ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 381 โบราณวัตถุในตำหนักหิน!
ไม่ว่าจะเป็นอาณาจักรหลีเทียนหรืออาณาจักรเสวียนเทียน ด้านใน ของภูเขาใหญ่มหึมาทั้งสามลูกต่างก็มีตำหนักหินกว้างขวางดำรงอยู่
ผนังหินด้านในตำหนักหินของอาณาจักรหลีเทียนและอาณาจักร เสวียนเทียนล้วนสลักภาพดวงดาวลึกลับเอาไว้มากมาย ตรงกลางคือเจดีย์ ดวงดาวที่ตั้งตระหง่าน
นอกจากนี้แล้ว ตำหนักหินที่ค่อนข้างกว้างใหญ่นั้นก็ว่างเปล่าไม่มีสิ่ง ใดอยู่อีก
ทว่าตำหนักหินในภูเขาทั้งสามลูกของอาณาจักรเชียนแจว๋กลับไม่เป็น เช่นนั้น
อาศัยการเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณของเขากับตราประทับสะเก็ดดาว เนี่ยเทียนรวบรวมสมาธิรับสัมผัสก็เห็นว่าในตำหนักหินแห่งแรก นอกจาก เจดีย์ดวงดาวที่เปล่งประกายแสงและภาพดวงดาวที่แวววาวอยู่บนผนัง หินแล้ว ยังมีอาวุธวิเศษประเภทบินหนึ่งลำที่ยาวประมาณเจ็ดเมตรจอด นิ่งอยู่
อาวุธวิเศษประเภทบินนั้นคล้ายเรือลำเล็กซึ่งตลอดทั้งลำเป็นสีเงิน
เรือเล็กน่าจะสร้างขึ้นมาจากวัสดุหล่อโลหะบางอย่าง มองดูแล้ว งดงามอย่างยิ่ง
ตรงหางของเรือเป็นทรงกรวย ภายใต้การส่องประกายแสงดาวของ เจดีย์ดวงดาวที่อยู่ข้างกัน มันได้ปลดปล่อยแสงแห่งความเย็นเยียบออกมา ซึ่งดูเหมือนว่าจะคมกริบอย่างหาที่สุดไม่ได้
ตัวเรือก็มีภาพดวงดาวเล็กละเอียดสลักเอาไว้
กระแสจิตกลุ่มหนึ่งของเนี่ยเทียนที่เนื่องจากเชื่อมโยงอยู่กับตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงนั้นจึงถูกตราประทับสะเก็ดดาวนำพาจิตวิญญาณ เสี้ยวหนึ่งของเขามาที่นี่โดยตรง
และเขาก็พอจะรู้สึกได้รำไรว่าเงาวิญญาณที่เป็นของเขากำลังลอย เงียบๆ อยู่กลางอากาศของตำหนักหิน และสามารถเปลี่ยนตำแหน่งได้ ตามความคิดของเขา
เขาปรับทิศทางของเงาวิญญาณให้ลอยมาอยู่เหนือเรือลำเล็กช้าๆ ก่อนที่จะสำรวจเรือลำนั้นให้ละเอียดมากกว่าเดิม
ที่ปูเต็มพื้นเรือไม่ใช่หินวิเศษทั่วไปที่เห็นได้ทั่วทุกหนแห่ง แต่เป็นหิน ดวงดาวเหมือนที่เนี่ยเทียนใช้ฝึกคาถาสะเก็ดดาว
หินดวงดาวแต่ละก้อนนั้นเป็นเหมือนอัญมณีที่ใสกระจ่างซึ่งฝังเลื่อม ลงไปในพื้นเรือ
ภายใต้การส่องแสงของเจดีย์ดวงดาวที่อยู่ใกล้กัน เพดานของตำหนัก หินก็มีแสงดาวพร่างพราวสาดส่องลงมาอย่างต่อเนื่อง
แสงดาวเหล่านั้นส่วนหนึ่งกระจายไปหาภาพบนผนังหิน อีกส่วนหนึ่ง บินเข้าหาเรือลำเล็ก
เรือลำเล็กที่อาบไล้อยู่ท่ามกลางแสงดาวก็เหมือนว่าจะกำลังรับเอา แสงดาวเข้าไปในตัวเรืออย่างเงียบเชียบ
“อาวุธวิเศษประเภทบินซึ่งสร้างโดยพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” เนี่ยเทียนแอบตกตะลึง
