ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 557 เวทลับหลอมเรือนกาย!
จิตวิญญาณของเนี่ยเทียนสะท้านไหว
เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่เขาได้มาจากพื้นที่ มหัศจรรย์ที่มีต้นไม้แห่งชีวิตงอกงาม หรือจะพูด ให้ถูกก็คือมาจากเทพยักษ์ค ้าฟ้าที่อยู่เบื้องใต้ พื้นดินมหัศจรรย์
พื้นที่ลึกลับแห่งนั้นอยู่เหนือร่างของเทพ ยักษ์ค ้าฟ้า และต้นไม้แห่งชีวิตก็ฝังรากลงไปบน ดวงตาของเทพยักษ์ค ้าฟ้า!
เศษซากความคิดที่เขารวบรวมมาได้จาก พื้นที่แห่งนั้นพอน ้าวนพืชหญ้าวิเคราะห์และชุบ หลอมถึงได้กลายมาเป็นเวทไม้สวรรค์
เวทไม้สวรรค์แบ่งออกเป็นเวทหนามไม้ สวรรค์ และเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่
ที่กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งแปรเปลี่ยนมา เป็นมหัศจรรย์เช่นนี้ก็เพราะได้รับค่ายกลของ เผ่าไม้มาจากแผ่นดินลอยตัว แล้วก็เพราะ ลายเส้นต้นไม้ถูกกรอกเทเข้ามา กิ่งไม้ถึงได้ เปลี่ยนมาชวนน่าพิศวง
มาตุภูมิของเผ่าไม้แห่งนั้นก็มีต้นไม้ โบราณสูงเสียดฟ้าเช่นเดียวกับพื้นที่ที่เขาได้รับ เวทไม้สวรรค์มา
ทั้งสองสถานที่นี้เหมือนจะมีความ เชื่อมโยงบางอย่างต่อกัน
ตอนที่ต่อสู้ก่อนหน้านี้เขาได้ใช้เวทหนาม ไม้สวรรค์ ใช้กิ่งไม้มากระตุ้นอานุภาพของเวท หนามไม้สวรรค์ให้เพิ่มพูนขึ้น
เดิมทีเขาคิดว่ากิ่งไม้เหล่านั้นแค่มีผลต่อ เวทหนามไม้สวรรค์อย่างเดียวเท่านั้น
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนที่เขากระตุ้นเวทไม้ สวรรค์เกิดใหม่ ค่ายกลที่เขาสร้างจากกิ่งไม้ทั้ง เจ็ดสิบสองกิ่ง
จะสำแดงอานุภาพอันเป็นประโยชน์อย่าง มหาศาลเช่นนี้ออกมา!
พลังพืชหญ้าบริสุทธิ์ที่ราวกับธารน ้าเส้น หนึ่งได้รวบรวมพลังงานพืชหญ้าในรัศมีสิบลี้ เอาไว้แล้วกรอกเทเข้ามายังเรือนกายของเขา
ทิพย์จักษุที่เขาสร้างขึ้นด้วยพลังจิต วิญญาณของสะเก็ดดาวได้สำรวจเลือดเนื้อของ เขาจนเขาเห็นว่าบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้กับ อามู่ซือกำลังฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ความเร็วในการฟื้นตัวเช่นนี้เร็วมากจน เขาตาลาย
ไม่นานกระดูกที่แตกออกของเขาก็ ประสานตัวปิดสนิทดังเดิม
ไม่เพียงเท่านี้ เขายังสังเกตเห็นว่า พลังงานที่มีแก่นสำคัญของพืชหญ้าแฝงเร้นอยู่ ยังคงกรอกเทเข้ามาในร่างของเขา
ไม่นานนักเขาก็พบว่าจิงชี่พืชหญ้าที่ไหล รินอย่างต่อเนื่อง พอเข้ามาในร่างของเขาก็ เปลี่ยนมาเป็นลำธารสีเขียว แล้วพุ่งไปรวมกัน ตรงกระดูกหน้าอกของเขา
กระดูกหน้าอกของเขาคือจุดที่เสียหาย หนักที่สุดตอนต่อสู้กับอามู่ซือก่อนหน้านี้!
ทว่ายามนี้เมื่อจิงชี่พืชหญ้าส่วนที่เหลือได้ กรอกเข้าไปยังกระดูกหน้าอกของเขา เขาจับตา มองอย่างไม่คลาดสายตาก็เห็นว่ากระดูกสีขาว ใต้ผิวหนังเริ่มค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นโปร่งใส!
กระดูกแต่ละชิ้นไม่เพียงแต่ได้รับการ บำรุงจากจิงชี่พืชหญ้า ยังดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อ ของเขาไปด้วย
นี่ทำให้กระดูกหน้าอกของเขาเปลี่ยนจาก สีขาวกลายมาเป็นสีเขียวโปร่งใสแวววาว เช่นเดียวกับกิ่งไม้ที่ได้รับพลังจากลายเส้น ต้นไม้ลึกลับ
กระดูกหน้าอกดูดซับจิงชี่เลือดเนื้อของ เขาไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังรวบรวมจิงชี่พืชหญ้า ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่อย่างรวดเร็ว
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่ากระดูก เหล่านั้นเนื่องจากสีเปลี่ยน เนื่องจากเปลี่ยนมา
เป็นสีเขียวใสราวอัญมณีจึงกลายมาเป็น แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด!
“การชุบหลอมเรือนกาย!”
เนี่ยเทียนลืมตาโพลง ใบหน้าเต็มไปด้วย ความตะลึงพรึงเพริด
แต่ไรไหนมา เขาก็รู้สึกว่าเวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่เป็นเพียงเวทลับในการรักษาอาการ บาดเจ็บเท่านั้น
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของ กระดูกหน้าอก จากการจับตามองจนเห็นความ มหัศจรรย์ในร่างกายกลับทำให้เขาเข้าใจโดย พลันว่าเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ไม่ใช่แค่นำมา
รักษาอาการบาดเจ็บและฟื้นฟูร่างกายอย่าง เดียวเท่านั้น
แต่เห็นได้ชัดว่าเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มี พลังลึกล ้ายิ่งกว่านั้น เพราะมันยังเป็นเวทลับที่ ใช้ในการขัดเกลากระดูกและเลือดเนื้อเพื่อชุบ หลอมเรือนกายด้วย!
ก่อนหน้านี้เพราะขอบเขตของเขายังไม่ฝ่า ทะลุ หรือไม่ก็เป็นเพราะเรือนกายนี้ยังไม่อยู่ใน ขั้นที่เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่จะนำพาก้าวผ่าน ไปสู่การหลอมเรือนกายได้ ดังนั้นเวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่จึงนำมาใช้แค่รักษาบาดแผลอย่างเดียว เท่านั้น
พอขอบเขตของเขาฝ่าทะลุสู่ต้นสวรรค์ช่วง กลาง ช่วงที่ผ่านมาร่างกายนี้ก็ได้ดูดซับจิงชี่ เลือดเนื้อปริมาณมากจึงเหมือนจะเกิดการ เปลี่ยนแปลง
นี่เป็นเหตุให้ร่างกายของเขาได้รับการชุบ หลอมเรือนกายจากเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ใน ที่สุด!
“ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเวทลับชุบหลอมเรือน กายได้ด้วย!”
เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ก็ปิติยินดีอย่างล้นเหลือ รีบรวบรวมสมาธิดึงเอาพลังงานเลือดเนื้อของ ตัวเองปะปนไปกับจิงชี่พืชหญ้าที่ทั้งเข้มข้นและ
บริสุทธิ์กระตุ้นใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ให้มัน เริ่มชุบหลอมกระดูก
ไม่นานเขาก็พบว่ารอยกระดูกปริแตกที่ เกิดจากการต่อสู้กับอามู่ซือก่อนหน้านี้ได้รับ การดูแลจากเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่เป็นพิเศษ
ดูเหมือนพลังการชุบหลอมที่เกิดจากเวท ไม้สวรรค์เกิดใหม่จะไม่พอใจกระดูกของเขาที่ อ่อนแอเปราะบางเกินไป ถึงได้ให้การดูแลเป็น พิเศษ ต้องการชุบหลอมกระดูกที่ปริแตกอีกครั้ง ให้ได้ ด้วยเหตุนี้จึงกรอกเทพลังมาให้อย่าง ต่อเนื่อง
กระดูกหน้าอกของเขาและยังมีกระดูกตรง หัวใจด้านหลังล้วนเกิดเป็นรอยปริร้าวเพราะ
ต่อสู้กับอามู่ซือจึงได้รับพลังงานที่เปี่ยมล้นไหล บ่าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
“หากไม่เจอพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของ อามู่ซือคงไม่รู้ว่าเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ใช้ชุบ หลอมเรือนกายได้ และยังมี…ความมหัศจรรย์ ของกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งด้วย!”
เนี่ยเทียนกระจ่างแจ้งแล้วจึงทำการชุบ หลอมอีกครั้ง แล้วเขาก็ค้นพบว่าตรงจุดกระดูก แตกที่ถูกชุบหลอมอีกรอบจนได้แปรสภาพมา เป็นสีเขียวโปร่งแสงมีประสิทธิภาพอ่อนด้อย กว่าเดิมเยอะมาก
“มีประโยชน์หลังทำลาย! มีเพียงกระดูกที่ แตกออกเท่านั้น เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ถึงจะมี ประสิทธิภาพสูงสุด!”
“การดำรงอยู่ของอามู่ซือ การที่เขาโจมตี กระดูกของข้าได้ไปกระตุ้นความไม่พอใจที่เวท ไม้สวรรค์เกิดใหม่มีต่อเรือนกายอันอ่อนแอของ ข้า บีบให้ข้าต้องใช้จิงชี่เลือดเนื้อและพลังพืช หญ้ามาชุบหลอมรอบใหม่อีกครั้ง!”
หลังได้ข้อสรุปนี้ไม่นาน เนี่ยเทียนก็ชุบ หลอมเรือนกายต่อไป ผลที่ได้ก็ไม่ชัดเจนมาก นัก ใบหน้าของเขาจึงเผยความเด็ดเดี่ยว
“อามู่ซือ! เจ้าแข็งแกร่งมากพอ ควรจะ กลายมาเป็นหินลับมีดให้กับเรือนกายของข้า!”
พอคิดเช่นนี้เขาก็เก็บกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสอง กิ่งคืนมาแล้วลุกขึ้นยืน รอการมาถึงของอามู่ซือ
คราวนี้เขาไม่เพียงแต่ไม่ใช้การอำพราง พลังชีวิต แถมยังจงใจปลดปล่อยพลังชีวิตที่ เข้มข้นออกไปด้วย
และรอเพียงไม่นาน อามู่ซือก็ตามมาถึงดัง คาด
“ไม่หนีแล้วรึ?”
อามู่ซือเดินก้าวเข้ามาใกล้อย่างมาดมั่น ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วส่องมาที่เนี่ย เทียน
เนี่ยเทียนสบตากับเขาก็เห็นว่าเงาร่างของ ตัวเองสะท้อนอยู่ในผลึกใสทรงปริซึมกลาง หว่างคิ้วของอีกฝ่าย
ตอนที่เขามองเห็นเงาร่างของตัวเองก็เกิด ความรู้สึกว่าอามู่ซือเล็งตัวเขาไว้อย่างแน่นหนา ไม่ว่าเขาหนีไปที่ไหน อามู่ซือก็ล้วนตามหาเขา เจอ
“ในเมื่อเจ้าไม่ได้เรียกให้คนมาล้อมโจมตี ข้า ข้าจะยังต้องหนีอีกทำไม?” เนี่ยเทียนแค่น เสียงกล่าว
“ข้ามั่นใจในตัวเองมากพอ ในสายตาข้า บรรดาคนที่เข้ามาในนี้หากไม่เป็นพวกไม่ได้ เรื่อง พรสวรรค์สายเลือดที่เป็นแกนกลางยังไม่
ฟื้นตื่นเช่นน้องชายข้า ก็เป็นเหมือนเหยียนซาน ที่เนื่องจากมาจากชนเผ่าอ่อนแอ ต่อให้ สายเลือดแกนกลางตื่นแล้วก็ยังฝีมือกระจอกอยู่ ดี” อามู่ซือขมวดคิ้ว “คนแบบนั้นเป็นได้แค่ตัว ประกอบเท่านั้น คนอย่างข้าอามู่ซือจะยัง ต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาไปทำไม?”
“ดี!”
เนี่ยเทียนแสยะยิ้ม ไม่ได้เรียกดาราเพลิง กาฬออกมา แล้วก็ไม่ได้ใช้อาวุธใดๆ แต่ กระโจนเข้าใส่อามู่ซือในชั่วพริบตา
อามู่ซืออึ้งตะลึงอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่ เขาเสียเปรียบหมัดพิโรธไปแล้ว เดิมทีจึงคิดจะ
ใช้สายเลือดแกนกลางที่เพิ่งตื่นขึ้นมา และ หมายเรียกใช้อาวุธวิเศษ
แต่พอเห็นว่าเผ่ามนุษย์อย่างเนี่ยเทียนไม่ หยิบอะไรออกมาสักอย่าง แถมยังคิดจะสู้ ประชิดตัวกับเขาอีกครั้ง เขาก็พลันเปลี่ยน ความคิดทันที
“หมัดนั้นของเจ้ายอดเยี่ยมมาก ข้ายัง อยากจะเรียนรู้สักหน่อย!”
อามู่ซือถึงกับเก็บเสื้อเกราะงดงามที่เขา เพิ่งสวมลงกลับคืนไปอีกครั้ง ตอนที่เนี่ยเทียน เผยกายเขาก็ลงมืออย่างห้าวหาญ
พริบตาเดียวเขากับเนี่ยเทียนก็ปะทะเข้า ด้วยกันอีกครั้ง
พื้นที่นี้พลันมีพลังการต่อสู้ที่น่ากลัวปะทุ ออกมาทันที ประหนึ่งสัตว์ดึกดำบรรพ์สองตัวที่ กำลังเข่นฆ่ากันอย่างลืมเป็นลืมตาย
เหตุการณ์เดิมถูกนำกลับมาแสดงอีกครั้ง!
