ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 359 ฝูงสัตว์
บนยอดเขา ฮวางฝานและซูหลินจากวิมานสวรรค์ยืนนิ่งไม่ขยับ
พวกเขาไม่ใช่คนของอาณาจักรหลีเทียน สัตว์วิเศษที่แปรสภาพซึ่งไม่ ว่าจะเป็นภัยร้ายต่ออาณาจักรหลีเทียนในตอนนี้หรือในอนาคต พวกเขาก็ ไม่มีหน้าที่ให้ต้องไปสังหารพวกมัน
ที่พวกเขามาอยู่ที่นี่ก็เพราะเนี่ยเทียนที่ได้รับตราประทับสะเก็ดดาว สามดวง เพราะคนของอาณาจักรเสวียนเทียน
“ยังต้องใช้เวลาอีกประมาณเท่าไหร่ถึงจะสามารถปิดผนึกรอยแยก ห้วงมิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ?” ฮวางฝานเอ่ยถาม
อันที่จริงเขาค่อนข้างจะร้อนใจ
วิมานสวรรค์ที่อยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียนก็ใกล้จะถูกปราณปีศาจปก คลุมจนมิดแล้วเหมือนกัน หากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ วิมานสวรรค์ก็จะต้อง ถูกบีบให้ย้ายที่ตั้งสำนัก
พืชสมุนไพรล้ำค่ามากมายที่ขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับวิมานสวรรค์ ตอนนี้มีสวนสมุนไพรหลายแห่งที่ถูกปราณปีศาจปกคลุมจนเปลี่ยนมาเป็น สิ้นค่าไปแล้ว
ทุกวันปราณปีศาจจะต้องรั่วซึมเข้ามาในเขตของวิมานสวรรค์ ซึ่งสวน สมุนไพรรอบวิมานสวรรค์ก็ต้องแบกรับความเสียหายอย่างใหญ่หลวงทุก วัน
ที่วิมานสวรรค์ตามหาตัวเนี่ยเทียนกันให้วุ่นจนถึงขั้นใช้ตราประทับ สะเก็ดดาวดวงที่สามบนร่างของหนิงหยางมาเป็นเหยื่อล่อให้เนี่ยเทียน ปรากฏตัว นั่นก็เป็นเพราะพวกเขาร้อนใจแล้ว
“ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก” เนี่ยเทียน ตอบอย่างไม่ใส่ใจ
กลางดึก ท่ามกลางหมู่ดาวที่ดารดาษยังมีคงแสงดาวเปล่งประกาย ส่องลงมาจากฟากฟูา
รอยปริแตกห้วงมิติที่มืดดำซึ่งอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของยอดเขายักษ์ทั้ง สามมีแสงดาวตัดสลับกัน รอยแยกห้วงมิติจำนวนมากล้วนถูกแสงดาวชัก นำ ทั้งยังทำให้มันเปลี่ยนแปลงอย่างลึกลับเกินคาดเดา
เมื่อถึงเวลานี้ อันที่จริงเนี่ยเทียนซึ่งเป็นผู้ร่ายเวทก็ไม่จำเป็นต้องทำ อะไรอีกแล้ว
เมื่อตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงจุดให้เจดีย์ดวงดาวสว่างไสว หลังจากเปิดใช้ค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ทั้งหมด ก็ล้วนดำเนินไปตามขั้นตอนที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัดวางเอาไว้ เมื่อหลายปีก่อน
ห่างออกไปไกล พวกผู้แข็งแกร่งของอาณาจักรหลีเทียนที่มีฉางเซิน เป็นหัวหน้าก็เริ่มลงมือสังหารสัตว์วิเศษที่แปรสภาพ
เมื่อใช้ทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้าง เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่าสัตว์วิเศษแปร สภาพที่แข็งแกร่งมากมายตายไปอย่างรวดเร็วเมื่อถูกพวกเขาเข่นฆ่า
พวกเขาแค่ต้องการผลในการต่อสู้เท่านั้น ไม่มีความคิดที่จะเก็บเอา วัตถุวิเศษและเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษแปรสภาพที่ตายไป
เนี่ยเทียนที่มองผ่านทิพย์จักษุก็แอบรู้สึกเสียดายไม่น้อย
“อู้!”
