ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 356 บีบให้เข้าสำนัก
ปราณปีศาจสีม่วงเข้มปกคลุมไปทั่วแผ่นดิน ผู้ฝึกลมปราณที่อยู่ใน ปราณปีศาจไม่เพียงแต่เส้นสายตาถูกบดบัง แม้แต่การรับสัมผัสก็ยังได้รับ ผลกระทบอย่างมาก
บนยอดเขาแห่งนั้นมีคนยืนอยู่หลายคน บนร่างของพวกเขามีม่านแสง บางๆ กางกั้นการรุกรานของปราณปีศาจ
คนเหล่านี้ต่างก็เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรหลีเทียน
ฉางเซินแห่งวังยมบาล กุ่ยถงเจ้าสำนักภูตผี ฝางฮุยแห่งหอหลิงเปุา ล้วนยืนอยู่ตรงนั้น
พวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกลมปราณผู้ยิ่งใหญ่ที่มีตบะบรรลุถึงขอบเขตลี้ลับ
นอกจากนี้แล้วฮวางฝานผู้เฒ่าแห่งวิมานสวรรค์ก็พาซูหลินมายืนรอ อยู่ด้วย
เจ็ดสำนักใหญ่ของอาณาจักรหลีเทียน มีเพียงคนของสำนักหลิงอวิ๋น หุบเขาเทาและอารามเสวียนอู้เท่านั้นที่เนื่องจากระยะทางห่างไกลจึงยัง ตามมาไม่ถึง
รอจนแท่นดอกบัวสีเลือดที่ปลอดปล่อยแสงสีแดงเข้มค่อยๆ ปรากฏ ตัว ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาก็พลันกระปรี้กระเปร่ากันขึ้นมาทันที
“เนี่ยเทียน!”
ซูหลินแห่งวิมานสวรรค์สวมอาภรณ์สีขาว ตอนที่ได้เห็นเนี่ยเทียนซึ่ง อยู่บนแท่นดอกบัวสีเลือดก็อดไม่ไหวจนต้องอุทานออกมาเบาๆ
“เป็นเขาจริงๆ ด้วยรึนี่?” ฮวางฝานเอ่ยถามเสียงเบา
ฮวางฝานก็คือผู้แข็งแกร่งของวิมานสวรรค์ที่มาถึงอาณาจักรหลีเทียน ช่วงก่อนหน้านี้เพื่อเตรียมจะกรีดเอาตราประทับสะเก็ดดาวออกมาจาก ร่างของหนิงหยาง
คนผู้นี้มีตบะเขตลี้ลับช่วงท้าย ความสามารถที่แท้จริงเทียบเคียงได้กับ ฉางเซินซึ่งเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรหลีเทียน เดิมทีเขามา อาณาจักรหลีเทียนก็เพื่อหนิงหยาง
ทว่าหลังจากที่หนิงหยางหายตัวไปเขากลับยังไม่ได้กลับไปวิมาน สวรรค์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาเชื่อมั่นว่าสักวันหนึ่งเนี่ยเทียนจะต้องย้อนกลับ มาที่อาณาจักรหลีเทียน
เนี่ยเทียนเดินออกไปจากอาณาจักรหลีเทียน นับตั้งแต่ที่เขากลับมา จากประตูสวรรค์ ปลุกโครงกระดูกปีศาจเลือดของสำนักโลหิตให้ฟื้นตื่น ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้สำนักโลหิตพ้นจากสภาพจนตรอก เขาก็รู้ แล้วว่าเนี่ยเทียนผู้นี้ไม่ใช่คนที่ลืมคุณคนหรือมองข้ามความสัมพันธ์เก่า ก่อน
จากเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับเนี่ยเทียน เขาก็พอจะวิเคราะห์ได้ว่า เนี่ยเทียนเป็นคนมีน้ำใจมีคุณธรรม หากชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาว ได้เมื่อไหร่ย่อมต้องกลับมาอาณาจักรหลีเทียนทันทีแน่นอน
แล้วเขาก็ไม่ได้เดาผิดจริงๆ เสียด้วย
“ฟิ้ว!”
