ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 391 ภูเขาหญ้าวิเศษ
พอได้ยินว่ากำไลสีทองชิ้นนั้นมาจากลูกศิษย์คนหนึ่งของสำนักหลิ งอวิ๋น ในใจของเนี่ยเทียนก็ถูกปกคลุมไปด้วยพยับเมฆดำครึ้ม
แม้หลัวซินจะไม่ได้พูดออกมาแต่เขาก็เดาได้ว่าบางทีเนี่ยตงไห่ท่านตา ของเขาอาจจะอยู่กับลูกศิษย์คนนั้น
วัตถุสำคัญหายไปจากตัวก็มากพอจะพิสูจน์ได้ว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิด กับคนผู้นั้น แม้แต่เนี่ยตงไห่ที่ไปด้วยกันก็อาจจะเกิดเรื่องด้วย
เขาจึงโกรธขึ้นมาจริงๆ
เมื่อพลังเปลวเพลิงของเขากรอกเทเข้าไป ดาราเพลิงกาฬที่วางทาบ อยู่บนไหล่ของคนผู้นั้นจึงเปลี่ยนมาเป็นร้อนลวกราวกับเหล็กที่ถูกเผาไฟ
คนผู้นั้นที่คุกเข่าทั้งสองข้างอยู่บนพื้นสัมผัสได้ถึงความปวดแสบปวด ร้อนราวกับไหล่กำลังถูกไฟเผาไหม้
เขาพลันหันมามองเนี่ยเทียน
ในสายตาของเขา เนี่ยเทียนที่กำลังมองเขาด้วยสายตานิ่งเฉยเป็น เหมือนสัตว์วิเศษกระหายเลือดตัวหนึ่งที่มีไอสังหารเข้มข้นซึ่งพร้อมจะ ปะทุออกมาทุกเมื่อ
ใจของเขาเย็นเยียบ ถูกกำราบด้วยลักษณะอันดุดันของเนี่ยเทียนจน รีบร้องโวยวาย “กำไลเก็บของชิ้นนี้ข้าแย่งมาได้ ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นของ ใคร!”
เดิมทีผู้ฝึกลมปราณอีกคนที่มีขอบเขตต้นสวรรค์คิดจะลงมือ ทว่าหลัว ซินกลับมายืนรออยู่ด้านหลังของเขาอย่างเงียบเชียบแล้ว
แค่ลองสำรวจเล็กน้อยก็รู้ว่าฝีมือของหลัวซินสูสีกับเขา และเนี่ยเทียน ที่ใช้ดาราเพลิงกาฬกดทับสหายของเขา มองดูเหมือนจะมีตบะกลาง สวรรค์เหมือนกัน ทว่าสหายของเขาคนนั้นกลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ไอสังหารเข้มข้นที่มาจากร่างเนี่ยเทียนทำให้เขาตกใจจนหน้าถอดสี ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม
เมื่อผ่านการต่อสู้นองเลือดในอาณาจักรเลี่ยคง ระหว่างทางที่หวน กลับเมืองโพ่เมี่ย เนี่ยเทียนที่สังหารนักล่าซึ่งขึ้นชื่อว่าโหดเหี้ยมไปหลาย คนชินชากับการเข่นฆ่ามานานมากแล้ว
การต่อสู้ที่โหดเหี้ยมทารุณในแต่ละครั้งได้บ่มเพราะความดุร้าย ให้กับเนี่ยเทียน นั่นคือความเลือดเย็นอำมหิตที่จะสั่งสมมาได้ก็ต่อเมื่อเคย ใช้คมมีดลิ้มรสคาวเลือด คร่าชีวิตมามากมาย
“มีอะไรก็พูดกันดีๆ นะ!” ผู้ที่ตบะต้นสวรรค์เองก็พลันเกิดความขลาด กลัว รีบแสดงท่าที “พวกเราสองคนแค่เก็บกำไลสีทองวงนี้มาได้โดย บังเอิญจริงๆ ข้าขอสาบานต่อสวรรค์ว่าข้าไม่ได้สังหารเจ้าของกำไล หาก พูดปดก็ขอให้ฟูาผ่า ไม่มีทางได้เข้าสู่เขตลี้ลับไปตลอดชีวิต!”