และเวลานี้เอง แท่นดอกบัวสีเลือดของหลีจิ้งก็พลันบินออกมา
แท่นดอกบัวสีเลือดมุ่งหน้าไปยังจุดที่มีสัตว์วิเศษแปรสภาพนอนตาย อยู่ ก่อนที่กลางแท่นดอกบัวจะมีเส้นสีเลือดจำนวนมากถูกปลดปล่อย ออกมา
เส้นโลหิตลอดทะลุร่างของสัตว์วิเศษแปรสภาพ แล้วดึงเอาเลือดสด ของพวกมันเข้ามาอยู่ในแท่นดอกบัว
หลังจากแท่นดอกบัวที่มีสีแดงดั่งสีเลือดรับเอาเลือดสดของสัตว์วิเศษ มา มันก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นโปร่งใส ส่องประกายแสงสีแดงระยิบระยับ ดั่งอัญมณี
“เวทหลอมโลหิต” เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ
เวทหลอมโลหิตของสำนักโลหิตนั้นมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ตอนที่เขา อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงก็เคยใช้เวทหลอมโลหิตมาชุบหลอมเลือดสัตว์วิเศษ ที่แปรสภาพ ทำให้ดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อที่บริสุทธิ์มากที่สุดออกมาจากใน เลือดของสัตว์วิเศษที่แปรสภาพเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย
สิ่งสกปรกที่เจือปนไปด้วยสารพิษซึ่งไม่สามารถดูดซับได้เมื่อผ่านการ ชุบหลอมจากเวทหลอมโลหิตก็จะตกตะกอนอยู่ในก้นถังไม้
เวลานี้ก็ดูเหมือนว่าแท่นดอกบัวสีเลือดของหลีจิ้งจะใช้วิธีการของเวท หลอมโลหิตมาชุบหลอมเลือดสดของสัตว์วิเศษแปรสภาพแต่ละตัวเพื่อดึง เอาส่วนกลั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดเข้ามาไว้ในแท่นดอกบัว
แท่นดอกบัวสีเลือดคืออาวุธวิเศษระดับเชื่อมโยงวิญญาณ มีวิญญาณ วัตถุเป็นของตัวเอง ซึ่งดูเหมือนว่ามันจะใช้เลือดในการฝึกตนจนเกิดการ แปรสภาพ
“เวทหลอมโลหิตของเจ้า ฝึกไปได้ถึงไหนแล้ว?” หลีจิ้งถามขึ้น กะทันหัน
“ถือว่าฝึกสำเร็จในส่วนหนึ่งแล้วขอรับ” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างนอบ น้อม ทั้งยังเอ่ยขอบคุณด้วยความจริงใจ “ขอบพระคุณเจ้าสำนักหลีมากที่ รักและเมตตา มอบเวทลับของสำนักโลหิตให้แก่ข้า”
“ข้าไม่เคยมองเจ้าเป็นคนนอก” หลีจิ้งลังเลอยู่ชั่วครู่ก็กล่าวว่า “รอ จนเจ้าเสร็จธุระที่อาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋แล้ว เจ้า ก็กลับมาที่สำนักโลหิตเสียหน่อย โครงกระดูกปีศาจเลือดตนนั้นที่ถูกเจ้า ปลุกขึ้นมามีชะตาต้องกันกับเจ้าไม่น้อย ต่อให้เจ้าไม่ยอมเข้ามาอยู่ใน สำนักโลหิต ทว่าเจ้าฝึกเวทลับของสำนักโลหิตก็ถือว่าเจ้าเป็นคนของ สำนักโลหิตครึ่งหนึ่งแล้ว”
“หลังจากที่เจ้าจากไป โครงกระดูกปีศาจเลือดก็หลับลึกลงไปอีกครั้ง”
“ไม่มีเจ้า สำนักโลหิตก็ไม่มีใครสามารถปลุกให้มันตื่นขึ้นมาได้อีก ใน เมื่อเป็นเช่นนี้ ต่อไปโครงกระดูกปีศาจเลือดนั่นก็เป็นของเจ้าแล้ว”
“รอคราวหน้าที่เจ้ากลับมาสำนักโลหิต ไม่ว่าหลังจากนั้นเจ้าจะไปอยู่ ที่ไหนก็พาโครงกระดูกปีศาจเลือดไปด้วยกันเถอะ”
“นี่…นี่…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน “แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะกระมัง?”
