ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 545 ศพจมก้นทะเลลึก
“ไม่เห็นมีอะไรเลย”
เฉินฮ่าวมองตามเส้นสายตาของเย่ฉินไปด้วยความใคร่รู้ จับจ้องน้ำ ทะเลกว้างใหญ่ไพศาลสีดำมืดมิดเบื้องหน้าด้วยความงุนงง
เสวียนเข่อแห่งหอหันปิงเหลือบตามองตามไป พอไม่เห็นความ ผิดปกติจึงหลับตาลงอีกครั้ง ฝึกบำเพ็ญตบะของตัวเองต่อ ไม่คิดแม้แต่จะ เอ่ยคำใด
เย่ฉินชี้ไปยังตำแหน่งที่ก่อนหน้านี้มีแสงดาวพร่างพราว “เมื่อครู่นี้ตรง นั้นมีแสงดาวเปล่งวาบแวบหนึ่งแล้วมันก็จมหายไปใต้ทะเลลึกอย่าง รวดเร็ว”
“บางทีเจ้าอาจตาฝาด” เฉินฮ่าวพึมพำหนึ่งคำแล้วก็ไม่สนใจนางอีก
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้เย่ฉินก็เริ่มสงสัยตัวเองแล้วเช่นกัน นางแอบ เหลือบมองเนี่ยเทียนแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนไม่มีปฏิกิริยาใดๆ นาง จึงเงียบปากทันที
แต่นอกจากฝึกบำเพ็ญตนแล้ว เย่ฉินยังคอยจับตามองทะเลผืนนี้ เงียบๆ ด้วย
การที่นางมองเห็นพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวไม่ได้ทำให้เนี่ยเทียน เกิดความสนใจ เขากำลังตรวจสอบพื้นที่ใต้ทะเลลึกโดยอาศัยการตอบรับ ที่มหัศจรรย์จากพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาว
เนี่ยเทียนรู้สึกว่ามีเพียงพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวเท่านั้นถึงจะ ส่องให้เห็นภาพใต้ทะเลสีดำ
เมื่อพลังจิตจมลงไปจะสลายไปในเวลาสั้นๆ ไม่อาจดำรงอยู่ได้นานนัก แล้วก็มองอะไรไม่ออกด้วย
ทว่าพลังจิตวิญญาณที่มาจากสะเก็ดดาวได้ซุกซ่อนความลี้ลับ มหัศจรรย์อย่างถึงที่สุดของจิตวิญญาณเอาไว้ แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้พอเข้า ไปในน้ำสีดำก็ยังดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก
ต่อให้พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวหยุดอยู่ตรงจุดใดจุดหนึ่งโดยไม่ ขยับก็ยังสลายไปอย่างรวดเร็ว
หากเขาควบคุมพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวให้ลงไปเบื้องล่างเพื่อ ตรวจสอบอย่างละเอียดมากขึ้น พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวก็จะหายไป เร็วยิ่งขึ้น
ความรู้สึกนี้เหมือนเวลาที่เขาทำความเข้าใจกับตราประทับสะเก็ดดาว สามดวงที่ประทับอยู่ตรงหน้าอก ขอแค่เขาทำความเข้าใจกับความลี้ลับ ของตราประทับสะเก็ดดาว พลังจิตวิญญาณที่หายเข้าไปในตราประทับ สะเก็ดดาวก็จะถูกเผาผลาญเร็วมาก
เขายังมองเห็นด้วยว่าเมื่อเขาดึงพลังจิตวิญญาณออกมาจากสะเก็ด ดาวเก้าดวง ดวงดาวทั้งเก้าที่ส่องแสงพร่างพราวก็หดเล็กลงอย่างเห็นได้ ชัด
