ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 388 อาณาจักรป่ายจั้น
เก้าอาณาจักรของดินแดนดาวตก อาณาจักรปุายจั้นคือพื้นที่แห่งหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะพิเศษ
ในอาณาจักรทั้งแปด ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์คือเจ้าของอาณาจักร อย่างสมเกียรติ สำนักผู้ฝึกลมปราณใหญ่ๆ หลายแห่งตั้งรากฐานอยู่ใน อาณาจักรต่างๆ เหล่านี้ รับสมัครลูกศิษย์ลูกหาและแผ่ขยายอำนาจ ออกไปอย่างกว้างไกล
ทว่าอาณาจักรปุายจั้นนั้นกลับต่างออกไป
อาณาจักรปุายจั้นที่กว้างขวางไม่ต่างจากอาณาจักรอื่นๆ เผ่ามนุษย์ กลับไม่ใช่ผู้ครอบครองอาณาจักร
—ที่นี่คือแดนสุขาวดีของเหล่าสัตว์วิเศษ
ว่ากันว่าพื้นที่ของอาณาจักรปุายจั้นที่ถูกเผ่ามนุษย์ยึดครองมีเพียงแค่ หนึ่งในสิบส่วนเท่านั้น
พื้นที่ที่เหลืออยู่ต่างก็มีสัตว์วิเศษใช้ชีวิตกันอย่างกำเริบเสิบสาน หาก มนุษย์เดินทางไปยังพื้นที่ที่สัตว์วิเศษเข้าออกก็มักจะถูกพวกมันมองเป็น เหยื่อเสมอ
ตลอดทั้งดินแดนดาวตก สัตว์วิเศษที่มีสายเลือดสูงถึงระดับเจ็ดและ ศักยภาพเทียบเคียงได้กับผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณมีน้อยจนนับนิ้วได้ และ สัตว์วิเศษสายเลือดระดับเจ็ดส่วนใหญ่ก็ล้วนใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรปุาย จั้น
ลำพังเพียงแค่จำนวนของสัตว์วิเศษในอาณาจักรปุายจั้นแห่งเดียวก็ แทบจะเท่ากับจำนวนของสัตว์วิเศษในแปดอาณาจักรมารวมกัน!
บางทีอาจเป็นเพราะเหตุนี้ อาณาจักรปุายจั้นจึงมีพื้นที่ที่กว้างขวาง มากพอจะให้มนุษย์หักร้างถางพง
เพียงแต่ว่าหากคิดจะไปบุกเบิกที่ดินให้เป็นของมนุษย์มาจากน้ำมือ ของพวกสัตว์วิเศษจำนวนมหาศาลเหล่านั้นนับเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่างยิ่งยวด
จนกระทั่งถึงวันนี้ผู้ที่กล้ามาบุกเบิกพื้นที่ในอาณาจักรปุายจั้นทั้งยังทำ สำเร็จมีเพียงแค่สี่ขั้วอำนาจเท่านั้น นั่นคือตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่ และหอตัน
อำนาจทั้งสี่ขั้วนี้ไม่รู้ว่าเข้ามาอยู่ในอาณาจักรปุายจั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ พวกเขาใช้ความมุมานะพยายามเป็นร้อยเป็นพันปีก็ยังได้แค่หักร้างถาง ที่ดินแค่หนึ่งในสิบของอาณาจักรปุายจั้นเท่านั้น
