ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 357 ปิดผนึก!
การปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติต้องใช้ค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ค่ายกลลับทั้งสามตั้งอยู่ในภูเขาใหญ่ยักษ์สามลูก
ตราประทับสะเก็ดดาวก็คือกุญแจสำคัญในการเปิดใช้ค่ายกลลับนั่น
ส่วนเนี่ยเทียนเป็นแค่คนร่ายเวทกระตุ้นมันเท่านั้น
รอจนเขานั่งลงเรียบร้อยและย้อนนึกวิชาการเปิดใช้ค่ายกลลับอยู่ใน สมองอย่างง่ายๆ หนึ่งรอบ เขาก็ร่ายเวททันที
กระแสจิตของเขาพลันลอยเข้าไปในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่ชุบ หลอมแล้ว
และชั่วขณะที่กระแสจิตของเขาเข้าไปอยู่ในตราประทับสะเก็ดดาว ดวงนั้น เขาก็รับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าภูเขาลูกใหญ่ที่อยู่ด้านล่างเขา รวมไปถึงในภูเขาขนาดมหึมาซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงอีกสองลูกมีแรง ดึงดูดแปลกประหลาดสามระลอกส่งผ่านมา
เมื่อแรงดึงดูดปรากฏ ตราประทับสะเก็ดดาวอีกสองดวงตรงหน้าอก ของเขาที่ยังไม่ได้ชุบหลอมก็พลันลอยออกมา
“ฟิ้ว!”
ตราประทับสะเก็ดดาวสองดวงที่ยังไม่ถูกชุบหลอมเปล่งประกายแสง ดาวเจิดจ้า ก่อนจะแยกกันบินไปยังภูเขาใหญ่ยักษ์อีกสองลูก
พวกผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับที่มีฮวางฝานแห่งวิมานสวรรค์เป็นผู้นำซึ่งยืน อยู่บนยอดเขาต่างก็ใช้สายตาและพลังจิตวิญญาณมองตามแสงดาวสอง ดวงนั้น มองดวงดาวทั้งสองที่พอบินไปถึงภูเขาลูกโตทั้งสองก็พลันเปล่ง วาบแล้วหายวับไป
นาทีถัดมา ตราประทับสะเก็ดดาวที่ถูกชุบหลอมแล้วซึ่งเนี่ยเทียนถ่าย โอนกระแสจิตเข้าไปก็กลายมาเป็นแสงดาวพร่างพราวที่ตรงดิ่งลงไปใน ยอดเขาที่อยู่ด้านล่างเขา
ทันใดนั้น สะเก็ดดาวเจ็ดดวงที่มาจากมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาก็ กะพริบพราวขึ้นมาพร้อมกัน!
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่ออกไปจากกายเขา บัดนี้คล้าย เปลี่ยนมาเป็นทิพย์จักษุสามข้างของเขา
ไม่นานเขาก็พบว่าตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามตรงดิ่งเข้าไปในภูเขา ลูกใหญ่
ตรงกึ่งกลางของภูเขาทุกลูกล้วนมีพื้นที่ขนาดกว้างขวางอยู่แห่งหนึ่ง และเขาก็เห็นพื้นที่ทั้งสามนั้นได้อย่างชัดเจนผ่านทิพย์จักษุสามข้าง
เขาสังเกตเห็นว่าบนผนังหินของที่ว่างทั้งสามสลักภาพค่ายกลดวงดาว ที่ซับซ้อนและประณีตงดงามเอาไว้มากมาย
ท่ามกลางภาพค่ายกลดวงดาว บนพื้นที่โล่งกว้างแต่ละแห่งมีเจดีย์ ดวงดาวเล็กๆ ตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งหลัง
ตอนที่ตราประทับสะเก็ดดาวบินออกจากร่างของเขาเข้าไปยังพื้นที่ทั้ง สามแห่ง พวกมันกลับไม่ได้หยุดชะงักแต่ผสานรวมเข้าไปในเจดีย์ดวงดาว เล็กๆ สามหลังทันที
แล้วทันใดนั้นเจดีย์ดวงดาวก็ราวกับถูกจุดไฟให้สว่างไสวจนเปลี่ยนมา เป็นเจิดจ้าพร่าตา
และเวลานี้เอง ภาพค่ายกลดวงดาวประณีตมากมายที่สลักไว้บนผนัง หินก็กลายมาเป็นเหมือนคาถาดาวเคลื่อนย้ายของเขาที่ใช้แสงดาวรวมตัว กันกลายมาเป็นค่ายกลดวงดาว
เพียงแต่ว่าจำนวนของค่ายกลดวงดาวเหล่านั้นน่าจะมีมากนับร้อยนับ พัน
หลังจากที่ภาพค่ายกลดวงดาวมากมายมารวมตัวกันก็กลายมาเป็น ค่ายกลดวงดาวขนาดใหญ่ยักษ์ที่กว้างขวางและลึกลับเกินจะคาดเดา!