การที่เขายอมอ่อนข้อทำให้เส้นประสาทที่ตึงแน่นของหลัวซินคลายตัว ลงได้
หลัวซินหันหน้ากลับไปมองเนี่ยเทียนที่มีไอสังหารแผ่ออกมาอบอวลก็ แอบตกใจอยู่กับตัวเอง
นางไม่รู้ว่าสองปีที่ผ่านมานี้เนี่ยเทียนเผชิญกับเรื่องอะไรมา ทว่าไอ สังหารเข้มข้นซึ่งอยู่บนร่างเนี่ยเทียนในเวลานี้กลับทำให้นางหวาดผวาไม่ น้อย
“เนี่ย เอ่อ…อูเทียน” หลัวซินกระแอมหนึ่งครั้ง ก่อนจะพูดว่า “น่าจะ ไม่เกี่ยวกับพวกเขาหรอก ผ่อนแรงลงก่อนดีไหม ให้เขาเล่าอย่างละเอียด ก่อน”
เนี่ยเทียนที่จ้องตาทั้งคู่ของคนผู้นั้นเห็นเพียงแต่ความหวาดกลัวใน สายตาของอีกฝุาย ไม่มีความลอกแลกหรือลังเล
ใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ เนี่ยเทียนจึงค่อยๆ ดึงดาราเพลิงกาฬกลับมา
อาภรณ์ตรงไหล่ของคนผู้นั้นถูกดาราเพลิงกาฬเผาจนขาดเป็นรูโหว่ใน ชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เบื้องใต้อาภรณ์ที่ฉีกขาด ผิวหนังตรงไหล่ของเขาเปลี่ยนมาเป็นดำ เกรียม เขาแสยะปากแยกเขี้ยว ถอยห่างออกจากเนี่ยเทียนทันที ก่อนจะ รีบหยิบเอาน้ำสีเขียวขวดหนึ่งออกมาทาบนบาดแผล
ถอนหายใจยาวเหยียดหนึ่งครั้ง เขาถึงได้กล่าวด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ “พวกเราเก็บกำไลสีทองวงนี้มาได้จากปุาหินที่มีสัตว์วิเศษเคลื่อนไหวกัน อย่างหนาแน่นซึ่งอยู่ในเขตปกครองของตระกูลต่ง…”
เขาและผู้ที่มีตบะต้นสวรรค์คนนั้นเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังอย่าง ละเอียด
หลัวซินฟังจบก็ซักถามอยู่อีกหลายคำ เมื่อรู้ตำแหน่งคร่าวๆ แล้วจึง พยักหน้า บอกเป็นนัยว่าพวกเขาสามารถไปได้แล้ว
ทว่าหลังจากที่หลัวซินพยักหน้า สองคนนั้นกลับยังไม่กล้ารีบร้อนจาก ไป ยังคงหันมามองยังเนี่ยเทียนด้วยความกระวนกระวาย
หากเนี่ยเทียนไม่พยักหน้า พวกเขาก็ไม่กล้าขยับ
“เอาล่ะ หมดธุระของพวกเจ้าแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างหงุดหงิด
คนทั้งสองถึงได้ทำท่าเหมือนได้รับอภัยโทษ ทั้งยังจงใจเดินอ้อมผ่าน เนี่ยเทียนไปก่อนแล้วค่อยๆ ซอยฝีเท้าเผ่นไปยังทิศทางของเมืองสุ่ยเยว่
“ข้าเป็นห่วงท่านตาของข้า” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยความกังวลใจ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็รีบไปกันเถอะ!” หลัวซินตอบรับ
“อืม”
เวลาถัดมา คนทั้งสองก็ไม่กล้าถ่วงเวลาล่าช้าระหว่างเดินทางอีก ทั้งคู่ ต่างก็ใช้ความเร็วที่มากที่สุดห้อดิ่งไปยังทิศทางที่สองคนนั้นบอก
