ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 367 กองทัพใหญ่ของภูตผีปีศาจ
“เนี่ยเทียน เจ้าเป็นอะไรไป?”
เผยฉีฉีที่ยืนอยู่ด้านข้างมองออกว่าเขามีท่าทีผิดปกติเล็กน้อยจึงรีบ เอ่ยถามด้วยความร้อนใจ
“ไม่ ไม่เป็นไร” เนี่ยเทียนส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ต้องห่วงนะ ข้าสบายดี”
กระแสจิตของเขาล่องลอยอยู่ในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่ถูกชุบ หลอมแล้ว จากตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้น เขาพบว่าดูเหมือนเขาจะ สามารถควบคุมภาพดวงดาวมหัศจรรย์ที่มีขนาดมหึมาซึ่งปกคลุมอยู่ตรง รอยแยกห้วงมิตินั้นได้
เมื่อความคิดของเขาเปลี่ยนแปลง ภาพดวงดาวที่เกิดจากค่ายกลลับ ดวงดาวจำนวนมากมารวมตัวกันพลันเปลี่ยนมาเป็นสว่างเจิดจ้า
ปราณแห่งบรรพกาลที่กว้างใหญ่ไพศาลระลอกหนึ่งค่อยๆ ถูก ปลดปล่อยออกมาจากในภาพดวงดาวนั้น
นาทีถัดมา เนี่ยเทียนพลันรู้สึกได้ว่าเมื่อความคิดของเขาเปลี่ยนแปลง ทิพย์จักษุเจ็ดข้างที่กระจายตัวอยู่รอบด้านก็พากันบินเข้าไปในรอยแยก ห้วงมิติ
“ฟิ้วๆ!”
แสงดาวพร่างพราวพลันบินเข้ามาในทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้างนั้น
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างที่เดิมทีได้แค่ใช้พลังจิตวิญญาณรับสัมผัส มิอาจ มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พอได้รับแสงดาวเหล่านั้นกรอกเทเข้าไปก็คล้าย กลายมาเป็นดวงดาวเจิดจรัสจริงๆ ในชั่วพริบตา
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างเปลี่ยนมาเป็นดวงดาวเปล่งประกายที่ไม่ว่าใครก็ ล้วนมองเห็น
ในช่องทางว่างเปล่ามืดดำ ดวงดาวที่เป็นสะเก็ดแสงเจ็ดดวงส่องแสง วิบวับ ดวงดาวทั้งเจ็ดดวงนั้นก็คือทิพย์จักษุที่เนี่ยเทียนใช้รับสัมผัสกับทุก สิ่งอย่าง
เขาสังเกตเห็นทันทีว่าการต่อสู้ระหว่างหัวมู่และสัตว์กร่อนวิญญาณ ยังคงดำเนินต่อไป
เสียงร้องโหยหวนของสัตว์กร่อนวิญญาณที่ขาดๆ หายๆ ดังลอยมา จากธารหมอกปราณปีศาจเข้มข้นอยู่ตลอดเวลา
ทว่าทิพย์จักษุเจ็ดข้างของเนี่ยเทียนเมื่อได้รับพลังงานดวงดาวจากที่ แห่งนี้เพิ่มเติม เมื่อมันลอยผ่านภาพดวงดาวขนาดใหญ่ยักษ์นั่นก็ราวกับ ถูกกรอกเทพลังงานลึกลับเข้าไป
เมื่อผ่านการเพิ่มพลังอย่างต่อเนื่อง ความสามารถในการรับสัมผัสของ ทิพย์จักษุเจ็ดข้างก็เพิ่มขึ้นเกินหลายสิบเท่า!
และเขาเองก็รู้ว่าที่ทิพย์จักษุเปลี่ยนจากสภาวะมายามาเป็นสิ่งของที่ จับต้องได้จริง อีกทั้งความสามารถในการรับรู้ก็เพิ่มพูนขึ้นนั้นเป็นเพียงแค่ สภาวะชั่วคราวเท่านั้น
แต่ต่อให้จะเป็นเพียงแค่ชั่วคราวก็ทำให้เขาตื่นตะลึงถึงขีดสุด
ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ถึงปราณแห่งความอันตรายจากทิพย์จักษุเจ็ด ข้าง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ามีปราณหลายกลุ่มที่ทำให้จิตวิญญาณของ เขาสั่นสะท้านกำลังทะยานจากพื้นที่ห่างไกลในช่องทางว่างเปล่าไล่มา ตามธารปราณปีศาจลักษณะเหมือนหมอกเส้นนั้นอย่างรวดเร็ว
“ฟืดฟาด! ฟืดฟาด!”
