ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 390 มอบของ
ออกมาจากที่พักทรุดโทรมหลังนั้น หลัวซินก็พาเนี่ยเทียนเดินไปตาม เส้นทางทอดตรงที่ห่างออกไปไกล
ปลายทางของถนนคือทางหินขรุขระ และสองข้างทางก็คือต้นไม้ดึก ดำบรรพ์ขนาดใหญ่ยักษ์
เนี่ยเทียนเองก็สังเกตเห็นว่าเมืองสุ่ยเยว่ไม่มีกำแพงจริงๆ ไม่ว่าใครก็ สามารถเข้าออกได้ตามใจชอบ
เขาเอาความคลางแคลงใจเอ่ยให้หลัวซินฟัง หลัวซินจึงบอกกับเขาว่า ในเมืองสุ่ยเยว่นอกจากเช่าหอเรือนหินเหล่านั้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้หิน วิเศษแม้แต่ก้อนเดียว
หอเรือนหินหลายหลังที่ถูกสร้างขึ้นในเมืองสุ่ยเยว่ล้วนมีไว้ให้เช่าแทบ ทั้งหมด ผลกำไรที่ได้รับ องค์กรการค้าสุ่ยเยว่จะเป็นผู้ครอบครองเสียเกิน ครึ่ง
ส่วนที่เหลือองค์กรการค้าสุ่ยเยว่จะแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ซึ่งระยะห่าง ทุกๆ สิบปีจะแบ่งสรรปันส่วนให้กับตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และ หอตัน
สามตระกูลใหญ่อย่างตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่ และ กองบัญชาการใหญ่อย่างหอตันล้วนอยู่ในพื้นที่ที่เสี่ยงอันตรายเพราะมี สัตว์วิเศษเข้าออก
นับตั้งแต่ที่ขั้วอิทธิพลทั้งสี่นี้เหยียบย่างเข้ามาในอาณาจักรปุายจั้นก็ไม่ เคยถอดใจ ยังคงหักร้างถางที่ดินไปทีละนิด
แน่นอนว่าเนื่องจากเมืองสุ่ยเยว่เป็นพื้นที่แห่งการค้าที่อาณาจักร ปุายจั้นหรือแม้แต่ตลอดทั้งดินแดนดาวตกก็ยังให้ความสำคัญเป็นอย่าง มาก ขั้วอิทธิพลทั้งสี่จึงมีกิจการเป็นของตัวเองอยู่ในเมืองสุ่ยเยว่
ค่ายกลนำส่งสี่หลังที่ได้แค่เดินทางอยู่ในอาณาจักรปุายจั้นซึ่งตั้งอยู่ ตรงจุดศูนย์กลางขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่ก็แบ่งเป็นของตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอตัน
ผู้ฝึกลมปราณทุกคนแค่จ่ายหินวิเศษในจำนวนที่กำหนดก็จะสามารถ ยืมใช้ค่ายกลนำส่งเหล่านั้นเพื่อไปล่าสัตว์วิเศษในฐานที่ตั้งของขั้วอิทธิพล ทั้งสี่ได้
มีเพียงคนขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่และคนของอิทธิพลใหญ่ทั้งสี่ เท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องจ่ายหินวิเศษในยามที่ยืมใช้ค่ายกลนำส่ง
