ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 392 เขตสัตว์วิเศษล่าเหยื่อ
ต่งลี่ที่ขดร่างอยู่ท่ามกลางเก้าอี้หรูหราพลันลุกพรวดขึ้นยืน
ในห้องที่มืดสลัวเล็กน้อย ดวงตาทั้งคู่ของต่งลี่ราวอัญมณีที่ค่อยๆ ทอ ประกายแสง
ต่งลี่ที่กลับคืนสู่โฉมหน้าที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องประทินโฉมก็ ยังคงมีความงามที่โดดเด่น
“เขาไปที่ไหน?” หันมู่มีสีหน้าเคร่งขรึม
“ไปยังพื้นที่ฝั่งตะวันออกกับหญิงสาวผู้หนึ่ง เพิ่งไปได้ไม่นาน” คน ตระกูลต่งผู้นั้นตอบรับอย่างนอบน้อม
ต่งลี่เงียบไปครู่ก็โบกมือบอกให้เขาออกไป
หลังจากโค้งคำนับเรียบร้อย คนผู้นั้นก็เดินออกมาจากในห้องอย่าง รวดเร็ว
“คุณหนู ดูเหมือนว่าคุณชายจะให้ความสำคัญกับเนี่ยเทียนอย่างมาก ไม่เพียงแต่มอบหินดวงดาวให้เขา ยังมอบหน้ากากที่เขาหวงแหนชิ้นนั้น ไปให้พร้อมกันด้วย” หันมู่ครุ่นคิดหาคำพูดเหมาะๆ “ตอนที่อยู่ใน เทือกเขาฮว้านคงของอาณาจักรเลี่ยคง แม้ว่าเนี่ยเทียนผู้นั้นจะทำแผน ของท่านพัง ทว่าคุณชายกลับแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ให้พวกเราไปมีเรื่อง กับเขา…”
“วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน!” ต่งลี่แค่นเสียงกล่าวด้วยความเย็นชา “ตอนที่อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง รอยแยกห้วงมิติทั้งสามรอยยังไม่ถูกปิด
ผนึก ตอนนั้นเขาเนี่ยเทียนคือบุคคลสำคัญ อาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักเชียนแจว๋ สำนักผู้ฝึกลมปราณใหญ่ๆ มากมายต่างก็ฝากความหวังไว้ที่เขา หมายจะให้เขาใช้ตราประทับสะเก็ด ดาวมาปิดผนึกรอยแยกห้วงมิตินั่น”
“ทว่าตอนนี้รอยแยกห้วงมิติทั้งสามแห่งต่างก็ถูกปิดผนึกไปแล้ว คุณค่าของเขาจึงไม่ได้มากมายเฉกเช่นก่อนหน้านี้”
“อีกอย่างหนิงหยางแห่งวิมานสวรรค์ก็ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย ตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่เป็นของหนิงหยางถูกเขาช่วงชิงไป ใครจะไปรู้ ว่าหนิงหยางตายเพราะเขาหรือไม่?”
“เดิมทีเขาควรจะต้องเป็นสมาชิกคนสำคัญของวิมานสวรรค์อย่างว่า ง่าย มีวิมานสวรรค์ให้การปกปูอง ต่อให้เขามาอาณาจักรปุายจั้น ตระกูล ต่งของเราก็ยังต้องเห็นแก่หน้าวิมานสวรรค์ มิอาจทำอะไรเขาได้”
“แต่เขาดันปฏิเสธความปรารถนาดีจากวิมานสวรรค์!”
ต่งลี่หยุดชะงักไปครู่ก็แผดเสียงดัง “ไม่มีวิมานสวรรค์คอยหนุนหลัง ลำพังเพียงแค่สำนักหลิงอวิ๋นที่อยู่เบื้องหลังเขา ทำไมพวกเราต้องกลัวเขา ด้วย?”
“ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงนั้นบางทีอาจผสานรวมเข้าไปใน ร่างเขาแล้ว มิสามารถนำออกมาได้ แต่หากจับตัวเขาทั้งเป็นและกักขังไว้ ในตระกูลต่ง พวกเราก็มีวิธีที่จะบีบให้เขาต้องเขียนถ่ายทอดความลับที่ บันทึกไว้ในตราประทับสะเก็ดดาวออกมาอย่างครบถ้วน!”
“ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามนั้นบันทึกวิชาลับของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเอาไว้ หากตระกูลต่งของพวกเราได้รับมา ก็ไม่แน่ว่าสัก วันหนึ่งตระกูลต่งของเราจะได้อาศัยวิชาลับของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวกลายมาเป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งมากที่สุดในดินแดนดาวตกจน เทียบเคียงได้กับวิมานสวรรค์!”
พอนางพูดเช่นนี้ หันมู่เองก็แสดงสีหน้าสนใจ
“อีกอย่าง ในเมื่อเขากล้าทำลายแผนการของข้าตอนอยู่ อาณาจักรเลี่ยคง ตอนนี้อยู่ๆ มาเยือนถึงถิ่นของตระกูลต่ง มีหรือที่ข้าจะ ไม่ควรสนใจใยดี?”
พอนึกถึงเรื่องที่นางพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเนี่ยเทียนตอนอยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคง ต่งลี่ก็โกรธจนไม่รู้ว่าจะระบายออกทางไหน
ในฐานะที่เป็นคนตระกูลต่ง นางไม่สามารถทำตัวเหลวไหลในพื้นที่ เขตอิทธิพลของตระกูลต่งได้ ได้แต่ไปยังอาณาจักรเลี่ยคงที่สภาพแวดล้อม ชั่วร้ายและโหดเหี้ยมมากกว่า ใช้ตัวตนของนักล่ามาขัดเกลาฝีมือของ ตัวเอง
เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลต่งเองก็แอบจับตามองการกระทำของนางใน อาณาจักรเลี่ยคงอยู่เงียบๆ
ภายหลังจะได้เลื่อนตำแหน่ง มีฐานะสูงส่งในตระกูลต่งหรือไม่ก็ จำเป็นต้องดูที่ความสามารถของตัวของนางเอง
เดิมทีนางก็อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงอย่างสงบสุขดี ได้สะสมชื่อเสียง และทรัพย์สินอย่างต่อเนื่อง พวกลูกน้องที่ติดตามนางไปด้วยก็มีพละกำลัง เพิ่มพูนขึ้นทีละนิด
การมาเยือนของเนี่ยเทียนทำให้แผนลับในปุาลึกกลางเทือกเขาฮว้า นคงของนางถูกเปิดโปง ทำให้นางเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ตอนที่นางระดมพลนักล่าจำนวนมากเพื่อไปล้อมจับเนี่ยเทียน นางก็ ต้องพ่ายแพ้ให้กับเขาอีกครั้ง เรื่องนี้ก็ได้รั่วไหลออกไป ทำให้พวกผู้อาวุโส ในตระกูลที่เดิมทีสนับสนุนนางต่างพากันผิดหวังอย่างหนัก
แม้แต่บิดาของนางก็ยังมาตำหนินางเป็นการส่วนตัวว่าจัดการเรื่องราว ได้ไม่ดี
ในสายตาของนาง ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นเพราะการปรากฏตัวของ เนี่ยเทียน!
ตอนนี้เนี่ยเทียนบังอาจใจกล้ามาอาณาจักรปุายจั้น ทั้งยังปรากฏตัวใน ถิ่นตระกูลต่งของนาง แล้วมีหรือที่นางจะยอมเลิกราง่ายๆ?