อามู่ซือใช้ศิลปะการต่อสู้ที่เชี่ยวชาญจึง กลายมาเป็นฝ่ายได้เปรียบในชั่วพริบตา เขาใช้ การโจมตีถี่ยิบดั่งห่าฝนโจมตีใส่เนี่ยเทียนไม่ หยุด
สิ่งเดียวที่ไม่เหมือนครั้งที่แล้วก็คือ คราวนี้ เนี่ยเทียนไม่ได้ตั้งรับอย่างเดียวเท่านั้น เขายัง เปลี่ยนมาใช้วิธีการยอมเจ็บเพื่อให้อีกฝ่ายเจ็บ ด้วยมาต่อสู้อย่างไม่กลัวตาย ระเบิดพลังโจมตี
อย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนการโจมตีดุเดือดของอามู่ ซือ
“เผ่ามนุษย์คนหนึ่งกลับกล้าใช้เลือดเนื้อมา ต่อสู้กับข้า หรือเขาไม่รู้ว่าเลือดเนื้อของเผ่า มนุษย์เดิมทีก็เป็นรองทุกชนเผ่า?”
“พลังการฟื้นคืนของเลือดเนื้อเผ่ามนุษย์จะ สู้พวกข้าได้อย่างไร?”
อามู่ซือร้องคำรามอยู่ในใจ ถูกความบ้า คลั่งของเนี่ยเทียนกระตุ้นให้เดือดดาล เขากล้า ข้ามรอยแยกห้วงมิติมา นอกจากมีเกราะศึกที่ มหัศจรรย์แล้วยังอาศัยพลังการฟื้นตัวที่ยอด เยี่ยมของตัวเองด้วย
เขาข้ามรอยแยกห้วงมิติมาได้ไม่นาน รอยแผลที่ปริแตกบนร่างก็ประสานตัวเข้าหากัน จนหมด
เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าเผ่ามนุษย์ กระจอกๆ เพียงคนเดียวจะมีพลังการฟื้นฟู บาดแผลได้เร็วไปกว่าเขา!
ต่อสู้กันมาพักใหญ่ กระดูกมากมายบน ร่างของเนี่ยเทียนก็ถูกเขาโจมตีจนเกิดรอยปริ แตกอีกครั้ง พลังในการต่อสู้จึงลดลงฮวบฮาบ
แต่เนี่ยเทียนกลับค้นพบด้วยความตะลึง ว่าหลังจากที่เขาต่อสู้กับอามู่ซือ ครั้งแรก กระดูกที่ถูกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ชุบหลอมจน
กลายเป็นสีเขียวแวววาว พอครั้งนี้มาถูกอามู่ซื อโจมตีอีกครั้งกลับไม่เป็นอะไรสักนิด!
“ข้าจะรอให้เจ้าตามหาข้าเจอ แล้วเราค่อย มาสู้กันใหม่!”
เนี่ยเทียนที่บรรลุเป้าหมายหัวเราะท้าทาย อย่างบ้าคลั่ง ไม่สนเลือดสดที่ไหลมาตรงมุม ปาก ทำเพียงกระตุ้นใช้ดาวเปล่งประกายหาย ตัวไปอีกครั้ง
หลังจากเนี่ยเทียนจากไป อามู่ซือก็ชันเข่า ข้างหนึ่งกับพื้น รอยแผลบางส่วนที่กว่าจะหาย ดีไม่ใช่เรื่องง่าย มาบัดนี้ได้ปริแตกและมีเลือด ไหลไม่หยุดอีกครั้ง
เขาจ้องเขม็งไปยังทิศทางที่เนี่ยเทียนจาก ไป ก่อนจะหยิบหัวใจสีแดงดวงหนึ่งออกมาแล้ว กัดกระชากอย่างเคียดแค้น
“เนี่ยเทียน!”
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 558 กระดูกผลึกใส!
สองวันต่อมา อามู่ซือก็ต่อสู้กับเนี่ยเทียน ติดต่อกันอีกหกครั้ง!
ทุกครั้งที่ต่อสู้ อามู่ซือล้วนรู้สึกว่าตัวเองทำให้ เนี่ยเทียนบาดเจ็บสาหัส คิดไปว่าต่อให้เนี่ย เทียนไม่ตายก็ยากที่จะมีพลังในการต่อสู้ได้อีก
ทว่าทุกครั้งที่บาดเจ็บสาหัส เนี่ยเทียนจะต้อง ใช้วิธีแปลกประหลาดหลบหนีไป รอจนเขาพบ เจอเนี่ยเทียนอีกครั้ง อาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย ก็ฟื้นคืนมาเกินครึ่งจนมีพลังในการต่อสู้กับเขา อีกรอบ!
การต่อสู้ในภายหลัง อามู่ซือถึงกับเกิด หวาดกลัว เพราะดูเหมือนเนี่ยเทียนจะจงใจชัก นำให้เขาเป็นคนทำให้ตัวเองบาดเจ็บสาหัส
ทุกครั้งที่ผ่านการต่อสู้ อามู่ซือผู้แข็งแกร่ง จะต้องมีบาดแผลเหวอะหวะทั่วร่าง
เขาจะต้องอาศัยการกินหัวใจของสัตว์วิเศษ ใช้พลังชีวิตมหาศาลในหัวใจสัตว์วิเศษมาช่วยให้ ตัวเองฟื้นตัว
ยิ่งสู้เขาก็ยิ่งหวาดหวั่น
การต่อสู้หลายครั้งในภายหลัง เนี่ยเทียนที่มี ศิลปะการต่อสู้อ่อนด้อย พอได้ต่อสู้อย่างดุเดือด กับเขาหลายครั้งก็เหมือนจะเริ่มถูกขัดเกลา ฝึกปรือจนแกร่งกร้าวมากขึ้น
ไม่เพียงเท่านี้ เรือนกายเผ่ามนุษย์ของเนี่ย เทียนที่หลังจากบาดเจ็บสาหัสก็คล้ายจะยิ่ง เปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่ง
เท่าที่เขารู้มา เผ่ามนุษย์แทบจะเรียกได้ว่า เป็นเผ่าที่มีร่างกายอ่อนแอที่สุดในบรรดา สิ่งมีชีวิตสติปัญญาสูงทั้งหมด
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ต่างก็ให้ ความสำคัญกับการชุบหลอมมหาสมุทรวิญญาณ จุดตันเถียน และการฝึกจิตวิญญาณให้แกร่งกล้า น้อยคนนักที่จะให้ความสำคัญกับเรือนกาย
นี่ก็เป็นเพราะพื้นฐานของเผ่ามนุษย์ต ่าต้อย เกินไป เกิดมาก็ไม่มีสายเลือดที่แข็งแกร่ง ต่อให้
ศึกษาวิธีการหลอมเรือนกายของพวกเขาก็ยาก ที่จะบรรลุถึงระดับสูงของพวกเขา
ทว่าเนี่ยเทียนผู้นี้กลับมีเรือนกายแข็งแกร่ง ราวกับไม่ใช่คน พลังการฟื้นตัวที่น่ากลัวของอีก ฝ่ายก็ยิ่งทำให้เขาครั่นคร้าม
ขนาดเขายังจำเป็นต้องกินหัวใจของสัตว์ วิเศษดวงแล้วดวงเล่าถึงจะฟื้นคืนพลังให้กับ ร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสนี้ได้อย่างถูไถ
ทุกครั้งเขาจะไม่รอให้อาการบาดเจ็บฟื้น ตัวอย่างสมบูรณ์แบบ เพียงแค่อาการทรงตัวก็จะ ไล่ตามหาเนี่ยเทียนอีกครั้งทันที
ระยะห่างของการต่อสู้ทุกครั้งมากสุดก็แค่ สองสามชั่วยามเท่านั้น
ทว่าทุกครั้งที่การต่อสู้ครั้งถัดไปเกิดขึ้น เนี่ย เทียนจะต้องมีพลังชีวิตประดุจมหาสมุทรอีกครั้ง กระดูกที่แตกเพราะการโจมตีของเขาก็ยิ่งเปลี่ยน มาเป็นแข็งแรงทนทาน
อามู่ซือยังเริ่มสังเกตได้ว่าการต่อสู้ครั้งแรก หน้าอกกระดูกของเนี่ยเทียนถูกเขาโจมตีจน แตกร้าว ทว่าพอเขาโจมตีอีกฝ่ายในภายหลัง เนี่ยเทียนกลับไม่เป็นอะไรสักอย่าง
ความผิดปกตินี้จึงทำให้เขาเริ่มสังเกตอย่าง ละเอียดมากขึ้น และภายหลังเขาก็ค้นพบว่า กระดูกทุกชิ้นของเนี่ยเทียนที่ถูกเขาโจมตีจน แตกร้าวเหมือนเกิดการแปรสภาพ
“คนผู้นี้เป็นใครกันแน่? หรือว่า…ทุกอย่างที่ เกิดขึ้นนี้เป็นความจงใจของเขา ใช้ข้าเป็นหินขัด เกลาเพื่อชุบหลอมเรือนกายของตัวเขาเอง?”
อามู่ซือกลืนหัวใจสัตว์วิเศษระดับสี่ลงไปอีก ดวง ก่อนจะโคจรพลังสายเลือดแล้วดึงเอาพลัง ชีวิตที่อยู่ในหัวใจของสัตว์วิเศษมาชดเชย ตำแหน่งที่ได้รับบาดเจ็บ
ตอนที่บาดแผลซึ่งปริแตกของเขาได้รับการ ชดเชยจากจิงชี่เลือดเนื้อปริมาณมหาศาล พวก มันจึงประสานตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง
“หัวใจสัตว์วิเศษที่ช่วยให้อาการบาดเจ็บของ ข้าฟื้นตัวได้ในระยะเวลาสั้นๆ เหลืออีกแค่ดวง เดียวแล้ว การต่อสู้หลังจากนี้หากยังไม่มีวิธี
จัดการเจ้าเนี่ยเทียนผู้นั้น คราวนี้ล่ะเป็นปัญหา แน่” เขาแอบขมวดคิ้ว
……
พื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งมีต้นไม้โบราณขึ้นหนาแน่น
ควันสีเขียวเป็นกลุ่มๆ ที่มองเห็นได้ด้วยตา เปล่าถูกม่านแสงสีเขียวชั้นหนึ่งชักนำให้มา รวมตัวกัน กลายมาเป็นธารน ้าที่ไหลลงสู่เนี่ย เทียน
เบื้องใต้ม่านแสง เนี่ยเทียนมีสีหน้าผ่อนคลาย มุมปากยังยกยิ้มยินดีอีกด้วย
ผิวหนังใต้อาภรณ์ของเขาเปล่งประกายแสงสี เขียวอ่อนจาง แสงเหล่านั้น…มาจากกระดูกแต่ ละท่อนใต้หนังเนื้อของเขา!
“กระดูกผลึกใส!”
เขาใช้พลังจิตมองไปก็สังเกตเห็นว่ากระดูก ทั่วร่างของเขาล้วนกลายมาเป็นก้อนผลึกสีเขียว ที่ส่องประกายแสงไปหมดแล้ว
แม้แต่กระดูกนิ้วมือ นิ้วเท้าของเขาที่มีขนาด เล็กก็ได้รับการชุบหลอมจากเวทไม้สวรรค์เกิด ใหม่ และเพราะเกิดรอยปริแตกจากความจงใจ ของเขา มันจึงถูกชุบหลอมซ ้าอีกรอบจนกลาย มาเป็นโปร่งใสแวววาว
“กระดูกถูกชุบหลอมเป็นผลึก กระดูกผลึกใส หรือว่านี่ก็คือผลลัพธ์มหัศจรรย์ที่แท้จริงของเวท ไม้สวรรค์เกิดใหม่?”
“กระดูกผลึกใสน่าจะเป็นขั้นตอนใดขั้นตอน หนึ่งของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่กระมัง? หลังจาก เปลี่ยนมาเป็นกระดูกผลึกใสแล้ว วิชาลับการ หลอมเรือนกายของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่จะยังมี การเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นหรือไม่?”
“ข้าฝึกตนมานานหลายปี ไม่เคยล้มเลิก ความคิดที่จะชุบหลอมเรือนกาย จิงชี่เลือดเนื้อที่ ดูดซับมาเมื่อช่วงกลายปีก่อนก็ผสานรวมเข้าไป ในกระดูกและอวัยวะภายในหมดแล้ว”
“ในขณะที่เพิ่งจะได้รับเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ มา ความพยายามเหล่านี้ก็น่าจะยังไม่สามารถ นำมาชุบหลอมเรือนกายได้อย่างแท้จริง”
“ขอบเขตการชุบหลอมเรือนกายของเวทไม้ สวรรค์เกิดใหม่นี่ออกจะสูงเกินไปหน่อยไหม?”
“จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังต้องอาศัยอามู่ซือ และความอัศจรรย์ของกิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่ง บวกกับจิงชี่พืชหญ้าที่เข้มข้นของที่แห่งนี้ถึงจะ ดำเนินการชุบหลอมเรือนกายขั้นที่หนึ่งของเวท ไม้สวรรค์เกิดใหม่อย่างกระดูกผลึกใสได้”
พอคิดอย่างนี้ ทิพย์จักษุที่เนี่ยเทียนทิ้งไว้ ด้านนอกก็ได้กลิ่นร่องรอยของอามู่ซืออีกครั้ง
“มาอีกแล้ว…”
เนี่ยเทียนหลุดหัวเราะ ลุกขึ้นยืนอย่างเงียบ เชียบก่อนจะเก็บกิ่งไม้มากมายที่วางเป็นค่ายกล กลับคืนมา
มาถึงเวลานี้เขากลับไม่รู้สึกเกลียดอามู่ซือ เพราะชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งผู้นี้ได้บีบพลังซ่อน แฝงของเขาให้เผยตัวออกมา วันนี้เวทไม้สวรรค์ เกิดใหม่ได้เผยประสิทธิผลที่พึงมีของมันออกมา ให้เห็น อีกทั้งยังช่วยให้เขาได้ชุบหลอมเรือนกาย ครั้งแล้วครั้งเล่าจนบรรลุขั้นตอนแรกในการชุบ หลอมเรือนกายของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ได้ สำเร็จ
ตอนนี้กระดูกผลึกใสฝึกสำเร็จแล้ว จิงชี่เลือด เนื้อที่เขาได้มาจากการสังหารชนต่างเผ่าสิบกว่า คนก่อนหน้านั้นซึ่งปะปนไปด้วยพลังพืชหญ้าก็ ได้ถูกใช้ไปหมดในตอนที่ชุบหลอมกระดูกผลึก ใส
ในความรู้สึกของเขา จิงชี่เลือดเนื้อที่สามารถ ดึงออกมาใช้ได้อ่อนจางกว่าก่อนหน้านี้เยอะมาก
ทว่าเรือนกายที่มีเลือดเนื้อนี้ต่อให้ไม่ใช้จิงชี่ เลือดเนื้อ ใช้แค่พละกำลังของแขนขาทั้งสี่ก็ยัง แข็งแกร่งมากพอจนไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวการ ต่อสู้ประชิดตัวกับอามู่ซืออีกต่อไป
อีกอย่างการที่เขาได้ต่อสู้กับอามู่ซือครั้งแล้ว ครั้งเล่า ทักษะในการต่อสู้ของเขาก็ได้เพิ่มพูน ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เขาพลันหยิบดาราเพลิงกาฬออกมา มือหนึ่ง ถือมีด อีกมือหนึ่งกำนิ้วทั้งห้าเข้าไว้ด้วยกัน
“ฉับ!”
