ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 536 ศึกแห่งคาวเลือด!
“เป็นเจ้าไปได้อย่างไร? หงเหอและฮวางหู่ล่ะ?”
พอซูหลินเห็นเนี่ยเทียนรวมถึงศพที่กระจายเกลื่อนกลาดก็พลันหน้า เปลี่ยนสี
ในบรรดาศพเหล่านั้นมีอยู่ไม่กี่ศพที่เกิดจากการต่อสู้ระหว่างพวกเขา กับภูเขาสายฟูา ศพที่มากกว่านั้นน่าจะเกิดหลังตอนที่นางจากไปแล้ว
ข้างศพมากมายมีเพียงเนี่ยเทียนนั่งอยู่คนเดียว จึงเป็นไปได้มากถึง แปดเก้าส่วนว่าจะเป็นฝีมือของเนี่ยเทียน
ตอนที่ไปตรงซากศพสัตว์ปฐพีแตก อันที่จริงนางไม่ได้สนใจเนี่ยเทียน มากนัก แล้วก็จำตัวจริงของเนี่ยเทียนไม่ได้ด้วย แน่นอนว่าย่อมมองเขา เป็นคนไม่สำคัญคนหนึ่ง
นางนึกไม่ถึงเลยว่าคนที่นางมองข้ามกลับน่ากลัวได้เพียงนี้ แถมอีก ฝุายยังสังหารคนไปมากมายขนาดนี้
“หงเหอและฮวางหู่?” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม “พวกเขาโชคไม่ดี ตอนนี้จึงกลายเป็นศพเหมือนคนพวกนี้ไปแล้ว”
“เจ้ามาจากสำนักไหนถึงได้กล้าท้าทายวิมานสวรรค์ของเรา?” ผู้ที่มี ตบะต้นสวรรค์ช่วงท้ายคนนั้นตวาดเสียงเย็น
“วิมานสวรรค์?” เนี่ยเทียนส่ายหัว ยิ้มดูแคลน “ซูหลิน! เอาดวงตา สัตว์ปฐพีแตกคืนมาซะ!”
“ของที่วิมานสวรรค์เราช่วงชิงมา ไม่มีทางที่จะมอบคืน” ซูหลินยิ้ม น้อยๆ
“แบบนี้เองหรือ…”
เนี่ยเทียนพลันขยับตัว ดาราเพลิงกาฬปลดปล่อยแสงสายรุ้งเจิดจ้า ก่อนที่จะตวัดฟันลงไปกลางอากาศ
แสงมีดที่พร่างพราวนั้นเหมือนจะจุดประกายให้ท้องฟูามืดสลัวสว่าง ไสวในพริบตา
รุ้งยาวสิบกว่าเมตรเส้นหนึ่งแทรกซอนไปด้วยอานุภาพสยบสะเทือน ฟูาดินพลันปกคลุมลงไปบนร่างของซูหลินพร้อมกับผู้ฝึกลมปราณต้น สวรรค์ช่วงท้ายของวิมานสวรรค์ผู้นั้น
รุ้งยาวยังไม่ทันตวัดมาถึงซูหลินก็หน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน เกิด ความรู้สึกเหมือนจะถูกสังหาร
กวานเย่ที่มีตบะต้นสวรรค์ช่วงท้ายซึ่งจากไปแล้วย้อนกลับมาก็หน้า เผือดสีเช่นกัน ก่อนที่จะกระจกทรงปริซึมบานหนึ่งจะถูกเขาขว้างออกมา อย่างรวดเร็ว
เมื่อกระจกทรงปริซึมปรากฏตัว ด้านในกระจกก็มีตำหนักมหึมาโอ่อ่า ของวิมานสวรรค์เผยกาย รวมไปถึงภาพทิวทัศน์ของเทือกเขากว้างใหญ่ ไพศาลและแม่น้ำสายใหญ่ที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ปราณแห่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกรถูกปลดปล่อยออกมาจากในกระจก ทรงปริซึม ทั้งยังส่องแสงเจิดจ้า
“เขตแดนสวรรค์ลี้ลับ!”