ค่ายกลมหัศจรรย์ถูกกระตุ้นทำให้พื้นที่ว่างกลางภูเขาสามแห่งล้วน เปลี่ยนมาเป็นเหมือนมหาสมุทรดวงดาว ส่วนเจดีย์ดวงดาวที่อยู่ตรงจุด ศูนย์กลางเป็นเหมือนจุดถ่ายโอนหลักขนาดมหึมา
“ครืนๆๆ!”
เสียงดังอึกทึกลอยออกมาจากในภูเขาใหญ่ทั้งสามลูก
ยอดเขาสูงตระหง่านทั้งสามเป็นเหมือนเทียนที่ถูกจุดไฟ ก้อนหินที่อยู่ ในภูเขาต่างก็ปลดปล่อยแสงดาวพร่างพราว
เมื่อมองปราดๆ ภูเขาลูกโตทั้งสามก็คล้ายกลายมาเป็นเจดีย์ไฟขนาด ยักษ์ซึ่งกำลังดึงดูดอะไรบางอย่าง
พวกผู้แข็งแกร่งขอบเขตลี้ลับที่อยู่ข้างกายเนี่ยเทียนต่างก็ก้มลงมอง ก้อนหินที่อยู่ใต้ฝุาเท้าตัวเองด้วยอาการตกตะลึง
ก้อนหินสีดำมีแสงดาวเปล่งประกายวิบวับ ทำให้พวกเขาทุกคนล้วน ถูกปกคลุมอยู่ในแสงดาว
ตอนที่แสงดาวเหล่านั้นพริบพราว ปราณปีศาจสีม่วงเข้มที่ปกคลุมอยู่ ทั่วทุกหนแห่งพลันถูกทำให้สะอาดอย่างรวดเร็ว
“บนท้องฟูา!” กุ่ยถงแห่งสำนักภูตผีร้องอุทานเบาๆ
ทุกคนพากันเงยหน้าขึ้นทันใด
เมื่อยอดเขาที่คล้ายเจดีย์ไฟทั้งสามปลดปล่อยแสงดาวทอประกาย ท้องฟูายามค่ำคืนที่ถูกปราณปีศาจไหลกรากปกคลุมก็เผยตัวให้เห็นอีก ครั้งในรอบสองปี!
กลางม่านรัตติกาล ดวงดาวดารดาษที่เดิมทีทอแสงสลัวรางบัดนี้พา กันเปลี่ยนมาเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เคยเป็นอยู่หลายเท่า
แสงดาวเป็นกลุ่มๆ ที่ไม่รู้ว่ามาจากอาณาจักรห่างไกลแค่ไหนพลันสาด เทลงมาคล้ายแม่น้ำแห่งแสงที่ไหลริน!
