ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 401 เจ้าจะเอายังไง?
ต่งลี่ไม่ได้ตอบคำถาม นางมองเนี่ยเทียนทั้งยังยิ้มหวานหยด ก่อนจะยกมือขึ้นทาบริมฝีปาก ลงไปบนกำไลส่งข้อความเสียงอีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ดึงแหที่จับปลา กลับมาได้แล้ว”
เนี่ยเทียนตะลึงงงัน ทว่าหลังจากนั้นเขาก็เข้าใจความหมายแฝงของต่งลี่ได้อย่างรวดเร็ว ท่ามกลางพุ่มไม้หนาแน่นใกล้กับบ่อน้ำสีดำมีเงาร่างของคนจำนวน มากวูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว กลายมาเป็นการล้อมโจมตีที่ปกคลุมพื้นที่ เป็นวงกว้างอย่างถึงที่สุด
เวลานี้คนของอาณาจักรเฮยเจ๋อที่ถูกผู้ฝึกลมปราณอีกสามกลุ่มโจมตี ต่างก็มองเห็นสถานการณ์ได้อย่างชัดเจน
พวกเขาตระหนักได้ว่าแผนการที่พวกเขาคิดจะช่วงชิงพืชหญ้าวิเศษ มาจากมือของตระกูลตงคงมิอาจเป็นจริงได้อีกแล้ว
ลำพังเพียงแค่ผู้ฝึกลมปราณสามกลุ่ม หากพวกเขาคิดจะฝุาวงล้อม ออกไปก็เป็นไปไม่ได้แล้ว
“ถอย!” ผู้แข็งแกร่งจมูกงองุ้มที่เป็นผู้นำของทางฝุายอาณาจักรเฮยเจ๋อร้อง คำรามเสียงแหลม
พวกคนของอาณาจักรเฮยเจ๋อที่ได้ยินเสียงหวีดแหลมนั้นต่างก็ละทิ้งคู่ ต่อสู้ของตัวเองแล้วแตกฮือทันที
เมื่อคนสามกลุ่มที่ต่งลี่ส่งการให้โจมตีพวกเขาตั้งตัวได้ก็เห็นว่าคู่ต่อสู้ ของตัวเองแตกกระเจิงกันหนีไปตามพุ่งไม้สูงชะลูดอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่เงา ของพวกเขาจะถูกต้นไม้ปกคลุมไปอย่างรวดเร็ว
ต่งลี่มีสีหน้าผ่อนคลายทว่าสายตากลับเย็นเยียบ ทิพย์จักษุเจ็ดข้างที่ล้อมวนรอบด้านลอยอยู่กลางอากาศสูงจึงเห็นได้ อย่างชัดเจนว่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลต่งที่มารออยู่นานแล้วกำลังตีวงโอบ ล้อมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ผู้แข็งแกร่งของตระกูลต่งเหล่านี้มีขอบเขตและฝีมือที่เหนือกว่าจนผู้ ฝึกลมปราณสามกลุ่มนั้นมิอาจเปรียบเทียบได้
คนของอาณาจักรเฮยเจ๋อแต่ละคนที่พยายามหนีออกไปจากบ่อน้ำสี ดำต่างก็พากันถูกโจมตี
เสียงการเข่นฆ่า เสียงคร่ำครวญสิ้นหวัง เสียงร้องโหยหวนที่ขาด หายไปกลางคันดังขึ้นๆ ลงๆ
เนี่ยเทียนใช้ทิพย์จักษุตรวจสอบจึงมองเห็นว่าเมื่อถูกผู้แข็งแกร่ง ตระกูลต่งโจมตี ผู้ฝึกลมปราณชุดดำเหล่านั้นต่างก็ทยอยกันตายไป
แม้แต่ผู้เป็นหัวหน้าที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงท้ายซึ่งมีขอบเขตสูงสุดก็ยัง ถูกผู้แข็งแกร่งตระกูลต่งหลายคนที่มีขอบเขตเท่ากันโอบล้อมเอาไว้อย่าง แน่นหนา ดูจากท่าทางของคนตระกูลต่งแล้วคงคิดจะจับคนผู้นั้นตัวเป็นๆ