เขาฟันดาราเพลิงกาฬที่ไม่ได้กรอกเทพลัง วิญญาณลงไปบนนิ้วทั้งห้า
ดาราเพลิงกาฬนั้นคมกริบ ใบมีดจึงเฉือน เลือดและเนื้อของเขาเข้าไปอย่างง่ายดาย ทว่า พอฟันไปโดนข้อต่อของกระดูกนิ้วมือกลับ เหมือนฟันเข้ากับโลหะ เสียง “เคร้ง” ดังกังวาน ชัดแจ๋ว
การฟันจากดาราเพลิงกาฬทำได้เพียงกรีด เลือดเนื้อของเขาเท่านั้น แต่กลับไม่สามารถตัด กระดูกนิ้วมือของเขาได้!
เมื่อเพ่งสมาธิมองไป เขาพบว่ากระดูกนิ้วมือ ไม่มีแม้แต่รอยปริร้าวสักนิดเดียว
ดวงตาเนี่ยเทียนพลันเปล่งประกาย
แม้ว่าการฟันครั้งนี้เขาจะไม่ได้เพิ่มพลัง วิญญาณเข้าไป มีแค่ความคมของดาราเพลิง กาฬและพละกำลังของตัวเขาเอง ทว่าหากเป็นผู้ ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ทั่วไปที่ไม่ได้เรียกใช้ม่าน แสงพลังวิญญาณโดนฟันเข้าอย่างนี้เกรงว่าคง ขาดออกเป็นสองท่อนแน่
ต่อให้เป็นสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่ง โดนมีดนี้ฟัน ลงไปก็ต้องบาดเจ็บกันบ้าง
ทว่ากระดูกผลึกใสที่เขาเพิ่งชุบหลอมสำเร็จ กลับยังคงปลอดภัยไร้รอยเสียหาย
ดึงดาราเพลิงกาฬออกมาจากเลือดเนื้อ เขาก็ กระตุ้นเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ ใช้จิงชี่พืชหญ้าใน มหาสมุทรวิญญาณมารักษาบาดแผลอีกครั้ง
รอยแผลเหวอะหวะบนนิ้วมือถูกม่านแสงสี เขียวเข้มโอบล้อม ก่อนจะประสานตัวหายดีเป็น ปกติ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเนี่ยเทียนยิ่งเบิกบาน “หากอามู่ซือยังโง่ขนาดที่คิดจะต่อสู้ประชิดตัว กับข้าอีก ถ้าอย่างนั้นเขาก็ต้องตายอย่างเดียว เท่านั้น”
เขาพลันปลดปล่อยพลังชีวิตมากไพศาล ใน ความรู้สึกของอามู่ซือ เนี่ยเทียนที่อยู่ในผืนป่า ประดุจสัตว์ร้ายดุดันตัวหนึ่งที่กำลังอ้าปากร้อง คำรามกางกรงเล็บรอให้นักล่ามาถึง
“ไม่เหมือนเดิม! ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว! ความรู้สึกเช่นนี้…”
อามู่ซือที่ตามมาถึงใช้เวทลับสายเลือด ตรวจสอบเล็กน้อยก็สั่นสะท้านไปทั้งร่าง พึมพำ กับตัวเองเบาๆ
ไม่นานนักอามู่ซือก็พุ่งทะยานมาถึง
เนี่ยเทียนหัวเราะยาวเหยียด พริบตาเดียวก็ มาหยุดอยู่เบื้องหน้าอามู่ซือ คนทั้งสองเปิดฉาก การต่อสู้ประชิดตัวดังที่เคยทำอีกครั้ง
ทว่าครั้งนี้อามู่ซือสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า หมัดของเขาที่ต่อยลงไปบนร่างเนี่ยเทียนซึ่งใช้ พลังแห่งการระเบิดที่สามารถซัดภูเขาพลิกทะเล กลับมิอาจทำให้กระดูกของเนี่ยเทียนแตกได้ แม้แต่ข้อเดียว!
กลับเป็นฝ่ายเนี่ยเทียนเสียอีกที่ต่อให้พลังนั้น จะมาจากข้อนิ้วเล็กๆ ก็ยังทิ้งร่องรอยช ้าลึกไว้ บนร่างของเขาได้
“แคว้ก!”
นิ้วทั้งห้าของเนี่ยเทียนกางออก ก่อนจะกรีด กระชากเอาเนื้อตรงไหล่ที่โชกเลือดของอามู่ซื อติดมือมาชิ้นหนึ่ง
นี่เป็นสิ่งที่ก่อนหน้านี้เนี่ยเทียนไม่เคยทำมา ก่อน
อามู่ซือที่ต่อสู้กับเนี่ยเทียนมาหลายครั้งพลัน บังเกิดความหวาดกลัวจับใจ จึงเลือกที่จะหลบ เลี่ยงเป็นครั้งแรก เขาไม่กล้าต่อสู้กับเนี่ยเทียนที่ เป็นราวกับสัตว์ร้ายนี่อีกแล้ว
“เหตุใดเรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเผ่ามนุษย์ ผู้นี้ถึงเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่งนัก? พลังในการ รักษาตัวที่น่ากลัว ระดับความทนทานของเรือน กายเช่นนี้แทบจะเทียบเคียงกับเรือนกายที่ไม่ ดับสลายของเผ่าภูตผีปีศาจ! เทียบได้กับร่าง กระดูกไม่ทลายของเผ่าโครงกระดูกได้เลย!”
อามู่ซือถอยกรูดออกห่าง มองเนี่ยเทียนด้วย สีหน้าตะลึงพรึงเพริด ผลึกใสทรงปริซึมที่อยู่ กลางหว่างคิ้วสะท้อนภาพเนี่ยเทียนที่ยืน ตระหง่านด้วยความโอหัง ทั้งในร่างของอีกฝ่าย ยังมีแสงสีเขียวเปล่งประกาย สีหน้าสดใสมี ชีวิตชีวาประดุจเทพประดุจมาร
“เจ้าเป็นเผ่ามนุษย์จริงๆ รึ?”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ยิ้มกว้างขวาง “เนี่ย เทียนแห่งเผ่ามนุษย์ มาจากดินแดนดาวตก”
อามู่ซือสีหน้ามืดทะมึน “เนี่ยเทียน เจ้าอย่าได้ ลำพองใจเกินไปนัก! เผ่าอสูรกายของข้า แท้จริง แล้วไม่ได้มีชื่อเสียงด้านเรือนกายที่แข็งแกร่ง! ในแต่ละเผ่าพันธุ์ ผู้ที่มีสายเลือดและเรือนกาย ผสานรวมกันได้อย่างแข็งแกร่งที่สุดนั้นคือภูตผี ปีศาจและเผ่าโครงกระดูก! หลังจากที่สายเลือด อันเป็นแกนกลางของพวกเขาถูกปลุกให้ตื่น ขึ้นมาก็จะกลายมาเป็นภูตผีปีศาจร่างไม่สลาย และร่างโครงกระดูกมิอาจทำลาย นั่นต่างหากถึง จะเรียกว่าร่างกายที่แข็งแกร่งจนไม่มีทางทำลาย ได้อย่างแท้จริง”
“แม้ว่าเจ้าจะร้ายกาจ แต่ระดับความแข็งแร่ง ของเรือนกายเจ้ายังอยู่ห่างจากภูตผีปีศาจร่างไม่ สลายและร่างโครงกระดูกมิอาจทำลายอีกไกล กันนัก”
“ความแข็งแกร่งของร่างกายเผ่าอสูรกายข้า ถือว่าอยู่แค่ระดับกลางเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในอันดับ หนึ่ง”
“จุดเด่นของเผ่าพันธุ์ข้านั้นเกี่ยวข้องกับความ ลี้ลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณ”
“ตอนนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็นถึงความร้ายกาจที่ แท้จริงของข้าอามู่ซือ!”
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 559
คำสาปเลือดเผาวิญญาณ!
อันที่จริงเนี่ยเทียนเองก็รู้ดีว่าการต่อสู้ระหว่าง เขากับอามู่ซือตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้ คนทั้ง สองต่างก็ยังไม่ได้ลงมือเต็มที่
เขาไม่ได้ใช้ดาราเพลิงกาฬ ไม่ได้เรียกหา เกราะมังกรเพลิงมาสวมไว้บนร่าง แล้วก็ไม่ได้ใช้ เวทหนามไม้สวรรค์ รวมไปถึงคาถาวิเศษต่างๆ
เช่นเดียวกัน อามู่ซือก็ยังไม่ได้ร่ายใช้เวทลับ ทางจิตวิญญาณและความลี้ลับทางสายเลือดที่ เผ่าอสูรกายเชี่ยวชาญมากที่สุด
การต่อสู้ตลอดหลายวันของคนทั้งสองล้วนใช้ เพียงพลังกล้ามเนื้อที่ระเบิดออกอย่างบ้าคลั่ง ใช้ วิธีที่ป่าเถื่อนที่สุดมาแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่าง พวกเขา
อามู่ซือมั่นใจในตัวเองมาโดยตลอดเวลาว่า ด้วยเรือนกายที่แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าอย่าง พวกเขานั้นสามารถปรามเนี่ยเทียนได้อย่างอยู่ หมัด
รอจนร่างของเนี่ยเทียนผ่านการชุบหลอม ด้วยเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่จนกลายมาเป็น กระดูกผลึกใส อามู่ซือถึงตระหนักได้ว่าพลัง กล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียวมิอาจกำราบเขาได้
ในที่สุดเขาก็สละการต่อสู้ที่หยาบกระด้างนี้ คิดจะใช้สายเลือดอันกร้าวแกร่งของเผ่าอสูรกาย ที่โดดเด่นกว่าเผ่าพันธุ์ใด
เกราะศึกที่งดงามชิ้นหนึ่งคล้ายเกิดออกมา จากในร่างของอามู่ซือ บนเสื้อเกราะนั้นนาบ ประทับลวดลายซับซ้อนมากมายราวกับ เชื่อมโยงอยู่กับเส้นเอ็นและเลือดของเขา
พอเสื้อเกราะปรากฏ ปราณเลือดเนื้อในร่าง ของอามู่ซือก็คล้ายจะไต่ทะยานขึ้นสูงไปอีกขั้น
ขณะเดียวกันดวงตาทั้งคู่ของอามู่ซือ รวมไป ถึงผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วก็พลันส่อง แสงสีเขียวน่าขนลุก
กลุ่มแสงสามกลุ่มที่มีขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ พลันบินพรวดออกมาจากดวงตาและผลึกใสทรง ปริซึมกลางหว่างคิ้วของอามู่ซือ
อามู่ซือตบอกตัวเองแล้วอ้าปากพ่นเลือดออก มาหนึ่งคำ
เลือดคำนั้นคล้ายผลึกเลือดก้อนหนึ่งที่พลัน กระจายตัวออกเป็นสามหยดแล้วแยกกันเข้าไป ในกลุ่มแสงสีเขียวทั้งสามกลุ่ม
ทันใดนั้นเลือดสดทั้งสามหยดก็พลันลุกไหม้ แสงสีเขียวสามกลุ่มเปลี่ยนมาเป็นไฟผีพุ่งใต้สี เขียวสามกลุ่ม
ท่ามกลางไฟผีพุ่งใต้นั้นมีปราณแห่งความ อึมครึม และเย็นสะพรึงที่ลอยแกว่งไกวเข้ามาหา เนี่ยเทียน
“เวทลับสายเลือด! คำสาปเลือดเผา วิญญาณ!” อามู่ซือพลันตะโกนกร้าว
ไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามกลุ่มที่ลุกไหม้คล้าย ดวงตาของผีร้ายที่ขยับเข้ามาใกล้เนี่ยเทียนมาก ขึ้นเรื่อยๆ อย่างยากที่จะจับทิศทางการ เคลื่อนไหวที่แน่นอนได้
วิกฤตรุนแรงลอยขึ้นมากลางใจ เนี่ยเทียน หน้าเปลี่ยนสี พยายามใช้กระแสจิตรับสัมผัส
“ฟู่วๆ!”
พอกระแสจิตที่เขาปลดปล่อยออกไปปะทะ เข้ากับไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามกลุ่มก็พลันถูกเผา ไหม้ในชั่วพริบตา
สมองเนี่ยเทียนปวดร้าวขึ้นมาทันที เขา ค้นพบว่ากระแสจิตที่เขาปล่อยออกไปราวเกล็ด หิมะที่ถูกไฟร้อนหลอมละลายจนหายวับไปใน พริบตา
“ยังไม่ฝ่าทะลุสู่เขตสามัญ เผ่ามนุษย์ที่ยังไม่มี พลังจิตวิญญาณ จะเอาอะไรมาต้านทานคำสาป เลือดเผาวิญญาณ?”