จากคำบอกของหัวมู่ เขาจึงรู้ตั้งนานแล้วว่าอาวุธวิเศษประเภทบินนั้น หาได้ยากยิ่ง ดินแดนดาวตกในทุกวันนี้ก็มีเพียงสำนักผู้ฝึกลมปราณที่มี รากฐานลึกล้ำทรงอิทธิพลอย่างแท้จริงเท่านั้นถึงจะมีทรัพย์สินมากพอไป ขอให้สุดยอดอาจารย์หลอมอาวุธสร้างอาวุธวิเศษประเภทบินให้กับพวก เขา
เรือสายฟูาของหัวมู่ รถศึกทองคำของวิมานสวรรค์ รถศึกเงินวาวของ สำนักหยินล้วนเป็นอาวุธวิเศษประเภทบิน
อาวุธวิเศษประเภทบินสามารถทำให้ผู้ฝึกลมปราณที่ยังไม่ฝุาทะลุถึง เขตลี้ลับโดยสารแล่นผ่านนภากาศไปได้ โดยหนึ่งวันเดินทางได้ใน ระยะทางหมื่นลี้
หัวมู่ก็อาศัยเรือสายฟูาพาเขาเดินทางไปยังน่านน้ำทะเลในอาณาจักร หลีเทียนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพาเขาไปที่อาณาจักรเลี่ยคง
ฮวางฝานและหลิวหลิงเองต่างก็ใช้อาวุธวิเศษประเภทบินพาเขา ออกมาจากพื้นที่ที่มีปราณปีศาจพลุ่งพล่าน
เมื่อได้เห็นถึงความมหัศจรรย์ของอาวุธวิเศษประเภทบิน เขาก็เคย วาดหวังไว้ว่าสักวันหนึ่งตนเองก็จะต้องได้ครอบครองอาวุธวิเศษประเภท บินที่สามารถพาเขาเดินทางได้รวดเร็วราวสายฟูาแลบสักชิ้น
เรือลำเล็กที่ใช้หินดวงดาวเป็นต้นกำเนิดพลังงานและเป็นสีเงินทั้งลำ ในเมื่อเป็นสิ่งที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ นั่นก็ไม่ควรจะต้อง ตกมาเป็นของผู้สืบทอดอย่างเขาหรอกหรือ?
นอกจากเขาแล้ว อย่างน้อยจนถึงทุกวันนี้ในแผ่นดินดาวตกที่ยิ่งใหญ่ก็ ยังไม่เคยมีใครได้รับการสืบทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ข่มกลั้นความตื่นเต้นในใจ เมื่อความคิดของเขาเปลี่ยนแปลง จิต วิญญาณเสี้ยวนั้นที่เข้าไปอยู่ในตำหนักหินก็ตามไปค้นหาตราประทับ สะเก็ดดาวดวงถัดมา แล้วเขาก็พลันมองเห็นภูเขาใหญ่ยักษ์ลูกที่สอง
ตำหนักหินด้านในภูเขาใหญ่ลูกที่สองก็มีการจัดวางในทำนองเดียวกัน
ที่ไม่เหมือนกันก็คือตรงกลางของตำหนักหินหลังที่สองไม่มีอาวุธวิเศษ ประเภทบินที่รูปร่างเป็นเรือจอดอยู่
แต่ที่นี่ก็มีของอย่างหนึ่งเหมือนกัน
นั่นคือผลึกใสรูปจันทร์เสี้ยวก้อนหนึ่ง ผลึกจันทร์เสี้ยวนั้นมีส่วน คล้ายคลึงกับจี้ห้อยคอของหลิวหลิงไม่น้อย
แต่เห็นได้ชัดว่าผลึกจันทร์เสี้ยวนี้ใหญ่ยิ่งกว่า แม้ว่าแสงสว่างจะไม่เจิด จ้า ทว่าด้านในของผลึกใสกลับคล้ายจะปิดผนึกตำราเล่มหนึ่งเอาไว้
ไม่รู้ว่าทำไม เพียงแค่มองปราดเดียว เนี่ยเทียนก็รู้ว่าตำราด้านในผลึก ใสรูปจันทร์เสี้ยวจะต้องเกี่ยวข้องกับสำนักหยินของอาณาจักรเชียนแจว๋ อย่างแน่นอน
ความคิดกลุ่มนั้นของเขาว่ายวนอยู่ในตำหนักหินรอบหนึ่งก็มองไม่ ออกถึงความมหัศจรรย์อื่นๆ อีก
ดังนั้นเขาจึงจากมาอีกครั้งเพื่อไปยังตำหนักหินแห่งสุดท้าย
แทบจะเหมือนกับตำหนักหินแห่งที่สอง ด้านในตำหนักหินที่สามก็มี ของชิ้นหนึ่งลอยอยู่เหมือนกัน
นั่นคือผลึกใสทรงกลมหนึ่งก้อน ด้านในผลึกใสทรงกลมนั้นก็มีตำรา เล่มหนึ่งผนึกเอาไว้ไม่ต่างกัน!
