรากฏตัวที่เมืองเฮยอวิ๋น หลังจากวังยมบาลได้รับข่าว ทางฝุาย ของวิมานสวรรค์ก็น่าจะไปรออยู่ก่อนแล้ว”
“เวลานี้สำนักภูตผีและวังยมบาลก็น่าจะไปถึงแล้ว”
“คำถามเมื่อครู่นี้ที่ข้าถามเจ้า พวกเขาเองก็ต้องถามเหมือนกัน หวัง ว่าถึงเวลานั้นเจ้าจะหาคำตอบที่เหมาะสมได้”
หยุดชะงักไปครู่ หลีจิ้งก็พลันพูดขึ้นว่า “จากข่าวลือที่ได้รับมา หาก คิดจะปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกจำเป็นต้องให้ตราประทับสะเก็ด ดาวทั้งสามดวงปรากฏตัวพร้อมกัน อีกอย่างก็ดูเหมือนว่ายังจำเป็นต้องให้ ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามอยู่ในร่างของคนคนเดียวในเวลาเดียวกัน ด้วย ตอนนี้เจ้ากลับมาแล้ว ทว่าหนิงหยางแห่งวิมานสวรรค์ที่ได้รับตรา ประทับสะเก็ดดาวอีกดวงกลับหายตัวไปอย่างแปลกประหลาดเหมือนเจ้า เสียได้”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ต่อให้เจ้าไปถึงก็ไม่สามารถปิดผนึกรอยแยกนั้นได้อยู่ดี ใช่ไหม?”
“คือว่า…” เนี่ยเทียนกระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง “ตราประทับสะเก็ดดาว ดวงที่อยู่บนร่างของหนิงหยาง อันที่จริงข้าได้มาครอบครองแล้ว”
“ว่าไงนะ?” หลีจิ้งตกตะลึง
“ช่างเถอะ ดูท่าคงปิดไม่ได้อีกแล้ว” เนี่ยเทียนมีสีหน้าจนใจ ก่อนจะ เล่าออกมาตามความจริง “สองปีมานี้ข้าไปอยู่ที่อาณาจักรเลี่ยคง ตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นที่อยู่บนร่างของหนิงหยางข้าก็ได้มาจาก อาณาจักรเลี่ยคง เขาถูกอสูรกายตนหนึ่งจากนอกอาณาจักรสังหาร และ ข้าก็อยู่ในบริเวณใกล้เคียงพอดี”
“หลังจากที่เขาตายไป ตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นบนร่างของเขา จึงเป็นฝุายบินมาหาข้าเอง”
“…”
นอกจากเรื่องที่รวมกำลังกันสังหารหนิงหยางซึ่งเนี่ยเทียนจงใจปิดบัง แล้ว เรื่องอื่นๆ เขาก็ล้วนเล่าให้หลีจิ้งฟังหมด
หลีจิ้งรับฟังอย่างสงบ ทว่าบนใบหน้าของนางกลับเต็มไปด้วยความ ตะลึงพรึงเพริด
หนิงหยางที่มีขอบเขตต้นสวรรค์ขั้นสูงสุด ห่างจากเขตสามัญอีกแค่ ก้าวเดียวกลับถูกอสูรกายสังหารตายไปในอาณาจักรเลี่ยคง และเนี่ยเทียน ก็โชคดีล้ำเหลือจนถึงขนาดช่วงชิงตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นมาได้?
สีหน้าของนางเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งตกใจทั้งคลางแคลง ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงได้ลองถามหยั่งเชิง “เจ้ามั่นใจจริงๆ หรือว่าจะสามารถ ปิดผนึกรอยแยกห้วงมิตินั่นได้?”
นางไม่ได้สงสัยว่าเนี่ยเทียนอาจเป็นคนสังหารหนิงหยาง
“ยังไงก็ต้องลองดู” เนี่ยเทียนตอบรับ
นางพยักหน้า “อืม ยังไงก็ต้องลองดู หวังว่าจะทำได้”
สองวันหลังจากนั้น
แท่นดอกบัวสีเลือดบินเข้ามาในเขตของวังยมบาลที่ตลบอบอวลไป ด้วยปราณปีศาจ ม่านแสงสีเลือดแดงเข้มถูกปลดปล่อยออกมาจากใน แท่นดอกบัวสีเลือด ตัดขาดปราณปีศาจจากอาณาจักรของภูตผีปีศาจให้ อยู่ภายนอก
แท่นดอกบัวสีเลือดล่องลอยอยู่ท่ามกลางปราณปีศาจคละคลุ้งไปอีก ครึ่งวัน ในที่สุดก็พาหลีจิ้งมาถึงจุดนัดหมาย
ท้องฟูาและผืนดินที่มีปราณปีศาจสีม่วงเข้มปกคลุม บนยอดเขาสูง ตระหง่านแห่งหนึ่งมองเห็นได้ว่ามีเงาร่างที่พร่าเลือนหลายเงากำลังรอ พวกเขาอยู่เงียบๆ
ตอนที่ม่านแสงสีเลือดแดงเข้มค่อยๆ ปรากฏตัว คนหลายคนที่อยู่บน ยอดเขาก็มีท่าทางคึกคักขึ้นมา
“พวกเขามาแล้ว!”