โครงกระดูกปีศาจเลือดตนนั้นแข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด มีความสามารถ เทียบเคียงได้กับผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับ อีกทั้งยังอยู่ในการควบคุมของเขา อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อได้โครงกระดูกปีศาจเลือดมาครองก็เท่ากับว่าเขาได้ผู้แข็งแกร่ง เขตลี้ลับคนหนึ่งมาอยู่ข้างกาย วันหน้าไม่ว่าเขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ล้วนช่วย เพิ่มพูนศักยภาพแก่เขาได้มาก
ทว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดตนนั้นถูกสำนักโลหิตมองเป็นวัตถุล้ำค่า มาโดยตลอด แต่หลีจิ้งกลับยินยอมให้เขาพามันไปจากสำนักโลหิต นี่จึง ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกไม่อยากเชื่อ
“ไม่มีอะไรที่ไม่เหมาะ” หลีจิ้งกล่าวเสียงเรียบเฉย
“โฮก!”
และเวลานี้เอง จากทิศไกลก็มีเสียงร้องคำรามของสัตว์ดังสะเทือน แผ่นดินลอยมา
เมื่อเสียงคำรามนั้นดังขึ้น อยู่ๆ สัตว์วิเศษที่แปรสภาพทั้งหมดก็เกิด อาการคลุ้มคลั่ง
เนี่ยเทียนที่อยู่บนยอดเขาเมื่อได้ยินเสียงสัตว์ร้องคำรามนั้น หัวใจก็ พลันเจ็บร้าว
เขารวบรวมสมาธิมารับสัมผัสถึงได้เห็นว่าปราณเลือดสีเขียวที่ขดอยู่ ในหัวใจของเขาเส้นนั้นปลดปล่อยประกายแสงสีเขียวแวววาว ใช้ปราณ แห่งชีวิตเป็นกลุ่มๆ มาห้อมล้อมหัวใจเอาไว้
“พรวด!”
ซูหลินแห่งวิมานสวรรค์กระอักเลือดออกมาคำหนึ่งอย่างห้ามไม่ได้ สี หน้าของนางพลันซีดเผือด
เสียงสัตว์คำรามเสียงเดียวกลับทำให้นางที่ไม่ทันตั้งตัวได้รับบาดเจ็บ หนักในชั่วพริบตา
นางจึงหันไปมองเนี่ยเทียนโดยอัตโนมัติ
แม้ว่าบนใบหน้าของเนี่ยเทียนจะเต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่กลับ ไม่ได้กระอักเลือดออกมา มีเพียงแค่สายตาที่แน่วนิ่งเท่านั้น
“ช่างเป็นสัตว์แปรสภาพที่แข็งแกร่งยิ่งนัก!” ฮวางฝานแสดงความ ตกใจออกมาทางสีหน้า ก่อนจะตวาดเสียงหนัก “แค่ได้ยินเสียงคำรามก็รู้ แล้วว่านี่คือสัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหก! สัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหกมี ศักยภาพเทียบเคียงกับผู้มีตบะเขตลี้ลับเช่นพวกเรา ทว่าสัตว์วิเศษแปร สภาพตัวนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน!”
