ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 387 ฝ่าทะลุขั้น!
เวลาดั่งสายน้ำที่ไหลผ่านไปอย่างเงียบเชียบ
ปราณปีศาจที่ปกคลุมอยู่ในพื้นที่แห่งนั้นของอาณาจักรเชียนแจว๋ เนื่องจากการปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติ ทั้งยังถูกแสงดวงดาวชุบหลอมให้ สะอาดจึงค่อยๆ สลายหายไป
เนี่ยเทียนเองก็อยู่บนยอดเขานั้นมานานครึ่งเดือนแล้ว
ครึ่งเดือนมานี้ หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่สองคนที่เป็นเจ้าสำนักของ สำนักหยินและสำนักหยางต่างก็ไม่เคยจากไปไหน ยังคงเฝูาพิทักษ์อยู่ข้าง กายเขาเงียบๆ ตลอดเวลา
ทว่าต่อให้เนี่ยเทียนจะใช้วิธีการมากมายแค่ไหนก็ยังไม่สามารถเอา ตำราออกมาจากในตำหนักหินได้อย่างที่คนทั้งสองต้องการ
ภายหลังเขาก็เข้าใจไปว่าอาจเป็นเพราะขอบเขตของตนไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงรีบตั้งใจฝึกฝน ใช้หินวิเศษหลากหลายชนิดมาชุบหลอม มหาสมุทรวิญญาณไปทีละน้อย
เวลาผ่านไปอีกสิบกว่าอัน เขาที่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะก็พลันรู้สึกว่าพลัง ที่สะสมอยู่ในน้ำวนดวงดาวแต่ละลูกกลางมหาสมุทรวิญญาณได้บรรลุไป ถึงขอบเขตของการฝุาทะลุขั้นแล้ว
ไม่ได้รู้สึกถึงกำแพงกางกั้นอันเป็นอุปสรรคใดๆ วินาทีที่พลังวิญญาณ แต่ละชนิดสะสมได้มากเพียงพอ เขาก็อาศัยหยกวิเศษแต่ละก้อนเริ่มฝุา ทะลุขั้นอย่างสมเหตุสมผล
มีหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่อยู่ด้วย สำหรับเขาแล้วจึงไม่มีที่ใด ปลอดภัยมากไปกว่าที่แห่งนี้อีกแล้ว
เขาจึงวางใจอย่างมาก ใช้หยกวิเศษฝุาทะลุขอบเขตสู่กลางสวรรค์ช่วง ท้าย แถมทุกอย่างยังผ่านไปได้อย่างราบรื่น สองวันต่อมา น้ำวนพลัง วิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณของเขาก็เพิ่มขึ้นมาเป็นหกลูก!
การก่อตัวของน้ำวนพลังวิญญาณลูกที่หกนั่นหมายความว่าเขาเหยียบ ย่างเข้าสู่กลางสวรรค์ช่วงท้ายแล้ว
หลังจากที่ฝุาทะลุขอบเขตเล็กๆ เขาก็พลันสัมผัสได้ว่าเลือดเนื้อ ปราณวิญญาณ และมหาสมุทรวิญญาณต่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เล็ก ละเอียด
หลังจากนั้นเขาจึงทดลองใช้ทิพย์จักษุทั้งเจ็ดข้างให้เข้าไปในตำหนัก หินสามแห่งเพื่อเอาของสามชิ้นนั้นออกมาอีกครั้ง
น่าเสียดายที่ต่อให้เหยียบเข้าสู่กลางสวรรค์ช่วงท้ายแล้ว เขาก็ยังไม่ สามารถทำอะไรกับวัตถุที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ใน อาณาจักรเชียนแจว๋ได้
ดังนั้นเขาจึงสะสมพลังงานต่อไป
ระหว่างนั้นก็มักจะมีคนของสำนักหยินและสำนักหยางมาขอพบหลี่มู่ หยางและสิ่งหวนเยว่เพื่อสอบถามเรื่องใหญ่ๆ ในสำนักเป็นประจำ
คนทั้งสองจะทำเพียงแค่ตอบคำถามไม่กี่คำก็เร่งเร้าให้คนมารีบจากไป ไม่ให้ถ่วงเวลาการฝึกบำเพ็ญตบะของเนี่ยเทียน