เนี่ยเทียนพลันเข้าใจขึ้นมาทันทีว่าเพราะเหตุใดต่งลี่ถึงไม่ได้รีบร้อน เรียกคนของตระกูลต่ง ให้พวกเขารออยู่ข้างนอก
ตอนที่คนของอาณาจักรเฮยเจ๋อกำลังต่อสู้กับคนอีกสามกลุ่ม แหจับ ปลาที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของต่งลี่ก็ค่อยๆ เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
เมื่อแหนั้นถูกหว่านอย่างครอบคลุมจึงถึงช่วงเวลาแห่งการเก็บเกี่ยว ผลจากการต่อสู้
เห็นได้ชัดว่าต่งลี่รู้ดีว่าหากคนจากอาณาจักรเฮยเจ๋อคิดจะหลบหนี การคิดจะสังหารพวกเขาในพื้นที่ที่มีพุ่มไม้สูงหนาแน่นไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงเตรียมการเอาไว้ก่อนแล้ว
นางต้องการสังหารทุกคนที่มาจากอาณาจักรเฮยเจ๋อให้สิ้นซาก “เอ๊ะ!” ขณะที่ทิพย์จักษุตรวจสอบทิศทางการเคลื่อนไหวของคนตระกูลต่ง เนี่ยเทียนพลันร่างสั่นสะท้าน
เวลานี้เอง ในที่สุดเขาก็อาศัยทิพย์จักษุข้างหนึ่งจนได้เห็นคนกลุ่มของ สำนักหลิงอวิ๋นที่เขาตามหาอย่างยากลำบาก
กลุ่มคนที่มีเนี่ยตงไห่ท่านตาของเขา เนี่ยเฉี่ยน เจียงหลิงจู เย่กูโม่ กำลังห้อทะยานจากภูเขาเล็กเตี้ยแห่งหนึ่งตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
เขามองเห็นความร้อนรนบนใบหน้าของพวกเนี่ยตงไห่ “อู้!” หันมู่ที่รอพวกคนจากอาณาจักรเฮยเจ๋ออยู่ในบริเวณใกล้เคียงพลัน สัมผัสได้จึงรีบไปรวมตัวกันในทิศทางที่คนของสำนักหลิงอวิ๋นมุ่งหน้ามา
ไม่นานหันมู่ก็ปรากฏกายอยู่ในเส้นสายตาของเนี่ยตงไห่ จานหยวน นาทีที่มองเห็นหันมู่ ในใจของเนี่ยเทียนร้อนรน แต่กลับจนใจ เขารู้ดีว่าทุกอย่างล้วนเล่นไปตามบทที่ต่งลี่จัดวางเอาไว้ “ข้าคือคนของตระกูลต่ง!” หันมู่ที่เคยพัวพันกับเนี่ยเทียนในอาณาจักรเลี่ยคงอยู่หลายเดือนพลัน โผล่มาขวางทางของคนสำนักหลิงอวิ๋นเอาไว้
“พวกเราคือคนของสำนักหลิงอวิ๋น!” จานหยวนรีบหยุดชะงักฝีเท้า พอได้ยินหันมู่บอกว่ามาจากตระกูลต่งเขาก็ดูคลายใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อน จะรีบอธิบายต่อว่า “ดีเหลือเกินแล้ว ในที่สุดก็เจอคนตระกูลต่งเสียที! ใกล้กับบ่อน้ำสีดำมีผู้ฝึกลมปราณลึกลับกลุ่มหนึ่ง พวกเขาละเมิดกฎที่ ตระกูลต่งของพวกเจ้าตั้งเอาไว้ สังหารคนเผ่ามนุษย์ด้วยกันเองอย่างบ้า คลั่ง พวกเรา…”
จานหยวนเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาให้หันมู่ฟัง อย่างละเอียด
หันมู่พอได้ยินพวกเขาบอกตัวตนก็พลันยิ้มแย้ม ก่อนจะกล่าวอย่างมี มารยาท “เรื่องที่พวกเจ้าพูดถึง ตระกูลต่งของพวกเรารู้แล้ว วางใจเถอะ ด้วยแผนการที่คุณหนูใหญ่จัดวางไว้ พวกหนูโสโครกที่มาจากอาณาจักร เฮยเจ๋อกลุ่มนั้นจึงถูกพวกเราจัดการหมดแล้ว อีกไม่นานก็คงรู้ผล”