“คุณหนู ท่านคิดจะทำอย่างไร” หันมู่กล่าว
“ข้าเพิ่งฝุาทะลุสู่ต้นสวรรค์ได้ไม่นาน ทั้งยังได้รับอาวุธวิเศษที่เหมาะ มือชิ้นนั้นมา คงถึงเวลาที่ต้องขยับเส้นขยับสายหน่อยแล้ว” ต่งลี่ลงมา จากเก้าอี้นอนแล้วเริ่มแปลงโฉมโดยการวาดคิ้วให้ดำหนาต่อหน้าต่อตา หันมู่
เวลาครู่เดียวนางก็เหมือนเปลี่ยนมาเป็นอีกคนหนึ่ง หน้าตาเปลี่ยนมา เป็นธรรมดา ไม่โดดเด่นเลยแม้แต่น้อย
“ศักยภาพที่เนี่ยเทียนแสดงออกตอนอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง ท่านเอง ก็เคยเห็นแล้ว หากจะออกไปเพียงลำพัง ข้าไม่ค่อยวางใจเท่าใดนัก” หันมู่ กล่าวจริงจัง
“ที่นี่คือตระกูลต่ง ข้ามีทรัพยากรให้ใช้ ขอแค่ข้าหาตัวเขาเจอ เข้าไป ใกล้เขาได้ ข้าก็จะจับตัวเขาเป็นๆ แล้วเอามากักขังไว้เงียบๆ” ต่งลี่กล่าว ด้วยความมาดมั่น
……
เนี่ยเทียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะหน้ากากชิ้นนั้นที่ต่งปุายเจี๋ยมอบให้ทำให้ ตัวตนของเขาถูกเปิดเผย และต่งลี่ก็มองเขาเป็นเปูาหมายเรียบร้อยแล้ว
หลังจากที่ออกจากตระกูลต่ง เขากับหลัวซินสองคนก็เริ่มเร่งรุด เดินทางเงียบๆ
ในรัศมีร้อยลี้ของตระกูลต่ง มีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์เคลื่อนไหวกัน หนาแน่นมากที่สุด บวกกับที่ผู้แข็งแกร่งของตระกูลต่งมีมากมาย ทำให้ จำนวนของสัตว์วิเศษที่อยู่ในบริเวณนี้มีไม่มากนัก
ทว่าเมื่อเดินออกจากรัศมีร้อยลี้ของตระกูลต่ง ฟูาดินที่กว้างขวางไร้ที่ สิ้นสุดก็กลายมาเป็นแดนสุขาวดีของเหล่าสัตว์วิเศษอย่างแท้จริง
เขาและหลัวซินสองคนเองก็ค่อยๆ เดินเข้ามาในพื้นที่ที่สัตว์วิเศษออก ล่าเหยื่อ
ตามทางเขามักจะได้เห็นโครงกระดูกที่มีคราบเลือดเปื้อนเปรอะซึ่ง เป็นของมนุษย์กองระเกะระกะอยู่บนพื้นดิน และมองเห็นคราบเลือดที่ แห้งกรังเพราะถูกลมพัดโชยอยู่ตลอดเวลา
สัตว์วิเศษลอบโจมตีผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์มักจะกัดแทะเลือดเนื้อ จนเกลี้ยง เหลือทิ้งไว้เพียงกระดูกที่ยากแก่การย่อยสลาย
ทว่าหากเผ่ามนุษย์สังหารสัตว์วิเศษจะเก็บเอาเลือดเนื้อ กระดูก รวม ไปถึงเครื่องในของพวกมันไปจนเกลี้ยง เพราะสัตว์วิเศษของที่นี่มีวัตถุดิบ วิเศษที่ล้ำค่าตลอดทั้งร่าง
มาถึงที่นี่ เนี่ยเทียนถึงได้เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดถึงพูดกันว่าอาณาจักร ปุายจั้นคือแดนสุขาวดีของสัตว์วิเศษ อิทธิพลต่างๆ ที่มีตระกูลต่งเป็นผู้นำ ได้บุกเบิกหักร้างพื้นที่ได้เพียงเศษหนึ่งส่วนสิบของอาณาจักรปุายจั้น เท่านั้น