เขายังได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงดังมาแว่วๆ ด้วย
ความคิดหนึ่งของเขาพลันระเบิดผ่านทิพย์จักษุดวงหนึ่งทันที
ทันใดนั้นความรู้สึกที่ลี้ลับถึงขีดสุดก็ลอยขึ้นมากลางใจของเขา
เขาพลันค้นพบว่ากระแสจิตกลุ่มหนึ่งของเขาที่ห่อหุ้มพลังจิตวิญญาณ ในสะเก็ดดาวดวงหนึ่งอยู่กลางมหาสมุทรจิตวิญญาณคล้ายจะเปล่งวาบ อยู่ในทิพย์จักษุข้างหนึ่งที่กลายมาเป็นของจริง
ในทิพย์จักษุที่ส่องสว่างกลุ่มนั้น เงาจิตวิญญาณของเขาได้ลอยขึ้นมา อย่างเงียบเชียบ
“เนี่ยเทียน?”
กลางธารปราณปีศาจรูปหมอก หัวมู่ที่กำลังโจมตีสัตว์กร่อนวิญญาณ สัมผัสได้ถึงกลุ่มแสงดาวแปลกประหลาดดวงนั้นจึงเอ่ยถามหยั่งเชิง
“ท่านลุงหัว! ไม่ต้องต่อสู้อยู่กับสัตว์กร่อนวิญญาณอีกแล้ว มีภูตผี ปีศาจที่แข็งแกร่งกำลังเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว!”
เสียงเรียกร้องทางจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนซึ่งปะปนไปกับเสียงที่ คลุมเครือฟังไม่ชัดเจนพลันดังออกมาจากในทิพย์จักษุเปล่งแสงดาวข้าง นั้น
“สัตว์กร่อนวิญญาณเป็นเพียงแค่ตัวล่อจริงเสียด้วย! หลังจากที่ภูตผี ปีศาจระดับสูงค้นพบถึงการเปลี่ยนแปลงในอาณาจักรหลีเทียน พวกมันก็ เดินทางมาจริงๆ!” หัวมู่ไม่คลางแคลงความเป็นจริงในประโยคนั้นของเนี่ย เทียนแม้แต่น้อย เขาที่จมอยู่ในธารหมอกปีศาจทั้งตัวแค่นเสียงเย็นหนึ่ง ครั้ง เรือนกายที่มีเปลวเพลิงสีเขียวโหมไหม้ของเขาพลันบินจากมาทันที
“ฟูุวๆ!”
เปลวเพลิงสีเขียวแลบปลาบออกมาจากในร่างกายของหัวมู่ ก่อนจะ ไปตกอยู่ที่ร่างของสัตว์กร่อนวิญญาณที่อยู่ในหมอกปีศาจ
สัตว์กร่อนวิญญาณร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เวลาเพียงแค่ครู่ เดียวก็ถูกหัวมู่โจมตีจนบาดเจ็บสาหัส
เมื่อมีทิพย์จักษุ เนี่ยเทียนหันไปมองอย่างละเอียดก็พบว่าแผ่นเกล็ดที่ แข็งแกร่งทนทานผิดปกติของสัตว์กร่อนวิญญาณหลุดลอกออกมาจากร่าง ของมันปื้นใหญ่
เลือดเนื้อของภูตผีปีศาจที่เผยให้เห็นภายนอกปริแตกออกเป็น บาดแผลขนาดใหญ่น่าสยดสยอง ซึ่งมีเลือดปีศาจไหลรินออกมาข้างนอก อย่างต่อเนื่อง
สัตว์กร่อนวิญญาณร้องคำรามด้วยความเดือดดาลถึงขีดสุด ทว่า ประกายแสงในดวงตาปีศาจของมันกลับยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยความ หวาดกลัวอย่างลึกล้ำ
เห็นได้ชัดว่าภูตผีปีศาจสายเลือดระดับหกที่เทียบเคียงได้กับผู้ แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์เขตสามัญตนนี้ ต่อให้อยู่ในช่องทางว่างเปล่าก็ยังไม่ใช่ คู่ต่อสู้ของหัวมู่
ที่หัวมู่กล้าอยู่ต่อสู้กับสัตว์กร่อนวิญญาณเพียงลำพังก็แสดงให้เห็นว่า เขามั่นใจในฝีมือของตัวเองมากพอ
“ฟูุวๆ!”