“โบราณวัตถุของสำนักหยาง!”
วินาทีที่มองเห็นว่าในผลึกใสนั้นมีตำราอยู่ด้วยเล่มหนึ่ง เขาก็พลัน เข้าใจได้ทันที
หัวใจของเขาสั่นไหว ทำให้ความสามารถในการสังเกตการณ์ของเขา ไม่เป็นหนึ่งเดียวกันอีกต่อไป ความคิดกลุ่มหนึ่งของเขาที่ล่องลอยไปถึง ตำหนักหินจึงพลันกลับเข้ามาในมหาสมุทรจิตวิญญาณทันที
ริมหูของเขาได้ยินเสียงร้องคำรามอย่างบ้าคลั่งของภูตผีปีศาจดังลอย มา และยังมีเสียงสบถด่าภูตผีปีศาจจากผู้ฝึกลมปราณของอาณาจักรเชียน แจว๋ที่กำลังปกปูองเขา
เขาไม่ได้ขยับแล้วก็ไม่ได้รีบร้อนลืมตาขึ้น แต่กำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
“ด้านในตำหนักหินที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ เหตุใดถึง มีวัตถุโบราณของสำนักหยินและสำนักหยางดำรงอยู่ได้? ตำราสองเล่มที่ ถูกปิดผนึกอยู่ในผลึกใสนั่นบันทึกอะไรไว้กันแน่?”
“สำนักหยิน สำนักหยางและพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมี ความสัมพันธ์ใดต่อกันหรือไม่?”
“ผลึกใสสองก้อนและยังมีอาวุธวิเศษประเภทบินที่รูปร่างเหมือนเรือ ลำนั้นจะสามารถเอาออกมาจากในตำหนักหินทั้งสามได้หรือเปล่า?”
“…”
หลับตานิ่ง ทว่าความคิดในสมองของเนี่ยเทียนกลับซัดโหมราว กระแสน้ำขึ้น และเขาเองก็ตื่นตะลึงไปกับการค้นพบในตำหนักหิน เหมือนกัน
“สายเลือดเหยี่ยวม่วงสัตว์ปีศาจดึกดำบรรพ์!”
และเวลานี้เอง เขาก็ได้ยินผู้แข็งแกร่งจากสำนักหยางคนหนึ่งที่อยู่ข้าง กายร้องอุทานด้วยความตกใจ
เขาจึงลืมตาขึ้นทันที
และเขาก็เห็นว่าแสงวิญญาณที่ปกคลุมอยู่บนร่างผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์ห้าหกคนที่กระจายตัวกันอยู่บนยอดเขาพลันดับมอด
ใบหน้า ลำคอ รวมไปถึงแขนของพวกเขาที่โผล่ออกมาต่างก็เหมือน ถูกทาด้วยผงหินสีขาวซีดชั้นหนึ่ง ไม่เพียงแต่ทำให้การเคลื่อนไหวของพวก เขาเชื่องช้าลง แต่ละคนยังเผยสีหน้าลนลานหวาดกลัวออกมาด้วย
ดวงตาเย็นชาประดุจใบมีดของอีลี่แห่งตระกูลปาตุ้นกำลังจ้องเขม็งมา ที่พวกเขา
สัตว์ปีศาจที่มีสายเลือดเหยี่ยวม่วงซึ่งนางควบขี่อยู่ตัวนั้น ในดวงตาที่ แปลกประหลาดของมันมีแสงสีม่วงตัดสลับกัน ยามนี้มันได้กระตุ้นใช้ พรสวรรค์แห่งสายเลือดที่ลึกลับอีกครั้ง
การจากไปของหลี่มู่หยางเจ้าสำนักหยางที่มีตบะเขตวิญญาณทำให้อีลี่ และถ่าเค่อซึ่งมีสายเลือดระดับหกกล้าตรงเข้ามาโจมตีอีกครั้ง
ถ่าเค่อและอีลี่ใช้เสียงหวีดแหลมและภาษาของภูตผีปีศาจเรียกหา ภูตผีปีศาจระดับสูงสิบกว่าตน รวมไปถึงภูตผีปีศาจประเภทสัตว์ปีกอีก หลายตัวให้มาบินล้อมยอดเขาใหญ่ยักษ์ และกำลังสังหารพวกผู้ฝึก ลมปราณอาณาจักรเชียนแจว๋ที่อยู่รอบกายเขา