นี่เป็นเพราะจำนวนสัตว์วิเศษในอาณาจักรปุายจั้นมีมากเกินไป พวก สัตว์ที่ระดับสายเลือดค่อนข้างสูงก็มีจนนับไม่หวาดไม่ไหว
ระหว่างทางเขาเจอกับผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์อยู่หลายกลุ่ม ที่ได้ยิน และได้เห็นมักเป็นเรื่องที่ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ถูกสัตว์วิเศษลอบสังหาร
อัตราที่เผ่ามนุษย์จะสังหารสัตว์วิเศษได้มีต่ำยิ่งกว่าอัตราที่สัตว์วิเศษ จะปลิดชีพมนุษย์อยู่หลายเท่า
เนี่ยเทียนที่ใจอยากแต่จะรีบเดินทางไปยังปุาหินแห่งนั้นปลดปล่อย ทิพย์จักษุเจ็ดข้างออกไปสำรวจรอบด้าน ทุกๆ ครั้งที่เดินออกไปได้ ประมาณหนึ่งหรือสองลี้ ทิพย์จักษุก็จะต้องมองเห็นสัตว์วิเศษแทบทุกครั้ง
สัตว์วิเศษเหล่านั้นแตกต่างจากในอาณาจักรเลี่ยคงอย่างชัดเจน
สัตว์วิเศษของอาณาจักรเลี่ยคงที่ถูกปราณวิญญาณฟูาดินที่สกปรกรุก เข้ากัดกิน ส่วนใหญ่ที่มีชีวิตรอดมักจะคุ้นชินกับการไปไหนมาไหนเพียง ลำพัง น้อยครั้งที่จะอยู่กันเป็นกลุ่ม
ทว่าที่นี่สัตว์วิเศษที่เนี่ยเทียนมองเห็นผ่านทิพย์จักษุส่วนใหญ่มักจะอยู่ รวมกันหลายตัว
สัตว์วิเศษหลายตัวออกหาอาหารไปทั่วบริเวณ เมื่อเจอกับผู้ฝึก ลมปราณเผ่ามนุษย์ก็จะเป็นฝุายได้เปรียบตั้งแต่เริ่มต่อสู้ และฝุายที่พ่าย แพ้จนต้องหนีกระเจิดกระเจิงก็มักจะเป็นเผ่ามนุษย์เสมอ
ยังดีที่มีทิพย์จักษุอยู่กับตัว เนี่ยเทียนที่ใจอยากแต่จะตามหาเนี่ยตงไห่ ให้เจอจึงสามารถหลีกเลี่ยงล่วงหน้าได้
ดังนั้นหลัวซินที่ติดตามเขามาจึงเดินทางได้อย่างราบรื่น ภายใต้การนำ ทางจากเขาจึงไม่เจอกับกลุ่มสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งใดๆ และมาถึงปุาหิน แห่งนั้นได้อย่างสบายๆ
เมื่อมาถึงปุาหิน เนี่ยเทียนอาศัยทิพย์จักษุที่ลอยตัวอยู่สูงสังเกตเห็นว่า คำว่าปุาหินที่แท้คือช่องแคบระหว่างหุบเขา
หินก้อนใหญ่รูปร่างแปลกประหลาดมากมายคือเศษหินที่ร่วงหล่นลง มาจากภูเขาลูกยักษ์ทั้งสองด้านเนื่องจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
ปุาหินที่เกิดจากการก่อตัวกันของหินที่ร่วงลงมาปิดทางในหุบเขา เอาไว้ บนหินก้อนใหญ่หลายก้อนที่สูงหลายเมตรมีคราบเลือดให้เห็น เด่นชัด
ทิพย์จักษุวนสำรวจไปรอบด้าน ไม่นานเนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่ามุม หนึ่งของปุาหินมีผู้ฝึกลมปราณกลุ่มหนึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายทำอะไรบางอย่าง
ดูเหมือนว่าผู้ฝึกลมปราณกลุ่มนั้นจะเพิ่งผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดกับสัตว์ วิเศษมา พวกเขาโชคดีไม่น้อยเพราะเหมือนจะเป็นฝุายที่ได้รับชัยชนะใน ท้ายที่สุด
