ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 366 ภาพดวงดาวขนาดใหญ่ยักษ์
ฮวางฝานไม่รู้ที่มาของหัวมู่ แต่กลับรู้ว่าเขาเป็นห่วงเนี่ยเทียนอย่าง มาก
มิฉะนั้นตอนที่เนี่ยเทียนร่วงลงมาในนี้ หัวมู่ก็คงไม่บินตามมาทันทีโดย ที่ไม่สนใจว่าตัวตนจะถูกเปิดเผย
เมื่อตระหนักได้ถึงข้อนี้และรู้ว่าหัวมู่ลงเรือลำเดียวกับตน เขาก็วางใจ ลงไปได้เยอะมาก
“ไป!”
ฮวางฝานคว้าตัวเนี่ยเทียนเอาไว้ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังน้ำวนสีเทาโดย ไม่รอให้เขาเอ่ยปฏิเสธ
เนี่ยเทียนเองก็ไม่ได้ดิ้นรน ปล่อยให้เขากระชากตัวไป
เพียงแต่ว่าตอนที่พวกเขาบินไปยังน้ำวน เนี่ยเทียนกลับคอยหันหน้า มามองหัวมู่เป็นระยะด้วยความเป็นห่วง
เขาสังเกตเห็นว่าในเปลวเพลิงสีเขียวรุบรู่ทุกเส้นที่แผ่ออกมาจากใน ร่างของหัวมู่ล้วนมีอักขระบรรพกาลลอยขึ้นมาให้เห็นรำไร
อักขระบรรพกาลเหล่านั้นส่วนใหญ่เขาล้วนไม่รู้จัก แต่พวกมันกลับ แฝงเร้นความมหัศจรรย์ของฟูาดินเอาไว้
เปลวเพลิงสีเขียวเข้มไม่ได้มีธาตุที่พิเศษ ทว่าเมื่อบินเข้าไปหาสัตว์ กร่อนวิญญาณกลับทำให้สัตว์กร่อนวิญญาณตื่นตระหนกและหวาดกลัว อย่างเห็นได้ชัด
สัตว์กร่อนวิญญาณไม่เพียงแต่หุบปากทันทีโดยที่ไม่ดูดดึงเอาคนและ วัตถุที่อยู่ใกล้เคียงมาอีก แต่เรือนกายปีศาจใหญ่โตของมันยังหดเล็กลง ด้วย
แผ่นเกล็ดสีดำสนิทราวเหล็กน้ำแข็งจำนวนมากที่อยู่บนร่างของสัตว์ กร่อนวิญญาณก็ปลดปล่อยแสงปีศาจสีม่วงออกมาเช่นกัน
“ฟูุวๆ!”
ในที่สุดอักขระบรรพกาลที่ซ๋อนตัวอยู่ในเปลวเพลิงสีเขียวไม่รู้ธาตุก็พา กันบินเข้าไปหาเรือนกายใหญ่โตของสัตว์กร่อนวิญญาณ
สัตว์กร่อนวิญญาณตัวนั้นร้องคำรามเสียงแหบโหยด้วยความเจ็บปวด ทันทีทันใด
เรือนกายมหึมาราวกับภูเขาเนื้อสีดำของมันสั่นเทา ทั้งยังปลดปล่อย ปราณปีศาจดั่งน้ำหมึกให้ไหลกรากออกมา
เมื่อเสียงร้องโหยหวนของมันดังขึ้น ธารหมอกที่ไหลไปทางอาณาจักร หลีเทียนซึ่งมีปราณปีศาจรั่วซึมอย่างเชื่องช้าก็พากันมารวมอยู่ที่ตัวมัน
เพียงแค่ครู่เดียว เรือนกายใหญ่โตของสัตว์กร่อนวิญญาณก็ถูกธาร หมอกกลบทับจนมิด
หลังจากที่เข้าไปอยู่ในธารหมอกก็ดูเหมือนว่าสภาพของสัตว์กร่อน วิญญาณจะดีขึ้นบ้างเล็กน้อย เสียงร้องเจ็บปวดจึงค่อยๆ จางหายไป
แต่เวลานี้เอง หัวมู่กลับแค่นเสียงเย็นก่อนจะกลายร่างเป็นควันสีเขียว กลุ่มหนึ่งบินหายวับเข้าไปในธารหมอกสีม่วงที่เกิดจากการรวมตัวกันของ ปราณปีศาจเข้มข้น
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนปวดร้าวจากสัตว์กร่อนวิญญาณดังขึ้นมาอีกครั้งใน วินาทีที่หัวมู่พุ่งตัวเข้าไปในธารหมอกนั้น
“คนผู้นี้เป็นใครกันแน่?” ฮวางฝานหน้าเปลี่ยนสีไม่หยุด และในที่สุดก็ พาเนี่ยเทียนบินมาถึงจุดที่น้ำวนสีเทาเคลื่อนไหวไม่อยู่นิ่ง
จุดศูนย์กลางของน้ำวนมีภาพดวงดาวลึกลับซับซ้อนที่เกิดจากการ รวมตัวกันของแสงดาวส่องประกายวิบวับ
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังจะตอบคำถาม กลับหันไปเห็นว่าในน้ำวนมีเงา ร่างของคนหลายคนโผล่ออกมา
หลีจิ้งแห่งสำนักโลหิต กุ่ยถงแห่งสำนักภูตผี และฝางฮุยแห่งหอหลิง เปุาล้วนปรากฏตัวออกมาจากในน้ำวนดวงดาวด้วยสีหน้าร้อนใจ
พอคนกลุ่มนี้มองเห็นฮวางฝานและเนี่ยเทียนก็ผ่อนลมหายใจออกมา ทันที
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว” หลีจิ้งที่ยืนอยู่บนแท่นดอกบัวสีเลือดกวักมือมาหา เนี่ยเทียน “มานี่”
ฮวางฝานเองก็ไม่ได้ขัดขวาง กลับเป็นฝุายออกแรงผลักให้เนี่ยเทียน ลอยไปหาแท่นดอกบัวสีเลือดของหลีจิ้งด้วยซ้ำ
เมื่อมายืนอยู่บนแท่นดอกบัวสีเลือด เนี่ยเทียนก็เอ่ยถามว่า “ทำไม อยู่ๆ พวกท่านถึงมาปรากฏตัวที่นี่ล่ะ?”
