ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 408 ร่ำสุรา
วันนั้น หลังจากที่เนี่ยเทียนเล่าสถานการณ์ของอสูรกายออกมาหมดแล้ว ต่ง ลี่และฉินแยนต่างก็มีท่าทีระมัดระวังอย่างมากจึงรีบลงมือวางแผนใหม่ ทันที
ส่วนต่งลี่ก็เอ่ยสั่งความกับหันมู่ให้เขาจัดหาห้องฝึกตนแห่งหนึ่ง ให้กับเนี่ยเทียน และให้เนี่ยเทียนไปรออยู่ในนั้น รอจนพลบค่ำวันพรุ่งนี้ถึง จะพาเขาเดินทางไปยังอาณาจักรอั้นหมิงด้วยกัน
อยู่ในห้องฝึกตนขนาดกว้างขวางนั่นได้ไม่นานนัก เนี่ยเทียนก็ออกมา เดินเตร่ในตระกูลต่งเพียงลำพัง
จากคำบอกของต่งลี่ ตระกูลต่งคือตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดใน อาณาจักรปุายจั้น ศักยภาพมีมากยิ่งกว่าตระกูลเฉา ตระกูลกู่และหอ โอสถ
ตระกูลต่งมีพื้นที่แห่งหนึ่งที่สร้างขึ้นไว้สำหรับให้คนที่มาล่าสัตว์วิเศษ ในพื้นที่เขตอิทธิพลของตระกูลต่งได้แลกเปลี่ยนซื้อขายกัน
ในมือของเนี่ยเทียนมีเนื้อสัตว์วิเศษที่สะสมมาตั้งแต่ตอนอยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคงเหลืออีกไม่มาก เขาครุ่นคิดว่าเดี๋ยวก็จะต้องไปยัง อาณาจักรอั้นหมิง คราวนี้เนื่องจากรีบร้อนมาตามหาพวกเนี่ยต่งไห่จึงไม่มี เวลาไปล่าสัตว์วิเศษมาเพิ่มขึ้น จึงเตรียมจะไปหาเนื้อสัตว์วิเศษมาสะสม เก็บไว้เพื่อไว้ให้ปราณเลือดสีเขียวที่ขดตัวอยู่ในหัวใจได้สร้างจิงชี่เลือดเนื้อ อย่างต่อเนื่อง
จำนวนของสัตว์วิเศษในอาณาจักรอาณาจักรปุายจั้นมีมากกว่าจำนวน รวมของอีกแปดอาณาจักรรวมกัน การค้าขายของที่นอกจากหญ้าวิเศษที่ มีลักษณะเฉพาะบางอย่างแล้ว ที่มากที่สุดก็คือวัตถุดิบที่มาจากตัวของ สัตว์วิเศษ
เลือดสดของสัตว์วิเศษ ผิวหนังที่ทนทาน เขาและฟันของพวกมันต่าง ก็เป็นวัตถุดิบพื้นฐานที่ใช้ในการหลอมอาวุธวิเศษ
กลับเป็นเนื้อของสัตว์วิเศษเสียอีกที่เนื่องจากมีเพียงผู้ฝึกลมปราณที่ ฝึกฝนเลือดเนื้อในเรือนกายเป็นพิเศษเท่านั้นถึงจะต้องการ ดังนั้นราคาจึง ต่ำมาก
ทิศทางในการฝึกฝนของผู้ฝึกลมปราณส่วนใหญ่ล้วนอยู่ที่การสะสม พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนและการชุบหลอมพลังจิต
ในสายตาของสำนักเก่าแก่จำนวนมาก เนื่องจากเผ่ามนุษย์มีขีดจำกัด บางอย่าง ต่อให้จะพยายามแค่ไหนก็ยากที่จะเพิ่มระดับความแข็งแกร่ง ของเรือนกายให้มีระดับสูงเท่าเทียมกับสัตว์วิเศษและภูตผีปีศาจได้
อายุขัยของเผ่ามนุษย์มีจำกัด หากสิ้นเปลืองพลังกายใจหมดไปกับการ ชุบหลอมเลือดเนื้อมากเกินก็จะถูกมองว่าเป็นพวกนอกรีต