พวกจานหยวนที่หวาดกลัวกลุ่มคนของอาณาจักรเฮยเจ๋อจนอยู่ไม่เป็น สุขได้ยินเช่นนี้ก็วางใจลงได้ในฉับพลัน
พวกเขาย่อมไม่รู้เรื่องความขัดแย้งระหว่างเนี่ยเทียนและต่งลี่อยู่แล้ว เมื่อเห็นว่ามีคนตระกูลต่งปรากฏตัวจึงรู้สึกไปว่าปัญหาที่รบกวนพวกเขา มานานวันในที่สุดก็ได้รับการแก้ไขเสียที
“ฮ่า คุณหนูใหญ่ตระกูลต่งลงมือจัดการเรื่องนี้เองเลยหรือนี่ ถ้าอย่าง นั้นพวกเราก็วางใจแล้ว” เจียงหลิงจูลูบอกตัวเอง รู้สึกผ่อนคลายไปทั้งร่าง ก่อนจะเอ่ยชมเชย “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคุณหนูต่งลี่มาบ้าง รู้ว่า นางเป็นบุคคลที่ร้ายกาจคนหนึ่ง! มีนางอยู่ด้วย เจ้าพวกคนจากอาณาจักร เฮยเจ๋อไม่มีทางหนีรอดแน่นอน!”
หันมู่ยิ้มบางๆ สายตาคอยเหลือบมองไปยังเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยน เป็นระยะ
ผ่านไปพักใหญ่เขาถึงได้พยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าตามข้า มา ข้าจะพาพวกเจ้าไปพบคุณหนูของพวกเรา ไม่ต้องกังวลเรื่องเจ้าพวก เศษสวะจากอาณาจักรเฮยเจ๋อแล้ว”
พวกจานหยวนติดตามเขาไปด้วยความสบายใจ “เจ้าคือนายท่านตระกูลเนี่ยสินะ?” หันมู่มองเนี่ยต่งไห่แล้วพลันเอ่ย ถาม
เนี่ยต่งไห่งงงัน “เจ้ารู้จักข้าด้วยรึ?” “เฮอๆ” รอยยิ้มของหันมู่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกล้ำ “อีกเดี๋ยวเจ้า อาจจะได้เจอคนผู้หนึ่ง คนที่ทำให้เจ้ารู้สึกเหลือเชื่ออย่างถึงที่สุด”
“ใคร?” เนี่ยตงไห่เต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ “เดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้แล้ว” หันมู่หัวเราะฮ่าๆ เสียงดัง …… แสงอ่อนจางสลัวรางกระเพื่อมออกมาจากกำไลข้อมือของต่งลี่ นาง ตั้งใจรับฟังอยู่ครู่หนึ่งก็พลันหัวเราะเบาๆ
ทว่าสีหน้าของเนี่ยเทียนกลับมืดทะมึนราวน้ำนิ่ง “เจ้าลองเดาดูสิว่าหันมู่เจอใครเข้าแล้ว?” ต่งลี่หัวเราะคิกคัก สนุกสนาน อารมณ์เบิกบานเป็นกำลัง “เจ้าจำหันมู่ได้หรือไม่? ตอนที่อยู่ อาณาจักรเลี่ยคง คนที่ติดตามข้าตลอดนั่นไง”
เนี่ยเทียนที่มองผ่านทิพย์จักษุจนเห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น นั่งแปะลงไปกับพื้นไม่พูดไม่จา
เขาหยิบเอาเนื้อสัตว์วิเศษหลายชิ้นออกมากัดกินด้วยสีหน้าไม่สบ อารมณ์ ใช้เนื้อสัตว์วิเศษมาฟื้นฟูจิงชี่เลือดเนื้อที่ถูกเผาผลาญไปมหาศาล พลางครุ่นคิดไปด้วยว่าควรจะทำเช่นไรดี
