ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 541 เผ่าหินเทา
ก้อนหินสีเทาขาวคล้ายกระแทกลงมาจากความว่างเปล่าอย่างแรงจึง ฝังลึกลงบนพื้นดิน ส่วนที่เผยออกมาภายนอกมีแค่เศษหนึ่งส่วนสาม เท่านั้น
ด้านข้างก้อนหิน เย่ฉินแห่งสำนักหยินและเฉินฮ่าวจากสำนักหยาง ยังคงโบกสะบัดอาวุธวิเศษ สั่งความให้สหายร่วมสำนักฟาดฟันก้อนหินให้ แตกออกเพื่อค้นหาสายแร่ที่อยู่ด้านใน
เศษหินกระเด็นออกมาอย่างต่อเนื่อง แสงวิเศษสว่างไสวเส้นแล้วเส้น เล่าลอดทะลุแยงออกมาจากรอยปริแตกบนก้อนหิน
ภายในก้อนหินพลันมีคลื่นพลังห้วงมิติที่ดุเดือดไหลบ่าออกมาทำให้ผู้ ฝึกลมปราณเขตต้นสวรรค์ของสำนักหยินและสำนักหยางหน้าเปลี่ยนสี ด้วยความตกใจ
นาทีถัดมา หินที่กำลังจะแตกออกก็มีพลังชีวิตเข้มข้นบังเกิดขึ้น
ลูกศิษย์ของสำนักหยินและสำนักหยางต่างหยุดมือทันใด
“ตูม!”
พลังงานพลุ่งพล่านไหลทะลักออกมาจากในก้อนหิน ทำให้ก้อนหินที่ เต็มไปด้วยรอยแตกร้าวระเบิดออกทันที
ค่ายกลนำส่งรูปห้าเหลี่ยมที่มีพื้นที่พิเศษสามชั้นลอยออกมาจากในหิน ที่แตกกระจาย
ชั้นล่างสุดของค่ายกลนำส่งห้วงมิติทรงห้าเหลี่ยมปูหินวิเศษที่มีความ บริสุทธิ์สูงสุดไว้เต็มพื้น ชั้นที่อยู่เหนือขึ้นมาคือหยกวิเศษ ส่วนชั้นบนสุด ล้วนเป็นหยกคงหลิงที่ใช้ในการสร้างค่ายกลนำส่งโดยเฉพาะ
หลังจากค่ายกลนำส่งระเบิดออกมาจากในก้อนหินก็ลอยนิ่งอยู่กลาง อากาศ
คลื่นห้วงมิติรุนแรงกระเพื่อมไหวเป็นระลอกแทรกซอนไปด้วยลำแสง พลังวิญญาณที่เจิดจ้าถูกปลดปล่อยออกมาจากในค่ายกลนำส่งห้วงมิติ
ตรงกลางของค่ายกลสามชั้นนี้มีเงาร่างสูงใหญ่มากมายที่เปลี่ยนจาก พร่าเลือนกลายมาเป็นชัดเจนอย่างรวดเร็ว
“นี่ไม่ใช่สายแร่ แต่นี่เป็นค่ายกลนำส่งที่ชนต่างเผ่าทิ้งเอาไว้!” เฉินฮ่า วแห่งสำนักหยางตั้งตัวได้ก่อนใคร เขาตวาดกร้าว “ทำลายค่ายกลนั่นทิ้ง ซะ!”
ดวงตาทั้งคู่ของเขาราวกับเปลี่ยนมาเป็นดวงอาทิตย์แผดเผาในชั่ว พริบตา
ไข่มุกสุริยาหลายลูกที่เกิดจากการรวบรวมพลังร้อนแรงของดวง อาทิตย์พกพาเอาปราณร้อนลวกพุ่งเข้าไปกระแทกยังค่ายกลนำส่งของชน ต่างเผ่าที่ ผุพังหลังนั้น
“ตูมๆ!”