ผู้แข็งแกร่งของดินแดนดาวตกที่ฝุาทะลุสู่เขตวิญญาณสองคนนี้มี น้ำอดน้ำทนมากพอที่จะรอคอยเพื่อให้ได้รับตำราสองเล่มนั้นมา ต่อให้ พวกเขาต้องรอเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่อีกหลายสิบปีก็ยังไม่รู้สึกหงุดหงิด
เวลาผ่านไปอีกสองเดือน
เนี่ยเทียนยังคงฝึกฝนอย่างยากลำบาก ทุกครั้งที่มีความคิดใหม่เกิดขึ้น เขาก็จะต้องทดลองในตำหนักหินทันที
ต่อมาภายหลังเขาไม่เพียงแต่อาศัยความมหัศจรรย์ของคาถาสะเก็ด ดาวเท่านั้น ไม่ได้ใช้แค่พลังดวงดาวอีกต่อไป แต่ทดลองขยับวัตถุ มหัศจรรย์ทั้งสามชิ้นนั้นด้วย
คาถาวิเศษเปลวเพลิง การใช้พลังวิญญาณที่มหัศจรรย์ รวมไปถึงจิงชี่ เลือดเนื้อ และยังมีพลังพืชหญ้าต่างก็ถูกผสานรวมเข้าไปไว้ในทิพย์จักษุ เพื่อหมายจะตามหาช่องโหว่ของตำหนักหิน
ทว่าการทดลองครั้งแล้วครั้งเล่าได้แค่ทำให้เขามีความรู้ความเข้าใจต่อ พลังวิญญาณต่างธาตุลึกล้ำมากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
แต่วัตถุมหัศจรรย์สามชิ้นที่ซ่อนอยู่ในตำหนักหินกลับยังคงอยู่นิ่งไม่ ขยับเขยื้อน ไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติใดๆ เพียงเพราะเขาใช้ พลังงานที่แตกต่างกัน
หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่มีความอดทนและเวลาที่มากพอสำหรับการ รอคอยเขา
เพราะอย่างไรซะตำราสองเล่มนั้นก็สำคัญต่อพวกเขาอย่างใหญ่หลวง
คนทั้งสองพอจะเดาได้ว่าตำราสองเล่มนั้นคืออะไร ตำราสองเล่มที่ พวกเขาเข้าใจว่าได้หายสาบสูญไปจากสำนักหยินและสำนักหยางนาน แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะถูกซ่อนอยู่ในตำหนักหินของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว
การปรากฏตัวของตำราสองเล่มทำให้พวกเขาปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง พวกเขายอมสละกิจธุระมากมายเพื่อรอคอยให้เนี่ยเทียนไขความลับและ เอาตำราทั้งสองเล่มออกมาจากในตำหนักหิน
พวกเขามีเวลาและความอดทนมากพอ ทว่าเนี่ยเทียนที่เมื่อต้องเจอ กับความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่ากลับเริ่มหงุดหงิดมากขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้
เนี่ยเทียนที่ล้มเหลวอีกครั้งยิ้มขื่น กล่าวกับคนทั้งสองว่า “ผู้อาวุโสหลี่ ผู้อาวุโสสิ่ง ข้าว่า…ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ข้าคงไม่สามารถช่วยพวกท่านเอา ตำราทั้งสองเล่มออกมาได้ คือว่าตอนนี้ท่านตาและท่านปูาใหญ่ของข้า ยังคงอยู่ที่อาณาจักรปุายจั้น ข้าไม่ได้เจอพวกเขามานานมากแล้วจึงคิดถึง พวกเขาอย่างมาก”
ใบหน้าของหลี่หมู่หยางเต็มไปด้วยความผิดหวังอย่างปกปิดไม่มิด “ข้าเองก็มองออกแล้วเหมือนกัน”