สำนักผู้ฝึกลมปราณใหญ่ๆ จำนวนมากต่างก็คิดว่าการใช้พลังวิญญาณ ที่บริสุทธิ์มาสร้างเป็นม่านแสงและโล่คุ้มกันกายล้วนสามารถชดเชยความ ไม่เพียงพอของเรือนกายที่อ่อนแอได้
พลังวิญญาณ พลังจิต พลังจิตวิญญาณและยังมีพลังเลือดเนื้อ พลังทั้ง สี่ชนิดนี้ เผ่ามนุษย์มักจะให้ความสำคัญกับสองประเภทแรกมากกว่า
มีเพียงคนที่มีสายเลือดแปลกประหลาดซึ่งเกิดมามีเลือดเนื้อทรงพลัง เช่นเดียวกับต่างเผ่าและสัตว์วิเศษเท่านั้นถึงจะมองพลังเลือดเนื้อเป็นสิ่ง สำคัญ
และก็เพราะเผ่ามนุษย์ที่ศึกษาด้านการชุบหลอมเลือดเนื้อมีน้อย บวก กับที่จำนวนของสัตว์วิเศษในอาณาจักรปุายจั้นมีเยอะมาก การสังหาร สัตว์วิเศษจึงมีมากตามไปด้วย ดังนั้นราคาของเนื้อสัตว์วิเศษจึงค่อนข้าง ต่ำ
เนี่ยเทียนเดินเตร่อยู่ในพื้นที่การค้าของตระกูลต่งอยู่รอบหนึ่งก็ มองเห็นว่าแผงลอยส่วนใหญ่ที่ขายเนื้อสัตว์วิเศษไม่ค่อยมีคนเข้าไป สอบถามราคาเท่าไหร่นัก
นี่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจ ขณะเดียวกันก็แอบตะลึงระคนยินดี ไม่นานเขาก็จ่ายหินวิเศษหนึ่งพันก้อนซื้อเอาเนื้อสัตว์วิเศษมาหลาย พันจินมาเก็บไว้ ซึ่งเนื้อสัตว์วิเศษเหล่านั้นล้วนมาจากสัตว์วิเศษที่มี สายเลือดระดับสามและระดับสี่
เนื้อสัตว์วิเศษหลายพันจินถูกเก็บไว้ในแหวนเก็บของวงใหม่ และเขา ยังซื้อหินวิเศษที่มีความหนาวเย็นมาแช่แข็งเนื้อสัตว์วิเศษเหล่านั้น โดยเฉพาะด้วย
ทำทุกอย่างนี้เสร็จเขาถึงได้กลับไปยังห้องฝึกตนกว้างขวางที่ต่งลี่ จัดเตรียมไว้ให้
หยิบเอาวัตถุดิบธาตุไฟที่มีราคาต่ำออกมา ก่อนจะใช้พลังเปลวเพลิง กลุ่มหนึ่งจุดไฟ ถือดาราเพลิงกาฬไว้ในมือแล้วเอาเนื้อสัตว์วิเศษระดับสี่ หลายชิ้นมาเสียบร้อยเข้าไป แล้วเอามันย่างลงบนเปลวเพลิง
ไม่นานหลังจากนั้น กลิ่นหอมของเนื้อก็อบอวลไปทั่วทั้งห้องฝึกตน
เขากัดกินเนื้อสัตว์วิเศษที่ย่างจนสุกอย่างช้าๆ พลังจิตกลุ่มหนึ่งลอย เข้าไปในกำไลเก็บของวงที่เขาเก็บเกราะมังกรเพลิงไว้เพื่อตรวจสอบของที่ อยู่ภายใน
ตอนที่อยู่อาณาจักรเลี่ยคง เมื่อสังหารคนของเดือนดับและพวกนักล่า เขาจึงได้ผลเก็บเกี่ยวมามากมาย
วัตถุดิบส่วนใหญ่ในนั้นล้วนถูกเขานำไปมอบให้กะโหลกเลือดเพื่อแลก มาด้วยวัตถุดิบและหินวิเศษในการนำมาสร้างดาราเพลิงกาฬ
ส่วนที่เหลืออยู่เขาต่างก็เก็บเอาไว้ในแหวนเก็บของสองวงแล้วนำมา มอบให้เนี่ยตงไห่กับเนี่ยเฉี่ยน
ตอนนี้อาวุธวิเศษที่เขามีอยู่ในครอบครองมีเพียงเกราะมังกรเพลิงและ ดาราเพลิงกาฬเท่านั้น