ยามนี้เนี่ยเทียนถึงได้รู้สึกเสียดายที่ไม่สามารถเอาอาวุธวิเศษประเภท บินลักษณะเหมือนเรือที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ใน อาณาจักรเชียนแจว๋ออกมาได้
หากมีอาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้น ต่อให้พวกเขาจะไม่ได้ยืมใช้ค่าย กลนำส่งขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่ ลำพังแค่ความเร็วของอาวุธวิเศษ ประเภทบินก็สามารถพาคนทั้งสองไปยังปุาหินได้ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด
พวกเขาใช้เวลาเดินทางทั้งวันทั้งคืนติดต่อกันเจ็ดวันเต็มจึงมาถึงที่ตั้ง ของตระกูลต่งยามสนธยา
ตรงตีนเขาของภูเขาลูกมหึมา ต้นไม้ดึกดำบรรพ์ตั้งตระหง่าน หอเรือน หลายหลังที่ก่อจากหินขนาดใหญ่สีเทาตั้งกระจายตัวกันอย่างมีระเบียบ
ตรงกลางของกลุ่มหอเรือนหินมีธารใสกระจ่างคดเคี้ยวหลายเส้นไหล ผ่าน
บนยอดเขาที่อยู่ด้านหลังหอเรือนหินเหล่านั้นมีหญ้าวิเศษมากมายที่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เงาร่างของคนเป็นจุดเล็กๆ กำลังขยับ เคลื่อนไหวอยู่บนยอดเขาคล้ายเก็บหญ้าหรือสมุนไพรวิเศษ
เนี่ยเทียนและหลัวซินยืนอยู่บนแผ่นหินที่กว้างขวางเส้นหนึ่ง แผ่นหิน นั้นทอดยาวตรงไปยังหน้าประตูใหญ่ของประตูต่งที่เปิดออก
“ตระกูลต่งคือตระกูลแรกที่มาเยือนอาณาจักรปุายจั้น พวกเขาเลือก ภูเขาลูกนั้นที่เหมาะสำหรับปลูกพืชพรรณวิเศษเป็นที่ตั้งของตระกูล ภูเขา ลูกนี้จึงถูกพวกเขาตั้งชื่อว่าภูเขาหญ้าวิเศษ ก่อนหน้าที่ตระกูลต่งยังไม่มา บนภูเขาหญ้าวิเศษก็มีหญ้าวิเศษหายากเป็นร้อยๆ ชนิดงอกงามขึ้น มาแล้ว”
“ทว่าเวลานั้น บนยอดเขาที่ถูกพวกเขาตั้งชื่อว่าภูเขาหญ้าวิเศษนี้ และบริเวณใกล้เคียงล้วนเป็นที่อยู่ของสัตว์วิเศษหลายกลุ่ม”
“ว่ากันว่าแรกเริ่มสุด ในภูเขาหญ้าวิเศษมีสัตว์วิเศษสายเลือดระดับ หกอาศัยอยู่ตัวหนึ่งด้วย แต่พอตระกูลต่งมาถึงก็สังหารสัตว์วิเศษ
สายเลือดระดับหกตัวนั้น รวมไปถึงสัตว์วิเศษที่อยู่ใกล้เคียงก็ถูกสังหารจน เกลี้ยง และยึดครองภูเขาหญ้าวิเศษมาเป็นของตน”
“ภายหลังตระกูลต่งก็ได้เอาหญ้าวิเศษล้ำค่าหลายชนิดจากอาณาจักร อื่นๆ ในดินแดนดาวตกมาปลูกบนภูเขา ทำให้ภูเขาหญ้าวิเศษกลายมา เป็นแหล่งแห่งความร่ำรวยของตระกูลต่งอย่างแท้จริง”
“ลำพังเพียงแค่อาศัยหญ้าวิเศษที่อยู่บนภูเขาหญ้าวิเศษ แต่ละปี ตระกูลต่งก็ได้หินวิเศษมาเป็นล้านๆ ก้อนแล้ว”
“หอโอสถ (คำเดิมคือหอตัน ตันแปลว่ายา แต่เนื่องจากตอนแรกผู้ แปลเข้าใจว่าตันเป็นชื่อตระกูล ในที่นี้จึงต้องเปลี่ยนชื่อจากหอตันเป็นหอ โอสถนะคะ) ของอาณาจักรปุายจั้น และยังมีสำนักอื่นๆ ที่หลอมยาใน ดินแดนดาวตก ทุกปีจะต้องมาที่นี่เพื่อซื้อหญ้าวิเศษหายากหลายชนิดจาก ตระกูลต่ง”