ยามนี้พวกเขาโบกสะบัดใบมีดแหลมคม ยังคงกรีดเฉือนซากกระดูก ของสัตว์วิเศษ
เพียงแต่ว่าบนใบหน้าของพวกเขาไม่มีความตื่นเต้นและยินดีเท่าใดนัก
ยังมีคนนั่งอยู่ข้างศพของสหาย ก้มหน้าร้องไห้
“มีคนอยู่ พวกเราไปถามกันเถอะ” เจอตำแหน่งของพวกเขา เนี่ย เทียนก็พาหลัวซินตรงดิ่งไปหาพวกเขาทันที
ตลอดทางที่ผ่านมาหลัวซินเคยชินกับการออกคำสั่งของเนี่ยเทียนเสีย แล้ว
ภายใต้การนำทางของเนี่ยเทียน ระหว่างทางพวกเขาไม่เจอกับกลุ่ม สัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งแม้แต่กลุ่มเดียว เดินทางได้อย่างราบรื่นเป็นพิเศษ ทำให้หลัวซินค่อยๆ เข้าใจว่าเนี่ยเทียนมีวิธีการที่พิเศษในการหลีกเลี่ยง กลุ่มสัตว์
ในใจนางใคร่รู้และก็ยินดีให้เนี่ยเทียนเป็นผู้นำ
ไม่นานนักคนทั้งสองก็มาปรากฏตัวในพื้นที่ที่พวกเขาอยู่
ท่ามกลางหินยักษ์มากมาย มีคนอยู่กันหกคน พอเห็นพวกเขาโผล่ ออกมากะทันหันจึงมีท่าทีระแวดระวังทันใด
คนสี่คนที่ยังคงแร่เนื้อสัตว์วิเศษก็หยุดชะงักมือที่กำลังทำงาน ก่อนจะ ยกมีดคมกริบที่ใช้หั่นซากสัตว์วิเศษขึ้นหาเนี่ยเทียนและหลัวซินเงียบๆ
“หยุดร้องไห้คร่ำครวญได้แล้ว!” ผู้ที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลางซึ่ง รูปร่างสูงใหญ่หนึ่งในนั้นแค่นเสียงเย็นใส่หญิงสาวคนหนึ่ง “ก่อนหน้าที่จะ มาที่นี่เจ้าก็ควรจะรู้ดีว่าไม่ว่าใครก็ล้วนเอาชีวิตมาตายได้! วันนี้เสี่ยวอี้ตาย ไปแล้ว พรุ่งนี้คนที่ตายก็อาจจะเป็นข้า หรือไม่ก็เจ้า!”
“พวกเราต่างก็ไม่ใช่คนของสำนักผู้ฝึกลมปราณที่เก่าแก่ทรงอิทธิพล ในเมื่อเหยียบลงบนเส้นทางแห่งการฝึกตนก็ได้แต่อาศัยพละกำลังของ ตัวเอง”
หญิงสาวท่าทางบอบบางดูเหมือนจะเป็นคนรักของเสี่ยวอี้ที่ตายไป
ถูกเขาตวาดใส่ นางจึงพยายามสะกดกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล ทว่าไหล่ก็ ยังคงสั่นไหวอยู่น้อยๆ
“ทั้งสองท่านมีธุระอันใดหรือ?” ผู้ที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลางคนนั้น กวาดตามองเนี่ยเทียนและหลัวซิน มองเห็นว่าหลัวซินที่ตบะค่อนข้างสูงก็ ยังอยู่แค่ต้นสวรรค์ช่วงต้นเท่านั้น ความมั่นใจจึงเพิ่มขึ้น เขาพูดเนิบช้า
“อาณาจักรปุายจั้นมีแต่สัตว์วิเศษเต็มไปหมด มีเพียงคนที่มีฝีมือมากพอ เท่านั้นถึงจะสามารถสังหารคนอื่นได้”
“ทว่าหากคิดจะเก็บเกี่ยวผลความสำเร็จของคนอื่น ก็เหมือนว่าฝีมือ ของทั้งสองท่านจะยังไม่มากพอ”
เมื่อเปรียบเทียบกับอาณาจักรเลี่ยคงแล้ว บรรยากาศของอาณาจักร ปุายจั้นถือว่าปรองดองกันมากว่าหลายเท่า
อยู่ที่นี่ สัตว์วิเศษต่างหากถึงจะเป็นผู้พิชิตที่แท้จริง!