วัตถุดิบวิเศษที่เหลือก็คือหินผลึกอัคคีที่ใช้สำหรับฝึกคาถาเปลวเพลิง และยังมีวัตถุดิบที่มีจิงชี่พืชหญ้าอีกส่วนหนึ่ง
ที่มีมากที่สุดกลับเป็นหินดวงดาว ส่วนยานั้นเขาไม่เก็บไว้แม้แต่เม็ดเดียว ล้วนใส่ไว้ในแหวนเก็บของของ เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนทั้งหมด
นอกจากนี้แล้วก็คือหินวิเศษอีกหลายพันก้อนที่จำเป็นสำหรับการฝึก บำเพ็ญตนในชีวิตประจำวัน และยังมีหยกวิเศษอีกเกือบร้อยก้อนที่ไว้ใช้ สำหรับการฝุาทะลุขอบเขต
เขาเองก็รู้แน่ชัดดีว่าการเดินทางไปยังอาณาจักรเฮยเจ๋อครั้งนี้ย่อมไม่ ราบรื่นอย่างแน่นอน ดังนั้นก่อนที่จะออกเดินทางเขาถึงได้ตรวจสอบ วัตถุดิบและอาวุธที่มีในครอบครองอย่างละเอียดเพื่อดูว่าตัวเองขาดเหลือ อะไรจะได้รีบหามาชดเชยโดยเร็วที่สุด
เนื้อสัตว์วิเศษหลายชิ้นที่ถูกย่างจนสุกหายไปในปากของเขาอย่าง รวดเร็ว และเขาก็แยกประเภทให้กับวัตถุดิบประเภทต่างๆ ที่ตนมีใน ครอบครองอย่างละเอียดอีกครั้ง
เนื่องจากยังไม่ข้ามขั้นสู่ต้นสวรรค์ เพื่อไม่ดึงดูดความสนใจจากคนอื่น เขาจึงยังสวมกำไลเก็บของดังเดิม
ทว่าแหวนเก็บของวงที่เก็บเนื้อสัตว์วิเศษเอาไว้จนเต็มกลับถูกเขา นำมาใส่ไว้ในถุงหนังคาดเอวซึ่งสามารถหยิบเอาออกมากินได้ทุกเมื่อ
เมื่อตรวจสอบวัตถุดิบและอาวุธวิเศษเสร็จสิ้น เตรียมความพร้อม ให้กับตัวเองเรียบร้อยเขาก็หรี่ตาลงเพื่อรับสัมผัสสภาพเรือนกายของ ตัวเอง
หลังจากที่เหยียบเข้าสู่กลางสวรรค์ช่วงท้าย เขาก็อยู่ที่อาณาจักรเชียน แจว๋อีกพักใหญ่ ตอนนี้ในร่างมีน้ำวนพลังวิญญาณหกลูก สามลูกคือน้ำวน เปลวเพลิง พืชหญ้า และดวงดาวซึ่งต่างก็ถูกทำการชุบหลอมมาแล้วหนึ่ง ถึงสองครั้ง เพียงแต่ว่ากว่าจะบรรลุไปถึงคอขวดของการฝุาทะลุสู่ขั้นต้น สวรรค์ยังเหลืออีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ขณะที่ความคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไป พลังวิญญาณต่างธาตุหลาย กลุ่มก็ไหลรินอยู่ในเส้นชีพจรของเขาอย่างเชื่องช้า
เขาตั้งใจรับสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลงของพลังวิญญาณ ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เนื้อสัตว์วิเศษที่เขากินเข้าไปก็ผ่านการย่อยจาก กระเพาะอาหารจนกลายมาเป็นจิงชี่เลือดเนื้อหลายกลุ่ม
เมื่อจิงชี่เลือดเนื้อบินออกมาก็ถูกปราณเลือดสีเขียวที่ขดตัวอยู่ในหัวใจ กลืนกินอย่างบ้าคลั่งทันที