“ทำไมถึงไม่พูดแล้วล่ะ?” ต่งลี่ยิ้มสดใส นางเดินยักย้ายส่ายเอวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าเนี่ยเทียนด้วยท่าทาง ยั่วยวน โยนกระดานหินหยกชิ้นหนึ่งลงไปบนพื้นหญ้าที่เปียกชื้นอย่างไม่ ใส่ใจ ก่อนจะนั่งลงไปกับพื้นเลียนแบบเนี่ยเทียน
คนทั้งสองนั่งเผชิญหน้ากัน ห่างกันไม่เกินหนึ่งเมตร ต่งลี่ยิ้มหวานเต็มใบหน้า เป็นฝุายเอ่ยอธิบายก่อน “หันมู่เจอกับคน สำนักหลิงอวิ๋นของพวกเจ้า ท่านตาของเจ้า แล้วก็ยังมีอีกคนคือท่านปูา เจ้าใช่ไหม? พวกเขาล้วนอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย”
“ข้ายังยืนยันประโยคเดิม เจ้าจะเอายังไง?” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงเย็น เห็นว่าเขาไม่มีท่าทีตกตะลึงแม้แต่น้อย ต่งลี่ก็เป็นฝุายอึ้งงันไปเสียเอง ก่อนที่จะเริ่มเข้าใจ “ดีนี่ ดูท่าเจ้าคงรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ก็ไม่แปลก ตอน อยู่นอกเมืองโพ่เมี่ยเจ้ารอดพ้นการล้อมโจมตีที่ข้าตั้งใจจัดวางไว้เพื่อเจ้า โดยเฉพาะไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า แน่นอนว่าย่อมมีวิธีการที่พิเศษอยู่แล้ว”
“ว่ามาสิ เจ้าจะเอายังไงกันแน่?” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงหนัก เวลานี้เขามองผ่านทิพย์จักษุจึงรู้แล้วว่าหันมู่ได้ระดมผู้แข็งแกร่งหลาย คนของตระกูลต่งให้มาช่วยกัน “คุ้มกัน” ทุกคนของสำนักหลิงอวิ๋นมาส่ง
ในกลุ่มของคนเหล่านั้นมีเนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนอยู่ด้วย เขารู้สถานการณ์อย่างชัดเจน รู้ว่าคราวนี้เขาไม่สามารถใช้คาถาดาว เปล่งประกายหลบหนีได้อย่างตอนที่อยู่ในทะเลทรายรกร้างนอกเมืองโพ่ เมี่ยอีกแล้ว
ญาติของเขาอยู่ในมือของต่งลี่ เขาทำได้เพียงยอมอ่อนข้อ ไม่กล้าทำ ตัวโอหังอีก
“ข้าจะเอายังไง?” ต่งลี่พูดกับตัวเอง นางหรี่ตาลง ย้อนนึกถึงความเคียดแค้นที่มีต่อเนี่ยเทียนเมื่อครั้งอยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคง รอยยิ้มที่ผลิบานเต็มใบหน้าจึงค่อยๆ หุบลงมา
“ตอนอยู่ในปุาลึก หลังจากที่ข้าสังหารเสิ่นเหวย เจ้าทำกับข้าเช่นไร?” ระหว่างที่พูด นางก็ก้มหน้าลงมองหน้าอกข้างซ้ายที่นูนเด่นของตัวเอง โดยไม่รู้ตัว
นางยังจำได้อย่างชัดเจนว่าหลังจากที่เนี่ยเทียนรัดตัวนางเอาไว้ มือทั้ง คู่ของเขาไม่เพียงแต่ลูบคลำไปทั่วร่างนางอย่างกำเริบเสิบสาน แถมเขายัง บีบขยำหน้าอกข้างซ้ายของนางอย่างแรง ตอนนี้มาย้อนนึกดูหน้าอกข้าง ซ้ายของนางก็คล้ายจะยังปวดปร่าไม่หาย
“ตอนที่เจ้าหนีฝุาวงล้อมไปได้ ตัวอักษรคำว่าหญิงสารเลวซ่ง หญิงต่ำ ช้าซ่งที่ทิ้งไว้ เจ้ายังจำได้หรือไม่?”