และก็ด้วยเหตุนี้ เมื่ออาณาจักรหลีเทียนเผชิญกับภัยสิ้นสำนัก อาจจะ ถูกภูตผีปีศาจอาละวาดจนพินาศย่อยยับ สำนักผู้ฝึกลมปราณใหญ่ๆ ของ อาณาจักรหลีเทียนจึงแอบจัดการส่งตัวลูกศิษย์ให้ย้ายมาอยู่ที่อาณาจักร ปุายจั้นอย่างเงียบเชียบ
เพราะว่าอาณาจักรอื่นอีกแปดแห่งได้ถูกสำนักผู้ฝึกลมปราณที่เก่าแก่ อย่างวิมานสวรรค์ หอหันปิง สำนักหยาง สำนักหยิน สำนักเทียนเหยี่ยน และตำหนักเทพเพลิงยึดครองไปก่อนแล้ว
ที่ดินในอาณาจักรทั้งแปดจึงถูกแบ่งสรรปันส่วนกันจนหมดเกลี้ยง
หากสำนักในอาณาจักรหลีเทียนกล้าไปที่นั่นก็เหมือนไปแย่งชิงเนื้อ จากปากเสือ ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาพวกเขาไม่ต้องคิดก็พอจะรู้ได้
ดังนั้นเมื่อความสิ้นหวังอบอวลไปทั่วอาณาจักรหลีเทียน สิ่งเดียวที่ สำนักของที่นั่นพอจะนึกออกก็คืออาณาจักรปุายจั้น
ที่ดินที่กว้างใหญ่ไพศาลของอาณาจักรปุายจั้นส่วนใหญ่ล้วนถูกสัตว์ วิเศษยึดครองไปหมด เมื่อพวกเขามิอาจอยู่ในอาณาจักรหลีเทียนได้อีกก็ พอจะนึกภาพได้ว่าพวกเขาจะต้องช่วงชิงแผ่นดินมาจากมือของสัตว์วิเศษ ไม่ต่างจากที่ตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอตันทำในปีนั้น
เมืองสุ่ยเยว่ของอาณาจักรปุายจั้น
ในตำหนักหยกสีขาวที่ยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง ตรงจุดศูนย์กลางของค่ายกลที่ สามารถข้ามผ่านอาณาจักรได้พลันมีคนสองคนเดินออกมา
หนึ่งในสองคนนั้นก็คือเนี่ยเทียนที่เปลี่ยนชื่อแซ่อีกครั้งและสวม หน้ากากซึ่งตงปุายเจี๋ยเป็นผู้มอบให้
ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือหลิวหลิงแห่งสำนักหยิน
เมืองสุ่ยเยว่สร้างขึ้นจากการร่วมมือกันของตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอตันเพื่ออิทธิพลที่ห้าในอาณาจักรปุายจั้นอย่างองค์กร การค้าสุ่ยเยว่
องค์กรการค้าสุ่ยเยว่ไม่เหมือนกับขั้วอิทธิพลอีกสี่แห่ง พวกเขาเพิ่งมา ตั้งถิ่นฐานหลังจากที่ตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอตันมาอยู่ใน อาณาจักรปุายจั้นได้หลายปีแล้ว
เมื่ออยู่ภายใต้การนำของพวกเขา บวกกับอิทธิพลสี่ขั้วร่วมมือกัน เมืองสุ่ยเยว่ถึงได้ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เพราะความพิเศษของอาณาจักรปุายจั้น ความมากมายของจำนวน สัตว์วิเศษ ความสมบูรณ์ของผลผลิตจึงเป็นเหตุให้ผู้ฝึกลมปราณของ อาณาจักรอื่นๆ อีกมากมายต่างก็พากันเดินทางมาสำรวจที่อาณาจักรปุาย จั้น