ดวงตาของอามู่ซือเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน ดวงตาและผลึกใสทรงปริซึมนั้นล้วนสะท้อนเงา ร่างของเนี่ยเทียนออกมาในเวลาเดียวกัน
บัดนี้เนี่ยเทียนพลันมีความรู้สึกว่าไม่ว่าเขา จะหนีไปทางไหน ขอแค่ตัวจริงของเขายังอยู่ใน เส้นสายตาของอามู่ซือ และอามู่ซือยังคง มองเห็นเขา เขาก็ไม่สามารถหนีพ้นการไล่ล่า ของไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามดวงนั้นได้
สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด โบก สะบัดดาราเพลิงกาฬอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังสร้าง สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
แสงมีดกระจายเต็มท้องฟ้าสลับกับเสียงลม และฟ้าคำรามดั่งต้องการฉีกกระชากฟ้าดิน ฉีก ทึ้งไฟผีพุ่งใต้สีเขียวที่ลุกไหม้ซึ่งพุ่งเข้ามาโอบ ล้อมโจมตี
ทว่าไฟผีพุ่งใต้สีเขียวที่ถูกแสงดาบมากมาย ฟาดฟันยังคงลุกติดไฟดังเดิม ไม่ได้รับ ผลกระทบใดๆ
“สายเลือดเผ่าอสูรกายของข้าสามารถผสาน รวมกับเวทลับจิตวิญญาณได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกเสียจากว่าเจ้าจะรวบรวมพลังวิญญาณ ขึ้นมา หรือเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญพลังสายฟ้าแล้วล่ะ ก็ หาไม่แล้วก็ไม่มีทางทำลายคำสาปเลือดเผา วิญญาณของข้าได้!”
อามู่ซือแสยะยิ้ม มองเนี่ยเทียนด้วยสายตา เย็นชา เขากำลังรอให้เนี่ยเทียนถูกไฟผีพุ่งใต้สี เขียวสามกลุ่มโจมตี และคล้ายจะมองเห็นภาพที่ มหาสมุทรจิตสำนึกของเนี่ยเทียนถูกคำสาป
เลือดเผาวิญญาณโจมตีจนกลายมาเป็นทะเล เพลิง จนกระทั่งเผามอดไหม้ความทรงจำ ความคิดและจิตวิญญาณทั้งหมดของเนี่ยเทียน จนสูญสิ้น
“เผ่าอสูรกาย!”
หลังจากเห็นว่าพลังงานมากมายที่ถูกดารา เพลิงกาฬปลดปล่อยออกมาก็ยังไม่สามารถ สร้างผลกระทบต่อไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามกลุ่มได้ ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ตระหนักได้ว่าคำสาปเลือด เผาวิญญาณที่อามู่ซือใช้การผสานรวมระหว่าง สายเลือดกับจิตวิญญาณนั้นน่ากลัวขนาดไหน
เวทลับสายเลือดที่เกิดจากการผสมสายเลือด กับจิตวิญญาณของอามู่ซือไม่ได้เหมือนกับ
พลังงานทั่วไป นี่ต่างหากถึงจะเป็นทักษะของ การใช้พลังจิตวิญญาณที่แท้จริง!
อามู่ซือไม่ใช่เผ่ามนุษย์ ไม่จำเป็นต้องรอให้ ถึงเขตสามัญถึงจะสร้างพลังจิตวิญญาณได้อย่าง เผ่ามนุษย์
นับตั้งแต่เกิดมา เผ่าอสูรกายก็มีจิตวิญญาณ แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด เมื่อสายเลือดเติบโตขึ้น และเกิดการแปรสภาพ พวกเขาก็จะอาศัย พรสวรรค์ของสายเลือดชักนำให้พลังจิต วิญญาณสร้างเวทลับที่น่าหวาดกลัวขึ้นมา
นี่ต่างหากถึงจะเป็นความสามารถที่ทำให้เผ่า อสูรกายอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาชนเผ่านับ ร้อย!
“ศึกทางจิตวิญญาณ! นอกจากสายฟ้าแล้วมี เพียงเวทลับทางจิตวิญญาณแบบเดียวกัน เท่านั้นถึงจะต้านทานได้!”
พลังงานของดาราเพลิงกาฬมิอาจทำลายไฟ ผีพุ่งใต้สีเขียวสามกลุ่มนั้นได้ ทำให้เนี่ยเทียน เข้าใจโดยพลันว่า ลำพังเพียงแค่พลังวิญญาณ และพลังเลือดเนื้อนั้นย่อมไม่อาจทำลายคำสาป เลือดเผาวิญญาณได้
เขาจ้องเขม็งไปยังไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามลูก พร้อมพุ่งกระแสจิตเข้าไปยังมหาสมุทรจิต วิญญาณ มองสะเก็ดดาวเก้าดวง
“อู้ๆๆ!”
คำสาปเลือดเผาวิญญาณที่ลอยแกว่งไกวเข้า มาประชิดกายเขาในที่สุด
เมื่อเข้ามาอยู่ในสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่เขา ปลดปล่อยออกไป แรกเริ่มลูกไฟผีพุ่งใต้สีเขียว สามลูกยังบิดๆ เบือนๆ แต่ก็มั่งคงได้อย่าง รวดเร็ว
“มีดแห่งจิตวิญญาณ!”
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนพลันหลับตาลง รวบรวมพลังจิตวิญญาณดวงดาวที่อยู่ในสะเก็ด ดาวทั้งเก้าดวง แปรเปลี่ยนกระแสจิตให้กลายมา เป็นมีดแสงเล่มหนึ่ง
มีดแสงเล่มนั้น นอกจากผู้ที่มีพลังจิต วิญญาณเหมือนกันแล้ว คนธรรมดาจะมองไม่ เห็น
ตอนนั้นที่เขาสังหารผู้แข็งแกร่งของวัง วิญญาณในแถบผ้าหลากสี ทำให้วิญญาณที่อยู่ ในธงซากวิญญาณตายไปก็เพราะอาศัยมีดแห่ง จิตวิญญาณที่สร้างขึ้นมาจากพลังจิตวิญญาณ ของสะเก็ดดาว!
มีดแห่งจิตวิญญาณแคบยาวฟันลงมาบนไฟผี พุ่งใต้สีเขียวสามลูกที่กำลังเผาไหม้อย่างจัง!
จุดแสงเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าสาด กระจายออกมาจากคมมีดแห่งจิตวิญญาณที่ฟัน ลงไปกลางคำสาปเลือดเผาวิญญาณ
สะเก็ดดาวเก้าดวงที่อยู่ในมหาสมุทรจิต วิญญาณพลันส่องแสงพร่างพราว
ทว่ามีดแห่งจิตวิญญาณกลับแตกออกไปที ละชุ่น ส่วนไฟผีพุ่งใต้สีเขียวสามลูกก็ระเบิด กระจายไปในพริบตาเช่นกัน
เนี่ยเทียน และอามู่ซือร้องอู้อี้สีหน้าซีดขาว แทบจะในเวลาเดียวกัน
เขาเพ่งสมาธิมองก็เห็นว่าสะเก็ดดาวเก้าดวง ที่อยู่ในมหาสมุทรจิตวิญญาณสลัวรางน้อยๆ แม้แต่ตัวของสะเก็ดดาวเองก็ยังหดเล็กลงไป ด้วย
นี่ก็คือสัญญาณบอกว่าพลังของจิตวิญญาณ สะเก็ดดาวลดหายไปเยอะมาก!
“นี่เจ้า เจ้าคือผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว!” อามู่ซือร้องเสียงแหลม ดวงตาทั้ง สองข้างมีเลือดสดไหลซึมลงมา สภาพน่ากลัว อย่างมาก
เขาแยกแยะตัวตนที่แท้จริงของเนี่ยเทียนได้ แทบจะทันที แล้วก็พลันนึกไปถึงเรื่องที่ลือกันว่า รอยแยกห้วงมิติสามเส้นของฝ่ายภูตผีปีศาจและ อสูรกายของพวกเขาถูกปิดผนึก
ตามข่าวที่ได้มาจากคนในเผ่า ดินแดนดาว ตกมีเพียงคนคนเดียวที่ได้รับการสืบทอดจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอย่างสมบูรณ์แบบ
และข่าวที่ว่าไข่มุกวิญญาณมืดในเผ่าพวกเขา หายไปก็เหมือนว่าจะเกี่ยวข้องกับผู้สืบทอดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวด้วย
แต่ดูจากข่าวที่ได้รับมา เจ้าคนที่ได้รับการสืบ ทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวยังเด็ก และอ่อนแออยู่มาก
เดิมทีเขาคิดไว้ว่ารอจนผู้แข็งแกร่งของพวก เขารวมตัวกันไปที่เทือกเขาฮว้าน คง จะให้ผู้ แข็งแกร่งในเผ่าอาศัยการขานรับที่มีต่อไข่มุก วิญญาณมืดตามหาผู้สืบทอดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวที่ยังอ่อนแอผู้นั้นได้อย่าง ง่ายดาย แล้วสังหารเขาทิ้งซะ
ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คิดไม่ถึงว่าผู้สืบทอดคน นั้น ไม่เพียงแต่เข้ามาอยู่ในนี้ แถมยังมายืนอยู่ ต่อหน้าเขาด้วย!
“ที่แท้ก็เจ้านี่เอง! ที่แท้เจ้าก็คือผู้สืบทอดคน นั้นของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” อามู่ซือ จ้องเนี่ยเทียนเขม็ง ไม่สนใจเลือดที่ซึมลงมาตรง หัวตา “มิน่าเล่า มิน่าเล่าเจ้าถึงต้านทานคำสาป เลือดเผาวิญญาณได้ เพราะเจ้าก็คือผู้สืบทอด ของพวกเขา!”
เวลานี้เอง เขาพลันหยิบหอยสังข์แตรขึ้น มาแล้วรวมพลังจิตวิญญาณให้บินเข้าไปด้านใน
เนี่ยเทียนที่ใช้มีดแห่งจิตวิญญาณฟาดฟันคำ สาปเลือดเผาวิญญาณตั้งสมาธิมองก็พบว่า
สะเก็ดดาวเก้าดวงที่อยู่นมหาสมุทรจิตวิญญาณ ยังคงเปล่งประกาย
ในสมองของเขาก็มีภาพภูเขาศพทะเลเลือด และภาพมายาของวิญญาณผีร้ายนับพันนับหมื่น กำลังร้องคำราม
เขารู้ดีว่าพลังที่หลงเหลือของคำสาปเลือด เผาวิญญาณได้เข้าไปอยู่ในมหาสมุทรจิต วิญญาณของเขา จึงทำให้เกิดภาพเหตุการณ์ แปลกประหลาดเช่นนี้
แต่เมื่อสะเก็ดดาวทั้งเก้าดวงสาดแสง ภาพ เหล่านั้นที่ลอยขึ้นมาไม่หยุดก็พลันแตกกระจาย เป็นเศษเล็กเศษน้อย พลังของคำสาปเลือดเผา วิญญาณที่หลงเหลืออยู่ก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว
แต่เขาก็ยังเห็นได้ว่าอามู่ซือหยิบเอาหอยสังข์ แตรออกมาส่งข้อความไปเรียบร้อยแล้ว
เขาติดต่อกับทิพย์จักษุ แอบสังเกตอยู่เงียบๆ ก็เห็นว่าผู้แข็งแกร่งมากมายของชนต่างเผ่ามี แววว่าจะมารวมตัวกันที่นี่
“ไม่ใช่คิดจะสู้กับข้าจนถึงที่สุดหรอกหรือ? อามู่ซือ ทำไมเจ้าถึงเรียกกำลังเสริมเสียแล้ว เล่า? ดูเหมือนว่าเจ้าจะไม่เหลือความมั่นใจ เท่าไหร่แล้วนะ?” เนี่ยเทียนเย้ยหยัน
“เพราะเจ้าคือผู้สืบทอดของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว แข็งแกร่งมากพอจนมีสิทธิ์ ได้รับความสำคัญจากพวกเราอย่างแท้จริง” ดวงตาของอามู่ซือมีความยำเกรง “ในเมื่อเจ้า
ได้รับการสืบทอดอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นก็เท่ากับ ว่าเจ้าคือหนึ่งในบุตรแห่งดวงดาวที่พวกเขา เลือกแล้ว! เจ้ายังไม่เคยออกไปจากดินแดนดาว ตกอาจจะยังไม่รู้ว่าบุตรแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคืออะไรกันแน่ แต่ พวกเรากลับรู้ดี!”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะเลือกหนึ่งใน พวกเจ้าให้กลายมาเป็นนายแห่งดวงดาวใน อนาคต!”
“บุตรแห่งดวงดาวทุกคนล้วนมีค่าพอให้พวก เราทุ่มเทสุดกำลังเพื่อปลิดชีพ ต่อให้ต้องจ่าย ค่าตอบแทนมากเท่าไหร่ก็ตาม!”
“เนี่ยเทียน! เจ้าช่างโง่เขลายิ่งนัก เจ้าก็มีแค่ ตบะต้นสวรรค์ ยังไม่ฝ่าสู่เขตสามัญ เกรงว่า แม้แต่ตราประทับสะเก็ดดาวเจ้าก็คงยังชุบหลอม ได้ไม่หมด ไม่รู้เลยว่าตัวเองแบกรับอะไรเอาไว้ ไม่รู้ว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวคาดหวังใน ตัวเจ้ามากแค่ไหน ไม่รู้เลยว่าตัวเองสำคัญ เท่าไหร่! เจ้าที่เป็นเช่นนี้ กลับกล้ามาอยู่ที่นี่อย่าง ไม่กลัวตาย!”
“ฆ่าบุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้า พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวคงเสียใจยิ่งกว่าสูญเสียทั้ง ดินแดนดาวตกไปเสียอีก!”
“ในเมื่อเจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวที่ถูก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลือก ก็สมควรแล้ว ที่จะถูกพวกเราล้อมสังหาร!”
“อาปู้หลู่ พวกเจ้าจงมาที่นี่กันให้หมด!”
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 560 บุตรแห่งดวงดาว!