กวานเย่แค่นเสียงเย็น กระจกทรงปริซึมนั้นพลันปล่อยความน่าเกรง ขามอึมครึม ภาพทิวทัศน์ที่อยู่ในกระจกบินพรวดออกมาปะทะเข้ากับรุ้ง ยาวของเนี่ยเทียนที่ตวัดฟันลงมา
ทว่าไม่ว่าจะเป็นตำหนักใหญ่โตของวิมานสวรรค์หรือเทือกเขาและ สายน้ำ พอปะทะโดนรุ้งยาวก็แตกสลายกลายเป็นจุดแสงพลังวิญญาณไป ในชั่วพริบตา
ซูหลินร้องอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ ก่อนจะยกมือโยนผ้าบางๆ ผืน หนึ่งออกมา
ผ้าผืนบางสีเงินยวงมีคลื่นแวววาวราวเกล็ดปลา บนผ้ามีไอหมอกสี ขาวผุดขึ้นเป็นกลุ่มๆ แล้วแผ่ออกไปเป็นวงกว้าง ก่อนจะสร้างภาพมายา พร่าเลือนออกมา
เนี่ยเทียนพลันรู้สึกว่าระหว่างเขาและซูหลินมีพันภูเขาหมื่นแม่น้ำกาง กั้น ส่วนซูหลินก็เหมือนซ่อนตัวอยู่ภายใน ปราณอ่อนจางจนสัมผัสแทบไม่ ถึง
แสงมีดของเขาที่ฟันลงมาทำลายภาพมายาทับซ้อนของกระจกทรง ปริซึม แต่พอฟันลงไปโดนหมอกขาวอ่อนจางกลับเหมือนจมลงไปบน โคลนตม ทำให้ยากจะเคลื่อนไปข้างหน้า และเปลี่ยนมาเป็นหนักอึ้ง
“ทิพย์จักษุรู้แจ้ง!”
แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง ทิพย์จักษุข้างที่อยู่ใกล้กับซูหลินมากที่สุดก็ พลันร่วงลงมา
ท่ามกลางหมอกควันสีขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เงาร่างของซูหลินที่ ถูกอำพรางไว้รวมไปถึงกวานเย่ที่ฉวยโอกาสเข้าไปซ่อนตัวเช่นกันต่างก็ถูก สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัด
เนี่ยเทียนขยับร่างคล้ายวิญญาณล่องลอยดวงหนึ่งที่เข้ามาโผล่กลาง หมอกขาวในชั่วพริบตา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้กวานเย่เป็นคนแรก
แสงรุ้งที่ดาราเพลิงกาฬปลดปล่อยออกมาพลันเจิดจ้าขึ้นในหมอกพร่า มัว กวานเย่รีบเปลี่ยนคาถาวิเศษเรียกเขตแดนสวรรค์ลี้ลับออกมารับมือ
“เพล้ง!”
ชั่วขณะที่ดาราเพลิงกาฬปะทะเข้ากับเขตแดนสวรรค์ลี้ลับ พลังงาน พลุ่งพล่านประดุจน้ำขึ้นที่ซ่อนอยู่ในดาราเพลิงกาฬก็ทำให้เทือกเขา ระเบิดกระจัดกระจายไปในชั่วพริบตา
กวานเย่ที่ครอบครองเขตแดนสวรรค์ลี้ลับคล้ายถูกสัตว์ตัวใหญ่ยักษ์ที่ เกรี้ยวกราดพุ่งเข้าชนจนร่างทั้งร่างปลิวกระเด็นออกไปจากหมอกจาง
กระจกเขตแดนสวรรค์ลี้ลับที่เขากำไว้ในมือแน่นก็พลันเกิดรอย แตกร้าวอย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่าเพียงแค่การปะทะกันครั้งเดียว เขต แดนสวรรค์ลี้ลับที่ถูกเขามองเป็นอาวุธล้ำค่าก็เกิดความเสียหายอย่างที่ไม่ อาจชดเชยได้
“ซูหลิน! คนผู้นี้คือใคร?!” กวานเย่กรีดร้อง
ซูหลินที่อยู่กลางหมอกขาวไม่สามารถตอบกลับมาได้ นาทีที่กวานเย่ ถูกกระแทกชนออกไป นางก็ไร้เรี่ยวแรงให้เอ่ยคำใดอีกแล้ว
ในสายตาของนาง ตรงกลางไอหมอกที่ขาวโพลนมีตราประทับ ดวงดาวพร่างพราวลอยอยู่สามดวง
ตราประทับดวงดาวทั้งสามนั้นต่างก็เป็นค่ายกลดวงดาวที่เนี่ยเทียนใช้ พลังดวงดาวสร้างขึ้น
ซูหลินมองอย่างละเอียดก็เห็นว่าตราประทับดวงดาวแต่ละดวงล้วน เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของแสงดาวเจ็ดดวง
แสงดาวที่อยู่ในตราประทับดวงดาวทุกดวงล้วนเปลี่ยนแปลงจัดเรียง รูปแบบใหม่ๆ ไปอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีหยุดพัก
ตราประทับดวงดาวสามดวงต่างก็เปล่งแสงแวววาวอยู่กลางกลุ่ม หมอก ค่ายกลมายาที่นางสร้างขึ้นมาก็เหมือนจะไม่มีที่ใดให้นางหลบภัย ได้อีก
ตราประทับดวงดาวสุกสกาวคล้ายสะเก็ดดาวที่ถูกเรียกขานมาจากจุด ลึกของทางช้างเผือกซึ่งปลดปล่อยแสงดาวลึกลับ
“ฟิ้ว!”