หลังจากที่พรสวรรค์ “การอำพรางพลังชีวิต” ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นใน คราวก่อน ปราณเลือดเนื้อสีเขียวที่แฝงเร้นไว้ด้วยความลี้ลับของสายเลือด แห่งชีวิตก็เริ่มช่วงชิงจิงชี่เลือดเนื้อรอบใหม่อีกครั้ง
จิงชี่เลือดเนื้อที่เกิดจากเนื้อสัตว์วิเศษที่เขากินเข้าไปในช่วงที่ผ่านมา ต่างก็ถูกปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นกัดกินจนหมดเกลี้ยง
เขาที่เริ่มเคยชินจึงรู้ว่ามีเพียงสร้างความพึงพอใจให้กับปราณเลือดสี เขียว ปูอนให้มันกินอิ่มจนสะสมปราณเลือดที่มากพอเท่านั้น มันถึงจะจำ ศีลอีกครั้งและรอให้มีการแปรสภาพของพรสวรรค์ในครั้งต่อไป
ขอแค่มันอยู่อย่างสงบ เรือนกายนี้ถึงจะสามารถใช้จิงชี่เลือดเนื้อที่เกิด ขึ้นมาชุบหลอมให้แข็งแกร่งทนทานได้อีกครั้ง
“ไม่รู้ว่าการแปรสภาพของสายเลือดคราวหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะปลุกพรสวรรค์แห่งชีวิตแบบไหนให้ตื่นขึ้น”
เขาพึมพำเบาๆ รวบรวมความคิดกลุ่มหนึ่งให้เข้าไปว่ายวนอยู่ในตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองซึ่งนาบประทับอยู่ตรงกลางหน้าอก พยายาม จะทำความเข้าใจถึงความลึกลับของคาถาวิญญาณดวงดาว และคาถาโซ่ ดวงดาวที่บันทึกอยู่ในตราประทับสะเก็ดดาวดวงนั้น
ตอนที่เขาใช้พลังจิตซึ่งปะปนไปด้วยพลังจิตวิญญาณอ่อนบางของ สะเก็ดดาวเจ็ดดวงเข้าไปอ่านอักขระบรรพกาลในตราประทับสะเก็ดดาว แปบเดียวเขาก็พลันรู้สึกเหนื่อยล้าถึงขีดสุด
ดึงเอากระแสจิตกลับคืนมา ใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่หนึ่งเขาก็ยังรู้สึกว่าทำ เช่นนี้กินแรงมากเกินไปอยู่ดี
ราวกับว่าตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองจำเป็นต้องใช้พลังจิต วิญญาณมากมหาศาลถึงจะค่อยๆ ทำความเข้าใจกับมันไปได้ทีละนิด
นี่หมายความว่าขอบเขตที่ต่ำที่สุดสำหรับการทำความเข้าใจตรา ประทับสะเก็ดดาวดวงที่สองอาจต้องเป็นเขตสามัญ
“เขตสามัญ…” มุมปากเขายกยิ้มเจื่อน ส่ายหัวพูดกับตัวเอง “ขอบเขตต่ำเกินไปอยู่ดี”
“แอด!” และเวลานี้เอง ประตูหินของห้องฝึกตนที่ปิดสนิทก็ค่อยๆ ถูกผลักให้ เปิดออก
เนี่ยเทียนหยุดการปลงอนิจจังของตัวเองทันที หันไปมองประตูพร้อม หัวคิ้วที่ขมวดมุ่น
คนผู้หนึ่งโผล่หน้าเข้ามาอย่างเงียบเชียบ พอเห็นเนี่ยเทียนก็หัวเราะ ฮ่าๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าได้กลิ่นหอมของเนื้อย่างเลยตามกลิ่นมา เจ้ามีเนื้อ ข้ามีสุรา หากไม่ถือสา พวกเรามาร่ำสุราด้วยกันดีหรือไม่?”