พื้นที่ที่กลุ่มของเนี่ยตงไห่ไปเยือนเป็นเขตปกครองที่อยู่ในนามของ ตระกูลต่ง วิธีการที่เร็วที่สุดก็คือจ่ายหินวิเศษ ใช้ค่ายกลนำส่งขององค์กร การค้าสุ่ยเยว่ไปโผล่ที่ตระกูลต่งโดยตรง
หลัวซินเห็นว่าหินวิเศษที่ต้องจ่ายนั้นราคาแพงเกินไป บวกกับที่ เส้นทางในการไปเยือนตระกูลต่งไม่ได้อันตรายมากนัก ดังนั้นจึงเลือกเดิน เท้าไปแทน
ตอนที่เนี่ยเทียนเข้าใจว่าอันที่จริงพวกเขาสามารถจ่ายหินวิเศษเพื่อ ย่นระยะเวลาให้สั้นลงโดยการไปโผล่ที่ตระกูลต่งโดยตรงได้ พวกเขาก็เดิน กันมาได้ครึ่งทางแล้ว
เนี่ยเทียนที่ในมือมีหินวิเศษมากพอจึงล้มเลิกความคิดที่จะย้อนกลับ ไปใช้ค่ายกลขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่เดินทางไปยังเขตปกครองของ ตระกูลต่ง
ตลอดทางมักจะพบเจอกับผู้ฝึกลมปราณที่สัญจรไปมาอยู่บ่อยๆ
พวกคนที่ได้ผลเก็บเกี่ยวมหาศาล ใบหน้าจะเปื้อนยิ้ม พูดคุย สนุกสนานดังโฉงเฉง
ส่วนพวกที่โชคไม่ดี ไม่ได้วัตถุดิบที่มีมูลค่าอะไรติดมือกลับมาก็จะหน้า ม่อยคอตก
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าพวกผู้ฝึกลมปราณที่เข้าออกเมืองสุ่ยเยว่ ค่อนข้างปรองดองกันพอสมควร
ข้อนี้แตกต่างไปจากเมืองโพ่เมี่ยในอาณาจักรเลี่ยคงอย่างสิ้นเชิง
พวกผู้ฝึกลมปราณที่เดินทางจากเมืองโพ่เมี่ยไปยังเทือกเขาฮว้านคง แต่ละคนมักจะต้องระมัดระวังตัวทุกก้าวย่าง
เหตุที่เป็นเช่นนี้ด้านหนึ่งก็เพราะนอกเมืองโพ่เมี่ยจะมีพวกนักล่าที่ชั่ว ร้ายเลวทรามอยู่เป็นจำนวนมาก
อีกด้านหนึ่งก็เพราะพวกผู้ฝึกลมปราณที่ไปสำรวจเทือกเขาฮว้านคง มักจะต่อสู้กันเองเป็นประจำ เพียงแค่เจอใครที่ขอบเขตต่ำกว่าซึ่งเข้าออก
เมืองโพ่เมี่ยก็จะไม่ถือสาหากต้องแสดงบทบาทเป็นนักล่าเสียเอง เพื่อเปิด ฉากสังหารชิงทรัพย์พวกคนที่มีขอบเขตไม่สูงพอ
สรุปแล้วก็คือ เนี่ยเทียนที่ผ่านประสบการณ์การใช้ชีวิตในเมืองโพ่เมี่ย มารู้สึกได้ว่าบรรยากาศของอาณาจักรปุายจั้นนั้นถือว่าดีมาก
“อาจารย์ของข้ายังอยู่ที่อาณาจักรปุายจั้นหรือไม่?” เนี่ยเทียนเอ่ย ถาม
“ท่านอาจารย์ปูุได้ยินว่าเจ้ากลับไปยังอาณาจักรหลีเทียนแล้วก็รีบ ร้อนกลับไปทันที” หลัวซินมีสีหน้าตะลึง “ทำไมหรือ? เจ้าไม่ได้เจอท่าน อาจารย์ปูุที่อาณาจักรหลีเทียนหรอกรึ?”
