ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 394 ผู้ละเมิดกติกา
“เซวียหลง? พวกเราไม่รู้จักคนผู้นี้”
คนผู้นั้นที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงต้นมีสีหน้างงงันราวกับว่าไม่เคยได้ยิน ชื่อนี้มาก่อน
เนี่ยเทียนลังเลอยู่ชั่วครู่ก็พลันนึกขึ้นได้ว่าชื่อที่เซวียหลงใช้ตอนอยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคงต้องเป็นชื่อปลอมอย่างแน่นอน ตนไม่รู้ชื่อแซ่ที่แท้จริง ของเขา
ทว่าเขากล้ายืนยันได้เต็มร้อยว่าพวกคนที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้ต้อง เกี่ยวข้องกับเซวียหลงแน่นอน
เพราะคาถากระบี่ที่พวกเขาใช้เหมือนคัดลอกมาจากพิมพ์เดียวกัน
“คนผู้นี้ที่ข้ารู้จักมีตบะต้นสวรรค์ช่วงท้าย เขาใช้คาถากระบี่ เช่นเดียวกับพวกเจ้า เขาบอกข้าว่าเขาชื่อเซวียหลง” เนี่ยเทียนมองคนผู้ นั้นแล้วพูดต่อไปว่า “และที่ข้าให้การช่วยเหลือพวกเจ้าก็เพราะเขา เขา เคยช่วยเหลือข้ามาก่อน”
“ข้าชื่อสวีหู่ พวกเราต่างก็เป็นคนของตระกูลสวี่ในอาณาจักรปุายจั้น ก่อนหน้านี้คนตระกูลสวี่ช่วยตระกูลต่งทำกิจธุระ และก็ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ตระกูลสวี่จึงเหลือแค่ชื่อเท่านั้น” หลังจากผู้ที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงต้นคน นั้นบอกชื่อแซ่ก็เงียบงันไปครู่แล้วพลันพูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “หากข้าเดาไม่ ผิด คนที่เจ้ากล่าวถึงคนนั้นไม่ใช่เซวียหลง แต่ชื่อสวี่หลง เขา…คือพี่ใหญ่ ของข้า”
“ถ้าอย่างนั้นก็ถูกแล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้า
“เจ้าเจอกับพี่ใหญ่ข้าที่ไหน?” สวีหู่ถาม
“เจ้ารู้แค่ว่าไม่ใช่ในอาณาจักรปุายจั้นก็แล้วกัน” เนี่ยเทียนตอบรับ
สวีหู่ยิ้มเจื่อน “ก็จริงนะ หลังจากที่เกิดเรื่องบางอย่าง เขาก็ออกไป จากอาณาจักรปุายจั้นเมื่อนานมาแล้ว”
เนี่ยเทียนไม่ได้สนใจเรื่องราวในตระกูลสวี่เท่าไหร่นัก ที่เขาลงมือช่วย ครั้งนี้สาเหตุทั้งหมดก็เพราะสวี่หลงที่เปลี่ยนชื่อว่าเซวียหลงเท่านั้น “เอ่อ พวกเจ้าได้เจอคนของสำนักหลิงอวิ๋นที่มาจากอาณาจักรหลีเทียนบ้าง หรือไม่?”
“ไม่เลย” สวีหู่ส่ายหน้า
“มีสถานที่แบบนี้…” หลัวซินเอ่ยแทรกโดยการบอกตำแหน่งที่ซวีซาน พูดถึงให้สวีหู่ฟัง “พวกเจ้าเคยไปที่นั่นหรือไม่?”
สวีหู่พลันหน้าเปลี่ยนสี มองประเมินไปรอบด้านด้วยท่าทาง ระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นถึงได้พูดว่า “สถานที่ที่พวกเจ้าพูดถึง น่าจะเป็นบ่อน้ำสีดำ ที่นั่นไม่เพียงแต่มีสัตว์วิเศษอยู่เยอะมาก อีกทั้ง…ช่วง ที่ผ่านมานี้ยังมีผู้ฝึกลมปราณต่างถิ่นที่อำมหิตกลุ่มหนึ่งลงมือลอบสังหาร คนเผ่ามนุษย์ด้วยกันไปไม่น้อย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” หลัวซินพูดพร้อมหน้าที่เปลี่ยนสี
“พวกเราเพิ่งกลับมาจากทางนั้น พบว่ากลุ่มของเผ่ามนุษย์หลายกลุ่ม ที่เหมือนพวกเราล้วนถูกฆ่าตายจนเกลี้ยง เจ้าเองก็รู้ หากเป็นฝีมือของ
สัตว์วิเศษ กลุ่มที่ถูกสังหารน่าจะเหลือเพียงแค่ซากกระดูกเท่านั้น” นัยน์ตาสวีหู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ศพที่ถูกสัตว์วิเศษฆ่ากับศพที่ถูก เผ่ามนุษย์ฆ่านั้นไม่เหมือนกัน รอยบาดแผลที่เป็นเหตุแห่งความตายก็มี ส่วนต่างอย่างเห็นได้ชัด”
“ข้าไม่เคยเจอคนกลุ่มนั้นมาก่อน แต่กลับรู้ว่าพวกเขามีตัวตนอยู่จริง และฝีมือของพวกเราก็ร้ายกาจอย่างมาก”
“สัตว์วิเศษที่อยู่บริเวณใกล้เคียงกับบ่อน้ำสีดำทำให้พวกเราปวดหัว มากพออยู่แล้ว บวกกับกลุ่มคนที่กระหายเลือดกลุ่มนั้นอีก พวกเราจึงรู้ดี ว่าศักยภาพของตัวเองไม่มากพอ เลยได้แต่ถอยห่างออกมาจากบ่อน้ำสี ดำ”
“นึกไม่ถึงว่าระหว่างทางที่กลับมาจะเจอกลุ่มสัตว์วิเศษลอบโจมตี”
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ แล้วพูดต่อ ทันทีว่า “ขอให้พวกเจ้าโชคดี พวกเราไปก่อนล่ะ”
“ขอบคุณพวกเจ้ามาก” สวีหู่เอ่ยขอบคุณ
“อืม ไม่ต้องเกรงใจ”
จากนั้นเนี่ยเทียนและหลัวซินสองคนก็รีบร้อนเดินทางไปยังบ่อน้ำสีดำ ที่สวีหู่บอก
หลังจากที่บอกลากับพวกเขาแล้ว พวกสวีหู่ก็เริ่มจัดการกับซากศพ ของสัตว์วิเศษแล้วเดินทางกลับ
ไม่นานหลังจากนั้น ต่งลี่ที่แปลงโฉมก็พลันมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้า ของพวกเขา
บนแขนที่ขาวนวลของต่งลี่สวมกำไลข้อมือไว้ชิ้นหนึ่ง นางคอยยก ข้อมือมาวางไว้ที่ริมฝีปากเป็นระยะคล้ายกำลังสื่อสารกับใครบางคนอย่าง เงียบเชียบ
พอเห็นว่าสวีหู่ปรากฏตัว ต่งลี่ก็เป็นฝุายเดินเข้าไปหาก่อน ใช้สายตา แปลกประหลาดมองตรวจสอบพวกเขา จากนั้นจึงถามว่า “เจ้าเจอกับ ชายหญิงคู่หนึ่งหรือไม่?” นางบรรยายหน้าตาของเนี่ยเทียนให้อีกฝุายฟัง
สวีหู่มีสีหน้าระแวดระวัง เขาส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ไม่”
“ข้าเป็นเพื่อนกับพวกเขา มีธุระให้ต้องตามหาพวกเขา” ต่งลี่ยิ้มหวาน ควักเอาตราชิ้นหนึ่งออกมาจากเอวที่คอดกิ่ว ก่อนจะโบกต่อหน้าสวีหู่
ต่งลี่ที่เปลี่ยนแปลงโฉมหน้า สวีหู่อาจจำไม่ได้ ทว่าตราชิ้นนั้น เขาแค่ มองปราดเดียวก็เปลี่ยนท่าทีมาเป็นเคารพนับถือทันที “คุณหนูต่ง!”
ตอนที่ตระกูลสวี่เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ ตระกูลต่งยื่นมือเข้าช่วย และก็ด้วยเหตุนี้ ตอนที่เซวียหลงซึ่งอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงและจำต่งลี่กับ หันมู่ได้ เขาถึงเปลี่ยนเปูาหมายไล่ตามไปฆ่าหลี่หลางเฟิงในทันที
ตอนนี้พวกสวีหู่อยู่ในอาณาจักรปุายจั้น ทั้งยังเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ เขตปกครองของตระกูลต่ง
“ข้ามีธุระต้องพูดคุยกับพวกเขา” ต่งลี่กล่าวอีกครั้ง
หลังจากที่สวีหู่รู้ตัวตนของต่งลี่ผ่านตราชิ้นนั้นจึงไม่ปิดบังอีก เขาเล่า เรื่องที่พบเจอกับเนี่ยเทียนและหลัวซินให้นางฟังอย่างละเอียด
“เอาล่ะ พวกเจ้ากลับไปเถอะ” ต่งลี่โบกมือ หลังจากที่ปล่อยตัวพวกส วีหู่ไป ดวงตาของนางก็ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นดำมืด “ไม่นึกเลยว่าจะมีคน นอกกล้ามาทำตัวเหลวไหลในเขตปกครองของตระกูลต่ง!”
เดิมทีนางก็ไม่ใช่พวกคนจิตใจดีอยู่แล้ว ทว่าในฐานะที่ตระกูลต่งเป็น ผู้ปกครองพื้นที่ใกล้เคียงนี้ ต่อให้ในใจของนางจะเต็มไปด้วยแผนการชั่ว ร้าย ทว่านางก็ไม่เคยทำตัวเหลวไหลในเขตอิทธิพลของตัวเอง
ด้วยเหตุนี้นางจึงพาผู้ติดตามกลุ่มหนึ่งที่มีนางเป็นหัวหน้าข้ามไปยัง อาณาจักรเลี่ยคง ใช้ตัวตนของคมเขี้ยวในเทือกเขาฮว้านคงมาเต็มเติม ความพึงพอใจด้านการเข่นฆ่าและความเหี้ยมอำมหิตของจิตใจนาง
พอได้ยินว่ามีคนนอกมาเปิดฉากสังหารอยู่ในพื้นที่ของตระกูลต่ง ล้ำ เส้นกติกาที่ตระกูลต่งขีดเอาไว้อย่างกำเริบเสิบสาน นางจึงโกรธเกรี้ยว ทันทีที่ได้รู้ข่าว
นางยกกำไลข้อมือมาวางทาบบนริมฝีปาก เอ่ยสั่งความว่า “คนที่อยู่ ฝั่งตะวันออกเมื่อได้รับข้อความจากข้าจงขยับเข้าไปใกล้บ่อน้ำสีดำ มีพวก หนูสกปรกต่างถิ่นกลุ่มหนึ่งมาทำตัวเหลวไหลในพื้นที่อิทธิพลของพวกเรา จงไปลากตัวพวกมันออกมา!”
ตระกูลต่งอนุญาตให้คนต่างถิ่นมาเก็บพืชหญ้าและสังหารสัตว์วิเศษใน บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงได้
เมื่อใช้วิธีนี้ พื้นที่ปลอดภัยรอบๆ ตระกูลต่งจึงยิ่งกว้างขวางมากขึ้น เรื่อยๆ และสัตว์วิเศษหายากที่ถูกค้นพบก็เพิ่มมากขึ้น
เพราะว่าสัตว์วิเศษที่เคลื่อนไหวในอาณาจักรปุายจั้นมีปริมาณมาก เกินไป ต่อให้เป็นตระกูลต่งเองหากจะคิดสังหารสัตว์วิเศษที่มีทั่วทุกหน แห่งให้ตายเกลี้ยงก็ยังเป็นไปไม่ได้
ให้คนต่างถิ่นที่มาเยือนใช้ตระกูลต่งเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อสังหารสัตว์ วิเศษไปทั่วบริเวณ ด้านหนึ่งคือสามารถลดจำนวนของสัตว์วิเศษให้ น้อยลงไปได้อย่างตอนนี้ ส่วนอีกด้านหน้าก็สามารถช่วยหักร้างถางพงให้ ตระกูลต่งมีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
นอกจากภูเขาหญ้าวิเศษที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแล้ว ในรัศมีร้อยลี้ของ ตระกูลต่งยังหักร้างถางพื้นที่สำหรับปลูกพืชวิเศษอีกด้วย
ผู้แข็งแกร่งของตระกูลต่งส่วนใหญ่มักจะเฝูาบัญชาการณ์อยู่ในพื้นที่ ของการปลูกหญ้าวิเศษเหล่านั้นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้สัตว์วิเศษเข้ามาโจมตี กะทันหัน
ที่ปล่อยให้ผู้ฝึกลมปราณในอาณาจักรปุายจั้นและอาณาจักรอื่นๆ มา ที่นี่ก็เพื่อให้พวกเขาช่วยกำจัดสัตว์วิเศษให้
หากผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่เข้ามาเข่นฆ่ากันเองไม่หยุด ไม่สามารถ กำจัดสัตว์วิเศษได้ ทำให้กลุ่มสัตว์วิเศษที่มีพละกำลังและมีจำนวนมากพอ ไปโจมตีพื้นที่ที่ปลูกหญ้าวิเศษของตระกูลต่ง นั่นก็เท่ากับละเมิดความ ตั้งใจเดิมของพวกเขา
ด้วยเหตุนี้ผู้ฝึกลมปราณของตระกูลต่งจึงมักจะลาดตระเวนเป็น ประจำ เพื่อปูองกันไม่ให้พวกผู้ฝึกลมปราณต่อสู้กันเอง
และก็เพราะมีตระกูลต่งช่วยจัดระเบียบอยู่อย่างลับๆ ดังนั้นตลอด ทางที่เนี่ยเทียนและหลัวซินเดินทางมาจึงเห็นเพียงแค่การต่อสู้ดุเดือด ระหว่างเผ่ามนุษย์กับสัตว์วิเศษเท่านั้น แทบไม่ได้เห็นคนตายเพราะเผ่า มนุษย์เข่นฆ่ากันเองเลย
พวกคนต่างถิ่นที่สวีหู่กล่าวถึงเข้ามาสังหารคนเผ่าเดียวกันในพื้นที่ ปกครองซึ่งอยู่ในนามของตระกูลต่งก็เท่ากับทำลายกฎของตระกูลต่ง
……
มุมหนึ่งของบ่อน้ำสีดำ
พวกจานหยวน เจียงหลิงจู เย่กูโม่ และเนี่ยตงไห่กับเนี่ยเฉี่ยนแปดคน จากสำนักหลิงอวิ๋นกระจายตัวกันอยู่ในเงามืดของหุบเขาด้วยสีหน้าตะลึง ระคนหวาดกลัว
เบื้องใต้แสงแดดร้อนแรง พวกเขาไม่รู้สึกถึงความร้อนเลยสักนิด ในใจ มีแต่ความเย็นเยียบ
ตอนแรกเริ่มพวกเขามีกันทั้งหมดสิบเจ็ดคน ตอนนี้ที่ยังมีชีวิตอยู่เหลือ เพียงแค่แปดคน
คนที่ตายไปล้วนถูกฝูงสัตว์สังหาร ถูกสัตว์วิเศษกัดกินจนตาย
ทว่าตอนนี้ที่พวกเขาหวาดกลัวไม่ใช่สัตว์วิเศษที่อยู่ใกล้เคียงกับบ่อน้ำ สีดำ
แต่เป็นผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์กลุ่มหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ไม่นาน ตอนที่พวกเขาเคลื่อนไหวอยู่ใกล้กับบ่อน้ำสีดำได้ เห็นผู้ฝึกลมปราณกลุ่มหนึ่งกำลังสังหารกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่าพวก เขา ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขาด้วย
ตอนที่พวกเขาเห็น การต่อสู้ของทางฝั่งนั้นยังไม่สิ้นสุด อีกฝุายจึงแค่ เหลือบมามองพวกเขาด้วยความสนใจแวบหนึ่งแล้วเปิดฉากสังหารกันต่อ
แม้ว่าพวกเขาจะถอยออกมาได้ทันเวลา แต่ในใจก็เปี่ยมล้นไปด้วย ความกังวล
ตอนที่พวกเขาจากไป สายตาที่คนเหล่านั้นหันมามองของพวกเขาทำ ให้พวกเขาหวาดกลัวได้มากกว่าสายตาของฝูงสัตว์เสียอีก
พวกเขาล้วนรู้ดีว่ารอจนคนเหล่านั้นจัดการกับคู่ต่อสู้ได้หมด พวกเขา ก็จะกลายมาเป็นเปูาหมายใหม่
“พวกเราควรกลับไปแล้วหรือไม่?” เจียงหลิงจูเอ่ยถาม
จานหยวนถอนหายใจ “ควรจะกลับได้แล้วล่ะ แต่กลัวว่าระหว่างทาง จะเจอกับพวกเขาอีกน่ะสิ”