“…”
หลัวซินยืนอยู่หน้าประตูตระกูลต่ง เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนมองหอเรือน หินสูงใหญ่เหล่านั้นจึงอธิบายให้เขาฟังเบาๆ
บางครั้งก็จะมีผู้ฝึกลมปราณบางส่วนที่เดินผ่านข้างกายของพวกเขา ไป หากไม่เข้าไปในตระกูลต่งก็เดินออกมาจากในตระกูล
ผู้ฝึกลมปราณที่เข้าไปในตระกูลต่งส่วนใหญ่มักสวมอาภรณ์ขาดวิ่น คล้ายผ่านการต่อสู้นองเลือดมาก่อน เห็นได้ชัดว่าคิดจะใช้ค่ายกลนำส่ง ของตระกูลต่งกลับไปยังเมืองสุ่ยเยว่
ผู้ที่ออกมาจากตระกูลต่งกลับเป็นผู้ที่มาจากเมืองสุ่ยเยว่ คนเหล่านั้น จะรวมกลุ่มกัน มีลักษณะห้าวหาญ น่าจะเตรียมไปล่าสัตว์วิเศษที่ เคลื่อนไหวอยู่รอบๆ ที่แห่งนี้
“ตระกูลต่ง…”
เนี่ยเทียนพึมพำ ไพล่นึกถึงต่งปุายเจี๋ยและต่งลี่
ตอนที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง เขาทำแผนการของต่งลี่พังพินาศ ฆ่าคน ของคมเขี้ยวไปไม่น้อย เรียกได้ว่าล่วงเกินนางอย่างไม่น่าให้อภัย
ทว่าภายหลังตอนที่ต่งปุายเจี๋ยมาเจอเขาในเมืองโพ่เมี่ย ไม่เพียงแต่ มอบหินดวงดาวให้เขา ยังมอบหน้ากากที่เขาสวมอยู่นี้ให้ด้วย นี่จึงทำให้ เขาสงสัยไม่เข้าใจ
ในเมื่อต่งลี่และต่งปุายเจี๋ยเป็นพี่น้องกัน แล้วตอนที่ต่งปุายเจี๋ยเจอตน ไม่ได้เจอกับต่งลี่มาก่อนหรือ ไม่รู้ความขัดแย้งระหว่างเขากับนางอย่างนั้น รึ?
นอกจากนี้ในเมื่อต่งลี่เป็นคนของตระกูลต่ง เหตุใดหลังจากที่นาง ปกปิดชื่อแซ่ ถึงต้องพาผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งไปอาณาจักรเลี่ยคงแล้วสมคบ คิดกับพวกนักล่าด้วย?
“ศักยภาพของตระกูลต่งในอาณาจักรปุายจั้นเป็นเช่นไร?” เนี่ยเทียน เอ่ยถาม
“แข็งแกร่งมาก!” หลัวซินกล่าวด้วยความเลื่อมใส “ว่ากันว่าบรรพ บุรุษของตระกูลต่งฝึกจนถึงเขตวิญญาณแล้ว ตลอดทั้งดินแดนดาวตก
เขาคือผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในอันดับต้นๆ ทว่าบรรพบุรุษของตระกูลต่งเหมือน จะไปฝึกบำเพ็ญตบะอยู่ในที่แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ นี้เกือบตลอดทั้งปี น้อย ครั้งที่จะเดินทางกลับตระกูลของตัวเอง”
“เขตวิญญาณ!” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
มิน่าล่ะคมเขี้ยวที่มีต่งลี่เป็นหัวหน้าถึงได้กล้าวางอำนาจบาตรใหญ่ใน บริเวณใกล้เคียงกับเมืองโพ่เมี่ยโดยไม่เกรงกลัวกะโหลกเลือดแม้แต่น้อย
เท่าที่เขารู้มา ไฉ่หลันแห่งกะโหลกเลือดมีตบะแค่เขตลี้ลับเท่านั้น ศักยภาพยังเป็นรองบรรพบุรุษของตระกูลต่ง