“ที่แท้ก็กลับไปแล้วหรือ” เนี่ยเทียนผิดหวังอย่างมาก
เขาไม่สนใจคำเหนี่ยวรั้งจากหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่ ไม่สนใจการ ข่มขู่จากวิมานสวรรค์ ยืนหยัดที่จะมาอาณาจักรปุายจั้น นอกจากต้องการ พบเนี่ยตงไห่สองคนแล้ว เขาก็อยากพบหน้าอูจี้ด้วย
เขานึกไม่ถึงว่าเมื่ออูจี้รู้ว่าเขากลับมาแล้วจะรีบร้อนกลับไปยัง อาณาจักรหลีเทียนทันที
ที่น่าเสียดายก็คือระยะเวลาที่เขาอยู่อาณาจักรหลีเทียนนั้นสั้นเกินไป รอยแยกห้วงมิติแห่งนั้นยังไม่ทันถูกปิดผนึกดีเขาก็ถูกหัวมู่เร่งเร้า ถูกฮวาง ฝานผู้นั้นพาตัวไปยังวิมานสวรรค์แล้ว
“เนี่ยเทียน หลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าไปอยู่ไหนมา?” หลัวซินถามด้วย ความแปลกใจ
“ได้รับตราประทับสะเก็ดดาว ข้าจึงได้แต่ไปซ่อนตัว” เนี่ยเทียนตอบ ไม่ตรงคำถาม
หลัวซินพยักหน้ารับเบาๆ ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงต่อราวกับรู้ว่าคำถามนี้ ค่อนข้างเปราะบาง “เจ้านี่ยิ่งลึกลับมากขึ้นทุกทีแล้วนะ ค่ายกลนำส่งข้าม ดินแดนของอาณาจักรหลีเทียนก็มีอยู่แค่ไม่กี่แห่งเท่านั้น หลังจากเจ้าหาย ตัวไป หลายฝุายล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าเจ้าไม่ได้จากไปด้วยค่ายกล ของพวกเขา”
“สำนักใหญ่ทั้งเจ็ดร่วมมือกับวิมานสวรรค์ตามหาเจ้าไปทั่วอาณาจักร หลีเทียน แต่ก็ยังหาตัวเจ้าไม่เจอ”
“ภายหลังทุกคนล้วนแอบคาดเดากันไปว่าเจ้าน่าจะออกไปจาก อาณาจักรหลีเทียนแล้ว”
“สำนักที่ยิ่งใหญ่เก่าแก่มากมายตามหาเจ้าไปทั่วอาณาจักรใหญ่ๆ ใน ดินแดนดาวตก แต่กลับไม่ได้เบาะแสใดๆ”
“ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าใช้วิธีอะไรถึงได้หลบหูตาของคนมากมายขนาดนั้น ได้”
หลัวซินทอดถอนใจอย่างปลงตก
ในสายตาของนาง เนี่ยเทียนที่สามารถช่วงชิงเอาตราประทับสะเก็ด ดาวสองดวงมาจากมือศิษย์ผู้ทรงเกียรติของสำนักเก่าแก่มากมายในประตู สวรรค์ ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์มากแล้ว
เวลาสั้นๆ เพียงแค่สองปีกว่า จากท้ายสวรรค์ เนี่ยเทียนกระโดดข้าม ไปยังกลางสวรรค์ช่วงท้ายก็ยิ่งทำให้นางตกตะลึงมากกว่าเดิม
สังหารหยวนเฝิงชุน คลี่คลายวิกฤตของอาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋ ทั้งยังกล้าปฏิเสธ ความหวังดีจากวิมานสวรรค์…
เนี่ยเทียนแห่งตระกูลเนี่ยเล็กๆ ที่มาจากเมืองเฮยอวิ๋นทำให้นางยิ่ง มองไม่ออกมากขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับความข้องใจมากมายของนาง เนี่ยเทียนไม่ยินดีเล่าอย่าง ละเอียด และมีหลายข้อที่เขาหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง
พื้นที่การปกครองของตระกูลต่งมีระยะในการเดินทางสิบกว่าวัน เวลาที่เนี่ยเทียนอยู่ว่างๆ ก็มักจะหยิบเอาดาราเพลิงกาฬที่หลีเหย่หลอม ขึ้นเพื่อเขาโดยเฉพาะออกมาเล่น