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์หากออกไปจากพื้นที่อิทธิพลของตระกูลต่ง ตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอโอสถก็จะกลายมาเป็นฝุายที่อ่อนด้อยทันที
ด้วยเหตุนี้ กลุ่มของเผ่ามนุษย์แต่ละกลุ่มที่กล้าออกมาเคลื่อนไหวอยู่ ในที่แห่งนี้ เมื่อเจอหน้ากัน ส่วนใหญ่จึงไม่เปิดฉากสังหารกันอย่างใน อาณาจักรเลี่ยคง
กลับกลายเป็นว่ากลุ่มของเผ่ามนุษย์ที่มีคนมากๆ หากมาเจอกันใน พื้นที่ที่น่าหวาดกลัวซึ่งมีสัตว์วิเศษเป็นผู้ครอบครองก็มักจะมีท่าทีเป็นมิตร ต่อกัน หลายครั้งที่เลือกร่วมมือกันเพื่อรับมือกับกลุ่มของสัตว์ที่อาจ ปรากฏตัวได้ทุกเมื่อ
แน่นอนว่าไม่มีเรื่องใดที่ตายตัวเสมอไป
คนบางคนที่คิดว่าตัวเองคือผู้แข็งแกร่ง เมื่ออยู่ในพื้นที่ที่รกร้างไม่มี ผู้อื่นก็อาจจะลงมือกับคนเผ่าเดียวกันได้
“อย่าเข้าใจผิด” หลัวซินเดินขึ้นหน้าไปหนึ่งก้าว ก่อนจะกล่าวอย่าง จริงใจ “ผลเก็บเกี่ยวที่พวกเจ้าได้รับนี้ต้องจ่ายชีวิตของสหายเป็น ค่าตอบแทน พวกเราไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับผลแห่งการต่อสู้ของพวกเจ้า พวกเราได้ยินเสียงต่อสู้ถึงได้ตามมา อีกทั้งยังมาด้วยเจตนาดี อยากดูว่า จะช่วยเหลือได้หรือไม่ นึกไม่ถึงว่าเมื่อพวกเรามาถึง พวกเจ้าจะรู้ผลแพ้ ชนะกันแล้ว”
นางพูดเช่นนี้ สีหน้าของคนเป็นหัวหน้าถึงได้คลายลง ก่อนจะกล่าว ด้วยสายตาหม่นมัว “ขอบคุณความปรารถนาดีของพวกเจ้า การต่อสู้ของ พวกเราสิ้นสุดลงแล้ว”
“ข้ามาจากสำนักหลิงอวิ๋นแห่งอาณาจักรหลีเทียน พวกเราเองก็มี สหายบางส่วนที่เข้ามาในนี้เมื่อหลายเดือนก่อน ประมาณเมื่อครึ่งเดือน ก่อนพวกเขาเองก็อยู่ในปุาหินแห่งนี้ ซึ่งคนหนึ่งในนั้นอาจจะตายด้วย น้ำมือของสัตว์วิเศษ เพราะแม้แต่อาวุธวิเศษติดตัวก็ยังหายไป” หลัวซินมี สีหน้าขมขื่น “ไม่รู้ว่าพวกเจ้าได้เจอกับพวกเขาใกล้ๆ นี้บ้างหรือไม่?”
“อาณาจักรหลีเทียน สำนักหลิงอวิ๋น?” คนที่เป็นผู้นำตะลึงไปครู่แล้ว จึงกล่าวว่า “ในกลุ่มนั้นมีเด็กที่ชื่อเจียงหลิงจูใช่หรือไม่?”
ดวงตาของหลัวซินเป็นประกาย “ใช่ มีนาง! พวกเจ้าเคยเจอพวกเขา หรือ?”
“บังเอิญจริง พวกเราเจอจริงๆ นั่นแหละ” คนผู้นั้นพยักหน้า