“ตอนนั้นเจ้าล่วงเกินข้ามากมาย เจ้ารู้สึกว่าข้าควรจะทำยังไงกับ เจ้า?!”
ต่งลี่พูดเน้นย้ำทีละคำ ดวงตามีเปลวเพลิงแห่งความโกรธแค้นลุกโชน ทว่าเปลวเพลิงนั้นกลับเย็นเยียบเข้ากระดูกราวกับปราณดุร้ายไร้ที่สิ้นสุด ซึ่งล้อมวนไม่จางหาย
เนี่ยเทียนเงียบงัน เขากินเนื้อวิเศษพลางใคร่ครวญอย่างหนักว่าควรจะทำเช่นไรถึงจะ สามารถช่วยท่านตาและเนี่ยเฉี่ยนได้
ที่ต่งลี่พูดมา เขาฟังไม่เข้าหูแม้แต่คำเดียว ความคิดมากมายที่ลอย ขึ้นมาในหัวล้วนถูกเขาตัดทิ้งอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครู่ใหญ่ สิ่งเดียวที่เขาพอคิดได้ก็คือแผนการที่มีความเสี่ยง อย่าง—จับต่งลี่เป็นตัวประกัน!
เมื่อตัดสินใจได้ ดวงตาที่เปล่งประกายไม่อยู่นิ่งของเขาพลันเปลี่ยนมา เป็นแน่วนิ่ง
ทว่าขณะที่เขากำลังจะลงมือ ต่งลี่ที่อยู่ใกล้เขาในระยะประชิดกลับ หัวเราะเสียงเย็น กระดานหินหยกที่วางอยู่ใต้ก้นของต่งลี่พลันส่องแสง แวววาว
ก่อนที่แสงวิเศษนั้นจะปกคลุมไปทั่วเรือนกายเย้ายวนใจคนของต่งลี่ “ข้ารู้ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่” ต่งลี่ลุกขึ้นยืนช้าๆ ที่น่าแปลกก็คือนางถอด กำไลข้อมือออกมาแล้วโยนออกไปไกล ทั้งยังกล่าวว่า “ตอนนี้ข้ากับหันมู่ ไม่สามารถติดต่อกันได้แล้ว และข้าก็ไม่สามารถสั่งความคนตระกูลต่งคน อื่นๆ ได้ด้วย กว่าที่หันมู่จะนำตัวของคนตระกูลอวิ๋นมาถึงยังเหลือเวลาอีก พักหนึ่ง”
“เนี่ยเทียน อย่าหาว่าข้าไม่ยอมให้โอกาสเจ้า!” “เจ้ายังมีโอกาสจับตัวข้า! และเจ้าสามารถนำตัวข้าไปแลกกับความ ปลอดภัยของญาติเจ้า!”
—–