ผู้ฝึกลมปราณที่ไปเสี่ยงภัยในพื้นที่ที่สัตว์วิเศษวางอำนาจบาตรใหญ่ แล้วมีชีวิตรอดกลับมายังเมืองสุ่ยเยว่ได้มักจะได้ผลเก็บเกี่ยวมากมหาศาล
พวกเขาสามารถนำวัตถุดิบวิเศษที่ได้รับมาไปแลกเป็นหินวิเศษ ยา อาวุธวิเศษ รวมไปถึงคาถาการฝึกตนที่มหัศจรรย์บางอย่างในราคาที่เท่า เทียมกันจากองค์กรการค้าสุ่ยเยว่
ซึ่งองค์กรการค้าสุ่ยเยว่ก็ร่ำรวยขึ้นมาได้จากการทำธุรกิจเช่นนี้
องค์กรทางการค้านี้มีการติดต่อกับสำนักผู้ฝึกลมปราณใหญ่ๆ แต่ละ แห่งในดินแดนดาวตกอยู่เสมอ
วัตถุดิบวิเศษฟูาดินจำนวนมากที่มาจากอาณาจักรปุายจั้นล้วนเป็น ของหายาก เมื่อผู้ฝึกลมปราณในอาณาจักรอื่นๆ อยากจะตามหาวัตถุดิบ ที่เหมาะสมสำหรับการฝึกบำเพ็ญตบะและหลอมอาวุธก็มักจะมาซื้อผ่าน องค์กรการค้าสุ่ยเยว่เสมอ
“ท่านปูาหลิว ท่านไม่ได้มาที่นี่พักใหญ่เลยนะ”
ด้านข้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติขนาดใหญ่ที่เป็นขององค์กรการค้าสุ่ย เยว่มีหญิงสาวหน้าตางดงามคนหนึ่งอายุประมาณยี่สิบห้ายี่สิบหกปีซึ่งมี ตบะต้นสวรรค์ช่วงท้ายยืนอยู่ เมื่อเห็นหลิวหลิงเดินออกมานางก็รุดเข้าไป รับหน้าพร้อมทักทายด้วยรอยยิ้มทันที
“นั่นสิ ไม่ได้มาพักใหญ่แล้ว” หลิวหลิงยิ้มอ่อนโยนและกล่าวว่า “ฉิน แยน เจ้ายังสวยเหมือนเดิมเลยนะ”
“จะไปสวยเท่าท่านปูาหลิวได้อย่างไร” ฉินแยนเอ่ยประจบ มองเนี่ย เทียนที่มาพร้อมกันด้วยความใคร่รู้แล้วเอ่ยถามว่า “คนนี้คือคนของ สำนักหยินหรือ?”
เนี่ยเทียนที่สวมหน้ากากที่ปุายต่งเจี๋ยมอบให้มีหน้าตาธรรมดา ไม่ สะดุดตานัก
ฉินแยนจึงแค่ลองตรวจสอบเล็กน้อยก็ประเมินได้ว่าตบะของเนี่ย เทียนมีเพียงแค่กลางสวรรค์ช่วงท้ายเท่านั้น
ผู้ฝึกลมปราณระดับเพียงเท่านี้ เห็นได้ทั่วไปในอาณาจักรปุายจั้น ไม่ใช่เรื่องประหลาดเลยแม้แต่น้อย
ทว่านางก็ยังคงรู้สึกแปลกใจมากอยู่ดี เพราะนางรู้ชัดเจนดีว่าน้อยนัก ที่สำนักหยินของอาณาจักรเชียนแจว๋จะรับลูกศิษย์เพศชาย
เมื่อก่อนคนของสำนักหยินที่องค์กรการค้าสุ่ยเยว่ติดต่อด้วยก็มักจะ เป็นเพศหญิงเช่นหลิวหลิง นางไม่เคยเห็นลูกศิษย์ชายของสำนักหยินมา เยือนอาณาจักรปุายจั้นมาก่อน
“อูเทียนไม่ใช่คนของสำนักหยินเราหรอก” หลิวหลิงยิ้ม ไม่ได้เล่าถึง ที่มาของเนี่ยเทียนอย่างละเอียดแต่ถามว่า “เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมานี้ได้ยินว่า สำนักต่างๆ ในอาณาจักรหลีเทียนล้วนจัดหาคนหนุ่มสาวระดับล่างมาอยู่ ที่เมืองสุ่ยเยว่ใช่หรือไม่?”