อาปู้หลู่วางหอยสังข์แตรลงแล้วหันมามองถ่า เกอกับเหยียนซานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พี่ชายใหญ่ของข้าเรียกให้พวกเราไปที่นั่น”
ชนต่างเผ่ามากมายที่มารวมตัวกันอยู่ตรงนี้ ต่างก็มีสีหน้าตะลึง ระคนแปลกใจ เห็นได้ชัดว่า คาดไม่ถึงว่าอามู่ซือ จะเป็นฝ่ายเรียกทุกคนให้ ไปหาด้วยตัวเอง
หญิงสาวคนนั้นของเผ่าปักษาขมวดคิ้วกล่าว “ก่อนที่นายท่านอามู่ซือจะจากไปได้กำชับพวก เราว่าไม่ให้เข้าร่วมการต่อสู้ระหว่างเขา และเผ่า
มนุษย์ผู้นั้น ด้วยฝีมือของนายท่าน เวลาสองวัน จะยังไม่สามารถจัดการกับเผ่ามนุษย์ผู้ต ่าต้อย นั่นได้อีกหรือ?”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง” ถ่าเกอแห่งเผ่าภูตผี ปีศาจก็กังขามากเช่นกัน “ฝีมือของนายท่าน แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเราทุกคน เผ่ามนุษย์ผู้นั้น สามารถหลบเลี่ยงการตามหาของพวกเราได้ แต่ ก็ไม่น่าจะหนีพ้นการตามหาทางจิตวิญญาณของ นายท่านกระมัง?”
“ตามที่พี่ชายใหญ่ของข้าบอกมา เผ่ามนุษย์ผู้ นั้น…น่าจะเป็นผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว” อาปู้หลู่ตวาดด้วยน ้าเสียงทรงพลัง
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
“เป็นถึงผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเชียวหรือนี่!”
“เผ่ามนุษย์พวกนั้นมาจากดินแดนดาวตก ไม่ใช่หรือ? ดินแดนดาวตกถูกพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทอดทิ้งไปนานแล้ว ไม่มีคนของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเคลื่อนไหวอยู่ใน พื้นที่กันดารแห่งนั้นแม้แต่คนเดียว พวกเขาจะ รับคนของดินแดนดาวตกเป็นลูกศิษย์ได้ อย่างไร?”
ชนต่างเผ่าถกเถียงเสียงเอ็ดอึง ต่างคนต่าง เอ่ยคำวิจารณ์
“พวกเจ้าลืมไปแล้วหรือว่ารอยแยกห้วงมิติ สามเส้นของพวกเรา ที่ทอดยาวไปยังดินแดน
ดาวตกเพิ่งถูกปิดผนึกไปเมื่อไม่นานมานี้?” ถ่า เกอนึกขึ้นได้ในฉับพลัน “การปิดผนึกรอยแยก ห้วงมิติสามเส้นนั้น ก็คือวิธีการรับมือที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้! หลังจาก ที่รอยแยกห้วงมิติสามเส้นเปิดออกมันก็ถูกปิด ผนึกอีกครั้ง นั่นต้องเป็นฝีมือของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวแน่นอน!”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” เหยียนสื อแห่งเผ่าหินเทากล่าวอย่างตกตะลึง “นี่คือสำนัก ที่แข็งแกร่ง และเก่าแก่ที่สุดของเผ่ามนุษย์เชียว นะ พวกเขาคือบุคคลยิ่งใหญ่เกรียงไกรที่ใช้ชีวิต อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือก หลายล้านปีที่ผ่าน มา เผ่ามนุษย์ตั้งตนขึ้นมาได้ก็เพราะอาศัย
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และสำนักเก่าแก่ อีกไม่กี่สำนัก!”
“ผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทุกคนต่างก็มีฝีมือที่น่าหวาดกลัว ในเมื่อเจ้าเด็ก คนนั้นคือผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวก็ไม่แปลกที่แม้แต่นายท่านอามู่ซือ จะยังไม่ สามารถสังหารเขาได้ในเวลาสั้นๆ”
ชื่อของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสะเทือน ไปทั่วทั้งทางช้างเผือก สร้างความกริ่งเกรง ให้กับชนต่างเผ่านับร้อยนับพัน
ชนต่างเผ่าใดก็ตามที่รู้จักพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวล้วนเข้าใจดีว่าสำนักเก่าแก่นี้หมายถึง สิ่งใด
“เขาไม่ใช่แค่ผู้สืบทอดธรรมดา” มุมปากของ อาปู้หลู่ยกยิ้มขมขื่น “ลูกศิษย์ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทั่วไปมีหรือที่จะได้รับความ สนใจจากพี่ใหญ่ของข้า? ด้วยความมั่นใจและ ศักยภาพของพี่ใหญ่ข้า ต่อให้เจอกับลูกศิษย์ของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ไม่มีที่เขาจะทาง ขอความช่วยเหลือจากพวกเรา”
“เขาคือ?” ถ่าเกอเอ่ยน ้าเสียงตกใจ
“เขาคือบุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งที่ถูก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลือก!” อาปู้หลู่ คำรามต ่าๆ
“บุตรแห่งดวงดาว!”
“เขาเป็นถึงบุตรแห่งดวงดาวที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวเลือกเชียวรึ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร? บุตรแห่งดวงดาวที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลือกจะไปอยู่ที่ดิน แดนดาวตกได้อย่างไร? บุตรแห่งดวงดาวทุกคน ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ล้วนต้องมี ทรัพยากรในปริมาณที่มิอาจประเมินค่าได้ ตอนนี้บุตรแห่งดวงดาวหลายคนที่ชื่อเสียง เกรียงไกรไปทั่วทางช้างเผือกต่างก็มีอาณาจักร ในครอบครองหลายแห่ง หรืออาจถึงขั้นหลายสิบ แห่งด้วยซ ้า!”
“อาณาจักรที่อยู่ในมือของพวกเขาต่อให้อ่อน ด้อยที่สุดก็ยังไม่แย่ไปกว่าดินแดนดาวตกนั่น เลย!”
“ช่วงเวลาแรกเริ่มสุด ดินแดนดาวตกก็คือทุ่ง เลี้ยงสัตว์ของพวกเรา! สถานที่แห่งนั้นพวกเรา เอาไว้ใช้เลี้ยงสัตว์วิเศษ เลี้ยงภูตผีปีศาจชั้นต ่า และสัตว์อสูรกาย ทรัพยากรมีขีดจำกัด ปริมาณ ก็มีน้อยนิด!”
“สถานที่แบบนี้มีเพียงตระกูลเล็กๆ ของ เผ่าพันธุ์พวกเราเท่านั้นถึงคิดอยากครอบครอง ตระกูลที่ทรงอำนาจ และเก่าแก่อย่างแท้จริงของ พวกเราล้วนไม่มีใครเห็นค่าของดินแดนดาวตก นั่นเลย!”
“สถานที่ที่ไม่มีแม้แต่ผู้แข็งแกร่งเขตดินแดน เหตุใดถึงมีบุตรแห่งดวงดาวปรากฏขึ้นมาได้?”
ชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งซึ่งรู้ว่าบุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มี ความหมายถึงสิ่งใดต่างก็พากันหน้าเปลี่ยนสี แต่ละคนรู้สึกเหลือเชื่อ
ตระกูลของพวกเขาต่างก็ดำรงอยู่มาอย่าง ยาวนาน ทั้งยังคอยต่อสู้กับเผ่ามนุษย์ที่อยู่บน ทางช้างเผือก นอกดินแดนของตัวเองตลอดเวลา
ทว่าคู่ต่อสู้ที่ตระกูลของพวกเขาต้องเผชิญก็มี เพียงแค่สำนักผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ระดับสอง หรือระดับสามเท่านั้น
สำนักที่น่าหวาดกลัวอย่างพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ซึ่งนำพาเผ่ามนุษย์ให้เดินไปสู่ จุดสูงสุดของทางช้างเผือก ทำให้เผ่ามนุษย์ วางตัวโอหังไม่หวาดเกรงที่ต้องสู้รบกับชนต่าง เผ่านับพันนับหมื่นนี้ สำหรับชนต่างเผ่าตระกูล เล็กๆ แล้วอีกฝ่ายถือเป็นบุคคลที่พวกเขาได้แต่ แหงนหน้ามองเท่านั้น
บุตรแห่งดวงดาวที่มีชื่อเสียงคนใดก็ตามของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวล้วนมีอาณาจักร มากมายอยู่ในครอบครอง ทั้งยังมีผู้แข็งแกร่งนับ ล้านที่ยอมพึ่งพิงอยู่ใต้สังกัด
หากบุตรแห่งดวงดาวคนใดต้องการ พวกเขา ก็ล้วนสามารถถอนรากถอนโคนตระกูลของพวก ชนต่างเผ่าได้เลย
อีกทั้งไม่จำเป็นต้องให้บุตรแห่งดวงดาวลงมือ เอง ลำพังเพียงแค่สำนัก และขั้วอิทธิพลที่พึ่งพา บุตรแห่งดวงดาว ก็มากพอจะทำลายตระกูลของ พวกเขาแต่ละเผ่าได้แล้ว
“มนุษย์ผู้นั้นมีนามว่าเนี่ยเทียน ตอนนี้มีตบะ แค่ต้นสวรรค์เท่านั้น น่าจะเพิ่งได้รับการยอมรับ จากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเมื่อไม่นานมา นี้” อาปู้หลู่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งทีแล้วกล่าวว ว่า “เขาคือบุตรแห่งดวงดาวคนใหม่ เนื่องจาก ขอบเขตไม่เพียงพอ หรือเพราะยังไม่ได้กลับไป
ยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจึงยังชุบหลอม ตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวงไม่สำเร็จ แถม ยังถึงขั้นไม่รู้ด้วยว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ว่าตัวเอง มีฐานะที่สูงศักดิ์มากแค่ไหน”
“รอจนเขาเลื่อนสู่เขตสามัญ เขาก็น่าจะเจอ สิ่งของที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเตรียมไว้ ให้เขา และสามารถข้ามผ่านทางช้างเผือก กลับคืนสู่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้”
“เขายังอยู่ในช่วงแห่งการเติบโต ยังไม่ได้ แข็งแกร่งอย่างแท้จริง แน่นอนว่าตอนนี้ย่อมไม่ สามารถเทียบกับบุตรแห่งดวงดาวคนอื่นๆ ที่มี ชื่อเสียงอยู่ในทางช้างเผือกได้”
“นี่คือโอกาสของพวกเรา! หากสามารถฆ่า เขาได้ ฆ่าบุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งตายไป ตระกูลของพวกเราก็อาจจะเข้าตาพวกตระกูล เก่าแก่อย่างแท้จริง และได้รับทรัพยากรอย่างไร้ ขีดจำกัด หรือได้รับอาณาจักรหลายแห่งก็ยัง เป็นไปได้!”
“ดินแดนดาวตกกระจอกๆ เทียบกับมูลค่า ของบุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งไม่ได้เลยด้วยซ ้า!”
“พี่ชายข้ามองออกถึงจุดนี้จึงเรียกให้ทุกคน ไปร่วมแรงกันสังหารเขา พวกเจ้าคิดว่ายังไง?”
พอได้ยินเขาอธิบายจบลมหายใจของถ่าเกอ เหยียนสือ และหญิงคนนั้นของเผ่าปักษาต่างก็ถี่ รัว ดวงตาฉายประกายความตื่นเต้นถึงขีดสุด
“ดูท่าพวกเจ้าต่างก็สนใจ” อาปู้หลู่พยักหน้า รับ “นับตั้งแต่เข้ามาอยู่ที่นี่ ไซหลงจากเผ่าทมิฬ ก็ไม่สนใจการเคลื่อนไหวของพวกเรา ไม่สนใจ หญิงเผ่ามนุษย์ผู้นั้น ใจเขาอยากแต่จะเก็บ รวบรวมวัตถุดิบให้มากพอ และเขาก็ไม่เห็นเผ่า มนุษย์ที่อยู่อีกเกาะหนึ่งอยู่ในสายตาด้วย”
“ตอนนี้ข้าจะมอบความประหลาดใจให้กับ เขา!”
เขาหยิบเอาหอยสังข์แตรออกมาทันที ก่อน จะใช้จิตวิญญาณส่งความ อธิบายสถานการณ์ คร่าวๆ แล้วก็พาพวกถ่าเกอ และเหยียนสือมุ่ง หน้าไปยังตำแหน่งที่อามู่ซือบอกไว้
กลางบึงน ้าที่มีควันพิษล้อมวน เผ่าทมิฬที่บน ร่างมีควันสีเขียวเข้มข้นอบอวลพลันกรีดร้อง เสียงแหลมยาว
พวกเผ่าทมิฬทุกคนที่กระจายตัวกันต่างก็มา รวมจากสี่ด้านแปดทิศ สื่อสารกันด้วยภาษาชน ต่างเผ่า “ไต้เท้าไซหลง เหตุใดถึงรีบร้อนเรียก รวมพวกเรา?”
“บุตรแห่งดวงดาวคนหนึ่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวปรากฏตัวอยู่บนเกาะแห่งนี้!” ไซหลงกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ว่าไงนะ? บุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว?”
“จะทำอย่างไรดี? บุตรแห่งดวงดาวมาแล้ว อย่าว่าแต่พวกเราเลย ชนต่างเผ่าทุกคนที่เข้ามา ที่นี่เกรงว่าคงไม่มีใครรอดชีวิตไปได้!”
“ไต้เท้าไซหลง! พวกเรารีบกลับอาณาจักรกัน เถอะ!”
“รอยแยกห้วงมิติที่อยู่เหนือทะเลสาบสีดำ แห่งนั้น เชื่อมโยงไปยังอาณาจักรของพวกเรา หากที่นั่นถูกเปิดเผยแล้วบุตรแห่งดวงดาวผู้นั้น มีวิธีเดินทางไปยังอาณาจักรของพวกเรา ทุกคน ในตระกูลคงถูกบุตรแห่งดวงดาวทำลายจนสิ้น ซาก!”
“จบกัน! ทุกคนต้องตายกันหมดแน่ๆ บุตร แห่งดวงดาวจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มาที่แห่งนี้ได้อย่างไร?”
เผ่าทมิฬทุกคนที่พอได้ยินว่าบุตรดวงดาวมา เยือนต่างก็หวาดกลัว และตื่นตระหนกอย่าง หนัก ทุกคนตกอยู่ในความสิ้นหวัง แม้แต่ ความคิดจะต่อต้านก็ยังไม่มี
“บัดซบ!” ไซหลงถลึงตามองพวกเขาอย่าง ดุดัน “ไอ้พวกสวะไร้ค่า! บุตรแห่งดวงดาวคนนั้น ไม่ใช่พวกคนที่พวกเจ้ารู้จัก! หากบุตรแห่ง ดวงดาวพวกนั้นมาเยือนจริงๆ ข้ายังจะพูดจาไร้ สาระกับพวกเจ้าไปเพื่ออะไร? ข้าจะไม่รู้เลยหรือ
ว่าหากบุตรแห่งดวงดาวพวกนั้นมาที่นี่จริงๆ จะ มีหายนะเช่นใดเกิดขึ้น?”