ภูมิหลังมีบรรพบุรษเป็นเขตวิญญาณ อีกทั้งภูเขาหญ้าวิเศษของ ตระกูลต่งยังเป็นสถานที่ล้ำค่าซึ่งขึ้นชื่อในดินแดนดาวตก แถมตระกูลต่ งที่อยู่ในอาณาจักรปุายจั้นยังทรงอิทธิพลขนาดนี้ เมื่ออยู่ในอาณาจักรเลี่ย คง ต่งลี่ผู้นั้นย่อมมีความมั่นใจมากพอจะทำตัวโอหังอยู่แล้ว
“หวังว่าคงไม่เจอต่งลี่ผู้นั้นนะ” เขาพึมพำอยู่กับตัวเอง
“เจ้ารู้จักต่งลี่รึ?” หลัวซินแปลกใจ “ต่งลี่คือลูกสาวที่รักของประมุข ตระกูลต่ง ได้ยินว่าช่วงก่อนหน้านี้นางเพิ่งไปฝึกประสบการณ์จากข้าง นอก เพิ่งจะฝุาทะลุสู่เขตต้นสวรรค์ได้ไม่นาน หากเจ้ารู้จักต่งลี่ก็ไปทักทาย นางเสียหน่อย ให้นางช่วยเจ้าตามหาคน พวกเราจะสบายกันอีกเยอะ มาก”
เนี่ยเทียนหน้าดำทะมึน รีบส่ายหัวทันที “ไม่รู้จัก”
หากไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างต่งลี่และต่งปุายเจี๋ย เพื่อความปลอดภัย ของท่านตา บางทีเขาที่ร้อนใจอาจแบกหน้าไปขอให้ต่งปุายเจี๋ยแห่ง ตระกูลต่งช่วยเหลือ
ทว่าต่งปุายเจี๋ยกลับเป็นพี่ชายแท้ๆ ของต่งลี่…
“ไม่รู้จักก็ไม่เป็นไร” หลัวซินมีสีหน้าเสียดาย จากนั้นจึงพูดว่า “ไปกัน เถอะ สถานที่ที่ทั้งสองคนนั้นบอก ข้าพอจะรู้ตำแหน่งแล้ว พวกเราไม่ต้อง ไปตระกูลต่งแล้ว ตรงไปที่นั่นเลยก็แล้วกัน”
“อืม” ดังนั้นเนี่ยเทียนจึงหมุนตัวจากไปพร้อมกับหลัวซิน
และเวลานี้เอง ตอนที่ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งซึ่งจะเข้าไปในตระกูลต่ง เดินผ่านพวกเขาไปก็จ้องหน้าเนี่ยเทียนอยู่หลายทีด้วยสีหน้าตกตะลึง
คนผู้นั้นรีบร้อนเข้าไปในตระกูลต่งแล้วตรงเข้าไปหาต่งปุายเจี๋ยก่อน พอรู้ว่าต่งปุายเจี๋ยไปหอโอสถยังไม่กลับมาจึงรีบไปพบต่งลี่ทันที
ในห้องพักที่หรูหราแห่งหนึ่ง ต่งลี่และหันมู่ลูกน้องผู้จงรักภักดีของนาง กำลังปรึกษาเรื่องลับกันอยู่
“มีเรื่องอะไร?” ต่งลี่บิดขี้เกียจด้วยสีหน้าเกียจคร้าน บนใบหน้างาม เย้ายวนที่เนี่ยเทียนไม่เคยเห็นมาก่อนเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
ต่งลี่ในเวลานี้ไม่เพียงแต่มีรูปร่างทรงเสน่ห์ล่อลวงใจคน ใบหน้านั้นก็ แตกต่างไปจากตอนอยู่อาณาจักรเลี่ยคงอย่างสิ้นเชิงด้วย
เห็นได้ชัดว่าต่งลี่ที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงก็เปลี่ยนโฉมหน้าเหมือนกัน
ต่งลี่ในเวลานี้ถึงจะเป็นรูปร่างที่แท้จริงของนาง
“คุณหนู มีคนสวมหน้ากากที่คุณชายหวงแหน หน้ากากนั้นข้าเคย เห็นคุณชายใส่มาก่อน ดังนั้นจึงจำได้ในปราดเดียว” คนผู้นั้นกล่าวอย่าง นอบน้อม
“เนี่ยเทียน!”
ต่งลี่และหันมู่ตะโกนขึ้นพร้อมกัน