ลูกแสงสีม่วงเข้มลูกหนึ่งถูกซูหลินสร้างขึ้นแล้วขว้างโจมตีใส่ตรา ประทับดวงดาวดวงหนึ่ง
ชั่วขณะที่ลูกแสงสีม่วงสัมผัสกับตราประทับดวงดาวก็พลันระเบิด กระจาย ค่ายกลมหัศจรรย์หลายประเภทที่สลักไว้ในลูกแสงก็สลายวับไป ด้วย
เมื่อลูกแสงระเบิดออก ซูหลินก็ราวกับถูกโจมตีอย่างหนัก นางร้อง อึกอักอยู่ในลำคอ ร่างโซเซถอยกรูดไปข้างหลัง
“เนี่ยเทียน!”
และเวลานี้เอง ในที่สุดนางก็จำเนี่ยเทียนได้จึงกรีดร้องเสียงแหลม
“คือเจ้าเนี่ยเทียนผู้นั้นจริงๆ ด้วย!”
หลิวเจี้ยนแห่งวังวิญญาณและหยางคันแห่งตำหนักเทพเพลิงต่อสู้เคียง ไหล่กัน ดวงตาอำมหิตของพวกเขาจ้องเขม็งไปยังแสงรุ้งในม่านหมอกรวม ไปถึงร่างกายที่พร่าเลือนของเนี่ยเทียนเขม็ง
ธงซากวิญญาณหลายผืนบินออกมาจากชายแขนเสื้อของหลิวเจี้ยน เขามองไปยังเนี่ยเทียนที่ยังต่อสู้โรมรันอยู่กับซูหลิน หมายจะฉวยโอกาส ลอบโจมตี
“ไม่ต้องรีบร้อน” หยางคันโบกมือ จับมือทั้งคู่ที่กำลังร่ายคาถาของ เขาเอาไว้ ส่ายหัวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “เจ้าเด็กนี่ฝุาทะลุสู่กลางสวรรค์ช่วง กลางแล้ว ความสามารถเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งจนข้ามองไม่ออก ไม่ต้อง รีบลงมือ หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาย้ายความสนใจมาที่ตัวเจ้าและข้าสองคน”
“พี่ใหญ่หยาง เจ้าฝุาทะลุสู่เขตสามัญแล้วไม่ใช่หรือ?” หลิวเจี้ยนตะลึง
หยางคันหนังหน้ากระตุก คำรามเสียงต่ำ “หากข้าเป็นเขตสามัญ อย่างสมบูรณ์แบบ มีหรือจะมาอยู่ที่นี่?”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้หลิวเจี้ยนก็เงียบงันไปทันที
ตอนนั้นที่เนี่ยเทียนเรียกเกราะมังกรเพลิงออกมาดูดซับเส้นผลึกเพลิง พิภพและแก่นเพลิงพิภพ ทำให้เขตอาคมเปลวเพลิงที่หยางคันสร้างไว้เสีย ประสิทธิผล หยางคันจึงฝุาทะลุขอบเขตอย่างเด็ดเดี่ยว
เขาฝืนฝุาขอบเขต กระตุ้นให้เกิดน้ำวนพลังวิญญาณลูกที่สิบ เมื่อ น้ำวนพลังวิญญาณลูกที่สิบก่อตัว ตามหลักแล้วมันต้องทยอยกลืนกิน น้ำวนอีกเก้าลูกที่เหลือ เพื่อผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว
ไม่เพียงเท่านี้ เขายังต้องเปลี่ยนพลังจิตให้กลายเป็นพลังจิตวิญญาณ ถึงจะถือว่าเป็นผู้ที่มีเขตสามัญอย่างแท้จริง
ทว่าตอนที่หยางคันกระตุ้นน้ำวนลูกที่สิบออกมา เขาได้พาหลิวเจี้ยน เข้ามาในขอบเขตของปราณการฝุาทะลุขั้นและฝุาเข้าไปในหมอกควัน หลากสีพร้อมกัน ทว่ากลับไม่สามารถลอดผ่านไปยังพื้นที่ของเขตสามัญ ได้
เขาและหลิวเจี้ยนต่างก็ถูกกักอยู่ในหมอกควันหนาแน่นแล้วหลงทาง อยู่ในนั้น
พออยู่ในหมอกหลากสี น้ำวนพลังวิญญาณลูกที่สิบซึ่งเขากระตุ้น ออกมาก็ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดถึงได้ไม่กลืนกินน้ำวนอีกเก้าลูกที่เหลือ จึง ไม่สามารถผสานรวมกันได้สำเร็จ
เมื่อน้ำวนพลังวิญญาณไม่ผสานรวม พลังจิตจึงมิอาจแปรเปลี่ยนเป็น พลังจิตวิญญาณ แถมยังทำให้เขาถูกพลังโจมตีกลับ ทั้งศักยภาพยังลด ระดับลงมาอีกเล็กน้อย
สุดท้ายเขาก็ถูกหมอกหลากสีพาเข้ามาในพื้นที่เคลื่อนไหวของเขตต้น สวรรค์ ต่อให้ครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่อาจหาวิธีผสานรวมน้ำวนพลัง วิญญาณได้
ในเวลานี้เขารวบรวมพลังวิญญาณได้ยากลำบากถึงขีดสุด ศักยภาพ ของเขาจึงค่อยๆ ถดถอยลงไปทีละนิดด้วย
นอกเสียจากว่าเขาจะหาวิธีรวมน้ำวนทั้งสิบ เปลี่ยนพลังจิตเป็นพลัง จิตวิญญาณได้สำเร็จ ก้าวเข้าสู่เขตสามัญอย่างแท้จริงเท่านั้น เขาถึงจะหา วิธีแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้
หยางคันแอบคาดเดาว่าการที่การฝุาทะลุขอบเขตของเขาเกิดเรื่องไม่ คาดคิด ไม่สามารถฝุาไปยังแถบผ้าของเขตสามัญอาจเป็นเพราะเขาพา หลิวเจี้ยนที่มีเขตต้นสวรรค์มาด้วยกัน
เขารู้สึกว่าหลิวเจี้ยนเป็นตัวถ่วงของเขา ทำร้ายให้เขาต้องตกอยู่ใน สภาพประหลาดน่ากระอักกระอ่วนเช่นนี้ ไม่ใช่ทั้งเขตสามัญ แล้วก็ไม่ใช่ ทั้งเขตต้นสวรรค์ แต่เป็นคนที่อยู่ตรงกลางระหว่างสองเขต
“ข้ามีโอกาสอีกแค่ครั้งเดียว นั่นคือสังหารเนี่ยเทียนตอนที่เขาตกอยู่ ในสภาวะเสี่ยงแล้วช่วงชิงเกราะมังกรเพลิงมา” หยางคันสีหน้ามืดคล้ำ ตะคอกเบาๆ “ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ พวกเราจำเป็นต้องถอยไปจากที่นี่ ทันที จะล่าช้าไม่ได้เด็ดขาด ส่วนซากหงส์ดำตัวนั้นพวกเราละทิ้งไปก่อน
ชั่วคราว หากช่วงชิงเกราะมังกรเพลิงมาได้และช่วยให้ข้าฝุาทะลุขั้นสำเร็จ จนเป็นเขตสามัญ ในพื้นที่นี้ก็จะไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของข้าอีก!”
“ยอมทิ้งซากหงส์ดำและวัตถุดิบบนร่างของทุกคนไปคราวนี้ ทว่า คราวหน้าข้ายังมีโอกาสแย่งมันมาได้ใหม่!”
หลิวเจี้ยนพยักหน้ารับ กล่าวน้ำเสียงหดหู่ “ข้าเข้าใจแล้ว”
“กุญแจสำคัญอยู่ที่ข้าได้เกราะมังกรเพลิงมาแล้วมีเลื่อนสู่เขตสามัญได้ อย่างมั่นคง ทุกสิ่งที่พวกเราสูญเสียไป ข้าจะชิงมันกลับมาให้หมด!” หยาง คันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา “จำเอาไว้ ตอนข้าลงมือ เจ้าจงช่วยร่วมมือ อย่างเต็มที่ เพื่อสังหารเขาให้ตายในเสี้ยววินาที”