วันนี้คนสองคนที่เร่งเดินทางมานานต่างก็รู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย จึง หยุดพักกันตรงปุาไม้ข้างทางหินขรุขระ
เนี่ยเทียนหยิบเอาดาราเพลิงกาฬออกมาอีกครั้ง ขณะที่เตรียมจะใช้ พลังวิญญาณมาฝึกฝนก็มองเห็นว่าหลัวซินที่นั่งอยู่ด้านข้างหยิบเอาหิน วิเศษหลายก้อนออกมาจากในกำไลเก็บของเพื่อฟื้นฟูพลังงาน
ตอนแรกที่เขาเจอกับหลัวซิน หลัวซินมีตบะแค่กลางสวรรค์เท่านั้น เมื่อผ่านประสบการณ์ในเทือกเขาชื่อเหยียน ความอันตรายในประตู สวรรค์ หลัวซินเองก็ฝุาทะลุสู่ขอบเขตต้นสวรรค์ได้อย่างราบรื่นเช่นกัน
ทว่าที่หลัวซินสวมเอาไว้ยังคงเป็นกำไลเก็บของเช่นเดิม ไม่ใช่แหวน เก็บของ
เขาจึงยกคิ้วขึ้น ก่อนจะหยิบแหวนหยกขาววงหนึ่งออกมาส่งให้หลัว ซินแล้วพูดขึ้นพร้อมยิ้มน้อยๆ “พี่ซิน แหวนเก็บของวงนี้ข้ามอบให้ท่าน”
ตอนที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง เนื่องจากเขาสังหารผู้แข็งแกร่งขอบเขต ต้นสวรรค์ไปไม่น้อย ในมือจึงมีแหวนเก็บของที่ว่างเปล่าอยู่เยอะมาก เอา มามอบให้หลัวซินหนึ่งวง เขาไม่เสียดายเลยแม้แต่นิดเดียว
มูลค่าของแหวนเก็บของวงหนึ่งคือสิบเท่าของกำไลเก็บของ แม้ว่า หลัวซินจะเป็นลูกศิษย์ของอูซิ่ง แต่ตอนที่เลื่อนขั้นสู่ต้นสวรรค์ก็ยังไม่มี ทรัพย์สินมากพอที่จะเปลี่ยนกำไลเก็บของให้เป็นแหวนเก็บของได้
“แหวนเก็บของ!” ดวงตาของหลัวซินพลันเปล่งประกาย จ้องเขม็งไป ที่ข้อมือของเขาทันทีแล้วถามด้วยความแปลกใจ “ขนาดตัวเจ้าเองยังสวม กำไลเก็บของเลย”
เนี่ยเทีนยิ้ม บอกเป็นนัยให้หลัวซินขยับเข้ามาใกล้อีกนิด จากนั้นจึง เปิดถุงหนังที่แขวนไว้ตรงเอวให้นางดู
หลัวซินก้มหน้าลงมองก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าในถุงหนังของเนี่ย เทียนยังมีแหวนเก็บของอยู่อีกหลายวง
“ทำไมเจ้าถึงได้มีเยอะขนาดนี้?” นางยิ่งตะลึงงันมากกว่าเดิม
“เรื่องนี้ท่านอย่าสนใจเลย” เนี่ยเทียนกล่าว
มองเห็นว่าในมือเขามีแหวนเก็บของเยอะขนาดนี้ หลัวซินจึงไม่ปฏิเสธ นางรับมาด้วยรอยยิ้มตาหยีแล้วกล่าวว่า “ดูท่าหลายปีนี้ที่เจ้าหายตัวไป คงจะรวยเป็นมหาเศรษฐีแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ ขอบใจมาก”
คนทั้งสองพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ออกเดินทางอีกครั้ง
ผ่านไปพักใหญ่ก็มีผู้ฝึกลมปราณสองคนที่พูดคุยพร้อมหัวเราะเดินเข้า มาใกล้
คนทั้งสองมุ่งหน้าไปยังเมืองสุ่ยเยว่ น่าจะได้รับผลพวงมหาศาล บน ใบหน้าถึงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
หลัวซินที่เดินทางเป็นปกติพลันมีสีหน้ามืดคล้ำ มองกำไลสีทองวงหนึ่ง ที่อยู่ตรงข้อมือของคนหนึ่งในนั้นแล้วตวาดขึ้นว่า “หยุดนะ!”