ไข่มุกสุริยาระเบิดกระจาย สะเก็ดไฟปลิวว่อนไปทั่วฟูา กลบทับค่าย กลนำส่งหลังนั้นไว้จนมิด
ทว่าเรือนกายที่พร่าเลือนในค่ายกลกลับเหมือนไม่ได้รับผลกระทบ ยังคงเปลี่ยนมาเป็นชัดเจนด้วยความเร็วที่เห็นได้ชัด หนึ่งในนั้นที่เรือนกาย สูงใหญ่ที่สุดยังเดินออกมาจากในค่ายกลช้าๆ
ผู้ฝึกลมปราณเขตต้นสวรรค์คนอื่นๆ ของสำนักหยินและสำนักหยา งเองก็งัดทุกวิธีการออกมาใช้ ใช้ทั้งเวทคาถาและอาวุธวิเศษระดับสูงไป โจมตีค่ายกลนำส่งของชนเผ่าต่างหลังนั้น
ทว่าการโจมตีทุกชนิดของพวกเขายังไม่ทันโดนค่ายกลนำส่งกลับถูก คลื่นห้วงมิติอันรุนแรงผลักเบี่ยงให้พ้นไปจากค่ายกลจนมิอาจสร้างความ เสียหายใดๆ ให้กับค่ายกลนำส่งหลังนั้น
ค่ายกลนำส่งของชนต่างเผ่าที่ลอยอยู่กลางอากาศหมุนวนช้าๆ รักษาการเคลื่อนโคจรตามปกติเอาไว้
ในที่สุดเงาร่างที่ชัดเจนขึ้นมาก่อนใครก็เยื้องกรายจากอาณาจักร ลึกลับมาถึงที่นี่ได้สำเร็จเป็นคนแรก
เงาร่างนั้นสูงเกือบสองเมตร มีผิวหนังเป็นสีน้ำตาลเหลือบเทาราว หินปูน คือชนต่างเผ่าเพศชายที่มีเรือนกายกำยำอย่างถึงที่สุด
พอเขามาถึงก็เห็นคนของสำนักหยินและสำนักหยางทันที จุดลึกใน ดวงตาที่เป็นสีน้ำตาลเช่นเดียวกับผิวหนังฉายความฉงนออกมาอย่าง ชัดเจน ทั้งยังพึมพำด้วยภาษาต่างเผ่า “ไม่นึกว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์…”
กล่าวจบ เขาก็บินลงมาจากในค่ายกลก่อนใคร มือทั้งคู่ชักดึงอยู่กลาง อากาศ
ขณะที่ท่อนแขนของเขาโบกสะบัด เศษหินมากมายที่ร่วงกราวอยู่ใน บริเวณใกล้เคียงก็เหมือนเกิดการเชื่อมโยงกับสายเลือดอันลี้ลับของเขาจึง กลายมาเป็นอาวุธร้ายกาจในมือของเขา
“ปังๆๆ!”
ก้อนหินหนักสิบกว่าตันถูกชักนำให้ทะยานขึ้นสู่ฟากฟูา ก่อนจะ กระแทกลงมาโจมตีอาวุธวิเศษที่ผู้ฝึกลมปราณสำนักหยินและสำนักหยาง ควบคุม
อาวุธวิเศษชิ้นแล้วชิ้นเล่าถูกหินใหญ่ยักษ์โจมตีจึงร่วงกราวลงมาราว กับเม็ดฝน
ตอนที่เขาลงมือ ค่ายกลนำส่งเก่าแก่ที่อยู่ด้านหลังเขายังคงหมุนวนไป ตามปกติ ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่พร่าเลือนจำนวนมากกว่าเดิมจะค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นชัดเจน และถูกนำส่งให้เยื้องกรายมายังที่แห่งนี้ได้สำเร็จ
พวกชนต่างเผ่าที่ตามหลังมานั้นต่างก็มีผิวหนังเหมือนหินแข็งกระด้าง เช่นเดียวกับชายที่มาถึงคนแรก
คนเหล่านั้นไม่ได้สวมชุดเกราะที่พิเศษ ราวกับว่าเรือนกายของพวก เขาก็คือปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในการต้านทานทุกการโจมตี
พวกเขาทยอยกันลงมาจากกลางอากาศ ร่างที่หนักดุจหินร่วงลงมา บนพื้นอย่างแรง เนื่องจากแรงกระแทกรุนแรง พื้นดินที่ฝุาเท้าของพวก เขาเหยียบลงไปจึงเกิดเป็นรอยปริร้าวเด่นชัด
คนพวกนั้นต่างก็เงยหน้ามองท้องฟูาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความ ตื่นเต้นและปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง แถมยังไชโยโห่ร้องด้วยภาษาของชนต่าง เผ่า
“มาตุภูมิ! พวกเราเผ่าหินเทากลับมาแล้ว!”
“นึกไม่ถึงว่าผ่านไปนานหลายปี เผ่าหินเทาของเราจะยังมีวันที่ได้หวน คืนสู่มาตุภูมิ!”
ทิศทางที่พวกเขามองไปก็คือบนนภากาศที่เป็นสีเทาขมุกขมัว ราวกับ ว่าเหนือควันสีเทาเข้มข้นนั้นเคยมีแผ่นดินใหญ่ตั้งตระหง่าน และที่นั่นก็ คือมาตุภูมิที่พวกเขาจากไปนานหลายหมื่นปี
หลังจากเสียงร้องตะโกนด้วยความยินดีดังจบ พวกเขาก็ข่มกลั้นความ ตื่นเต้นในใจไว้ชั่วคราว ก่อนจะเบนสายตาไปอยู่บนร่างของคนจาก สำนักหยินและสำนักหยาง
ทันใดนั้นพวกเขาก็กระตุ้นเวทลับทางสายเลือดทันที
เผ่าหินเทาสามารถชักนำหินก้อนใหญ่ พรสวรรค์ทางสายเลือดที่พิเศษ ถูกพวกเขากระตุ้นออกมา
หินใหญ่ยักษ์ที่กระจายอยู่ทั่วทุกแห่งในสถานที่นี้ต่างก็กลายมาเป็น อาวุธแหลมคมในมือพวกเขา ก้อนหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟูา แล้วเริ่มโจมตี ใส่คนของสำนักหยินและสำนักหยาง
สำหรับทุกคนของสำนักหยินและสำนักหยางที่ไม่รู้จักเผ่าหินเทา เมื่อ มองเห็นว่าหินยักษ์แต่ละก้อนลอยขึ้นสู่อาการสูงโดยมองข้ามแรงโน้มถ่วง พวกเขาก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหยินและสำนักหยางพากันร่ายใช้เวทคาถาที่ เชี่ยวชาญ ใช้พลังวิญญาณและพลังจิตในร่างควบคุมอาวุธวิเศษ หลบเลี่ยง การโจมตีจากก้อนหินพลางลงมือเงียบๆ ไปด้วย
ทว่าชนต่างเผ่าที่บอกว่าตัวเองมาจากเผ่าหินเทานั้นกลับมีเรือนกาย แข็งแกร่งประดุจเหล็กกล้า เนื้อหนังหนาทนทาน ต่อให้โดนพลังไฟ ร้อนแรงจากดวงอาทิตย์และพลังเย็นฉ่ำของพระจันทร์จากสำนักหยาง และสำนักหยินก็ยังไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
คนเผ่าหินเทาเหล่านี้ราวกับเกิดมาก็ไม่กลัวน้ำไม่กลัวไฟ ไม่ได้รับ ผลกระทบจากพลังงานเย็นเยียบร้ายกาจใดๆ
แม้แต่อาวุธของสำนักหยินและสำนักหยางที่กระแทกลงบนร่างของ พวกเขาก็ยังแทบไม่สามารถทำอันตรายพวกเขาได้ แต่ละคนยังคง เคลื่อนที่ได้ว่องไวดังใจต้องการ
มีเพียงมีดแหลมคมที่ตวัดฟันบนร่างของเขาเท่านั้นถึงจะพอทิ้งรอย แผลบางๆ ไว้ให้พวกเขาได้
ทว่าบาดแผลบางๆ เหล่านั้นก็ไม่ได้ทำให้พวกเขาบาดเจ็บสาหัส เมื่อ เจอกับเนื้อหนังแข็งแกร่งดุจหินของพวกเขาจึงไม่มีเลือดไหลออกมาแม้แต่ หยดเดียว
กลับเป็นคนของสำนักหยินและสำนักหยางเสียอีกที่พอสัมผัสกับเวท ลับสายเลือดของพวกเขาก็ล้วนถูกความลี้ลับเหล่านั้นแทรกซอนเข้ามาใน สายเลือด
หญิงสาวคนหนึ่งจากสำนักหยินต่อสู้ประชิดตัวกับคนเผ่าหินเทาแค่ ไม่กี่วินาทีก็รู้สึกว่าแขนขาแข็งทื่อ ผิวหนังเริ่มกลายมาเป็นเหมือนหินสีเทา ขาว
พอผ่านไปอีกไม่กี่สิบวินาทีหญิงสาวจากสำนักหยินผู้นั้นก็เคลื่อนไหว ได้อย่างยากลำบาก เส้นชีพจรถูกอุดตัน มิอาจรวบรวมพลังวิญญาณ และ ถูกฆ่าตายด้วยการโจมตีเดียว
เฉินฮ่าวแห่งสำนักหยางและเย่ฉินจากสำนักหยินต่างก็ต่อสู้อยู่กับคน ของเผ่าหินเทา
และพวกเขาก็เริ่มตระหนักได้ว่าชนต่างเผ่าที่ไม่รู้ว่ามาจากอาณาจักร ไหนเหล่านี้มีเรือนกายที่แข็งแกร่งผิดมนุษย์มนา ปราณเลือดเนื้อที่พวก เขาปลดปล่อยออกมาก็แฝงเร้นไว้ด้วยความลี้ลับทางสายเลือดที่พิเศษ
หากสัมผัสเข้ากับปราณเลือดเนื้อเหล่านั้นโดยไม่ระวังก็จะถูกรุกราน เข้ามาในกาย เลือดเนื้อของพวกเขาก็จะค่อยๆ กลายมาเป็นหิน
เมื่อเรือนกายแข็งเป็นหิน เส้นชีพจรอุดตัน ดึงพลังวิญญาณมาใช้ไม่ได้ พวกเขาก็จะสูญเสียพลังในการต่อสู้ไปอย่างรวดเร็ว
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่ไม่มีปราณวิญญาณให้ใช้ พอเจอกับชนต่าง เผ่าที่เชี่ยวชาญด้านการหล่อหลอมเรือนกาย มีพลังชีวิตมากไพศาล ประดุจสัตว์ร้ายจึงกลายมาเป็นเพียงแกะที่รอเวลาถูกเชือด
“ปัง!”
ผู้มีเขตต้นสวรรค์ช่วงกลางอีกคนของสำนักหยางถูกชนเผ่าหินเทาผู้ หนึ่งยกมือขึ้นตบลงบนหน้าอก
หน้าอกของคนผู้นั้นแตกกระจัดกระจาย ปากกระอักเลือดสดอย่างบ้า คลั่ง พริบตาเดียวก็สิ้นใจตาย
เย่ฉินพอเห็นว่าท่าไม่ดีจึงรีบตะโกนเสียงดัง “เฉินฮ่าว! ชนต่างเผ่าไม่รู้ ที่มาเหล่านี้แข็งแกร่งเกินไป! ในเมื่อที่นี่ไม่มีสายแร่หินวิเศษ พวกเราจะยัง อยู่ต่อไปทำไม?”
เฉินฮ่าวจากสำนักหยางก็พลันตั้งสติได้จึงตัดสินใจจะถอนกำลัง
“ฟิ้ว!”
กลุ่มแสงดาวพร่างพราวพลันมาถึงในชั่วพริบตา เมื่อแสงดาวสาด กระจาย คนผู้หนึ่งก็โผล่ออกมา
นาทีที่คนผู้นั้นมาถึงก็พุ่งเข้าใส่ชนเผ่าหินเทาผู้หนึ่งอย่างไม่ลังเลแล้ว เหวี่ยงหมัดต่อยโครม
ชนเผ่าหินเทาผู้นั้นแสยะปากหัวเราะ ก่อนจะกางนิ้วทั้งห้าออกแล้ว เงื้อมตบอย่างไม่คิดให้มากความ
ฝุามือสีเทาน้ำตาลราวกับพัดใบลานขนาดใหญ่ที่มีปราณเลือดเนื้อพลุ่ง พล่านของเขาสร้างเวทลับทางสายเลือดลี้ลับออกมา หมายจะใช้ พรสวรรค์ที่พิเศษของเขาแทรกซอนเข้ามาในร่างของคนที่มาผ่านการ สัมผัส
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง หมัดที่เหวี่ยงมารวดเร็วราวสายฟูา แลบกระแทกดังสนั่น
จิงชี่เลือดเนื้อเป็นกลุ่มๆ ที่มาจากในเรือนกายของเขาซึ่งระเบิด ออกมาทางหมัดเมื่อปะทะเข้ากับปราณสายเลือดที่พิเศษซึ่งชนเผ่าหินเทา ผู้นั้นปลดปล่อยออกมาจึงกลายมาเป็นเสียงดังราวกับสายฟูาระเบิด
“การสูบดึงพลังชีวิต!”
ปราณเลือดเนื้อบริสุทธิ์หลายเส้นถูกถ่ายทอดจากหมัดตรงเข้าไปใน ร่างของคนผู้นั้นในชั่วพริบตา พรสวรรค์ที่น่าหวาดกลัวของสายเลือดแห่ง ชีวิตก็ถูกกระตุ้นไปพร้อมกันด้วย
ตอนที่ปราณเลือดเนื้อซึ่งมาจากในร่างของชนเผ่าหินเทาแทรกซอน เข้าสู่ร่างเนี่ยเทียนได้ถูกปราณเลือดแห่งชีวิตที่มากไพศาลของเขาโจมตีจน แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ชนเผ่าหินเทาที่ฝุามือปะทะเข้ากับหมัดของเนี่ยเทียน เรือนกาย แข็งแกร่งประดุจภูเขาของเขาถอยกรูดโซเซ
เขามองเนี่ยเทียนอย่างประหลาดใจ มองเนี่ยเทียนที่ไม่ได้ถอยไป แม้แต่ครึ่งก้าวด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงน ราวกับคาดไม่ถึงว่าเผ่า มนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้จะมีเลือดเนื้อที่แข็งแกร่งกว่าที่เขาคาดคิด
ทว่าเพียงแค่ครู่เดียวสีหน้าเขาก็บูดเบี้ยว แหงนหน้าแผดเสียงคำราม
ตอนที่ร้องคำราม เรือนกายชนต่างเผ่าที่สูงใหญ่แข็งแรงของเขาก็ เหี่ยวแฟบลงไปอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตเข้มข้นในร่างถูกดูดดึงไปอย่างบ้า คลั่ง
ไม่รอให้เขาได้เอ่ยเตือน ดาราเพลิงกาฬที่อยู่ในมือของเนี่ยเทียนก็แทง ทะลุเข้าไปที่หัวใจของเขา
“ข้าคือเนี่ยเทียน อีกเดี๋ยวคนของหอหันปิงก็จะมาถึงแล้ว พวกเรา ร่วมมือกันสังหารชนต่างเผ่าเหล่านี้”