“ไต้เท้าไซหลง นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
“นี่คือบุตรแห่งดวงดาวคนใหม่! เขาน่าจะเพิ่ง ได้รับการสืบทอดจากพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวไม่นาน ยังมีขอบเขตแค่ต้นสวรรค์! แม้แต่ ตัวเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่รู้ฐานะที่ แน่ชัดของตัวเอง เขายังไม่ได้กลับคืนไปยัง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” ไซหลงคำราม อย่างขัดใจ “สำหรับพวกเราแล้วนี่คือโอกาสครั้ง ใหญ่! ขอแค่สังหารเขาได้แล้วพาศพของเขา กลับไป พวกเราที่เป็นสายเลือดย่อยของเผ่า ทมิฬก็จะมีชื่อเสียงในตระกูลทันที!”
“ต่อให้เขาจะอ่อนด้อยแค่ไหนก็คือบุตรแห่ง ดวงดาวเชียวนะ!” ไซหลงคำรามอย่างคลุ้มคลั่ง
“หา ที่แท้ก็บุตรแห่งดวงดาวคนใหม่! ไม่ใช่ พวกบุตรแห่งดวงดาวที่มีชื่อเสียงสะท้านทาง ช้างเผือก กำราบตระกูลเก่าแก่มากมายจนอยู่ หมัดหรือหรอก!”
“ต่อให้เขาเป็นบุตรแห่งดวงดาว แต่ตอนนี้ก็มี ตบะแค่ต้นสวรรค์เท่านั้น สังหารเขา พวกเราก็ ลืมตาอ้าปากได้แล้ว!”
“ดินแดนดาวตกเป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆ ที่ ห่างไกลเท่านั้น ตระกูลเก่าแก่ที่ทรงอิทธิพลต่าง ก็ไม่เคยเห็นสถานที่แห่งนั้นอยู่ในสายตา
ความสำคัญของบุตรแห่งดวงดาวมีมากเกินกว่า ตลอดทั้งดินแดนดาวตกเสียอีก!”
“ฆ่า! ฆ่าเขาซะ หากเอาศพของบุตรแห่ง ดวงดาวกลับไปได้ พวกเราก็สละทิ้งได้ แม้กระทั่งดินแดนดาวตก!”
เผ่าทมิฬทุกคนที่มาที่นี่ต่างก็อารมณ์เดือด พล่าน นัยน์ตาปะทุเปลวเพลิงแห่งความ กระตือรือร้นอันเร่าร้อน บัดนี้ไม่ว่าวัตถุดิบล ้าค่า อะไร ดินแดนดาวตกอะไร พวกเขาล้วนโยนทิ้ง ออกไปจากสมองจนหมดสิ้น
ในสายตาของพวกเขามีเพียงบุตรแห่ง ดวงดาวเท่านั้น!
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 561 ไม่ให้ไปงั้นข้าอยู่ต่อก็ได้
“บุตรแห่งดวงดาว!”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน มองอามู่ซือด้วย ความอึ้งงัน สีหน้าตะลึงพรึงเพริด
ตามคำบอกของอามู่ซือ ในสายตาของพวก ชนต่างเผ่า ชื่อเรียกและความหมายของบุตร แห่งดวงดาวนี้ มีค่ายิ่งกว่าตลอดทั้งดินแดนดาว เสียอีก!
นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?
แม้เขาจะรู้ถึงความแข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว รู้ว่าพระราชวังโบราณสะเก็ด
ดาว ตั้งตระหง่านอยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือก อันกว้างใหญ่ไพศาล และเกรงว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ คงยังรุ่งโรจน์ไม่ดับสลาย
ทว่าลำพังเพียงแค่บุตรแห่งดวงดาวคนเดียว เหตุใดในสายตาของอามู่ซือถึงได้สำคัญยิ่งกว่า ดินแดนดาวตกเสียอีก?
“ไอ้หนู เจ้าไม่รู้ว่าบุตรแห่งดวงดาว หมายความถึงอะไร นั่นก็เพราะว่าขอบเขตของ เจ้าตอนนี้ยังไม่มากพอ ตราประทับสะเก็ดดาวที่ เจ้าได้มา น่าจะยังไม่ถูกชุบหลอมอย่างแท้จริง” บนใบหน้าของอามู่ซือเต็มไปด้วยความกริ่งเกรง “หากเจ้ารอดออกไปได้ และมีวันหนึ่งที่ฝ่าทะลุสู่ เขตสามัญ ได้หลอมตราประทับสะเก็ดดาวอีก
หนึ่งดวง บางทีเจ้าอาจได้เข้าใจว่าการเป็นบุตร แห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ที่ อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือกหมายถึงอะไร”
“แต่ที่น่าเสียดายก็คือเจ้าคงไม่มีโอกาสจาก ไปอีกแล้ว ชีวิตของเจ้า…กำลังจะเดินไปสุด ปลายทางแล้ว!”
กล่าวจบอามู่ซือก็พ่นเลือดออกมาอีกครั้ง ใน ดวงตา และผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้ว มี กลุ่มแสงสีเขียวบินออกมาอีกสามกลุ่ม
เลือดสดสาดลงบนกลุ่มแสงสีเขียว กลุ่มแสง นั้นก็พลันลุกไหม้กลายมาเป็นคำสาปเลือดเผา วิญญาณอีกครั้ง!
แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ รอบนี้คำสาป เลือดเผาวิญญาณสามดวงเปล่งวาบแค่ครู่เดียวก็ หายวับไปทันที
ยังไม่ทันรอให้เนี่ยเทียนเข้าใจจุดประสงค์ ของอามู่ซือ ทิพย์จักษุสามข้างที่อยู่ใกล้กับเขา มากที่สุดก็พลันถูกคำสาปเลือดเผาวิญญาณ ที่ เผาไหม้ทำลายไปในชั่วพริบตา
เขาขาดการติดต่อกับทิพย์จักษุสามข้างไป โดยพลัน
แต่เขากลับรู้สึกได้ว่าคำสาปเลือดเผา วิญญาณสามกลุ่ม ที่ถูกอามู่ซือปลดปล่อย ออกมาไม่ได้หายไปเพียงเพราะการแตกสลาย
ของทิพย์จักษุ แต่ยังคงตามหาทิพย์จักษุข้าง อื่นๆ ต่อไป
“เมื่อรู้ว่าเจ้าคือบุตรแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ข้าก็ย่อมรู้ดีว่าสิ่งที่ เจ้าปล่อยออกมาคืออะไร” อามู่ซือสีหน้าเย็นชา “และก็มีเพียงบุตรแห่งดวงดาวเท่านั้นถึงจะสร้าง ผลึกจิตวิญญาณขึ้นมา ในมหาสมุทรจิตวิญญาณ ได้ในขณะที่อยู่เขตต้นสวรรค์! นี่ก็คือการสืบทอด อันเป็นใจกลางสำคัญของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว คือหนึ่งในพื้นฐานที่ทำให้บุตรแห่ง ดวงดาวแข็งแกร่งกว่าผู้ใด!”
“ปังๆ!”
ระหว่างที่อามู่ซือพูด ทิพย์จักษุข้างที่เหลือก็ ทยอยกันแตกกระจาย เห็นได้ชัดว่าถูกคำสาป เลือดเผาวิญญาณหาเจอ
ทันใดนั้นเนี่ยเทียนก็ไม่มีทิพย์จักษุ ให้มอง สถานการณ์โดยรอบอีกต่อไป เขาจึงสูญเสีย ความมั่นใจในการควบคุมสถานการณ์
เขาเองก็เข้าใจดีกว่า อีกไม่นานเท่าไหร่ พวก ชนต่างเผ่าอย่างอาปู้หลู่ต้องมารวมตัวกันที่นี่ และโอบล้อมเขาเอาไว้
อามู่ซือที่อยู่เบื้องหน้านี้ก็แข็งแกร่งมาก พอแล้ว รอจนพวกชนต่างเผ่าคนอื่นๆ มาถึง ด้วยความสามารถในการต่อสู้ของเขาตอนนี้ เกรงว่าคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
“คราวนี้ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปแน่!” อามู่ ซือแสยะยิ้มชั่วร้าย “ฆ่าเจ้าแล้วเอาศพของเจ้า กลับไปยังตระกูลของพวกเรา พวกเราย่อมโดด เด่นขึ้นมาในเผ่าอสูรกายแน่นอน! ลำพังเพียงแค่ ดินแดนดาวตกที่อยู่ห่างไกลจะมีค่าเทียบเท่า บุตรแห่งดวงดาวได้อย่างไร!”
“สายเลือด—เขตวิญญาณมืดครึ้ม!”
ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของอามู่ซือ เปลี่ยนมาเป็นเจิดจ้าบาดตา หยดเลือดแต่ละ หยด บินเข้าไปในแสงสีเขียวแล้วพลันเปลี่ยนมา เป็นหมอกเลือด กลายมาเป็นเขตอาคมการปิด ผนึกที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง
เขตอาคมการปิดผนึกนี้ปกคลุมท้องฟ้าแปด ทิศในชั่วระยะเวลาสั้นแสนสั้น
ในสายตาของเนี่ยเทียน ท้องฟ้า และพื้นดิน ในรัศมีห้าลี้พลันเปลี่ยนมาเป็นมืดครึ้มไร้แสง ความรู้สึกน่าหวาดกลัวที่บีบอัดโลกทั้งหมด เอาไว้ลอยอวลขึ้นมาในหัวใจ
แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง เขาก็พลันกระตุ้นใช้ พลังดวงดาว ดาวเปล่งประกายระยะสั้น
“ปัง!”
เรือนกายของเขากระแทกลงบน เขตอาคมที่ มองไม่เห็นชั้นนั้นอย่างแรง จิตวิญญาณก็พลัน บังเกิดความเจ็บปวดราวถูกบีบเค้น
ความเจ็บปวดแสนสาหัสเช่นนี้ ให้ความรู้สึก เหมือนเลือดเนื้อ และจิตวิญญาณกำลังจะถูก กรีดเฉือนออกไปจากร่าง เจ็บปวดจนแทบไม่ อยากมีชีวิตอยู่
ทั้งๆ ที่ร่างของเขาครึ่งหนึ่งผ่านเขตอาคมไป ได้แล้ว แต่เนื่องจากความเจ็บปวดทางจิต วิญญาณ ทำให้เขาจำเป็นต้องถอยกลับเข้ามาใน เขตอาคมอีกครั้ง
เขตวิญญาณมืดครึ้มที่อามู่ซือสร้างขึ้นมา คล้ายว่าจะสามารถขัดขวางการข้ามผ่านมิติของ จิตวิญญาณได้ หากเขากล้าฝืนฝ่าออกไป จิต วิญญาณของเขาก็จะถูกเขตวิญญาณมืดครึ้ม
สกัดกั้นทำให้เลือดเนื้อ และจิตวิญญาณ แยกสลายออกจากกัน!
ด้วยขอบเขตของเขาในปัจจุบัน ยังอยู่ห่าง จากระดับที่จะปล่อยให้เลือดเนื้อและจิตวิญญาณ แยกห่างกันไกลนัก หากเลือดเนื้อ และจิต วิญญาณแยกจากกันเมื่อไหร่ ผลที่ได้ก็คือความ ตายของเขา
แล้วนับประสาอะไรกับที่อามู่ซือเป็นคนของ เผ่าอสูรกาย จิตวิญญาณ และเวทลับทาง สายเลือดชนิดต่างๆ ล้วนผสานรวมกันอย่าง สมบูรณ์แบบ
อย่าว่าแต่วิญญาณ และร่างของเขาแยกจาก กันไม่ได้เลย ต่อให้ทำได้จริง หากวิญญาณของ
เขาหลุดออกไปจากร่างเมื่อไหร่ ในสถานการณ์ ที่ไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ จิตวิญญาณที่เผย กายอยู่ต่อหน้าอามู่ซือก็ย่อมถูกอีกฝ่ายสังหารได้ อย่างง่ายดาย
เนี่ยเทียนจึงได้แต่ฝืนข่มกลั้นความเจ็บปวด และถอยหลังกลับมา
ยามนี้เขาพอจะได้ยินเสียงร้องคำราม แห่ง ความฮึกเหิมที่ดังลอยมาไกลๆ แล้ว
เขาจึงเข้าใจทันทีว่า ชนต่างเผ่าแต่ละฝ่ายที่ ได้รับข่าวจากอามู่ซือกำลังมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ อย่างบ้าคลั่งประดุจน ้าป่าไหลหลาก
เสียงคำรามเหล่านั้นเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และบ้าคลั่ง ประหนึ่งคนที่ค้นพบสมบัติล ้าค่า
“เพราะตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของข้าอย่าง นั้นหรือ?”
เขามองเขตอาคมไร้รูปลักษณ์ด้วยสีหน้าเย็น ชา ก่อนจะรวบรวมพลังจิตวิญญาณสะเก็ดดาว เก้าดวงขึ้นมาไว้ที่ดวงตา
จุดลึกในดวงตาพลันมีสะเก็ดดาวเปล่งแสง วาบ เขตวิญญาณมืดครึ้มที่ก่อนหน้านี้มองไม่ เห็นพลันเผยกายขึ้นมา
เขตอาคมบางๆ ที่มืดมะมึนชั้นนั้นมีแสงสี เลือดเป็นสะเก็ด เปล่งวาบอยู่ด้านในคล้ายแมลง ตัวเล็กๆ ที่กระโจนเข้าหาเขตอาคมแล้วรวมตัว กันเป็นคำสาปเลือดเผาวิญญาณของเผ่าอสูร กาย
“หากเจ้าฝ่าทะลุสู่เขตสามัญ มหาสมุทรจิต วิญญาณเกิดการแปรสภาพ เกรงว่าเขต วิญญาณมืดครึ้ม คงกักตัวเจ้าไว้ไม่อยู่ ไม่อาจ ห้ามปรามไม่ให้เจ้าใช้ดาวเปล่งประกายได้” อามู่ ซือเดินเข้ามาใกล้ทีละก้าวอย่างไม่รีบร้อน “แต่ เจ้ากลับมีแค่เขตต้นสวรรค์ หากคิดจะหนีออกไป จากเขตวิญญาณมืดครึ้ม โดยรักษาจิตวิญญาณ และเลือดเนื้อให้เป็นหนึ่งเดียวกันก็แทบจะ เป็นไปไม่ได้เลย!”