จากท่าทางของอีลี่และถ่าเค่อดูเหมือนพวกเขาจะคิดว่าก่อนจะถอย ออกไปจากอาณาจักรเชียนแจว๋จำเป็นต้องสังหารเขาให้ได้เสียก่อนเพื่อ ตัดปัญหาที่อาจตามมาภายหลัง
ท้องฟูาเหนือหุบเขา หลี่มู่หยางแห่งสำนักหยางและสตรีงามสง่าของ สำนักหยินต่างก็กำลังเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งของฝุายภูตผีปีศาจ เห็นได้ ชัดว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะแบ่งสมาธิมาดูแลที่นี่
แม้แสงสว่างของวงล้อดวงจันทร์และวงล้อดวงอาทิตย์จะทำให้ปราณ ปีศาจสลายหายไป แต่ก็เหมือนจะไม่สามารถกำราบภูตผีปีศาจแข็งแกร่ง สองตนที่มีสายเลือดระดับเจ็ดได้อย่างสมบูรณ์แบบ
“สวบ!”
ภูตผีปีศาจที่ร่างเป็นสีดำสนิทตนหนึ่งบินโฉบลงมาใช้กรงเล็บที่แหลม คมเหมือนสมอเรือเอื้อมคว้ามายังผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เขตสามัญคน หนึ่ง
ตอนที่กรงเล็บปีศาจขนาดใหญ่ยักษ์ร่วงลงมาก็พลันระเบิดพรสวรรค์ แห่งสายเลือดที่เกี่ยวข้องกับแรงโน้มถ่วง
โล่ปูองกันพลังวิญญาณที่ปกคลุมอยู่บนร่างของผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์คนนั้นพลันบิดเบือนก่อนจะระเบิดกระจายออก
“กร๊อบ!”
เมื่อกรงเล็บปีศาจตบลงมา เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์ที่มีตบะเขตสามัญคนนั้นกระดูกแตกละเอียดและตายอนาถไปใน ชั่วพริบตา
“ฟูุวๆ!”
เส้นผลึกสีม่วงที่บินออกมาจากในร่างของอีลี่ประดุจมีดคมกริบที่เล็ก บางราวเส้นผมก็ได้ฟันคอของผู้แข็งแกร่งสำนักหยินคนหนึ่งที่ไม่ทันระวัง ให้ตายไปทันที
“ตายซะเถอะ!”
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ตบะถึงเขตลี้ลับซึ่งฝึกพลังสายฟูาใช้ลูกสายฟูา ขว้างเข้าใส่ภูตผีปีศาจตัวที่มีกรงเล็บราวสมอเรือให้แตกระเบิดและทำให้ ร่างของมันร่วงหล่นลงไปในหุบเขา
เนี่ยเทียนมองไปรอบด้านก็เห็นว่าขณะที่ภูตผีปีศาจและผู้ฝึกลมปราณ เผ่ามนุษย์เข่นฆ่ากันอย่างบ้าคลั่ง ทุกนาทีล้วนมีคนที่บาดเจ็บและล้มตาย
ทว่าส่วนใหญ่ที่ถูกผู้แข็งแกร่งอาณาจักรเชียนแจว๋สังหารล้วนเป็นภูตผี ปีศาจระดับต่ำที่เรือนกายใหญ่โตทั้งสิ้น
ภูตผีปีศาจระดับสูงเหมือนอีลี่และถ่าเค่อแค่พอเห็นว่าวิกฤตมาถึงตัวก็ มักจะร้องตะโกนหนึ่งครั้งบอกให้ภูตผีปีศาจระดับต่ำใช้การตายของพวก มันมาแลกด้วยความปลอดภัยของพวกเขา
ตามความเข้าใจที่เขามีต่อภูตผีปีศาจ เนี่ยเทียนรู้ว่าภูตผีปีศาจระดับ ต่ำเหล่านั้นเมื่ออยู่ในอาณาจักรภูตผีปีศาจจะถูกเรียกว่าสัตว์ปีศาจ
ในอาณาจักรปีศาจแต่ละแห่ง ภูตผีปีศาจระดับต่ำล้วนเป็นเพียงแค่ ตัวรับกระสุนแทน จำนวนของพวกมันมีมากมหาศาล ทั้งยังไม่กลัวตาย แม้แต่น้อย