ฉินแยนพยักหน้า “เป็นเช่นนี้จริง แต่ว่าเมื่อรอยแยกห้วงมิติที่ อาณาจักรหลีเทียนถูกปิดผนึกอีกครั้ง คนของอาณาจักรหลีเทียนหลาย คนที่มายังเมืองสุ่ยเยว่ต่างก็ทยอยกันกลับไปแล้ว”
“คนของสำนักหลิงอวิ๋นยังมีใครอยู่ในเมืองสุ่ยเยว่ไหม?” หลิวหลิง กล่าว
“สำนักหลิงอวิ๋นหรือ…” ฉินแยนขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะกล่าวว่า “ท่านรอสักครู่นะ ขอข้าตรวจสอบดูก่อน”
กล่าวจบนางก็หยิบเอาตำราหนาใหญ่เล่มหนึ่งออกมาต่อหน้าหลิวหลิง และเนี่ยเทียน ก่อนจะก้มหน้าลงอ่าน
เนี่ยเทียนที่มาถึงอาณาจักรปุายจั้นและแปลงโฉมหน้ากับชื่ออีกครั้ง มองไปรอบด้านอยู่ครู่หนึ่ง และสายตาก็ไปตกอยู่บนหญิงสาวหน้าตา งดงามที่สวมกระโปรงยาวสีเขียวอ่อน ลักษณะท่าทางเรียบร้อยซึ่งอยู่ เบื้องหน้าผู้นี้
หน้าตาและรูปร่างของฉินแยนเมื่อเทียบกับเผยฉีฉีที่งามล่มเมืองแล้ว ยังคือว่าด้อยกว่าเล็กน้อย
แต่ในสายตาของเนี่ยเทียน นางก็ยังคงเป็นหญิงสาวที่โดดเด่นซึ่งมีให้ เห็นได้น้อยในชีวิตประจำวัน หากเทียบกับอันซืออี๋ที่เขารับเป็นพี่สาวบุญ ธรรมแล้วก็เรียกได้ว่างามสูสีกัน
“มี สำนักหลิงอวิ๋นยังมีคนบางส่วนที่อยู่ในเมืองสุ่ยเยว่”
ผ่านไปครู่หนึ่งฉินแยนก็เก็บตำราลงไปแล้วเงยหน้าขึ้น
นางสังเกตเห็นทันทีว่าเนี่ยเทียนที่อยู่ข้างกายหลิวหลิงกำลังมองนาง อยู่เงียบๆ
ฉินแยนจึงแอบขมวดคิ้ว ในใจไม่สบอารมณ์เล็กน้อย แต่เมื่ออยู่ต่อ หน้าหลิวหลิงจึงไม่ได้พูดอะไรมาก
“ฉินแยนช่วยข้าหน่อยเถอะ พาอูเทียนไปยังที่พักของคนสำนักหลิ งอวิ๋นหน่อยได้หรือไม่” ขณะที่หลิวหลิงกล่าวก็โยนเอาจี้หยกที่แกะสลัก อย่างประณีตออกมาหนึ่งพวง
จี้หยกนั้นไม่มีคลื่นพลังวิญญาณที่พิเศษใดๆ เป็นเพียงแค่ เครื่องประดับธรรมดาเท่านั้น
ฉินแยนยิ้มเบิกบาน แล้วก็เก็บจี้หยกนั้นไปอย่างไม่มีเกรงใจ ก่อนจะ กล่าวว่า “ไม่มีปัญหา”
“ขอบใจมาก” หลิวหลิงหมุนตัวกลับเข้าไปในค่ายกลนำส่ง “ที่ อาณาจักรเชียนแจว๋มีเรื่องมากมายให้ต้องทำ เจ้าเองก็รู้ว่าพวกเราเพิ่ง ผ่านสงครามนองเลือดกับพวกภูตผีปีศาจจึงมีเรื่องวุ่นวายเยอะแยะให้ต้อง จัดการ ครั้งนี้ข้าจึงไม่อยู่ที่เมืองสุ่ยเยว่นานแล้ว”
“อ้อ ท่านไปทำธุระของท่านเถอะ” ฉินแยนกล่าว
รอจนหลิวหลิงเข้าไปในค่ายกลนำส่งห้วงมิติและเดินทางกลับไปยัง สำนักหยินของอาณาจักรเชียนแจว๋เรียบร้อยแล้ว รอยยิ้มเบิกบานบน ใบหน้าของฉินแยนก็หุบลงไปทีละนิด