“ทำไม?” อีกคนหนึ่งถาม
เนี่ยเทียนอึ้งงัน รวบรวมทิพย์จักษุหนึ่งข้างขึ้นมาตรวจสอบเล็กน้อยก็ รู้ว่าสองคนที่อยู่ข้างหน้า คนหนึ่งมีตบะต้นสวรรค์ช่วงต้น ส่วนอีกคนคือ กลางสวรรค์ช่วงท้าย
คนที่ถูกหลัวซินจับจ้องเหมือนจะฝึกวิชาธาตุทองอันแหลมคม มีตบะ กลางสวรรค์ช่วงท้าย
“กำไลสีทองวงนั้น เจ้าเอามาจากไหน?” หลัวซินมีสีหน้าเย็นชา
“ทำไมล่ะ?” ใบหน้าของคนผู้นั้นเต็มไปด้วยความแปลกใจ
ส่วนอีกคนที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงต้นกลับแค่นเสียงเย็น “เกี่ยวอะไร กับเจ้าด้วย?”
“กำไลข้อมือนั่นเป็นของคนในสำนักข้า” หลัวซินถลึงตาใส่ “กำไลวง นั้นข้าเป็นคนเลือกให้เขาเองกับมือ ทำไมถึงมาอยู่ในมือเจ้าได้?”
คำพูดนี้ดังออกมาเนี่ยเทียนเองก็ขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน
“ต่อให้เป็นของเพื่อนเจ้าแล้วอย่างไร?” ผู้ที่มีตบะต้นสวรรค์เชิดหน้า ขึ้นด้วยสีหน้าดูหมิ่น “ตอนนี้มันอยู่ในมือของเพื่อนข้าก็เท่ากับเป็นของ พวกเราแล้ว เจ้าจะทำอะไรได้?”
เนี่ยเทียนเรียกดาราเพลิงกาฬออกมาทันที ไม่พูดไม่จาก็พุ่งฉิวไปอยู่ เบื้องหน้าผู้ที่มีตบะกลางสวรรค์อย่างรวดเร็วราวสายฟูาแล้ว
คนผู้นั้นยังไม่ทันตั้งตัวได้ ดาราเพลิงกาฬก็วางลงไปบนไหล่ซ้ายของ คนผู้นั้นเรียบร้อย
พลังงานต่างธาตุที่มาจากในร่างเนี่ยเทียนซึ่งปะปนไปด้วยจิงชี่เลือด เนื้อพลันถูกกรอกเทเข้าไปในดาราเพลิงกาฬ
ทันใดนั้นดาราเพลิงกาฬก็เปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้งนับแสนชั่ง คนผู้นั้นมี ตบะกลางสวรรค์ช่วงท้ายเช่นเดียวกับเนี่ยเทียน ทว่าเขากลับหน้าเปลี่ยน สี ต่อให้ออกแรงทั้งหมดก็ยังมิอาจทนรับแรงกดทับที่น่าหวาดกลัวจาก ดาราเพลิงกาฬได้
“ตึง!”
ดาราเพลิงกาฬกดไหล่ของเขาจนเข่าทั้งสองข้างทรุดฮวบลงไปกองกับ พื้นต่อหน้าเนี่ยเทียน
ไม่ได้หันไปมองอีกคน ดวงตาของเนี่ยเทียนเป็นดั่งดวงดาวที่เย็นเยียบ ไอสังหารระลอกหนึ่งที่เหมือนของจริงพุ่งเปูาไปที่คนผู้นี้ ก่อนที่เขาจะเอ่ย ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “บอกที่มาของกำไลชิ้นนั้นให้แน่ชัดแล้วค่อยไป”