มีเพียงภูตผีปีศาจระดับสูงที่สายเลือดแข็งแกร่งและสติปัญญาเหนือ ล้ำ อีกทั้งยังมีพื้นที่ให้เติบโตได้อย่างไม่มีขีดจำกัดเท่านั้นถึงจะเป็นกำลัง หลักของพวกภูตผีปีศาจ การตายของพวกเขาต่างหากถึงจะทำให้ระดับสูง ของภูตผีปีศาจรู้สึกเสียดาย
เห็นได้ชัดว่าอีลี่และถ่าเค่อกระตุ้นใช้ภูตผีปีศาจระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง ใช้ชีวิตที่ด้อยค่าของพวกมันแลกเปลี่ยนมาด้วยการตายอนาถของผู้ แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์อาณาจักรเชียนแจว๋
เนี่ยเทียนที่นั่งนิ่งเมื่อเห็นว่าผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์อาณาจักรเชียนแจว๋ ต้องแลกชีวิตกับพวกสัตว์ปีศาจต่ำต้อยอย่างต่อเนื่องเพื่อปกปูองเขา เขาก็ เริ่มทนไม่ไหว
เวลานี้เอง เขาพลันนึกถึงภาพความมืดดำของสันดานคนที่เคยได้เจอ มาในเมืองเฮยอวิ๋นของอาณาจักรหลีเทียน
เคราะห์กรรมของเมืองเฮยอวิ๋นทำให้เขาเกิดความสิ้นหวังต่อสันดาน คน หัวใจเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ในด้านลบ
อารมณ์เช่นนั้นเวียนวนอยู่ในหัวใจของเขาตลอดเวลา ทำให้ใจของเขา กดดัน แม้แต่ขอบเขตก็ยังหยุดชะงักไม่ก้าวหน้าไปด้วย
และยามนี้เมื่อเห็นว่าผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรเชียนแจว๋เหล่านั้นต่างก็ พุ่งเข้าประหัตประหารกับพวกภูตผีปีศาจอย่างไม่กลัวตาย ปมที่บิดเป็น เกลียวอยู่ในใจของเขาก็คล้ายจะค่อยๆ ถูกคลายออก
เมื่ออารมณ์กดดันทางด้านลบในใจผ่อนคลายลงทำให้เขาพลันรู้สึกได้ ว่ากำแพงที่กางกั้นขอบเขตของเขาเหมือนจะเกิดรอยปริแตกเล็กๆ เส้น หนึ่ง
พลังวิญญาณ พลังเปลวเพลิง พลังพืชหญ้า และพลังดวงดาวที่เขาสั่ง สมมาต่างก็ยังไม่สามารถไต่ได้ถึงขอบเขตที่จะฝุาทะลุ ทว่าบัดนี้เขากลับ รู้สึกว่าประสบการณ์และความเข้าใจที่เขามีในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยให้เขา ก้าวข้ามก้าวที่สำคัญที่สุดนั้นมาได้
หลังจากนี้ขอแค่เขาสะสมพลังให้ได้มากพอ เขาก็จะฝุาทะลุขั้นได้ อย่างสมเหตุสมผล
ขณะที่จิตใจของเขาเปิดโล่ง เขาก็พลันตัวสั่นเยือก จากนั้นก็พบว่าตรา ประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่บินออกไปข้างนอกได้ทยอยกันกลับมาแล้ว
นาทีที่ตราประทับสะเก็ดดาวกลับคืนสู่ที่เดิม อาศัยตราประทับที่ หลอมรวมอยู่ในเลือดเนื้อของเขา พลังในการรับสัมผัสจากทิพย์จักษุเจ็ด ข้างของเขาในพื้นที่ที่พิเศษแห่งนี้จึงพลันไต่ทะยานขึ้นเป็นหลายเท่า
ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น ภาพดวงดาวจำนวนมากที่ลอยอยู่เหนือรอยแยก ห้วงมิติซึ่งยังก่อตัวไม่สำเร็จก็เชื่อมโยงเข้ากับเขาอย่างมหัศจรรย์
แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง ดวงตาของเขาพลันฉายความเย็นเยียบน่า สะพรึงกลัว