“ตามความเห็นข้า มีเพียงข้าบรรลุตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สอง จนฝุาทะลุสู่เขตสามัญ ทำให้พลังจิตแปรสภาพมาเป็นพลังจิตวิญญาณ อย่างสมบูรณ์แบบเท่านั้นถึงอาจจะมีความเป็นไปได้ที่จะไขความลับของ ตำหนักหินออก” เนี่ยเทียนชี้ไปที่หน้าอกของตัวเองแล้วพูดกับพวกเขาว่า
“ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวง ที่ข้าทำความเข้าใจจนบรรลุได้อย่าง แท้จริงมีเพียงดวงเดียวเท่านั้น”
“แม้ว่าดวงที่สองและดวงที่สามจะนาบประทับอยู่บนหน้าอกข้า แต่ กลับไม่ได้ผสานรวมเข้ากับเลือดเนื้อของข้า”
“บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ข้าถึงหาวิธีการทำตามความปรารถนา ของพวกท่านให้เป็นจริงไม่ได้”
“พวกเราไม่โทษเจ้าหรอก” หลี่มู่หยางพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเข้าใจ “หากเจ้าอยากจะไปอาณาจักรปุายจั้น ข้าจะจัดหาคนให้พาเจ้าไปก็แล้ว กัน ส่วนเรื่องญาติของเจ้า หากว่าเจ้ายินดีก็สามารถรับมาอยู่ที่อาณาจักร เชียนแจว๋ได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักหยินหรือสำนักหยางของพวกเราก็ล้วน ยินดีต้อนรับพวกเขา”
“ข้าเจอกับพวกเขาแล้วค่อยตัดสินใจก็แล้วกัน” เนี่ยเทียนกล่าว
“งั้นก็ได้” หลี่มู่หยางลุกขึ้นยืน “ทางฝุายของวิมานสวรรค์ไม่มีข่าว ใดๆ ส่งมา ข้าเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรกันอยู่ และไม่ได้ติดต่อ พวกเขาไป เจ้าปฏิเสธความหวังดีของวิมานสวรรค์ ต่อไปเมื่ออยู่ข้างนอก ต้องระวังตัวให้มากหน่อย ข้ากลัวว่า…”
“ข้าเข้าใจ” เนี่ยเทียนตอบรับ
สิ่งหวนเยว่ที่พูดน้อยมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำแล้วพลันกล่าวขึ้นมาว่า “มีเรื่องอะไรที่ต้องการให้พวกเราทำเพื่อเจ้าหรือไม่? อีกอย่าง ในด้านการ ฝึกบำเพ็ญตบะยังต้องการวัตถุวิเศษอะไรหรือเปล่า? จะเป็นยาก็ได้”
“ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องที่ทำได้จริง” หลี่มู่หยางยิ้มสง่างาม “ด้วย ขอบเขตและตบะของเจ้าในปัจจุบัน ไม่ว่าต้องการอะไรพวกเราล้วน สามารถหามาให้เจ้าได้”
เนี่ยเทียนพิจารณาอย่างจริงจังอยู่พักหนึ่งก็ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ตอนนี้ยังไม่มีจริงๆ ขอรับ”
“ตกลง” หลี่มู่หยางผิดหวังอย่างมาก “ข้าจะส่งตัวเจ้าไปอาณาจักร ปุายจั้น ใช่แล้ว ต้องการให้ข้าส่งคนไปปกปูองเจ้าหรือไม่? อาณาจักร ปุายจั้นบ้าบอนั่นมีขั้วอำนาจซับซ้อนวุ่นวาย มีศึกมีสงครามไม่จบไม่สิ้น ข้ากลัวว่าขอบเขตของเจ้าในตอนนี้จะรับมือไม่ได้”
“ไม่จำเป็นหรอก” เนี่ยเทียนโบกมือติดต่อกัน “ความหวังดีของท่าน ข้ารับไว้แล้ว แต่ในเมื่อตอนนี้ข้าคือหนามทิ่มตาของวิมานสวรรค์จึงต้อง ระวังตัวให้มากหน่อย เมื่อไปถึงอาณาจักรปุายจั้น ข้าเตรียมจะ เปลี่ยนแปลงโฉมหน้า อำพรางชื่อแซ่ ท่านให้คนสำนักหยางของพวกท่าน ติดตามข้าไป คนที่เจตนาร้ายกับข้าจริงๆ จะเดาได้ง่ายมากเลยว่าข้าเป็น ใครไม่ใช่หรือ?”