“รู้ว่าเจ้าตกลงมาในนี้ ทุกคนที่อยู่ข้างนอกต่างก็ไม่วางใจ แน่นอนว่า ย่อมต้องตามเข้ามาดู” หลีจิ้งถลึงตาดุดันใส่ฮวางฝานด้วยสีหน้าไม่เป็น มิตร “ก่อนที่ข้าจะจากไปได้บอกให้เจ้าปกปูองเนี่ยเทียนให้ดี แล้วทำไม เขาถึงตกเข้ามาอยู่ในนี้ได้?”
“อุบัติเหตุ เกิดอุบัติเหตุเล็กน้อยน่ะ” ฮวางฝานกล่าวอย่างกระอัก กระอ่วน
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนมายืนอยู่บนแท่นดอกบัวสีเลือดของหลีจิ้งแล้ว กุ่ยถงแห่งสำนักภูตผี และฝางฮุยแห่งหอหลิงเปุาต่างก็วางใจลงได้
หลังจากนั้นพวกเขาก็มองประเมินไปรอบด้านด้วยความใคร่รู้ไม่ต่าง จากตอนที่เนี่ยเทียนเพิ่งมาถึง
แล้วทันใดนั้นพวกเขาก็สังเกตเห็นเรือนกายของสัตว์กร่อนวิญญาณที่ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในธารปราณปีศาจ
“ภูตผีปีศาจตัวนั้นก็คือตัวการที่ล่อลวงสัตว์วิเศษแปรสภาพของ อาณาจักรหลีเทียนน่ะหรือ?” ฝางฮุยถามด้วยความแปลกใจ
“รีบกลับไปยังอาณาจักรหลีเทียน! สัตว์กร่อนวิญญาณเป็นเพียงแค่ตัว ล่อเท่านั้น มันถูกสกัดอยู่ที่นี่ อีกเดี๋ยวพวกผู้แข็งแกร่งของตระกูลอาซือข่า
เท่อคงจะตามมาเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน!” เสียงของหัวมู่พลันดังออกมาจาก จุดที่มีปราณปีศาจล้อมวน “อีกอย่าง รีบปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติให้ได้ โดยเร็วที่สุด! ไม่ใช่เพียงแค่ที่อาณาจักรหลีเทียนเท่านั้น ทางฝุายของ อาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋ก็ต้องรีบปิดผนึกโดยเร็ว!”
“การปรากฏตัวของเนี่ยเทียน การรวมตัวกันของตราประทับสะเก็ด ดาวสามดวงย่อมเป็นเหตุให้ภูตผีปีศาจของอาณาจักรปีศาจระดมพลกัน มารุกรานก่อนกำหนด!”
“ให้วิมานสวรรค์รีบเตรียมการรับมือ!”
น้ำเสียงร้อนรนของหัวมู่ดังติดต่อกัน ทุกประโยคล้วนเขย่าขวัญคนฟัง
“ไป!”
ในที่สุดฮวางฝานก็เข้าใจถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ จึงเป็นคน แรกที่พุ่งตัวไปยังน้ำวนสีเทา อีกทั้งยังใช้สายตาเร่งรัดหลีจิ้งแห่งสำนัก โลหิตด้วย
หลีจิ้งที่เพิ่งจะเข้ามาถึงและเดิมทีหมายจะสังเกตการณ์รอบด้านให้ ละเอียดเห็นว่าสีหน้าของฮวางฝานผิดปกติจึงไม่กล้าชักช้าเช่นกัน
“อู้!”