พวกคนของอาณาจักรหลีเทียนที่กำลังไล่สังหารสัตว์วิเศษแปรสภาพ อยู่ด้านล่าง ตอนที่ได้ยินเสียงร้องคำรามดังสนั่นนั้นก็พากันหน้าเปลี่ยนสี น้อยๆ
“อ๊าวว!”
และก็มีเสียงคำรามอีกเสียงดังออกมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
“คือสัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหกที่ข้าเจอมาก่อนหน้านี้!” ซ่งเหวิ นสือแห่งอารามเสวียนอู้มองไปยังทิศทางที่มีเสียงคำรามที่สองดังลอยมา แล้วจึงหันไปพูดกับพวกฉางเซินที่อยู่ข้างกาย “สัตว์วิเศษแปรสภาพที่ร้อง คำรามตัวแรก พวกเราไม่เคยเจอมาก่อน แต่ว่าตัวที่สอง ก่อนหน้านี้พวก เจ้าก็น่าจะจำกันได้”
“ผู้พิชิตของเกาะน้ำแข็งทางทิศเหนือของหุบเขาเทา—สัตว์ผลึก น้ำแข็ง!”
“สัตว์ผลึกน้ำแข็ง?” ฉางเซินตกตะลึง “สัตว์ผลึกน้ำแข็งตัวนั้นเลื่อน ขั้นเป็นระดับหกมาตั้งนานมากแล้ว มันซ่อนตัวอยู่ในเกาะน้ำแข็ง แม้แต่ ข้าก็ยังมิอาจทำอะไรมันได้ สัตว์ผลึกน้ำแข็งถือว่ามีสติปัญญาแล้ว มันเดิน ทางไกลเป็นพันลี้เพื่อมาที่นี่ก็เพราะถูกปราณปีศาจชักนำเหมือนกันหรือ? หรือว่าในร่างของสัตว์ผลึกน้ำแข็งก็ซุกซ่อนสายเลือดของภูตผีปีศาจเอาไว้ เหมือนกัน?”
ซ่งเหวินสือยิ้มเจื่อน “คิดว่าน่าจะเป็นเช่นนี้”
“แย่แล้ว” ฉางเซินขมวดคิ้วแน่น “สัตว์ผลึกน้ำแข็งก็น่ากลัวมาก พอแล้ว ก่อนหน้านี้มันอาศัยอยู่ในเกาะน้ำแข็ง ไม่เคยออกไปไหน ต่างคน ต่างอยู่ไม่มายุ่งเกี่ยวกับพวกเรา นึกไม่ถึงว่าเมื่อรอยแยกห้วงมิติที่มีปราณ ปีศาจรั่วไหลกำลังจะถูกปิดผนึก มันกลับตามมาที่นี่”
“เสียงคำรามแรกไม่ใช่ของสัตว์ผลึกน้ำแข็ง ทว่าระดับของมันก็น่าจะ เป็นระดับหกเหมือนกัน” กุ่ยถงแห่งสำนักภูตผีหรี่ตาลง ก่อนจะกล่าวด้วย
น้ำเสียงน่าสะพรึงกลัว “ข้ารู้สึกว่าเจ้าสัตว์ตัวแรกที่ร้องคำรามน่าจะร้าย กาจกว่าสัตว์ผลึกน้ำแข็งสักเล็กน้อย อีกทั้งมันร้องคำรามทีเดียวก็เงียบ หายไปเลย”
“แม้แต่ข้าก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันซ่อนตัวอยู่ตรงตำแหน่งไหน”
“โฮ้วว!”
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันก็มีเสียงสัตว์คำรามสะเทือนเลือนลั่นปฐพีดัง ขึ้นมาจากทิศทางที่สาม
“สัตว์วิเศษระดับหกอีกตัวหนึ่งแล้ว!”