แรกเริ่มนั้นสะเก็ดดาวมีเพียงเจ็ดดวง ซึ่งพวกมันได้ก่อตัวขึ้นตอนที่เขา อยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ภายหลังเพราะเขาพาไข่มุกวิญญาณมืดเข้าไปในพื้นที่มหัศจรรย์ เมื่อ ได้รับการชุบหลอมจากเกราะมังกรเพลิง พลังจิตวิญญาณที่หนาแน่น บริสุทธิ์จึงเข้ามาอยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา นั่นถึงทำให้มีสะเก็ด ดาวเพิ่มขึ้นมาใหม่เป็นเก้าดวง อีกทั้งทำให้สะเก็ดดาวเจ็ดดวงก่อนหน้านี้ก็ ยังใหญ่ขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว
ทุกครั้งที่เขาสร้างทิพย์จักษุขึ้นมาจะต้องเผาผลาญพลังจิตวิญญาณ ของสะเก็ดดาวเก้าดวง ทำให้สะเก็ดดาวทั้งเก้าหดเล็กลง
เนื่องจากเขายังไม่ฝุาทะลุสู่เขตสามัญ พลังจิตยังไม่แปรสภาพเป็น พลังจิตวิญญาณ พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดที่เขาเผาผลาญไปจึงไม่ สามารถใช้การฝึกตนมาชดเชยได้ ดังนั้นหากเผาผลาญไปหนึ่งเสี้ยว พลัง จิตวิญญาณลึกลับที่ซ่อนอยู่ในสะเก็ดดาวเก้าดวงก็หายไปหนึ่งเสี้ยว ยากที่ จะฟื้นฟูขึ้นมาได้
นี่ทำให้เขาเข้าใจได้ดีถึงความล้ำค่าของสะเก็ดดาวทั้งเก้า หากเป็นไป ได้ก็พยายามใช้มันให้น้อยที่สุด
ทว่ามหาสมุทรสีดำกว้างใหญ่แห่งนี้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่เขา ใน ใจเขามีความอยากรู้มากมายจนถึงขนาดยอมเผาผลาญพลังจิตวิญญาณที่ ล้ำค่าอย่างไม่เสียดายเพื่อให้ตรวจสอบได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง
พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวหลายดวงค่อยๆ จมลงลึกสาดสะท้อนภาพ เบื้องใต้ทะเลเข้ามายังหัวใจของเขา
ไม่นานเขาก็มองเห็นศพที่คุ้นเคยศพหนึ่ง
ศพนั้นเป็นของผู้ที่มีเขตลี้ลับเผ่ามนุษย์ คือหลูปุายแห่งลัทธิอูตู๋!
หลูปุายมีตบะเขตลี้ลับช่วงท้าย เป็นผู้นำของลัทธิอูตู๋ คนผู้นี้ขอบเขต สูงล้ำ ก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงมาจมอยู่ใต้ทะเลสีดำแห่งนี้
ศพของหลูปุายแห่งลัทธิอูตู๋ปะปนอยู่กับศพของพวกผู้แข็งแกร่งชน ต่างเผ่า ไม่มีปราณแห่งการเน่าเปื่อยเช่นเดียวกัน ทว่าบนร่างก็ไม่มี พลังงานและปราณเลือดเนื้อหลงเหลือแม้แต่เสี้ยวเดียว
พอเห็นศพของหลูปุาย พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวที่เหลือซึ่งลอยไป ยังตำแหน่งอื่นก็มารวมตัวกันอย่างเงียบเชียบแล้วเริ่มตรวจสอบอย่าง ละเอียดมากขึ้น
ผ่านไปอีกพักหนึ่งศพของผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ก็ทยอยกันปรากฏให้ เห็น หนึ่งในนั้นคือคนของวังวิญญาณ แล้วก็เป็นเขตลี้ลับเช่นกัน เขาก็คือ ลู่เจี้ยนฝานแห่งวังวิญญาณ!
หลูปุายและลู่เจี้ยนฝานต่างก็เป็นผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับ ยามนี้กลับตาย ทั้งคู่ ศพจมอยู่ใต้ผิวน้ำ
และยังมีศพของเผ่ามนุษย์อีกหลายศพ ส่วนใหญ่คือเขตสามัญของแต่ ละฝุาย ตอนนี้พวกเขาก็ตายกันหมดและศพก็อยู่ใต้ทะเลเช่นเดียวกัน
ทว่าขณะที่เขาคิดจะตรวจสอบให้ละเอียดอีกครั้ง พลังจิตวิญญาณ สะเก็ดดาวเหล่านั้นกลับเปลี่ยนมาเป็นมืดสลัวไร้แสง จนกระทั่งดับลง
เขาจึงรู้ว่าพลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวที่เขาเพิ่งรวบรวมขึ้นมาได้เผา ผลาญจนสิ้นอีกครั้งแล้ว
กระแสจิตวิญญาณถูกดึงกลับคืน เนี่ยเทียนลืมตา มองทะเลสีดำที่นิ่ง สนิทไม่มีคลื่นแม้แต่นิดเดียวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดถึงที่สุด
ศพของผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์เหล่านั้นทำให้ใจเขากระตุก เริ่มสงสัยว่า ตอนที่ผู้แข็งแกร่งของแต่ละฝุายที่อยู่ในแถบผ้าวงกลมคนและวงกับเขา มาถึงที่นี่มีอุบัติเหตุอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?
หาไม่แล้วเหตุใดศพของคนเหล่านั้นถึงปรากฏอยู่ใต้ผิวน้ำสีดำเล่า?
เขารู้ดีว่าทะเลมืดมิดแห่งนี้กว้างขวาง สิ่งที่พลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาว ของเขามองเห็นเป็นเพียงแค่พื้นที่หนึ่งที่เล็กมากเท่านั้น
ในตำแหน่งอื่นของทะเลลึกจะมี…ศพของเผ่ามนุษย์อยู่มากกว่านี้ หรือไม่?
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ที่อาศัยน้ำวนลูกใหญ่มาเยือนแผ่นดินแห่งนี้ได้ เจอกับเรื่องอะไรเข้ากันแน่?
พวกเขาตายเพราะอุบัติเหตุหรือตายเพราะเข่นฆ่ากันเอง หรือว่าถูก ชนเผ่าอื่นสังหาร?
ความสงสัยมากมายลอยขึ้นมากลางใจ เขาครุ่นคิดจนหัวแทบแตกก็ ยังหาคำตอบไม่ได้ รู้สึกเพียงว่าทะเลลึกสีดำเบื้องหน้าเต็มไปด้วยความ อันตรายอย่างที่คาดการณ์ไม่ได้ แอบเตือนตัวเองว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ ควรใช้เรือนกายที่มีเลือดเนื้อสัมผัสกับน้ำทะเลนี่เด็ดขาด
เพราะพลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวนั้นล้ำค่าเกินไป เผาผลาญไป เท่าไหร่ก็หายไปเท่านั้น ยากที่จะชดเชยได้ด้วยวิธีการทั่วไป
เมื่อพอจะเข้าใจความลับที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ทะเลคร่าวๆ เขาจึงไม่ ปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาวออกไปอีก แต่กินเนื้อสัตว์วิเศษเพื่อ สร้างความแข็งแกร่งให้กับเรือนกายพลางใช้หินวิเศษฝึกบำเพ็ญตนไปด้วย
ไม่นานพวกลูกศิษย์ของสำนักหยินสำนักหยาง และหอหันปิงที่จากไป ก็ทยอยกันพาผู้มีเขตต้นสวรรค์ของแต่ละฝุายกลับมา
ภูเขาสายฟูา สำนักเทียนเหยียน และยังมีคนบางส่วนของลัทธิอูตู๋กับ ตำหนักเทพเพลิงต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่
สองวันให้หลังเขาติดต่อต่งลี่ผ่านหินส่งข้อความเสียงได้ในที่สุด รู้ว่าต่ง ลี่เลื่อนขั้นเป็นต้นสวรรค์ช่วงท้ายได้สำเร็จและนางก็รู้เรื่องที่ชนต่างเผ่า ปรากฏตัวแล้ว กำลังมุ่งหน้ามารวมตัวกับพวกเขา
วันนี้ต่งปุายเจี๋ยที่หายตัวไปนานพลันปรากฏตัว
ตอนที่ต่งปุายเจี๋ยมาถึง เนี่ยเทียนมองเขาแวบเดียวก็รู้สึกปวดปลาบที่ ดวงตาเล็กน้อย กลิ่นอายที่ปล่อยออกมาจากร่างของต่งปุายเจี๋ยนั้นมีกลิ่น คาวเลือดเข้มข้นฉุนกึก
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าศักยภาพของต่งปุายเจี๋ยได้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ตอนอยู่ในแถบผ้าหลากสี ต่งปุายเจี๋ยและเฉียนซินสองคนต่างก็ฝุา ทะลุสู่ต้นสวรรค์ช่วงท้าย ทว่าความรู้สึกที่ต่งปุายเจี๋ยในเวลานั้นมอบให้ เขาไม่ได้ดูอันตรายมากอย่างในตอนนี้
ก็ไม่รู้ว่าพอเข้ามาในที่แห่งนี้ ต่งปุายเจี๋ยได้เจอกับอะไรถึงทำให้ ลักษณะของเขาเปลี่ยนมาเป็นน่ากลัวได้ขนาดนี้
“เนี่ยเทียน!” พอต่งปุายเจี๋ยมาถึงก็ยิ้มกว้าง หิ้วเหล้าไหหนึ่งมาหยุด อยู่ข้างกายเขา กล่าวกลั้วหัวเราะ “ไม่เลว ไอ้หนูเจ้าก็เลื่อนสู่ต้นสวรรค์ ช่วงกลาง ขอบเขตฝุาทะลุอีกครั้งแล้ว”
“เจ้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่แล้วรึ?” เนี่ยเทียนถาม
ต่งปุายเจี๋ยพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “เจอกับคนผู้หนึ่งของหอหันปิง เขา เล่าให้ข้าฟังเรื่องชนต่างเผ่าปรากฏตัว”
“เจ้าได้รับผลเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่รึ?” เนี่ยเทียนกล่าว
“ฮ่าๆ เจ้ามองออกด้วยเหรอ?” ต่งปุายเจี๋ยสีหน้าเบิกบาน พูดพร้อม ยิ้มตาหยี “เป็นเช่นนั้นจริง สถานที่แห่งนี้ซุกซ่อนสมบัติล้ำค่าไว้มากมาย ข้าโชคดีไม่น้อย”
เขาไม่ได้เล่ารายละเอียด แต่เนี่ยเทียนกลับเข้าใจว่าเขาต้องพบเจอกับ อะไรบางอย่างศักยภาพถึงได้เพิ่มพูนสูงมากจนแม้แต่เนี่ยเทียนเองก็ยัง รู้สึกว่าอีกฝุายลึกล้ำเกินจะหยั่ง
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง หยางคันแห่งตำหนักเทพเพลิงและหลิวเจี้ยนแห่ง วังวิญญาณก็เผยกายด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
พอคนทั้งสองมาถึงและเห็นว่าที่นี่มีคนเขตต้นสวรรค์มากมายรวมตัว กันก็ทักทายด้วยความคุ้นเคยกับคนสองสามคนก่อนจะหาที่แห่งหนึ่งแล้ว นั่งลงไป
หยางคันคอยใช้สายตาซับซ้อนจ้องมองเนี่ยเทียนอยู่เป็นพักๆ แต่ดู เหมือนเขาก็รู้ดีว่าเนี่ยเทียนในยามนี้ไม่ใช่คนที่เขาจะต่อกรด้วยได้จึง พยายามควบคุมตัวเองสุดชีวิต
เนี่ยเทียนเองก็ไม่อยากให้มีปัญหาแทรกซ้อนจึงไม่คิดจะสนใจเขา
ผ่านไปอีกวันหนึ่ง ต่งลี่และคนจากอาณาจักรปุายจั้นอย่างฉินแยน เฉียนซินก็มาถึงในที่สุด
ดูเหมือนต่งลี่จะใช้หินส่งข้อความเสียงติดต่อกับต่งปุายเจี๋ยมาก่อน พอนางเห็นว่าพี่ชายตัวเองอยู่ที่นี่ก็ไม่มีท่าทีแปลกใจแม้แต่น้อย แค่ยิ้ม และพยักหน้าให้
ต่งปุายเจี๋ยก็เหมือนจะรู้ว่าน้องสาวของเขาได้รับซากหงส์ดำระดับ แปดเลยมีขอบเขตต้นสวรรค์ช่วงท้ายเช่นเดียวกับเขาจึงไม่ได้เอ่ยถามนาง ต่อหน้าคนอื่น
พวกต่งลี่มาถึงได้ไม่นาน ซูหลินจากวิมานสวรรค์ก็พาคนเขตต้นสวรรค์ อีกสองคนของวิมานสวรรค์ปรากฏตัวอย่างเชื่องช้า
ซูหลินที่สวมอาภรณ์สีขาวมองเห็นเนี่ยเทียนและต่งปุายเจี๋ยที่มี ลักษณะพลังน่าตะลึง บวกกับต่งลี่ที่ฝุาทะลุสู่เขตต้นสวรรค์ช่วงท้าย สี หน้านางก็ดูไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย
ไม่รอให้ต่งลี่เปิดปาก ซูหลินลังเลอยู่ชั่วครู่ก็หยิบเอาดวงตาของสัตว์ ปฐพีแตกออกมาส่งให้ต่งลี่โดยไม่พูดไม่จา
ต่งลี่ยิ้มหวาน รับเอาดวงตาของสัตว์ปฐพีแตกมาแล้วพูดยั่วเย้า “ถ้ารู้ ว่าต้องเป็นอย่างนี้แต่แรก แล้วจะทำอย่างนั้นไปทำไม?”
ผู้มีเขตต้นสวรรค์สองคนของวิมานสวรรค์ที่ยืนอยู่ข้างกายซูหลินพอ เห็นว่าน้ำเสียงต่งลี่มีแววเย้ยหยัน สีหน้าของพวกเขาก็พลันเปลี่ยนมาเป็น เย็นเยียบ
“นับแต่นี้ไป พวกเราทุกฝุายควรวางความขัดแย้งก่อนหน้าลง ชั่วคราว” ซูหลินรู้อะไรควรไม่ควรเป็นอย่างดี นางไม่เอ่ยถึงเรื่องที่กวานเย่ ถูกฆ่า รวมไปถึงเรื่องการตายของสหายร่วมสำนักจากวิมานสวรรค์คน อื่นๆ แต่พูดกับทุกคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ชนต่างเผ่าต่างหากถึงจะ เป็นเปูาหมายสำคัญของพวกเรา หากผ่านด่านชนต่างเผ่าไม่ได้ ทุกคนที่ อยู่ที่นี่ก็ต้องตายอนาถกันหมด!”
“พวกเจ้าเองก็น่าจะรู้ดีว่าพวกชนต่างเผ่าโหดร้ายทารุณกับพวกเรา มากแค่ไหน”
พอนางเปิดปาก ทุกคนที่เดิมทียังส่งเสียงจอแจก็พากันเงียบกริบ
นางคือเมล็ดพันธ์ในกลุ่มเด็กรุ่นเล็กของวิมานสวรรค์ พอหนิงหยาง ตายไปนางก็มีวี่แววว่าจะเข้ามาแทนที่หนิงหยาง
ต่อให้ตอนนี้ขอบเขตของนางไม่สูง ทว่าด้วยรากฐานที่ลึกล้ำของวิมาน สวรรค์ รวมไปถึงความพยายามและพรสวรรค์ของตัวนางเอง สักวันนางก็ ต้องส่องแสงเจิดจ้า
นางเป็นตัวแทนของวิมานสวรรค์ และวิมานสวรรค์ก็คือสำนักที่ แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนดาวตก ด้วยเหตุผลนานัปการ ตอนนี้ศักยภาพ
ของวิมานสวรรค์บนเกาะแห่งนี้อยู่ในสภาพตกเป็นรอง ทว่าทุกฝุายก็ยัง กริ่งเกรงในตัวนาง
พอนางมาถึงก็เป็นฝุายยื่นดวงตาสัตว์ปฐพีแตกส่งให้ต่งลี่เพื่อคลี่คลาย ความขัดแย้ง นั่นทำให้ทุกคนแอบนับถือในตัวนางไม่น้อย
ด้วยเหตุนี้ทุกคนต่างก็รับฟังนางพูดอย่างตั้งใจ รอดูว่านางจะมีท่าที เช่นไร
“สิ่งที่ซุกซ่อนอยู่บนเกาะแห่งนี้เมื่อผ่านการค้นหาจากพวกเราทุกฝุาย อันที่จริงก็ไม่มีความลับมากมายเหลืออยู่แล้ว วัตถุดิบล้ำค่า ซากของสัตว์ ต่างเผ่าที่ควรถูกค้นพบก็ล้วนตกอยู่ในมือของทุกฝุายแล้ว” ซูหลินยังคง กล่าวต่อเบาๆ
“ข้าเองก็รู้ว่าในแหวนเก็บของของทุกคนต่างก็สะสมวัตถุดิบล้ำค่าหา ยากสำหรับดินแดนดาวตกเอาไว้ไม่น้อย และหลายชิ้นในนั้นก็สูญพันธ์ไป จากดินแดนดาวตกของเราแล้ว ขอแค่พวกเราได้กลับดินแดนดาวตก ด้วย วัตถุที่อยู่ในแหวนเก็บของของพวกเราย่อมแลกมาด้วยยาและหินวิเศษ ที่มากมหาศาล”
“แต่จะได้กลับดินแดนดาวตกหรือไม่นั้น ด่านที่ใหญ่ที่สุดซึ่งอยู่เบื้อง หน้าพวกเราก็คือชนต่างเผ่าที่อยู่บนเกาะฝั่งนั้น”
นางยื่นมือชี้ไปยังเกาะพร่าเลือนที่อยู่ห่างไกลลิบ
“ใครรู้บ้างว่าบนเกาะนั้นมีผู้แข็งแกร่งจากต่างเผ่ามากน้อยแค่ไหน? แล้วมีใครรู้บ้างว่าระดับสายเลือดและศักยภาพของพวกเขาแข็งแกร่งมาก น้อยเท่าไหร่?” นางตะคอกเบาๆ
ทุกคนล้วนเงียบงัน
“ข้าเสนอให้ใครบางคนไปที่เกาะแห่งนั้นเพื่อตรวจสอบสถานการณ์ให้ รู้แน่ชัด หากจำนวนของชนต่างเผ่ามีน้อย คนอื่นๆ ก็ลงมือไปสังหารชน ต่างเผ่าเหล่านั้นทันที แต่หากว่ากำลังของพวกเขามีมาก ทุกคนก็อยู่ที่นี่ สร้างแนวปูองกันหลายชั้นแล้วเฝูาพิทักษ์เอาไว้”
ซูหลินมองทุกคนแล้วตวาดขึ้น “พวกเราไม่สามารถนั่งรอความตาย อยู่เฉยๆ ได้ จำเป็นต้องตรวจสอบสถานการณ์ทางฝั่งนั้นให้รู้แน่ชัดเพื่อ ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด!”
เย่ฉินเอ่ยแทรก “ข้อเสนอนี้ข้าเห็นด้วย แต่ประเด็นก็คือใครจะไปที่ เกาะนั้น?”
คำพูดนี้ดังออกมา ทุกคนต่างก็หลบสายตา เห็นได้ชัดว่าไม่ยินดีจะไป ยังเกาะที่มีชนต่างเผ่าเคลื่อนไหวเพราะกลัวว่าจะไปแล้วไปลับไม่ได้หวน กลับมา