แท่นดอกบัวสีเลือดลดระดับลงบนยอดเขาได้อย่างราบรื่น
หลีจิ้งรอจนเนี่ยเทียนลงไปแล้วก็ยังไม่ได้เก็บแท่นดอกบัวสีเลือด กลับคืน แต่จ้องเขม็งไปที่ฮวางฝานด้วยท่าทางเตรียมพร้อม ทั้งยังกล่าวว่า “คน ข้าพาตัวมาให้พวกเจ้าแล้ว”
“คารวะผู้อาวุโสทุกท่าน” เนี่ยเทียนทำความเคารพด้วยท่าทีที่ไม่แข็ง กระด้างและไม่อ่อนน้อม
ฉางเซิน กุ่ยถง รวมไปถึงฝางฮุยแห่งหอหลิงเปุาต่างก็พยักหน้ารับ เบาๆ
มีเพียงฮวางฝานแห่งวิมานสวรรค์เท่านั้นที่หรี่ตาลง ปลดปล่อยพลัง จิตวิญญาณเป็นเส้นๆ ออกไปตรวจสอบเนี่ยเทียนอย่างละเอียด
ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะค่อยๆ แสดงความแปลกใจ “ฝึกคาถาวิเศษ หลายธาตุแต่กลับสามารถเหยียบย่างเข้าสู่ขั้นกลางสวรรค์ช่วงกลางได้ ภายในระยะเวลาสั้นๆ แค่สองปี ไม่ธรรมดาจริงๆ”
เวลาผ่านไปสองปี ซูหลินที่มาจากวิมานสวรรค์กลับมีขอบเขตแค่เท่า เทียมกับเนี่ยเทียนเท่านั้น
ซูหลินฝึกคาถาวิเศษและเวทลับเพียงธาตุเดียว อีกทั้งยังอาศัย ทรัพยากรมากมหาศาลของวิมานสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญตบะ บวกกับ พรสวรรค์ที่น่าตะลึงถึงทำให้มีความสำเร็จเช่นนี้ได้
เนี่ยเทียนอยู่โดดเดี่ยวเพียงลำพัง ต้องคอยหลบหนีการตามหาจากขั้ว อิทธิพลหลายฝุาย ทั้งยังต้องทำความเข้าใจกับตราประทับสะเก็ดดาว กลับยังสามารถฝึกได้ถึงกลางสวรรค์ช่วงกลาง นี่ทำให้เขาตกตะลึงไม่น้อย
ฉางเซินและกุ่ยถงเองก็แอบตกใจเช่นกัน รู้สึกแปลกใจกับการฝุาทะลุ ขั้นที่รวดเร็วของเนี่ยเทียน
“พี่ฮวาง” ฉางเซินแห่งวังยมบาลขมวดคิ้วกล่าวว่า “เนี่ยเทียนมาถึง แล้ว ทว่าหนิงหยางแห่งวิมานสวรรค์ของพวกเจ้าล่ะ? ตามคำบอกของ พวกเจ้า มีเพียงตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามรวมเป็นหนึ่งเท่านั้นถึงจะ สามารถกระตุ้นใช้ตราผนึกที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ อาศัย ค่ายกลลับในยอดเขาใหญ่ทั้งสามมาปิดรอยแยกห้วงมิติใหม่ได้อีกครั้ง”
“หนิงหยางไม่มา ตราประทับสะเก็ดดาวดวงสุดท้ายไม่ปรากฏ การ กลับมาของเนี่ยเทียนก็ไม่เท่ากับเสียเปล่าหรอกหรือ?”
กุ่ยถงและฝางฮุยก็ขมวดคิ้วน้อยๆ เช่นกัน สีหน้าไม่สบอารมณ์ เล็กน้อย
ครึ่งปีที่ผ่านมานี้เมื่อได้สื่อสารกับฮวางฝาน พวกเขาจึงได้รู้จากปาก ของฮวางฝานถึงความคับขันของสถานการณ์ และทางฝุายของวิมาน สวรรค์ได้มีความคิดที่จะช่วงชิงตราประทับสะเก็ดดาวมาจากหนิงหยาง เพื่อมอบให้กับเนี่ยเทียนแล้ว
และก็เพราะเดาออกถึงความคิดของวิมานสวรรค์ พวกเขาถึงได้รอ คอยให้เนี่ยเทียนที่ชุบตราประทับสะเก็ดดาวเรียบร้อยแล้วมาปรากฏตัว ให้เร็วที่สุด
ตอนนี้เนี่ยเทียนมาแล้ว ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่อยู่บนร่างของห นิงหยางจึงกลายมาเป็นกุญแจสำคัญ
“หนิงหยางมาไม่ได้อีกแล้ว” ฮวางฝานสีหน้าเรียบเฉย จ้องมองเนี่ย เทียนด้วยสายตาลึกล้ำแล้วพลันตวาดเสียงหนัก “หนิงหยางถูกเจ้าสังหาร ไปแล้วรึ?”
ประโยคนี้ดังออกมา ทุกคนในอาณาจักรหลีเทียนล้วนตะลึงพรึงเพริด
“ไม่ใช่” เนี่ยเทียนส่ายหัว กล่าวด้วยความสุขุมว่า “หนิงหยางมีตบะ ต้นสวรรค์ช่วงท้าย ความสามารถเหนือล้ำเกินกว่าขอบเขตของตัวเองไป มาก ด้วยความสามารถและขอบเขตของข้าจะสังหารหนิงหยางได้ อย่างไร?”
“แต่หนิงหยางตายแล้ว! อีกทั้งตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นยังอยู่บน ร่างของเจ้า เจ้าจะอธิบายเช่นไร?” ฮวางฝานตวาด
ซูหลินแห่งวิมานสวรรค์ใช้สายตาเคียดแค้นถลึงมองเนี่ยเทียน
ทุกคนของอาณาจักรหลีเทียนล้วนอึ้งงัน
“พวกท่านรู้ได้อย่างไรว่าหนิงหยางตายแล้ว?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ
ฮวางฝานแค่นเสียงกล่าว “หนิงหยางคือศิษย์ผู้ทรงเกียรติของวิมาน สวรรค์ พวกเราย่อมมีวิธีรู้ว่าเขาเป็นหรือตาย! วินาทีที่เขาสิ้นใจ วิมาน สวรรค์ของพวกเราก็รู้แล้ว! เขาเพิ่งจะตายได้ไม่นานเจ้าก็มาปรากฏตัวใน อาณาจักรหลีเทียน อีกทั้งยังพกพาตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงมา
ด้วย หากเจ้าจะบอกว่าการตายของเขาไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าเลย พวกเราก็ ไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด!”
“ข้าไม่ได้เป็นคนฆ่าเขา” เนี่ยเทียนไม่ได้ตกใจไปกับการข่มขู่ของเขา ยังคงเอ่ยเรียบเรื่อย “เขาถูกอสูรกายจากนอกอาณาจักรตนหนึ่งสังหาร หลังจากที่ข้าชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวได้หนึ่งดวงจึงรับสัมผัสได้ถึง การดำรงอยู่ของเขา ตอนที่ข้าไปหาเขาก็เห็นว่าเขากำลังต่อสู้อยู่กับอสูร กายตนนั้นพอดี ขณะที่อสูรกายตนนั้นสังหารเขาและพยายามจะช่วงชิง ตราประทับสะเก็ดดาวไป ตราประทับสะเก็ดดาวที่เป็นของเขากลับเป็น ฝุายบินมาหลอมรวมในร่างข้าเอง”
“อสูรกายมาปรากฏตัวอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง?” ฮวางฝานกล่าวด้วย เสียงทุ้มหนัก
วิมานสวรรค์มีเส้นสายกว้างขวาง สำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ใน อาณาจักรเลี่ยคง แน่นอนว่าย่อมได้ยินข่าวมาบ้าง
ก่อนหน้าที่เนี่ยเทียนยังไม่ได้เล่าให้ฟัง พวกเขาก็แค่วิเคราะห์ได้ว่าห นิงหยางตายไปแล้วเท่านั้น แต่กลับไม่รู้ว่าหนิงหยางตายอยู่ที่ไหน และไม่ รู้ด้วยว่าหนิงหยางไปซ่อนตัวอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง
วิมานสวรรค์มีวัตถุอยู่ชิ้นหนึ่งที่จะบรรจุเสี้ยวจิตวิญญาณของศิษย์ผู้ ทรงเกียรติทุกคนในสำนักเข้าไป
หากผู้ที่นำเสี้ยวจิตวิญญาณใส่เข้าไปตายอยู่ข้างนอก เสี้ยวจิต วิญญาณในวัตถุชิ้นนั้นก็จะหายไป
ทว่าวัตถุชิ้นนั้นก็ได้แค่วิเคราะห์ว่าเป็นหรือตายเท่านั้น แต่กลับไม่มี ความสามารถที่จะหาตำแหน่งของเจ้าของเสี้ยวจิตวิญญาณได้อย่าง แม่นยำ
และก็ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงรู้แค่ว่าหนิงหยางตายแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอีก ฝุายตายเพราะเหตุใดและตายอยู่ที่ไหน
“อืม อสูรกายจากนอกอาณาจักรมาเยือนอาณาจักรเลี่ยคงและ สังหารหนิงหยาง” เนี่ยเทียนยืนกรานหนักแน่น “ฝั่งทิศตะวันออกของ ซากปรักหักพังในอาณาจักรเลี่ยคงมีพื้นที่แห่งหนึ่งเรียกว่าพื้นที่ต้องห้าม แห่งชีวิต ที่นั่นมักจะมีหินอุกกาบาตจากนอกโลกตกลงมาเป็นประจำ หนิง หยางไม่สามารถชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวได้จึงรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนั้น น่าจะมีความเกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เลยคิดจะไปตาม หาโอกาสดูว่าจะสามารถชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวได้หรือไม่”
“ส่วนข้าก็เนื่องจากฝึกคาถาสะเก็ดดาว จำเป็นต้องใช้หินดวงดาว จำนวนมากจึงไปที่นั่น
“ตอนที่หินอุกกาบาตก้อนหนึ่งตกลงมา เมื่อหนิงหยางตามไปถึงที่นั่น อีกครั้ง กลับคาดไม่ถึงว่าในหินอุกกาบาตจะมีอสูรกายตนหนึ่งซ่อนตัวอยู่”
“…”
เขาเล่าจริงครึ่งเท็จครึ่ง ปกปิดเรื่องที่เขา เผยฉีฉีและเซวียหลงร่วมมือ กันสังหารหนิงหยางเอาไว้ ผลักความผิดทั้งหมดไปให้อสูรกายตนนั้น
ฮวางฝานและยังมีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับหลายคนของอาณาจักรหลี เทียนล้วนขมวดคิ้วมุ่น ฟังไปพลางครุ่นคิดเงียบๆ ไปด้วย
รอจนเนี่ยเทียนเล่าจบ ทุกคนก็เงียบงันกันไปช่วงระยะเวลาสั้นๆ คล้ายกำลังวิเคราะห์ว่าคำพูดของเขาเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เป็นคำ โกหกมากน้อยเท่าไหร่
“ข้าจะยอมเชื่อเจ้าไปก่อน” หลังจากเงียบไปพักหนึ่งฮวางฝานก็แค่น เสียงเย็นกล่าว “ในเมื่อรู้ว่าหนิงหยางตายอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง วิมาน สวรรค์ของพวกเราย่อมส่งคนไปตรวจสอบ หากพวกเรารู้ว่าหนิงหยาง ตายเพราะเจ้า เจ้าก็ต้องรับผิดชอบต่อวิมานสวรรค์!”