“ขอบเขตเจ้าต่ำต้อยเกินไป ข้ากลัวว่าจะเกิดเรื่องกับเจ้านี่นา” หลี่มู่ หยางถอนหายใจหนึ่งครั้ง “หากเจ้าก้าวสู่เขตลี้ลับจริงๆ พลังจิตแปร สภาพมาเป็นพลังจิตวิญญาณถึงจะสามารถทดลองเอาตำราทั้งสองเล่ม ออกมาอีกครั้ง ก่อนหน้าที่เจ้ายังไม่เข้าสู่เขตลี้ลับ ข้ากลัวว่าจะต้องเป็น กังวลเรื่องความปลอดภัยของเจ้าอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน”
ในคำพูดของเขามีความหมายแฝงว่าหากเนี่ยเทียนตายไปโดยที่ยัง ไม่ได้เอาตำราสองเล่มนั้นออกมา เขากับสิ่งหวนเยว่ก็ไม่มีความหวังอีก แล้ว
ความหวังของพวกเขาสองคนล้วนฝากไว้ที่ตัวเนี่ยเทียน พวกเขา ปรารถนาเหลือเกินที่จะให้เนี่ยเทียนอยู่ในอาณาจักรเชียนแจว๋ตลอดกาล โดยไม่ต้องไปไหนทั้งนั้น
มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะทำให้พวกเขาวางใจอย่างแท้จริง แต่พวกเขาก็ รู้อีกว่านี่เป็นการฝืนใจกันมากเกินไป ดังนั้นจึงคิดหนักไม่น้อย
“ท่านเห็นไหม หลังจากที่ข้าได้ตราประทับสะเก็ดดาวมาก็ถูกวิมาน สวรรค์รวมถึงสำนักใหญ่ๆ อย่างพวกท่านตามหากันให้วุ่น แต่ข้าก็ยังมี ชีวิตรอดมาได้อยู่ดีไม่ใช่หรือ?” เนี่ยเทียนแสร้งทำเป็นยิ้มผ่อนคลาย
“เอาเถอะ งั้นก็ว่ากันตามนี้ก่อน เดี๋ยวข้าจัดการให้เอง” หลี่มู่หยางไม่ ฝืนใจอีก
“ไปอาณาจักรปุายจั้นผ่านค่ายกลนำส่งของสำนักหยินเรา” สิ่งหวน เยว่กล่าวเสียงเรียบ
หลี่มู่หยางมองนางหนึ่งครั้ง “อ้อ” รับหนึ่งคำแล้วก็ไม่ได้ยืนกรานอีก
หลังจากนั้นสิ่งหวนเยว่ก็เรียกเอารถศึกเงินวาวแบบเดียวกับที่หลิวห ลิงใช้ออกมาแล้วจึงพาเนี่ยเทียนบินมุ่งหน้าไปยังที่ตั้งของสำนักหยิน
รอจนรถศึกบินออกมาได้สองร้อยกว่าลี้ สิ่งหวนเยว่ที่หลับตาและนั่ง หันหลังให้เนี่ยเทียนมาโดยตลอดพลันเอ่ยถามขึ้นมาว่า “ได้ยินว่าก่อน หน้านี้เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่อาณาจักรเลี่ยคง?”
“อืม” เนี่ยเทียนมีสีหน้าแปลกใจ
“พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้าง ซากปรักหักพังและเมืองโพ่เมี่ย เจ้าไปอยู่ที่ไหน มา?” สิ่งหวนเยว่เอ่ยถามเบาๆ
“เมืองโพ่เมี่ย” เนี่ยเทียนกล่าว
สิ่งหวนเยว่มองตรงไปข้างหน้า เงียบไปครู่ก่อนจะถามออกมาอีกครั้ง “ข้าขอถามละลาบละล้วงสักหน่อย ช่วงที่ผ่านมานี้ หัวเทียนผู้ที่สร้างเรื่อง โกลาหลจนวุ่นวายกันไปทั้งเมือง ใช่ตัวตนปลอมของเจ้าหรือไม่?”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน มองแผ่นหลังของนางด้วยความตะลึงระคน แปลกใจ “ท่านรู้ข่าวของเมืองโพ่เมี่ยอย่างแน่ชัดขนาดนี้ได้อย่างไร?”