แท่นดอกบัวสีเลือดพลันลอยตัวขึ้นสูง ก่อนจะพุ่งไปยังจุดศูนย์กลาง ของน้ำวนสีเทา
คนอื่นๆ เองก็ทยอยกันย้อนกลับไปยังทางเดิมเช่นเดียวกับฮวางฝาน
อาณาจักรหลีเทียน
หุบเขาอันเป็นจุดศูนย์กลางของภูเขาใหญ่ยักษ์ทั้งสาม ปากหลุมดำมืด ที่เปิดออก แท่นดอกบัวสีเลือดพลันบินพรวดออกมา
ตรงปากหลุม ค่ายกลดวงดาวประณีตจำนวนมากเกิดคลื่นกระเพื่อม ไหวคล้ายกำลังตรวจสอบ
ค่ายกลใหญ่ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้วิเคราะห์ออก ในทันทีว่าผู้ที่ลอดผ่านมาคือเผ่ามนุษย์ ไม่ใช่ภูตผีปีศาจ
ด้วยเหตุนี้ค่ายกลลับที่แท้จริงแล้วมีพลังทำลายล้างร้ายแรงจึงอยู่นิ่ง เฉย ไม่ได้สำแดงอานุภาพน่าหวาดกลัวออกมา
และพวกผู้ที่หายเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติก็ทยอยกันกลับออกมา อย่างรวดเร็ว
เว้นแต่หัวมู่
เผยฉีฉีที่เดิมทีควรซ่อนตัวอยู่ก็ไม่รู้ว่ามายืนอยู่ริมขอบรอยแยกห้วงมิติ ตั้งแต่เมื่อไหร่
นางที่แปลงโฉมมองเห็นเนี่ยเทียนโดยสารแท่นดอกบัวสีเลือดของ หลีจิ้งบินออกมา แต่กลับมองไม่เห็นหัวมู่จึงรีบถามด้วยความร้อนใจ “เนี่ย เทียน ท่านหัวล่ะ?”
“เขาอยู่ข้างใน กำลังต่อกรกับภูตผีปีศาจตนหนึ่งที่มีชื่อว่าสัตว์กร่อน วิญญาณ เขาบอกให้พวกเรากลับออกมาก่อน” เนี่ยเทียนอธิบาย
“เขาจะไม่เป็นไรใช่ไหม?” เผยฉีฉีเต็มไปด้วยความกังวลใจ
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” เนี่ยเทียนส่ายหัว
“ฟิ้ว!”
และเวลานี้เอง พื้นดินใต้ฝุาเท้าของเนี่ยเทียนก็มีแสงดาวกลุ่มหนึ่งบิน ออกมา
แสงดาวกลุ่มนั้นเข้ามาผสานรวมอยู่ในผิวเนื้อของเนี่ยเทียในชั่ว พริบตา
เนี่ยเทียนเข้าใจทันทีว่าตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่ถูกเขาชุบหลอม ได้กลับมาสู่ร่างกายของเขาแล้ว
“ฟิ้วๆ!”
และไม่นานเท่าไหร่นัก ตราประทับสะเก็ดดาวอีกสองดวงที่ถึงแม้จะ หลอมรวมอยู่ในกายแต่กลับยังไม่ถูกชุบหลอมก็พากันบินออกมาจากภูเขา ใหญ่ยักษ์สองลูก
ตราประทับสะเก็ดดาวสองดวงหายเข้าไปในร่างของเขาภาย ระยะเวลาสั้นๆ
หลังจากที่ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงล้วนกลับคืนสู่ตำแหน่ง ครบถ้วน เนี่ยเทียนก็ลองใช้กระแสจิตรับสัมผัสอย่างละเอียด ก่อนที่ ดวงตาของเขาจะเปล่งประกาย
เขาค้นพบด้วยความตะลึงระคนแปลกใจว่าตราประทับสะเก็ดดาวดวง ที่หลังจากถูกชุบหลอมก็ผสานรวมเข้ากับร่างกายและจิตวิญญาณของเขา ได้กลายมาเป็นเหมือนกุญแจสำคัญของค่ายกลดวงดาวมากมายซึ่งทำ หน้าที่ควบคุมการปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติที่อยู่เบื้องหน้า
ในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่ถูกชุบหลอมนั้นมีภาพค่ายกลดวงดาว มายาขนาดใหญ่ยักษ์ซึ่งใช้สำหรับปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติปรากฏขึ้นมา หนึ่งภาพ
ตอนที่กระแสจิตของเขาลอยเข้าไปในภาพค่ายกลดวงดาวมายาก็ คล้ายจะไปสร้างอิทธิพลต่อภาพค่ายกลนั้น!
เขาจึงทดลองทำทันที
ตรงรอยแยกห้วงมิติที่เปิดกว้างออก ภาพค่ายกลดวงดาวขนาดมหึมา ที่เกิดจากการรวมตัวกันของค่ายกลลับสะเก็ดดาวดวงเล็กดวงน้อยพลัน เปลี่ยนมาเป็นเจิดจ้าแสบตา!