“เนี่ยเทียน! บุตรแห่งดวงดาวที่เพิ่งเกิดใหม่ อย่างเจ้าจงยอมอยู่ในเขตวิญญาณมืดครึ้มของ ข้า กลายมาเป็นแต้มต่อที่ทำให้เผ่าอสูรกายของ ข้าเปล่งประกายเจิดจ้าเสียเถอะ!”
“ไม่อยากให้ข้าไป?” เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “เจ้าจะรั้งตัวข้าไว้ได้จริงๆ หรือ?”
กิ่งไม้สีเขียวหลายกิ่ง พลันบินออกมาจากใน แหวนเก็บของของเขา แล้วกระจายตัวกันปักลง บนพื้นดินตามตำแหน่งที่แน่นอน
กิ่งไม้เหล่านั้นมีครึ่งหนึ่งที่อยู่ในเขตวิญญาณ มืดครึ้ม อีกครึ่งหนึ่งบินออกไปข้างนอก
เนี่ยเทียนสัมผัสได้ว่าเขตวิญญาณมืดครึ้ม ที่ อามู่ซือปลดปล่อยออกมาทำได้เพียงสกัดกั้นการ ข้ามผ่านของจิตวิญญาณเท่านั้น หากร่างกายจะ ฝืนฝ่าออกไปก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เพียงแต่หากร่าง และวิญญาณหลุดออกจาก กัน เขาก็จะกลายมาเป็นเบี้ยในมือของอามู่ซือ
และด้วยขอบเขตของเขาในตอนนี้ก็ยังแยกร่าง และวิญญาณไม่ได้
ทว่าเขตวิญญาณมืดครึ้มไม่อาจขัดขวางวัตถุ ได้แม้แต่น้อย!
กิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่ง ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างนอก อีก ครึ่งหนึ่งอยู่ข้างใน พริบตาเดียวก็สร้างค่ายกล เผ่าไม้ที่ให้การคุ้มกันเขา
เมื่อค่ายกลก่อตัวขึ้นสำเร็จก็มีม่านแสงสีเขียว เข้ม แผ่ปกคลุมบริเวณนั้นราวกับร่มคันใหญ่ที่ ถูกกางออก
ในม่านแสงสีเขียวเข้มนี้ ลายเส้นต้นไม้ลึกลับ จำนวนมากต่างก็เคลื่อนที่คล้ายถูกเรียกขานทาง จิตวิญญาณจากต้าจุนเผ่าไม้ ประหนึ่งการเรียก
ขานทางสายเลือดจากผู้ที่เป็นยอดฝีมือของเผ่า ไม้
ม่านแสงสีเขียวเข้มที่เกิดจากค่ายกล ปะทะ เข้ากับเขตวิญญาณมืดครึ้มทันที ชั่วขณะที่ สัมผัสเข้าด้วยกัน เขตวิญญาณมืดครึ้มที่อามู่ ซือสร้างขึ้นมาก็พลันแตกกระจายทันที
เนี่ยเทียนยืนอยู่นอกม่านแสงสีเขียวนั่น ตอนนี้หากเขาคิดจะจากไปก็แค่เก็บเอากิ่งไม้ มาแล้วร่ายใช้คาถาสะเก็ดดาวเปล่งประกายอีก ครั้งก็พอแล้ว
แต่เขากลับไม่ได้ทำเช่นนี้
เขาหยิบเอาหินส่งข้อความเสียงออกมาเอ่ย เบาๆ “ไม่ต้องรอเฉยๆ แล้ว พวกเจ้า…ข้ามทะเล
มาได้เลย! ชนต่างเผ่าพวกนี้ไม่ได้แข็งแกร่งอย่าง ที่คิด ข้าสังหารไปได้แล้วหนึ่งส่วน ส่วนที่เหลือ มอบให้พวกเจ้าจัดการ!”
ขณะที่ยังไม่ได้ใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่สร้าง กระดูกผลึกใสขึ้นมา เขาไม่มีความมั่นใจเช่นนี้ แต่เมื่อได้ต่อสู้กับอามู่ซือติดต่อกันหลายครั้ง จน บีบให้อามู่ซือต้องใช้คำสาปเลือดเผาวิญญาณ และเขตวิญญาณมืดครึ้ม ทว่าสิ่งเหล่านี้ก็ยังมิ อาจกักตัวเขาเอาไว้ได้ นี่จึงยิ่งเพิ่มความมั่นใจ ให้แก่เขา ทำให้เขารู้สึกว่าชนต่างเผ่าที่เคยเป็นผู้ ยิ่งใหญ่ของดินแดนดาวตก ใช่ว่าจะร้ายกาจจน ไม่มีทางเอาชนะเสียเลย
อามู่ซือน่าจะเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุด ใน บรรดาชนต่างเผ่าที่มาเยือน
ขนาดชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่งผู้นี้ก็ยังเหมือน จะไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่นัก เขาจึงรู้สึกว่ารอให้ พวกศิษย์ผู้ทรงเกียรติเผ่ามนุษย์ ของแต่ละ สำนักมารวมตัวกัน บวกกับพลังการต่อสู้ของตัว เขาเองก็ย่อมเอาชนะได้แน่นอน!
“นี่ นี่มัน…”
อามู่ซือหน้าเผือดสี มุมปากมีเลือดไหล ออกมาอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาเหลือกโปน สภาพ อเนจอนาถอย่างถึงที่สุด
เขาใช้แกนกลางสายเลือดโคจรเขตวิญญาณ มืดครึ้ม อันเป็นเวทลับจิตวิญญาณขึ้นมา ทว่า
เมื่อถูกม่านแสงสีเขียวเข้มนั้นฉีกกระชาก เขาก็ พลันถูกพลังโจมตีกลับในชั่วพริบตา
ก่อนหน้านั้นเขาถูกเนี่ยเทียนโจมตีเลือดเนื้อ แล้วก็ถูกมีดแสงแห่งจิตวิญญาณของเนี่ยเทียน ฟาดฟันคำสาปเลือดเผาวิญญาณสามดวงให้ แตกกระจาย แล้วเขตวิญญาณมืดครึ้มที่เขาเพิ่ง สร้างขึ้น ก็ยังถูกฉีกกระชากไปอีก เขาในเวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย หรือจิตวิญญาณจึงได้รับ บาดเจ็บในระดับที่ต่างกัน
มองม่านแสงสีเขียวเข้ม ที่มีลายเส้นต้นไม้ ลึกลับล่องลอยซึ่งค่อนข้างคุ้นตานั้น เขาก็คล้าย จะจำที่มาของค่ายกลนี้ได้
“ในเมื่อเจ้าไม่ให้ข้าไป งั้นข้าอยู่ต่อก็ได้!” เนี่ย เทียนหัวเราะเสียงน่าสะพรึง เขาสัมผัสได้อย่าง ชัดเจนว่า จิงชี่พืชหญ้าบริสุทธิ์ที่อยู่ใกล้เคียงได้ ถูกค่ายกลชักนำมารวมตัวกันอย่างบ้าคลั่ง
เขาที่เป็นผู้ร่ายเวทถอยหลังไปหลายก้าว เพื่อเข้าไปอยู่ใต้ม่านแสงสีเขียว ก่อนจะเริ่มรับ เอาจิงชี่พืชหญ้า ที่ทั้งบริสุทธิ์ และหนาข้น เหล่านั้นเข้ามาในร่างกาย
จิงชี่พืชหญ้าที่สูญเสียไปขณะที่เขาต่อสู้กับ อามู่ซือ ก็ได้รวมตัวกันด้วยความเร็วที่ยากจะ บรรยาย
หยดพืชหญ้าในทะเลสาบใต้น ้าวนพืชหญ้า ก่อตัวกันขึ้นมาทีละหยด แม้แต่ความรู้สึกเหนื่อย
ล้าที่เกิดจากการต่อสู้กับอามู่ซือ ก็ยังถูกปัดเป่า ให้หายไปในชั่วพริบตา
“พี่ใหญ่!”
“ท่านอามู่ซือ!”
อาปู้หลู่ และถ่าเกอตามมาถึงในที่สุด และ พวกเขาต่างก็ร้องอุทานตกใจ
ยามนี้อามู่ซือมีสีหน้าน่ากลัว มุมปากของเขา เต็มไปด้วยคราบเลือด เห็นได้ชัดว่าเผาผลาญ พลังสายเลือด และเวทลับจิตวิญญาณมาก เกินไป
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 562 ช่วย? หรือว่าไม่ช่วย?
เกาะที่แต่ละฝ่ายของเผ่ามนุษย์รวมตัวกัน
ริมทะเล เสาหินหนาใหญ่หลายต้นตั้ง ตระหง่าน เสาแต่ละต้นล้วนสลักภาพสัตว์ พืช หญ้า และค่ายกลซึ่งแฝงพลังวิญญาณที่ไม่ ธรรมดาเอาไว้มากมาย
บนพื้นดินถูกขุดเป็นร่องลึก เบื้องล่างปูหิน วิเศษไว้จนเต็ม ค่ายกลที่แตกต่างกันจึงก่อตัว ขึ้นมา
ปราณวิญญาณฟ้าดินของที่แห่งนี้ก็ถูกชักนำ ให้มารวมกัน ทำให้เมล็ดพันธ์ของแต่ละสำนัก ฝึกบำเพ็ญตบะได้เร็วขึ้น
ต่งลี่วางหินส่งข้อความเสียงในมือลง นาง ขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนจะตะโกนเสียงดัง
ซูหลิน หยางคัน และพวกอวี๋หยางกับเลี่ยวเห ยี่ยนต่างก็เดินเข้ามารวมตัวกันโดยอัตโนมัติ
“เนี่ยเทียนเพิ่งส่งข้อความมาบอกให้พวกเรา เดินทางไปสังหารชนต่างเผ่าที่เกาะนั้นได้เลย” ดวงตาคู่งามของต่งลี่เป็นประกาย ปณิธานใน การสู้รบแรงกล้า “เขาบอกว่าชนต่างเผ่าของทาง ฝั่งนั้นไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่พวกเราคิด เขาคน
เดียวสามารถรับมือกับชนต่างเผ่าได้อย่างน้อย หนึ่งในสาม หรืออาจจะมากกว่านั้น!”
“พวกเราแค่ร่วมมือกับเขาก็สามารถสังหาร ชนต่างเผ่าเหล่านั้นและยึดครองอำนาจทั้งหมด บนเกาะมาได้”
เสวียนเข่อแห่งหอหันปิงสีหน้ากระตุก รีบสั่ง ความสหายร่วมสำนักทันที
ทุกคนของสำนักหยิน สำนักหยาง และ อาณาจักรป่ายจั้นล้วนดวงตาเป็นประกาย รีบลง มือตามคำบอกโดยพลัน
“ช้าก่อน!” ซูหลินขมวดคิ้วมุ่น กล่าวด้วย ความกังวลใจ “เหตุใดอยู่ๆ เนี่ยเทียนถึงเปลี่ยน
ความคิด? เดิมทีเขาบอกว่าให้พวกเราปักหลัก อยู่ที่นี่รอให้พวกชนต่างเผ่ามาเยือนไม่ใช่หรือ?”
นางชี้ไปยังวงล้อมการป้องกันที่แต่ละฝ่าย สิ้นเปลืองแรงกายแรงใจในการสร้างขึ้นมา “พวก เราสิ้นเปลืองวัตถุดิบมากมายกว่าจะสร้างค่าย กลเสร็จ ก็เพื่อรอให้พวกชนต่างเผ่ามาเยือน หากทิ้งที่นี่ไปต่อสู้ยังเกาะแห่งนั้นจะเป็นการ ตัดสินใจที่ไม่ค่อยฉลาดหรือไม่?”
หยางคันแห่งตำหนักเทพเพลิงแค่นเสียงเย็น “ไอ้หมอนั่นบอกเองไม่ใช่หรือว่าแค่กำลังของเขา คนเดียวก็สังหารชนต่างเผ่าได้เกินครึ่ง?”
หลิวเจี้ยนแห่งวังวิญญาณก็หัวเราะเบาๆ ก่อนจะพูดเสียงแปร่ง “ทางนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น
กันแน่? หากยังไม่เข้าใจสถานการณ์ของทางฝั่ง นั้น พวกเรา…ก็ลงมือบุ่มบ่ามไม่ได้เด็ดขาด”
“ข้าแนะนำให้รอดูความเคลื่อนไหวจากทาง ฝั่งนั้นให้แน่ชัดก่อนดีกว่า” อวี๋ หยางกล่าวเสียง ทุ้มหนัก
เนี่ยเทียนแค่ส่งข่าวมาบอกให้ต่งลี่รวมตัวทุก คนเท่านั้น นางเองก็ไม่รู้สถานการณ์ของเกาะอีก แห่งหนึ่งเหมือนกัน พอได้ยินทุกคนพูดเช่นนี้จึง ลังเลอยู่ครู่แล้วพลันหันไปมองเสวียนเข่อ
เสวียนเข่อหยิบเอาผลึกประหลาดก้อนนั้น ออกมาแล้ววางลงไปโดยไม่เอ่ยคำใด
ต่งลี่วางหินส่งข้อความเสียงลงไปบนผลึกใส นั่นทันที ก่อนจะบอกให้เนี่ยเทียน ส่งภาพ เหตุการณ์ล่าสุดที่เขาพบเจอกลับมา
ผ่านไปครู่ใหญ่พวกเมล็ดพันธ์อันทรงเกียรติ ของแต่ละสำนักก็มองเห็นภาพเหตุการณ์จากใน ผลึกเย็นเยียบอย่างชัดเจน
เนี่ยเทียนยืนอยู่ในม่านแสงสีเขียวเข้ม ชั้นหนึ่ง สีหน้าของเขาเย็นชา ตั้งท่าพร้อมรับมือ
รอบด้านมีชนต่างเผ่ากระจายตัวกันอยู่หลาย สิบคน แต่ละคนค่อยๆ ล้อมเข้ามาโจมตี
ชนต่างเผ่าทุกคนล้วนมีท่าทีฮึกเหิม ดวงตา ฉายประกายกระหายเลือดอย่างบ้าคลั่ง ราวกับ นายพรานที่กำลังจะจับเหยื่อได้ในท้ายที่สุด
ภาพนั้นดำรงอยู่แค่ไม่กี่วินาทีก็หายวับไป
“เนี่ยเทียนถูกล้อมอย่างแน่นหนา เขาน่าจะรู้ ว่าตัวเองต้องตายแน่ๆ ถึงได้เรียกพวกเราไป ช่วย!” หลิวเจี้ยนร้องเสียงหลง กล่าวอย่าง กระวนกระวายไม่เป็นสุข “จำนวนของชนต่าง เผ่าเหล่านั้นมากกว่าพวกเราชัดๆ! ตอนนี้เขาถูก ล้อมไว้แล้ว จะยังมีทางรอดอีกได้ยังไง?”