ที่แสงดาวเหล่านั้นสามารถไหลสาดส่องลงมาได้อย่างแม่นยำก็เพราะ ได้รับการชักจูงจากยอดเขาราวเจดีย์ไฟทั้งสามลูก
ธารแสงดาวที่ไหลลงมาจากฟากฟูาเชื่อมโยงต่อกันระโยงระยางและ มารวมตัวอยู่ด้วยกัน
ปราณปีศาจเข้มข้นที่ปกคลุมบริเวณใกล้เคียงนี้มานานถึงสองปี เมื่อ ธารแสงดาวไหลลงมาก็กลายมาเป็นเหมือนควันที่ถูกลมพายุพัดพาให้ สลายไปอย่างรวดเร็ว
เวลาเพียงแค่สั้นๆ ปราณปีศาจหนาแน่นรอบด้านก็ถูกแสงดาวโจมตี ให้แตกทลายออกเป็นเสี่ยงๆ ก่อนจะกระเพื่อมแล้วหายเกลี้ยง
พวกฉางเซินและฮวางฝานที่เดิมทียืนอยู่เมื่อเห็นธารแสงดาวไหลริน ลงมาจากนภากาศก็คล้ายได้รับแรงกระตุ้น พวกเขาจึงนั่งขัดสมาธิลงกับ พื้นทันที
พวกเขาหรี่ตา ต่างคนต่างแผ่พลังจิตวิญญาณออกมารับสัมผัสกับธาร แสงดาวที่ร่วงลงมาเพื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่เล็กละเอียดที่สุดของ ภูเขายักษ์สามลูกที่เปล่งประกายแสงดาว
สำหรับพวกเขาแล้ว การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของยอดเขาทั้ง สาม รวมไปถึงแสงดาวที่สาดส่องลงมาจากฟากฟูาก็ล้วนสร้างความตก ตะลึงอย่างหนักจนต่างคนต้องใช้พลังและความเข้าใจของตัวเองมาวาง ค่ายกลลับที่เชื่อมโยงกับฟูาดินและกฏของดวงดาวเงียบๆ
ต่อให้คาถาวิเศษที่พวกเขาฝึกจะไม่เกี่ยวข้องกับดวงดาว แต่หาก สามารถทำความเข้าใจในความลี้ลับมหัศจรรย์ของค่ายกลลับได้เพียง เล็กน้อยก็จะช่วยในการเลื่อนขอบเขตของพวกเขาได้มาก
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงตั้งสมาธิแน่วแน่เพื่อรับสัมผัสคลื่นพลังงานเล็ก ละเอียดรอบด้าน
ยอดเขาอีกแห่งหนึ่ง
หัวมู่และเผยฉีฉีที่มาถึงก่อนแล้วก็นั่งลงอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
สนามกำลังที่ไร้รูปลักษ์ชั้นหนึ่งแผ่ออกมาจากในร่างของหัวมู่ ปกคลุม ร่างของเขาและเผยฉีฉีเอาไว้
หัวมู่และเผยฉีฉีอยู่ห่างจากยอดเขาที่เนี่ยเทียนอยู่ไม่ไกลมากนัก
ทว่าหลังจากที่หัวมู่จงใจปกปิดปราณของตัวเอง แม้แต่ผู้แข็งแกร่ง ที่สุดของอาณาจักรหลีเทียนอย่างฉางเซินและฮวางฝานแห่งวิมานสวรรค์ ก็ยังสัมผัสไม่ได้ถึงการดำรงอยู่ของเขาและเผยฉีฉี
“ฉีฉี รับสัมผัสความผิดปกติของรอยแยกห้วงมิติใต้ดินนั่นอย่าง ละเอียด” หัวมู่กล่าวเบาๆ “เจ้าฝึกพลังห้วงมิติ ขอแค่เจ้าเข้าใจความลี้ลับ ของวิธีการที่พวกยอดฝีมือของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใช้ปิดผนึก รอยแยกห้วงมิติสักเล็กน้อย เจ้าก็จะได้รับประโยชน์อย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ แล้ว”
“ข้าทราบแล้ว” เผยฉีฉีพยักหน้ารับเบาๆ
นางสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง มองต่ำลงไปจากยอดเขา เพราะ ปราณปีศาจถูกขับไล่ออกไปหมด ที่ปรากฏให้เห็นจึงเป็นรอยแยกห้วงมิติ ขนาดใหญ่ยักษ์
ตรงกลางภูเขาลูกโตทั้งสาม ในปากหลุมสีดำสนิทขนาดมหึมาที่ปริ แตกมีปราณปีศาจสีม่วงเข้มรั่วไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา
บริเวณใกล้เคียงปากหลุมสีดำมืด เดิมทีมีรอยแยกห้วงมิติเล็กละเอียด มากมายที่ตัดสลับกัน
เวลานี้เมื่อธารแสงดวงดาวระยิบระยับไหลลงมาจากท้องฟูา มันก็ คล้ายจะไหลกรากเข้าหาหลุมดำนั้น
“ฟูุวๆ!”