“วิมานสวรรค์ของพวกเจ้าต้องการความรับผิดชอบอะไรอีก?” หลีจิ้ง แห่งสำนักโลหิตเอ่ยเสียงเย็นชา
ฮวางฝานเหลือบตามองนางหนึ่งที ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบ สนิท “ก็ไม่ยาก ในเมื่อเขาสังหารศิษย์ผู้ทรงเกียรติคนหนึ่งของวิมาน สวรรค์ แน่นอนว่าย่อมต้องชดใช้ วิมานสวรรค์สร้างหนิงหยางขึ้นมา สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจและทรัพย์สินเงินทองไปนับไม่ถ้วน หนิงหยาง ตายแล้วก็ต้องให้เขามาชดเชยช่องโหว่ของหนิงหยางด้วยการเข้ามาอยู่ใน วิมานสวรรค์ของพวกเรา”
ประโยคนี้ทำให้ทุกคนของอาณาจักรหลีเทียนพากันมีสีหน้าปั้นยาก
แม้แต่ซูหลินเองก็ยังอึ้งงัน ดูเหมือนว่านางจะคาดไม่ถึงว่าฮวางฝานที่ มองดูเหมือนโกรธเกรี้ยวอย่างถึงขีดสุดจะลงโทษเนี่ยเทียนที่สังหารหนิงห ยางด้วยวิธีการบีบให้เขาเข้ามาอยู่ในวิมานสวรรค์เช่นนี้
แต่พวกฉางเซินกลับค่อยๆ ตระหนักได้ถึงอะไรบางอย่าง
พวกเขาล้วนเข้าใจดีว่า เนี่ยเทียนที่สามารถผสานตราประทับสะเก็ด ดาวทั้งสามให้เป็นหนึ่งเดียวได้ก็เท่ากับได้รับการสืบทอดที่สมบูรณ์แบบ จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
เนี่ยเทียนที่เป็นเช่นนี้ ไม่ว่าไปอยู่สำนักไหน ตราประทับสะเก็ดดาวที่ หลอมละลายอยู่ในร่างกายและจิตวิญญาณของเขาจนไม่มีใครสามารถ ช่วงชิงมาได้อีกก็จะนำวิชาลับและวิถีในการฝึกบำเพ็ญตบะใหม่ๆ มา ให้กับสำนักนั้นได้
เมื่อวิมานสวรรค์ตระหนักได้ว่าหนิงหยางมิอาจชุบหลอมตราประทับ สะเก็ดดาวได้จึงเตรียมจะช่วงชิงเอาตราประทับสะเก็ดดาวบนร่างของเขา มามอบให้เนี่ยเทียน เพราะหวังจะใช้ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามมา เรียกร้องให้เนี่ยเทียนเข้าเป็นศิษย์ของวิมานสวรรค์
แต่ฮวางฝานกลับนึกไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนจะชิงเอาตราประทับสะเก็ดดาว บนร่างของหนิงหยางมาได้ด้วยตัวเองโดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านวิมานสวรรค์
เมื่อเป็นเช่นนี้ แผนการที่จะใช้ตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สามมา ดึงดูดเนี่ยเทียนเข้าสำนักของวิมานสวรรค์จึงยากที่จะเป็นจริงได้
ดังนั้นฮวางฝานจึงเปลี่ยนวิธีการ ใช้ข้ออ้างว่าหนิงหยางตายด้วยน้ำมือ เนี่ยเทียนมาบีบให้เนี่ยเทียนเข้าร่วมกับวิมานสวรรค์อีกครั้ง
เมื่อเนี่ยเทียนเข้าไปอยู่ในวิมานสวรรค์ก็เท่ากับว่าการสืบทอดสะเก็ด ดาวที่เขาได้รับต้องกลายมาเป็นของวิมานสวรรค์ด้วย
“เรื่องพวกนี้ไว้ค่อยว่ากันทีหลังเถอะ ปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติต่างหาก ถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำตอนนี้” ฉางเซินแห่งวังยมบาลเอ่ยแนะนำ
“อืม” ฮวางฝานเองก็พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะสอบถามอย่างสงสัย “เนี่ยเทียน เจ้าแค่ชุบหลอมตราประทับสะเก็ดดาวได้ดวงเดียวเท่านั้น แล้วมั่นใจหรือว่าจะกระตุ้นใช้ค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทิ้งไว้ไปปิดรอยแยกห้วงมิติได้?”
“การปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติเป็นการยืมใช้ตราประทับสะเก็ดดาว สามดวงและค่ายกลลับที่มีอยู่ดั้งเดิม ข้าเป็นเพียงผู้ที่กระตุ้นมันเท่านั้น” เนี่ยเทียนอธิบาย
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี เจ้าจงทำอย่างเต็มที่ จะไม่มีใครรบกวนเจ้า” ฉางเซิน กล่าวอย่างฮึกเหิม
เนี่ยเทียนจึงนั่งลงทันใด
วินาทีที่เขาลงมาจากแท่นดอกบัวสีเลือด เขาก็รู้แล้วว่าภูเขาที่เขายืน อยู่ตอนนี้ก็คือหนึ่งในสามยอดเขายักษ์ ซึ่งด้านในมีค่ายกลลับที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้
ดังนั้นเขาจึงสื่อสารกับตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่อยู่ตรงหน้า อกของตัวเองทันที