“เจ้าชื่อว่าอูเทียนใช่ไหม? ตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปยังที่พักของคน สำนักหลิงอวิ๋น” ท่าทีของนางพลันเย็นชาทันที
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ เดินตามหลังนางไปโดยไม่เอ่ยคำใด ค่อยๆ เดิน ออกไปจากตำหนักหยกขาว
พอเดินออกมาจากตำหนักหินที่จัดวางค่ายกลนำส่งแห่งนั้นเอาไว้ เนี่ย เทียนก็ถูกกลบทับด้วยเสียงเอะอะโหวกเหวก สิ่งที่สายตาเห็นก็คือเงาร่าง ของผู้คนมากมาย
หน้าตำหนักใหญ่ บนลานกว้างแห่งหนึ่งจัดวางค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่ ใช้เดินทางอยู่ในอาณาจักรแห่งนี้เอาไว้สี่หลัง
ผู้ฝึกลมปราณหลายคนเดินเข้าๆ ออกๆ อยู่ในค่ายกลนำส่งเหล่านั้น ไม่รู้ว่าไปยังที่ใดในอาณาจักรปุายจั้น และก็ไม่รู้ว่ากลับมาจากสถานที่ เสี่ยงภัยใดในอาณาจักรปุายจั้น
รอบด้านของลานกว้างมีหอเรือนหินสูงใหญ่กระจายตัวอยู่หลายหลัง ด้านหน้าหอเรือนหินทุกหลังต่างก็มีผู้ฝึกลมปราณเข้าออก
ข้ามผ่านลานกว้างแห่งนั้น เดินออกมาจากศูนย์บัญชาการขององค์กร การค้าสุ่ยเยว่ก็มีถนนกว้างขวางเส้นหนึ่งที่ทอดตรงออกไปไกล
สองข้างทางของถนนมีผู้ฝึกลมปราณขอบเขตไม่เท่ากันจำนวนมาก กระจายตัวอยู่ เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นไม่ใช่คนขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่
พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนนั่งอยู่นิ่งๆ ด้านหน้าจัดวางวัตถุดิบสำหรับการ ฝึกบำเพ็ญตบะมากมาย หรือไม่ก็ยา อาวุธวิเศษต่างระดับ และยังมีตำรา บางอย่างที่เกี่ยวข้องกับภาพค่ายกล
หอเรือนหลายหลังข้างทางที่เล็กเตี้ยกว่าหอเรือนขององค์กรการค้าสุ่ย เยว่อยู่มากมีธงแขวนเอาไว้ ด้านบนเขียนชื่อของร้านค้าเหล่านั้น บอกให้รู้ แน่ชัดว่าขายสิ่งใด
ผู้ฝึกลมปราณที่สัญจรไปมา บางคนก็เดินเข้าไปในร้านค้าเหล่านั้น บางคนก็ยืนอยู่ข้างทางหน้าร้านแผงลอยและกำลังเลือกวัตถุดิบหรืออาวุธ ที่เหมาะสมกับตัวเอง
นี่คือเมืองที่ใหญ่กว่าเมืองโพ่เมี่ยหลายเท่าตัว ทั้งคึกคัก เจริญรุ่งเรือง และอิสระเสรีมากกว่า
ไม่รอให้เขาสังเกตการณ์อย่างละเอียด ฉินแยนที่เดินอยู่ด้านหน้าก็เร่ง เร้าให้เขาเดินเร็วกว่าเดิม
เนี่ยเทียนทำเพียงตามไปเงียบๆ
หนึ่งชั่วยามให้หลัง ฉินแยนก็พาเขามาถึงเกือบสุดปลายทางของถนน จากนั้นนางก็ชี้ไปยังที่พักหลังเล็กเตี้ยแห่งหนึ่งแล้วกล่าวกับเขาว่า “คน ที่มาจากสำนักหลิงอวิ๋นอยู่กันที่นี่ เจ้าเข้าไปเองก็แล้วกัน”
กล่าวจบฉินแยนก็หมุนตัวจากไปทันทีโดยไม่สนใจเขาอีก