แสงดาวระยิบระยับที่แผ่ออกมาจากภาพดวงดาวยังคงหลอมละลาย ธารปีศาจเส้นนั้น เรือนกายใหญ่ของสัตว์กร่อนวิญญาณพยายามดิ้นรนอยู่ ในธารปีศาจอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเห็นแสงดาวพร่างพราวถูกถ่ายโอนเข้ามาในธารปีศาจและพุ่งตรง เข้ามาหามัน มันกลับมีท่าทียิ่งกว่าตอนที่ต้องเผชิญหน้ากับหัวมู่เสียอีก
ดูเหมือนว่ามันจะรู้ถึงความร้ายกาจของแสงดาวจึงไม่กล้าแม้แต่จะอยู่ ต่อในธารปีศาจที่สามารถรักษาบาดแผลของมันให้หายอย่างรวดเร็ว แต่ รีบถอยหนีออกไปทันที
เมื่อแสงดาวพุ่งเข้ามาโจมตี ธารปีศาจเส้นนั้นก็ถูกสลายตัวให้จาง หายไปอย่างรวดเร็ว
อีกฝั่งหนึ่งของธารปีศาจ เงาปีศาจหลายเงากำลังห้อตะบึงเข้ามาใกล้ อย่างรวดเร็ว
เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกล เงาปีศาจเหล่านั้นจึงไม่สามารถสัมผัสได้ถึง การดำรงอยู่หัวมู่
ทว่าเนี่ยเทียนกลับสามารถจับปราณและร่องรอยของพวกเขาได้อย่าง เลือนรางผ่านทางทิพย์จักษุทั้งเจ็ดดวง
ผ่านไปอีกช่วงหนึ่ง เงาปีศาจทั้งหลายที่ไล่มาตามธารปีศาจพลัน หยุดชะงักกลางทาง
ธารปีศาจรูปร่างเหมือนหมอกที่แปลงออกมาจากปราณปีศาจเข้มข้น ซึ่งทอดยาวจากอาณาจักรปีศาจที่หกมายังที่แห่งหนึ่ง มีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ ถูกแสงดาวหลอมละลายจนสูญสิ้น
เงาปีศาจเหล่านั้นหยุดยืนอยู่ตรงช่วงธารปีศาจที่ขาดหายไป
ส่วนเนี่ยเทียนก็ใช้ทิพย์จักษุข้างหนึ่งให้ลอยอยู่ที่แห่งนั้นเพื่อมองเงา ปีศาจเหล่านั้นต่อไป
“ข่าหลัว! จื่อเหลียน!”
ภูตผีปีศาจระดับสูงสองตนที่เคยปรากฏตัวในอาณาจักรหลีเทียนมา ก่อนและเขาก็รู้จักดีต่างก็อยู่ตรงจุดที่ธารปีศาจถูกตัดขาด
ข่าหลัวผู้นั้นคือภูตผีปีศาจแข็งแกร่งที่สามารถต่อกรได้กับฉางเซิน บุคคลอันดับหนึ่งของอาณาจักรหลีเทียน
ทว่าเวลานี้เมื่อข่าหลัวเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจรูปร่างสูงใหญ่อีกตน หนึ่งกลับมีท่าทีเคารพนบนอบ ซึ่งเขากำลังพูดเบาๆ อธิบายถึงอะไร บางอย่าง
ด้านหลังจองภูตผีปีศาจระดับสูงหลายตนนี้แน่นขนัดไปด้วยภูตผี ปีศาจระดับต่ำจำนวนมาก ทั้งยังมีภูตผีปีศาจระดับสูงอีกหลายร้อยตน ราวกับมดและแมลงที่ทยอยกันปรากฏตัวในจุดที่ห่างออกไปไกล
แต่เป็นเพราะว่าอยู่ห่างไกลเกินไป ต่อให้เนี่ยเทียนมีทิพย์จักษุก็ยังได้ แค่มองเห็นคร่าวๆ เท่านั้น ไม่สามารถมองเห็นทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์ แบบ
“กองทัพใหญ่ของภูตผีปีศาจปรากฏตัวแล้ว!”