รอยแยกห้วงมิติมากมายที่ไร้ระเบียบ แยกกระจัดกระจาย หรือไม่ก็ แตกสลายเป็นเศษเสี้ยวต่างก็พลันลอยกระเพื่อมอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางความมืดมิดคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นข้างหนึ่งชักนำธารแสง ดวงดาวเหล่านั้นเพื่อให้มาซ่อมแซมอะไรบางอย่าง
รอยแยกห้วงมิติมากมายที่บิดเบือนอย่างบ้าคลั่งอยู่ตรงจุดรอยแตก ขนาดใหญ่ซึ่งมีปราณปีศาจสีม่วงเข้มรั่วไหลออกมาถูกปั่นปุวนให้ไร้ ระเบียบอีกครั้ง ก่อนจะรวมตัวกันขึ้นมาใหม่เป็นพลังดวงดาวที่มืดสลัว กลายมาเป็นค่ายกลลับห้วงมิติที่เก่าแก่เต็มเปี่ยมไปด้วยการปิดผนึก ลมปราณ
เผยฉีฉีสามารถมองเห็นอย่างชัดเจนว่าปราณปีศาจที่รั่วไหลออกมา จากปากหลุมขนาดใหญ่ซึ่งปริแตกนั้นไม่ได้ไหลเชี่ยวกรากอย่างก่อนหน้า นี้อีกแล้ว
รอยแยกห้วงมิติที่ปริออกคล้ายปากถ้วยใบโตที่ถูกกระดาษแผ่นใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยรอยฉีกขาดปิดคลุม
ตอนนี้ปราณปีศาจที่ผุดออกมาจากปากถ้วยนั้นได้แต่ลอดออกมาตาม รอยฉีกขาดของกระดาษ
ส่วนรอยฉีกขาดบนกระดาษแผ่นใหญ่ที่เมื่อถูกธารแสงดาวกรอกเทลง ไปก็ค่อยๆ ประสานตัวเข้าหากัน ทุกรอยฉีกเล็กละเอียดล้วนค่อยๆ ปิด เข้าหากันจนแน่นสนิท
ธารแสงดาวที่ไหลรินลงมากำจัดปราณปีศาจพลางซ่อมแซมค่ายกลที่ ผุพังไปด้วย
ส่วนเนี่ยเทียนก็กำลังร่ายใช้คาถาดวงดาว หลังจากใช้ตราประทับ สะเก็ดดาวจุดเจดีย์แสงดาวกลางภูเขาเรียบร้อยแล้วก็พบว่าทุกอย่างล้วน ดำเนินการไปตามขั้นตอนของค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทิ้งเอาไว้
ในฐานะที่เขาเป็นคนกระตุ้นพวกมัน นับตั้งแต่ตราประทับสะเก็ดดาว เข้าไปอยู่ในเจดีย์ดวงดาวก็ไม่จำเป็นให้เขาต้องทำอะไรอีก
นับแต่นั้น ทุกคนที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็ทำความเข้าใจกับการ ดำเนินการของค่ายกลลับดวงดาว รับสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงที่เล็ก ละเอียดของพลังงานดวงดาวมหัศจรรย์ซึ่งอยู่ในแสงธารดาวที่ไหลลงมา จากท้องฟูา
เดิมทีเขาคิดจะฝึกคาถาสะเก็ดดาวเพื่อชักนำแสงดาวเข้ามาใน มหาสมุทรวิญญาณทีละนิด แต่ก็กังวลอีกว่าจะส่งผลกระทบต่อการ ดำเนินการของค่ายกล
เขาจึงลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินมาหยุดอยู่ริมหน้าผา มองลงไปเบื้องล่างที่มี รอยแยกห้วงมิติแตกออก
เขามองเห็นว่าเมื่อปราณปีศาจถูกธารแสงดาวขับไล่ออกไป หุบเขาที่ อยู่ตรงกลางยอดเขาใหญ่สามลูกก็เผยให้เห็นพืชพรรณแปลกประหลาด มากมาย
พืชพรรณเหล่านั้นเติบโตหนาแน่น ต่างก็มีลักษณะพิสดารดุร้าย ใบไม้ และกิ่งก้านหากไม่เป็นสีดำก็เป็นสีม่วง
มีพืชพรรณหลายต้นที่ออกผล ผลเหล่านั้นมีลักษณะโปร่งใสราวกับ หยกสีม่วง ด้านในมีลำแสงเปล่งประกายระยิบระยับ
ตอนที่มองไปยังผลของพืชพรรณเหล่านั้นเขาก็สังเกตเห็นสัตว์วิเศษที่ เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ด้วย
สัตว์วิเศษที่กำลังเคลื่อนไหวล้วนมีดวงตาเป็นสีม่วงเข้มคล้ายเกิดการ แปรสภาพ
พวกมันเข้าๆ ออกๆ อยู่ข้างต้นไม้เหล่านั้น ไม่ก็กัดแทะใบไม้ ไม่ก็เข่น ฆ่ากันเองเพื่อช่วงชิงเอาผลโปร่งใสเหมือนหยกสีม่วงมากินอย่างละโมบ ทั้งยังคำรามเสียงต่ำๆ ออกมาเป็นระยะ
ดวงตาของเขาฉายความแปลกใจ ค่อยๆ เคลื่อนทิพย์จักษุเจ็ดข้างให้ กระจายกันไปอยู่คนละทิศทางแล้วรับสัมผัสอย่างตั้งใจ
ไม่นานเขาก็พบว่าบริเวณโดยรอบหุบเขามีสัตว์วิเศษที่แปรสภาพเยอะ มากกว่า ทั้งยังมีโครงกระดูกของสัตว์วิเศษจำนวนมากด้วย
“เมื่อถูกปราณปีศาจแทรกซอนเข้าไปในร่าง สัตว์วิเศษที่รับปราณ วิญญาณมาฝึกตนเหล่านี้ส่วนใหญ่ล้วนตายไป ที่หลงเหลืออยู่คือพวกแปร สภาพที่ค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับปราณปีศาจได้” ซูหลินมายืนอยู่ฝั่งซ้ายของ เขาอย่างเงียบเชียบ “ยังดีที่ภูตผีปีศาจไม่ได้มาเยือนอย่างแท้จริง มิฉะนั้น สัตว์วิเศษที่หลังจากแปรสภาพแล้วใช้ปราณปีศาจมาดำรงชีวิตเหล่านี้หาก ได้รับการถ่ายเทเลือดจากภูตผีปีศาจก็จะกลายมาเป็นภูตผีปีศาจระดับ ต่ำ”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนกล่าวช้า
“ฟิ้ว! ฟิ้วๆๆ!”
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนก็มองเห็นคนสามคนทยอยกันมาถึง
หนึ่งในนั้นคือเจ้าสำนักหลิงอวิ๋นที่เขาเคยเจอหน้าครั้งหนึ่งอย่าง เจียงจือซู
ทว่าเจียงจือซูในตอนนี้กลับมีสภาพกระเซอะกระเซิงอย่างถึงขีดสุด บนใบหน้าเปรอะไปด้วยคราบเลือดคล้ายเพิ่งผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมา