ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 398 โจมตีสำเร็จในครั้งเดียว!
ผู้ฝึกลมปราณชุดดำที่ขยับเข้ามาใกล้ต่งลี่ทีละก้าวแสยะยิ้ม มือทั้งคู่ก็ โบกสะบัดไม่หยุด
ควันสีเขียวเข้มหลายเส้นที่มีกลิ่นเหม็นคาวประหลาดค่อยๆ แผ่ ออกมา
เหล็กหมาดสีเขียวที่ถูกต่งลี่โยนออกมาลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทั้ง ยังสลัดแสงสีเขียวออกมาหลายเส้น
ท่ามกลางแสงสีเขียวนั้นบางครั้งก็มีเงาวิญญาณของสัตว์วิเศษวาบ ผ่าน มันเปล่งเสียงร้องคำรามพลางพุ่งเข้าปะทะกับควันพิษเหล่านั้นอย่าง ต่อเนื่อง
ทุกครั้งที่ควันพิษและแสงสีเขียวปะทะกันจะต้องมีสะเก็ดแสงสาด กระเซ็นออกมา
ต่งลี่มีสีหน้าลนลานขลาดกลัว ร้องโหวกเหวกไม่หยุดคล้ายกำลังรอให้ ปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
ชื่อของ “หัวเทียน” ถูกนางยกขึ้นมาพูดซ้ำไปซ้ำมา ราวกับว่านางได้ ฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ตัวของ “หัวเทียน”
ทว่าหัวเทียนกลับยังคงไม่ปรากฏตัวเสียที
“นังหญิงสารเลว! เจ้าทำให้พี่น้องทั้งเจ็ดคนของข้าต้องตาย! ต่อให้เจ้า เป็นคนของตระกูลต่ง ข้าก็จะฆ่าเจ้าให้ได้!”
กลางฝุามือสีน้ำตาลซีดของผู้ฝึกลมปราณชุดดำพลันมีเปลวเพลิงสี เขียวสองกลุ่มผุดขึ้นมา
เปลวไฟสีเขียวลอยผลุงขึ้น ก่อนจะถูกขว้างเข้ากระแทกมายังซีกแก้ม ของต่งลี่
ใบหน้าที่ผ่านการแปลงโฉมของต่งลี่เผยความหวาดกลัวตื่นตระหนก เรือนกายยั่วยวนของนางยักย้ายบิดส่ายหมายจะหลบเปลวไฟที่เข้ามาใกล้
“ตายซะเถอะ!”
ผู้ฝึกลมปราณชุดดำหัวเราะเสียงเย็น ทันใดนั้นปลายแขนเสื้อของเขา ก็มีกระบี่แสงสองเล่มที่มีเปลวไฟสีเขียวลุกท่วมบินออกมา
โล่ชิ้นหนึ่งที่ทำจากกระดูกสัตว์พลันถูกต่งลี่เรียกออกมา
“ตูมๆ!”
เปลวไฟสีเขียวสองกลุ่มกระแทกลงบนโล่กระดูกสัตว์อย่างแรงจน สะเก็ดไฟสีเขียวแตกกระจาย
พลังที่หนักอึ้งระลอกหนึ่งถูกส่งออกมาจากโล่กระดูกสัตว์ สั่นสะเทือน จนต่งลี่ถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
ไม่เพียงเท่านี้ พละกำลังมหาศาลที่มาจากในโล่กระดูกสัตว์ก็คล้ายจะ แทรกซอนเข้ามายังแขนของต่งลี่ ก่อนจะสะเทือนไปทั่วร่างของนาง
ใบหน้าที่ธรรมดาไม่โดดเด่นของนางปริแตกก่อนจะหลุดลอกมาเป็น แผ่นราวกระดองเต่าที่แตกออก
ใบหน้าที่ผ่านการแปลงโฉมของนางพลันหายวับไปกับตา
หลังจากใบหน้าที่ตกแต่งเอาไว้ถอดสีหายไปเกลี้ยง โฉมหน้าที่ปกติหา ได้ทั่วไปก็ถูกแทนที่มาด้วยความงามเพริศพริ้งในชั่วพริบตา
ริมฝีปากของนางสั่นไหวน้อยๆ มองไปยังผู้ฝึกลมปราณชุดดำที่ยืนอึ้ง ด้วยท่าทางน่าสงสารคล้ายคนกำลังจะร้องไห้ ก่อนจะวิงวอนเสียงแผ่ว “อย่านะ…”
สีหน้าของผู้ฝึกลมปราณคนนั้นที่มาจากอาณาจักรเฮยเจ๋อพลันเปลี่ยน มาเป็นเลื่อนลอยในทันใด คล้ายคิดไม่ถึงว่าแค่การโจมตีเดียวคู่ต่อสู้ของ เขาจะเปลี่ยนโฉมหน้ามาเป็นแบบนี้ได้
ใบหน้าที่เผยออกมาใหม่นั้นงามเป็นเอก สวยหยาดฟูามาดิน ทำให้ เขามิอาจลงมือสังหารได้ไปชั่วขณะ
“ขอเจ้าปล่อยข้าไปเถอะ ข้าจะไม่ยุ่งกับพวกเจ้าอีกแล้ว ขอร้องล่ะ นะ”
ต่งลี่เอ่ยเสียงแผ่วอ่อนหวาน โล่กระดูกสัตว์ชิ้นนั้นก็เหมือนจะเลื่อนลง ช้าๆ ราวกับไร้กำลัง
“เจ้า…เจ้าเป็นใครกันแน่?” ผู้ฝึกลมปราณชุดดำกล่าวอย่างสับสน
“ข้าคือ…นายแม่ตระกูลต่งของเจ้าอย่างไรล่ะ!”
โล่กระดูกสัตว์ที่ค่อยๆ ลดต่ำพลันถูกยกขึ้นมาใหม่ ก่อนที่มุมหนึ่งของ โล่จะมีแท่งกระดูกแหลมคมประดุจใบมีดหลายแท่งโผล่พรวดออกมา
โล่กระดูกสัตว์นั้นถูกเปลี่ยนมุมให้ตำแหน่งที่มีแท่งกระดูกโผล่เล็งไปยัง หน้าอกของคนผู้นั้น
เมื่อมุมเปลี่ยน แท่งกระดูกจึงบินพรวดออกไป
“สวบๆๆ!”
แท่งกระดูกแหลมคมเสียบเข้าไปในหน้าอกของคนผู้นั้นในชั่วพริบตา
ท่าทางอ่อนแอที่ต่งลี่แสดงออกมาก่อนหน้านี้หายวับไปนานแล้ว บน ใบหน้าที่งามล้ำเวลานี้เต็มไปด้วยความเย็นชา
มุมของโล่กระดูกสัตว์ถูกหมุนเปลี่ยนไปอีกครั้ง ก่อนที่นางจะใช้หน้า โล่กระแทกลงไปบนแท่งกระดูกที่เสียบคาอยู่บนหน้าอกของคนผู้นั้นอย่าง แรง
“สวบ!”
เมื่อโล่กระแทกลงบนแท่งกระดูกก็เหมือนตะปูเหล็กที่ถูกค้อนทุบลง มาจนทะลุไปโผล่ข้างหลังของผู้ฝึกลมปราณชุดดำคนนั้น
“คางคกอย่างเจ้าก็คิดจะกินเนื้อหงส์อย่างนั้นรึ?”
ต่งลี่หัวเราะเสียงเย็น ยื่นมือออกไปคว้า เหล็กหมาดสีเขียวชิ้นนั้นก็ ลอยมาตกอยู่กลางมือของนาง
ก่อนที่นางจะใช้เหล็กหมาดแทงลงไปบนลำคอของคนผู้นั้น ทำให้ ประกายแสงและความมีชีวิตชีวาในดวงตาของคนผู้นั้นมืดดับลงไปทันใด
“ถุย!”
นางถ่มน้ำลายใส่ใบหน้าของคนผู้นั้นด้วยสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์
จากนั้นนางก็กระชากเอาแท่งกระดูกที่เสียบคาอยู่บนหน้าอกของคนผู้ นั้นกลับมาประกอบเข้าไว้ตรงมุมของโล่กระดูกดังเดิม
เห็นว่าคนผู้นั้นตายไปแล้วแต่ร่างยังไม่ล้มลงนางก็แค่นเสียงเย็นอีก ครั้งก่อนจะใช้เหล็กหมาดเสียบแทงไปยังหน้าอกของอีกฝุายแล้วหมุน คว้านอีกสองสามที
“ตึง!”
ผู้ฝึกลมปราณชุดดำที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลางซึ่งระดับสูงกว่านาง ขั้นหนึ่งล้มลงไปกองอยู่กับพื้นในที่สุด
มือหนึ่งของต่งลี่ถือโล่ มือหนึ่งถือเหล็กหมาดสีดำ ไม่ได้เหลือบแลศพ ของคนผู้นั้นอีก แต่เล็งไปยังผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรเฮยเจ๋อที่พุ่งเข้ามาหา นางด้วยสายตาเย็นชา
“หัวเทียน!”
นางตะโกนเดือดดาล “หากข้ายังมองไม่เห็นเจ้า ลูกศิษย์สำนักหลิ งอวิ๋นทุกคนในอาณาจักรปุายจั้นที่เกี่ยวข้องกับเจ้าก็อย่าได้หวังว่าจะมี ชีวิตรอดกลับคืนไป!”
“แม่นาย เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าจะนับถึงสาม? นี่ข้าก็รอให้เจ้าเริ่ม นับอยู่ไม่ใช่หรือไง?” เสียงของเนี่ยเทียนพลันลอยมา
“เจ้าอยู่จริงๆ ด้วย!” พอได้ยินคำตอบรับจากเนี่ยเทียน ต่งลี่ก็ยิ้ม สมใจ ก่อนจะรีบนับอย่างรวดเร็ว “หนึ่ง สอง สาม! ข้านับเสร็จแล้ว!”
“ฟิ้ว!”
ริมขอบบ่อน้ำสีดำ ท่ามกลางพุ่มไม้สูงใหญ่ข้างกายของผู้ฝึกลมปราณ อาณาจักรเฮยเจ๋อที่พุ่งเข้ามาหาต่งลี่พลันมีแสงดาวเปล่งวาบขึ้นมา
ผู้ฝึกลมปราณต้นสวรรค์ช่วงต้นคนหนึ่งสังเกตเห็นจึงหันขวับกลับไป มอง
เนี่ยเทียนที่ใช้ดาวเปล่งประกายระยะสั้นหายตัวมา การเคลื่อนไหว ของพลังชีวิตที่ถูกพรสวรรค์ของสายเลือดระงับไว้พลันระเบิดออก
แสงดาบเล่มหนาใหญ่ที่คละเคล้าไปด้วยเปลวเพลิงและแสงดาวพลัน ฟันฉับลงมาจากกลางพุ่มไม้คล้ายดาวตกที่พุ่งเข้ามาปรากฏต่อหน้าคนผู้ นั้น
“กร๊อบ!”
แค่เจอหน้ากัน กะโหลกศีรษะของคนผู้นั้นก็ถูกแสงดาบของดารา เพลิงกาฬฟันจนแหลกละเอียด
ผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรเฮยเจ๋อที่เหลือซึ่งกำลังพุ่งทะยานไปอย่าง รวดเร็วพลันหยุดชะงักอยู่กับที่
ท่ามกลางพุ่มไม้ที่สูงเท่าคนสองคน เนี่ยเทียนที่ถือดาราเพลิงกาฬไว้ใน มือเดินออกมาช้าๆ
ดาราเพลิงกาฬที่ไม่มีฝักส่องประกายแสงแห่งความคมกริบ แผ่ปราณ บริสุทธิ์ที่ดุดันอย่างถึงที่สุด
เนี่ยเทียนที่สังหารคู่ต่อสู้ได้ในการโจมตีครั้งเดียว นิ้วมือทั้งห้าที่จับ ดาราเพลิงกาฬไว้แน่นคล้ายออกเล็กน้อยก่อนจะกระชับเขาหากันอีกครั้ง
พลังวิญญาณต่างธาตุที่มาจากน้ำวนในร่างเขาถูกกรอกเทเข้าไปในดารา เพลิงกาฬอย่างบ้าคลั่ง
เขาสามารถรับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าด้านในของดาราเพลิงกาฬมี ค่ายกลที่ประณีตอยู่มากมาย
ค่ายกลวิเศษเหล่านั้นแยกตัวกันคล้ายเป็นจุดเชื่อมต่อที่ตั้งตัวเป็น อิสระซึ่งปล่อยให้พลังเปลวเพลิง พลังดวงดาว และพลังพืชหญ้าไหลริน ผ่าน
เมื่อพลังวิญญาณในร่างของเขาไหลผ่านค่ายกลพิเศษเหล่านั้น พลัง วิญญาณแต่ละธาตุก็คล้ายจะถูกเพิ่มอานุภาพ
ดาราเพลิงกาฬที่ยาวห้าเมตรเป็นสีแดงเข้มตลอดทั้งเล่ม ด้ามจับที่ทำ จากไม้หายากซึ่งอยู่กลางฝุามือขานรับกับน้ำวนพืชหญ้าในร่างของเขา
ดาบยาวเล่มนี้เมื่อมาอยู่ในมือของเขา ไม่ว่าจะนำมาใช้อย่างไรก็ล้วน คล่องมือเขาไปเสียหมด คล้ายเป็นแขนของเขาที่ยืดขยายออกไป
“เจ้าหลีเหย่นี่ช่างมีพรสวรรค์เลิศล้ำในด้านการหลอมอาวุธจริงๆ!”
เอ่ยชมในใจตัวเองประโยคหนึ่ง ดาราเพลิงกาฬที่ปลายดาบชี้ไปที่พื้น ก็พลันถูกยกขึ้นชี้ไปยังผู้ฝึกลมปราณอาณาจักรเฮยเจ๋อคนหนึ่ง ตรงปลาย ดาบแหลมคมมีแสงดาบที่ราวกับรุ้งยาวเส้นหนึ่งพุ่งพรวดออกมา
“ข้าก็คือหัวเทียนที่นางตะโกนเรียก”
หัวหน้าที่จมูกงองุ้ม สีหน้ามืดทะมึน หยุดชะงักฝีเท้ามองเขาด้วย สายตาลึกล้ำหนึ่งครั้งแล้วกล่าวว่า “กะอีแค่ตัวตลกที่แม้แต่จะเหยียบย่าง
เข้าสู่ต้นสวรรค์ก็ยังทำไม่ได้ แต่กลับบังอาจลอบสังหารกวานจิง! กวานเยว่ เจ้ายังมัวยืนอึ้งอยู่ทำไม?!”
กวานเยว่ที่มาจากอาณาจักรเฮยเจ๋อและมีตบะต้นสวรรค์ช่วงกลาง เช่นกันสีหน้าบูดเบี้ยวอยู่นานแล้ว
กวานจิงที่เพิ่งถูกเนี่ยเทียนสังหารไปเมื่อครู่นี้คือน้องชายแท้ๆ ของ เขา!
เขาตาแดงก่ำ ไม่พูดไม่จาก็กระโดดผลุงขึ้นกลางอากาศสูงสามเมตร คล้ายสัตว์ร้ายตัวหนึ่งที่กระโจนเข้าหาเนี่ยเทียน
เขาที่ตัวอยู่กลางอากาศ ลำคอเปล่งเสียงร้องคำรามเดือดดาลฟังไม่ ชัดเจน ใบหน้าก้มลงมองเบื้องล่าง มือทั้งสองข้างของเขาที่สวมกรงเล็บผี แหลมคมเอาไว้กางออกกว้าง พุ่งเข้าตะปบใส่เนี่ยเทียนอย่างแรง
กลางอากาศพลันมีเงาของกรงเล็บปกคลุมลงมา กลิ่นคาวค่อยๆ แผ่ กระจาย ทำให้คนที่ได้กลิ่นอยากอาเจียน
“ไม่ต้องสนใจเขา คนที่ขอบเขตต่ำต้อยแค่นี้ กวานเยว่คนเดียวก็ รับมือได้” ผู้ที่เป็นหัวหน้าเมื่อเห็นว่ากวานเยว่ลงมือก็ห้อตะบึงเข้าหาต่งลี่ ต่อไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง “รีบสังหารผู้หญิงคนนี้! ใช้ชีวิตของ นางมาล้างความอัปยศให้กับพวกเรา!”
ต่งลี่ที่ถูกพวกเขามองเป็นเปูาหมายหลักกำลังมองกวานเยว่ที่พุ่งเข้า ไปโจมตีเนี่ยเทียนด้วยสมาธิแน่วแน่ บนใบหน้างามหยาดเยิ้มไม่มีความ หวาดกลัวใดๆ ปรากฏให้เห็น
นางมองประเมินเนี่ยเทียนพลางยกข้อมือมาวางทาบบนริมฝีปากแดง สดแล้วเอ่ยสั่งความบางอย่างเบาๆ
และเวลานี้เอง ผู้ฝึกลมปราณอีกสามกลุ่มที่ได้ยินเสียงทะเลาะวิวาท ทางฝั่งนี้ก็ทยอยกันโผล่จากพุ่มไม้สูงใหญ่มาปรากฏตัวที่ริมบ่อน้ำสีดำ
ในบรรดาคนเหล่านั้นมีคนที่จำต่งลี่ได้ พอเห็นนางจึงร้องอุทานเสียง หลงทันที “คุณหนูใหญ่ตระกูลต่ง!”
“พวกเจ้า! พวกเจ้า! แล้วก็พวกเจ้า!” ต่งลี่ยื่นมือออกมาชี้ไกลๆ ไปยัง ผู้ฝึกลมปราณทั้งสามกลุ่ม ก่อนจะออกคำสั่งอย่างไม่เกรงใจ “จงร่วมมือ กับข้าสังหารไอ้พวกเศษสวะจากอาณาจักรเฮยเจ๋อเหล่านี้! คนพวกนี้ ทำลายกฎของตระกูลต่ง บังอาจมาสังหารเผ่ามนุษย์ด้วยกันในบริเวณ ใกล้เคียงนี้!”
คนอีกสามกลุ่มที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็เหมือนจะรู้ว่าพวกคนของ อาณาจักรเฮยเจ๋อมาทำอะไร และเคยทำอะไรเอาไว้
ได้ยินคำสั่งจากต่งลี่ พวกเขาแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยก็ตัดสินใจได้ทันที
คนเหล่านั้นมองตากันแล้วต่างก็เรียกเอาอาวุธวิเศษออกมา ก่อนจะ เข้ามาใกล้ต่งลี่อย่างรวดเร็ว
ต่งลี่เห็นการกระทำของพวกเขา รอยยิ้มก็เผยขึ้นมาบนใบหน้า เห็นได้ ชัดว่าผ่อนคลายมากกว่าเดิม แล้วนางก็ยกกำไลข้อมือขึ้นมาพูดอีกครั้ง “รอคำสั่งของข้าอยู่ข้างนอก ยังไม่ต้องรีบร้อนเข้ามา”