คนที่มาก็คือต่งปุายเจี๋ย เนี่ยเทียนย่อมรู้ดีว่าต่งปุายเจี๋ยไม่ใช่แค่เดินผ่านมาเพราะได้กลิ่นหอม ของเนื้อย่างอย่างแน่นนอน
“ทำไมตอนอยู่อาณาจักรเลี่ยคงเจ้าถึงไม่บอกว่าต่งลี่คือน้องสาวแท้ๆ ของเจ้า?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้วกล่าว
ต่งปุายเจี๋ยเชิญตัวเองเข้ามา ปิดประตูหินตามหลัง พอมาหยุดอยู่ ด้านหน้าเนี่ยเทียนก็ส่งเหล้าให้เขาหนึ่งเหยือก ส่วนตัวเขากลับดึงเอาเนื้อ ชิ้นหนึ่งบนดาราเพลิงกาฬที่ย่างสุกแล้วไปกัดกินคำใหญ่ต่อหน้าต่อตาเนี่ย เทียน ก่อนจะกรอกเหล้าเข้าปากอึกใหญ่ จากนั้นถึงได้มองเนี่ยเทียน พร้อมรอยยิ้ม “ตอนอยู่อาณาจักรเลี่ยคง เจ้าไม่เคยเสียเปรียบอะไรนาง
สักหน่อย กลับเป็นนางเสียอีกที่พ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของเจ้าครั้งแล้วครั้ง เล่า”
“ข้าเห็นเจ้าเป็นเพื่อน แถมนางยังเป็นน้องสาวแท้ๆ ของข้า ข้าจะทำ อะไรได้อีก?”
“ข้าก็ได้แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรทั้งนั้น” “เจ้าเห็นข้าเป็นเพื่อนจริงๆ รึ?” เนี่ยเทียนแสยะมุมปาก เขาเองก็ดื่มเหล้าของต่งปุายเจี๋ยลงไปเหมือนกัน ก่อนจะรู้สึกเพียงว่า ลำคอแสบร้อน พอมันเข้าไปอยู่ในท้องก็ราวกับมีกองไฟลุกไหม้ จากนั้น ในปากก็อวลไปด้วยกลิ่นหอมของเหล้า จิตใจเริ่มเลื่อนลอย
“ข้าเห็นเจ้าเป็นเพื่อนจริงๆ” ต่งปุายเจี๋ยมีสีหน้าจริงใจ “ข้าคนนี้ สนใจก็แต่คนที่สามารถทำให้ข้าเสียเปรียบและฉวยผลประโยชน์ไปจาก มือข้าได้เท่านั้น ในประตูสวรรค์ คนที่ตายด้วยน้ำมือข้า คนที่ถูกข้าเล่น งานจนพ่ายแพ้หนีไป ข้าล้วนไม่สนใจ ตอนนั้นเจ้ามีตบะแค่ท้ายสวรรค์ กลับกล้าบุกเข้ามาในพื้นที่ของข้า ทั้งยังแย่งชิงตราประทับสะเก็ดดาวดวง หนึ่งไปจากมือข้า ข้าจึงให้ความสำคัญกับเจ้าอย่างแท้จริง”
“น้องสาวเจ้าเคยบอกว่าข้าก็แค่โชคดีเท่านั้น” เนี่ยเทียนกล่าว ต่งปุายเจี๋ยยิ้มน้อยๆ “คงงั้นกระมัง แต่ว่าโชคดีก็คือส่วนหนึ่งของ ความสามารถ ข้าคนนี้ไม่สนใจขั้นตอน มองแค่ผลลัพธ์ในท้ายที่สุด เท่านั้น”
เนี่ยเทียนกรอกเหล้าเข้าปากอีกหนึ่งอึก รู้สึกเพียงว่าเหล้าที่ต่ง ปุายเจี๋ยพกมารสชาติดี เมื่อดื่มมันเข้าไปก็คล้ายจะทำให้เขาพูดมากขึ้น อารมณ์ก็เริ่มล่องลอยมากขึ้น
เวลานี้เขาพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลี่มู่หยางแห่งอาณาจักรเชียนแจว๋ และเจ้าหลีเหย่ถึงได้ชอบดื่มเหล้านัก
ด้วยอารมณ์กรึ่มๆ จากฤทธิ์ร้อนแรงของสุรา เขาจึงเลิกสาบเสื้อให้ต่ง ปุายเจี๋ยเห็นตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่สอง “ตราประทับสะเก็ดดาว ดวงนี้เดิมทีเป็นของเจ้า ข้าเป็นคนแย่งมันมาจากมือเจ้า ข้าไม่เชื่อหรอกว่า เจ้าจะไม่เกลียดข้าแม้แต่น้อย!”
—–