“ที่นั่นมีคนคนหนึ่งที่สำคัญกับข้ามาก” สิ่งหวนเยว่น้ำเสียงราบเรียบ
แต่ในสายตาของเนี่ยเทียน แผ่นหลังนางเหมือนจะส่งความรู้สึกเศร้า โศกปวดร้าว
“ถูกต้องแล้ว หัวเทียนก็คือเนี่ยเทียน”
ไหล่ทั้งคู่ของสิ่งหวนเยว่สั่นไหวน้อยๆ ในใจเกิดคลื่นกระเพื่อมไหว ใบหน้าที่หันหลังให้กับเนี่ยเทียนเปลี่ยนแปลงไปจนยากคาเดา
นางลังเลตัดสินใจไม่ได้ ใจอยากถามอะไรบางอย่าง แต่กลับฝืนข่ม กลั้นเอาไว้ ท่าทางของนางดูเจ็บปวดอย่างมาก
“หากไม่ถือสาช่วยเล่าประสบการณ์ที่เจ้าเผชิญมาในเมืองโพ่เมี่ยให้ข้า ฟังหน่อยได้หรือไม่?” เนิ่นนานหลังจากนั้นนางก็เปลี่ยนแนวความคิด ไม่ได้ถามเรื่องที่นางอยากถามจริงๆ แต่ขอให้เนี่ยเทียนเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ในเมืองโพ่เมี่ยให้ฟัง
“อ้อ ก็ได้” เนี่ยเทียนรับปากก่อนจะเล่าว่าหลังจากที่เขาไปถึงเมืองโพ่ เมี่ยก็ไปพักอยู่กับเผยฉีฉีและหลีเหย่ ช่วยเป็นลูกมือให้กับหลีเหย่ รวมไป ถึงเรื่องเสี่ยงตายที่เขาพบเจอมาในเทือกเขาฮว้านคง
ขณะที่เขาเล่าเรื่องพวกนี้ สิ่งหวนเยว่นั่งหันหลังให้เขาตลอดเวลา และ ไม่ได้เอ่ยถามอะไรแม้แต่คำเดียว
เมื่อใกล้จะไปถึงลานกว้างขนาดใหญ่ของสำนักหยิน เนี่ยเทียนจึงเล่า ประสบการณ์ทั้งหมดในอาณาจักรเลี่ยคงให้นางฟังจบ
เนื่องจากคำบอกเล่าเหล่านั้นของเขา และเนื่องจากในคำพูดของเขา กล่าวถึงคนบางคนจึงทำให้อารมณ์ของสิ่งหวนเยว่คล้ายจะสั่นไหวอย่าง รุนแรง
ผ่านไปพักใหญ่นางถึงได้หันกลับมาด้วยสีหน้ามืดมน กล่าวกับเขาด้วย น้ำเสียงเรียบเฉย “หัวหน้ากลุ่มนักล่าคมเขี้ยวที่เจ้าเจอนอกเมืองโพ่เมี่ย ชื่อจริงของนางไม่น่าจะใช่ซ่งลี่ แต่ควรจะเป็นต่งลี่ นางคือคนของตระกูล ต่งในอาณาจักรปุายจั้น”
“ต่งปุายเจี๋ยที่นำหินดวงดาวและหน้ากากชิ้นนั้นมามอบให้เจ้าคือ พี่ชายแท้ๆ ของนาง”
“ตอนนี้ต่งลี่ได้กลับไปยังอาณาจักรปุายจั้นชั่วคราว ต่งปุายเจี๋ยเองก็ ด้วย”
“เจ้าไปอาณาจักรปุายจั้นครั้งนี้บางทีอาจจะเจอพวกเขา ต่งปุายเจี๋ย และต่งลี่มีท่าทีที่แปลกประหลาดต่อเจ้าเล็กน้อย ตัวเจ้าก็ลองครุ่นคิดเอาดู แล้วกันว่าควรจะรับมือกับพวกเขาเช่นไร”
“เอาล่ะ ตอนนี้ข้าจะจัดการให้เจ้าไปยังอาณาจักรปุายจั้น”