ในทิพย์จักษุข้างนั้นมีเสียงอุทานด้วยความตกใจของเขาดังคลุมเครือ ออกมา
“เจ้ามองเห็นแล้วรึ?” หัวมู่ตะโกนด้วยความตะลึงไม่แพ้กัน
“ใช่ ภูตผีปีศาจจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ตรงที่ธารปีศาจถูกตัด ขาด” เนี่ยเทียนตอบรับ จากนั้นเขาก็สังเกตเห็นว่าเมื่อมีปราณปีศาจไหล ทะลักมาเพิ่มเติม ธารปีศาจที่ขาดตอนไปนั้นก็กำลังถูกเชื่อมต่อเข้าหากัน ใหม่
“รีบกลับมาอาณาจักรหลีเทียนเร็วเข้า! ตราผนึกของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวน่าจะสามารถสกัดกั้นพวกมันได้!” หัวมู่กล่าว
กล่าวจบหัวมู่ก็บินเข้าไปในน้ำวนสีเทานำไปก่อน
ทิพย์จักษุเจ็ดข้างของเนี่ยเทียนจับตามองเหตุการณ์ในช่องทางอยู่อีก ครู่หนึ่ง ก่อนจะถูกดึงกลับมาอย่างเงียบเชียบ
“เฮือก!”
เขาผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียด ลืมตาขึ้น ยืนอยู่ตรงจุดรอยแยก ห้วงมิติของอาณาจักรหลีเทียนแล้วกล่าวว่า “ทัพใหญ่ของภูตผีปีศาจ กำลังจะมาถึง หวังว่าค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ จะสามารถกีดขวางการมาเยือนของพวกมันได้”
และเวลานี้หัวมู่ก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างกายของเขา กล่าวด้วยน้ำเสียง เร่งร้อน “เนี่ยเทียน ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงกลับคืนมาหมด หรือยัง?”
“กลับคืนมาอยู่ที่ตัวข้าหมดแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าว
“นั่นก็หมายความว่าค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้ง เอาไว้ได้กลับเข้ารูปเข้ารอยดังเดิมแล้ว ต่อให้ไม่มีตราประทับสะเก็ดดาวก็ ยังสามารถโคจรได้ตามปกติ” หัวมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อว่า “ใน เมื่อเป็นเช่นนี้ เรื่องทางฝุายของอาณาจักรหลีเทียนคงไม่มีธุระของเจ้า แล้ว ฮวางฝาน เจ้าพาเขาเดินทางไปยังอาณาจักรเสวียนเทียนและ อาณาจักรเชียนแจว๋ทันที ทางนั้นต้องการเขา!”
ฮวางฝานตัวสั่นเยือก ก่อนจะตอบรับ “ตกลง”
ไม่รู้ว่าทำไม เมื่อเผชิญหน้ากับหัวมู่ผู้ที่เขาไม่รู้ที่มาที่ไป เขาถึงได้ยอม ปฏิบัติตามคำสั่งของอีกฝุายอย่างเป็นธรรมชาติ
“พวกเจ้าไปก่อน ข้าจะอยู่ดูแลอาณาจักรหลีเทียนเอง” หัวมู่โบกมือ บอกเป็นนัยให้พวกเขารีบจากไป แล้วจึงหันไปพูดกับเนี่ยเทียนว่า “วางใจ เถอะ เมื่อตราประทับสะเก็ดดาวกลับคืนสู่ตำแหน่ง นั่นก็หมายความว่า ภารกิจของเจ้าสำเร็จแล้ว ที่นี่ไม่จำเป็นให้เจ้าต้องเป็นกังวลอีก อาณาจักร เสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋ต่างหากถึงเป็นที่ที่เจ้าควรจะไป”
“ข้าทราบแล้ว”