หยางคันแค่นเสียงเย็น “เนี่ยเทียนใกล้จะตาย อยู่แล้ว นี่เป็นเพราะเขารู้ว่าตัวเองสู้ไม่ได้จึงหวัง ให้พวกเราไปช่วยเขา”
“ช่วยเขา?” เลี่ยวเยี่ยนน ้าเสียงเย็นชา มุม ปากยกยิ้มเหยียดหยัน เขาส่ายหัวแล้วพูดสบ ประมาท “หากพวกเราทำอย่างที่เขาต้องการ
โดยการละทิ้งชั้นป้องกันที่สร้างขึ้นมา เร่งรุด เดินทางไปยังเกาะแห่งนั้น เกรงว่าก็คงถูกชน ต่างเผ่ามากมายสังหารเช่นเดียวกับเขา เนี่ย เทียนผู้นี้คิดว่าพวกเราโง่นักหรือไร?”
ซูหลินแห่งวิมานสวรรค์เงียบไปครู่ก็กล่าวว่า “ไปต่อสู้กับชนต่างเผ่าในเกาะที่มีชนต่างเผ่า รวมตัวกันดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่นัก ตาม ความเห็นข้า พวกเราควรปักหลักอยู่ที่นี่ ใช้ข้อ ได้เปรียบจากค่ายกล รอให้พวกชนต่างเผ่าเป็น ฝ่ายมาหาเองจะดีกว่า”
พวกหยางคัน หลิวเจี้ยน อวี๋หยาง และเลี่ย วเยี่ยนต่างก็เออออคล้อยตาม
หลังจากที่ต่งลี่มองเห็นภาพเหตุการณ์นั้นใน ใจก็ตื่นตระหนก เป็นห่วงเนี่ยเทียนอย่างมาก รอ จนนางพบว่าเมื่อทุกคนเห็นเนี่ยเทียนตกอยู่ใน อันตราย แต่กลับไม่คิดจะไปช่วยเหลือ ในใจนาง ก็เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด
นางคิดอยู่ครู่ก็หันไปมองพวกเสวียนเข่อ เย่ ฉิน และเฉินฮ่าว “พวกเจ้าคิดว่าไง?”
เสวียนเข่อแห่งหอหันปิงแสดงท่าทีก่อนผู้ใด “พวกเราจะทำตามที่เนี่ยเทียนต้องการ!”
เย่ฉินและเฉินฮ่าวไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่ พยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหนักแน่น
“อาณาจักรป่ายจั้นย่อมร่วมเป็นร่วมตาย กับเนี่ยเทียนอยู่แล้ว” ต่งป่ายเจี๋ยสีหน้าเป็นปกติ
เขาหันไปมองคนของตระกูลเฉา ตระกูลกู่ องค์กรการค้าสุ่ยเยว่และหอโอสถด้วยรอยยิ้ม บางๆ
เฉาชิวสุ่ย เฉียนซิน และฉินแยน ทยอยกัน พยักหน้ารับ
กู่ฮ่าวเฟิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พอเห็นว่าทุกฝ่าย ต่างก็ยินยอมพร้อมใจจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่าง จนใจแล้วเอ่ยเบาๆ “เห็นด้วย”
“พวกเราไปกันเลย!” ต่งลี่ถลึงตามองพวกซู หลินอย่างดุดัน เอ่ยเคียดแค้น “หวังว่าพวกเจ้า จะไม่เสียใจภายหลัง”
“ผู้หญิงโง่!” หยางคันแค่นเสียงเย็น “แต่ไร ไหนมาเจ้าต่งลี่ก็เฉลียวฉลาดหลักแหลม นึกไม่
ถึงว่าพอตกอยู่ในห้วงรักจะเลอะเลือนได้ถึงเพียง นี้ เจ้ารนหาที่ตายก็ยังพอว่า แต่นี่ยังคิดจะลาก พวกเราไปซวยด้วยหรือ? พวกเราจะเสียใจ ภายหลัง? คนที่ต้องเสียใจควรเป็นพวกเจ้า มากกว่า!”
“ผู้หญิงเนี่ยไม่ควรมีความรักจริงๆ พอมี ความรัก สติปัญญาก็ลดน้อยลง” หลิวเจี้ยนส่าย หัว “ทั้งๆ ที่เป็นผู้หญิงฉลาด แต่คาดไม่ถึงว่าจะ หนีกฎเกณฑ์นี้ไม่พ้น ใครอยากตายก็ไปตายกับ พวกเขาเถอะ อย่างไรซะพวกเราก็ไม่มีทางเอา ด้วยเด็ดขาด”
“ดี! งั้นพวกเจ้าก็รอความตายอยู่ที่นี่เถอะ!” ต่งลี่กัดฟัน ก่อนจะเรียกไฟฟ้าสายรุ้งออกมา
โบกมือไม่กี่ทีพวกลูกศิษย์ของตระกูลต่ง และต่ง ป่ายเจี๋ยก็บินกันขึ้นไปข้างบน
“ไป!”
เสวียนเข่อ เย่ฉิน และเฉินฮ่าวต่างก็เรียก อาวุธวิเศษประเภทบินของตัวเองออกมาแล้ว จัดการให้สหายร่วมสำนักขึ้นไปข้างบน
ไม่นานพันธมิตรเล็กๆ ของอาณาจักรป่ายจั้น สำนักหยิน สำนักหยาง และหอหันปิงต่างก็ โดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินทะยานไปยังเกาะ อีกแห่งหนึ่ง
“ไอ้พวกแมงเม่าบินเข้ากองไฟ รนหาที่ตาย ชัดๆ!” เลี่ยวเยี่ยนถ่มน ้าลาย กล่าวเสียงชิงชัง “พวกมันอยากไปตายก็ปล่อยพวกมันไปเถอะ
พวกเราทุกคนรออยู่ที่เดิม ให้พวกมันสู้กับชน ต่างเผ่าจนตายไปเลย บางทีตอนที่ชนต่างเผ่ามา เยือนก็อาจจะเสียหายไปแล้วเกินครึ่ง พวกเราก็ จะได้รับชัยชนะมาอย่างง่ายดาย”
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ทุกคนจึงรออยู่ที่เดิม อย่างสบายใจ
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาทอดทิ้งเนี่ยเทียน และ คนเหล่านั้นแล้ว พวกเขาต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายย่อม หนีไม่พ้นเงื้อมมือชนต่างเผ่าแน่นอน และเกรง ว่าหลังจากนี้คงไม่ได้เจอกันอีก
……
“เอาหัวใจสัตว์วิเศษระดับสี่มาให้ข้าดวง หนึ่ง!” อามู่ซือยกมือปาดคราบเลือดตรงมุมปาก
อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะแบมือไปทางอาปู้หลู่ด้วย ท่าทางยโส
อาปู้หลู่ตะลึงลาน “พี่ใหญ่ แล้วพวกหัวใจของ พี่เล่า?”
อามู่ซือมุมปากกระตุกเกร็ง กล่าวอย่างเดือด ดาล “ใช้ไปหมดแล้ว!”
อาปู้หลู่ตกใจอย่างรุนแรง เขาเหลือบมองเนี่ย เทียนแวบหนึ่งหน้าก็เปลี่ยนสีน้อยๆ ครั้นจึงรีบ ส่งหัวใจโชกเลือดดวงหนึ่งไปให้กับอามู่ซือ โดยเร็ว
อามู่ซือรับมาแล้วยัดเข้าปากทันทีโดยไม่ แม้แต่จะเหลือบมอง เคี้ยวอยู่สองคำเขาก็กลืนลง คอแล้วเอ่ยเสียงเย็นเยียบ “ข้าต้องการเวลา
รักษาบาดแผลสักครู่ สวะอย่างพวกเจ้าจงรีบ สังหารเขาเดี๋ยวนี้!”
“ท่านอามู่ซือ แม้แต่ท่าน…ก็บาดเจ็บสาหัส หรือ?” ถ่าเกอแห่งเผ่าภูตผีปีศาจสีหน้าตะลึง ลาน “เขาร้ายกาจขนาดนั้นจริงหรือ?”
“เขาคือบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เจ้าคิดว่าไงล่ะ?” อามู่ซือ บันดาลโทสะ
“บุตรแห่งดวงดาว!” ถ่าเกอมีสีหน้ายำเกรง มองไปยังเนี่ยเทียนที่อยู่ใต้ม่านแสงสีเขียวเข้ม แล้วพลันตะโกนก้อง “นั่นมันอะไร?”
“ค่ายกลโบราณที่ปกป้องมาตุภูมิของเผ่าไม้!” เหยียนซานแห่งเผ่าหินเทามองออกในที่สุด เขา
ตวาดดังลั่น “ค่ายกลโบราณของเผ่าไม้มาอยู่ใน มือเขาได้อย่างไร? ค่ายกลโบราณนี้ปีนั้นต้าจุน หลายท่านของเผ่าไม้ใช้ลายเส้นต้นไม้ลึกลับที่ นาบประทับอยู่ในต้นไม้แห่งชีวิตมาชุบหลอม เขามีสิทธิ์อะไรถึงนำมามันใช้ได้?”
“ผีน่ะสิที่รู้!” อามู่ซือสีหน้าหงุดหงิด
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ม่าน แสงสีเขียวเข้มก็ก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วแหงน หน้าแผดเสียงคำรามยาว
มือทั้งคู่ของเขาชักดึงอยู่กลางอากาศคล้าย ต้องการฉีกกระชากท้องฟ้าด้วยมือของตัวเอง
จุดลึกของอากาศสูง ปราณวิญญาณฟ้าดิน เข้มข้นปะปนไปด้วยพลังแห่งการฉีกทึ้งซึ่งอยู่ใน
หมอกสีเทาพลันพุ่งมารวมตัวกันตามมือของเขา ที่ทำมุทรา พริบตาเดียวลูกปราณวิญญาณลูก หนึ่งก็ปรากฏขึ้น
ลูกปราณวิญญาณขนาดเท่าผลแตงโมมีสี เขียวเข้มอมเทา ด้านในมีคลื่นน่าหวาดกลัวของ สายเลือดแต่ละเผ่าพันธุ์กระเพื่อมออกมา
“ฟิ้ว!”
ลูกปราณวิญญาณลูกนั้นพลันพุ่งเข้ามายังจุด ที่คนของเผ่าหินเทารวมตัวกันแล้วระเบิดออก ทันที
พลังแห่งการทำลายล้างที่สามารถกระชาก ทางช้างเผือกบนเก้าชั้นฟ้า บดขยี้ทุกอาณาจักร ให้แหลกลาญพลันระเบิดกระจัดกระจาย
คนของเผ่าหินเทาสามคนถูกลำแสงสีเทาที่ ปะทุออกมาจากในลูกปราณวิญญาณกลบทับ คนเผ่าหินเทาที่มีเรือนกายแข็งแกร่งประดุจก้อน หินพากันร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ทุกคนเพ่งสมาธิมองไปก็เห็นว่าผิวเนื้อของ คนเผ่าหินเทาสามคนปริแตก ใบหน้าและเรือน กายของพวกเขาโชกไปด้วยเลือดสด
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 563 เปิดฉากสังหารครั้งใหญ่
“เนี่ยเทียน!”
ด้วยความเดือดดาล เหยียนซานจึงกระตุ้นใช้ พรสวรรค์ทางสายเลือดทันที พื้นดินใต้ฝ่าเท้า ของเขาส่งเสียงดัง “เปรี๊ยะๆ” ก้อนหินมากมายที่ ซ่อนตัวอยู่ในจุดลึกของพื้นดินจึงบินพรวด ออกมาคล้ายถูกมือใหญ่ลึกลับกระชากดึง
นาทีถัดมาก็มีหินขนาดใหญ่ยักษ์หลายสิบ ก้อนถูกสายเลือดของเขาควบคุมให้พุ่งไป กระแทกเนี่ยเทียน
“ดาวเปล่งประกาย!”
ร่างของเนี่ยเทียนหายวับไปจากพื้นที่ที่หิน ระเบิด แล้วไปโผล่อยู่ข้างกายชนเผ่าหินเทาสาม คนที่บาดเจ็บสาหัส
ดาราเพลิงกาฬปล่อยประกายแสงเจิดจ้า หนึ่งในนั้นมีแสงดาวสุกสกาวคล้ายว่าดวงดาว หลายดวงที่เจิดจ้าที่สุด ในทางช้างเผือกอัน ห่างไกลได้ถูกระชากมายังที่แห่งนี้เพื่อให้ ปลดปล่อยแสงมหัศจรรย์ของดวงดาว ที่พร่าง พราวตลอดกาลไม่มีวันดับสลาย
ชนเผ่าหินเทาสามคนที่ถูกลูกปราณวิญญาณ โจมตีต้องทนแบกรับพลังฉีกกระชาก ร่างจึงปริ แตกอย่างรุนแรง มาบัดนี้ก็ได้ถูกแสงดาวพุ่งเข้า ไปในร่างอีก
ตอนที่แสงดาวพุ่งโจมตีเข้าไปในร่าง ร่างกาย ของเผ่าหินเทาที่แข็งแกร่งประดุจศิลาซึ่งเป็นรอง แค่ภูตผีปีศาจ และเผ่าโครงกระดูกกลับเหมือน กระเบื้องที่แตกออกมาจากด้านใน พริบตาเดียว ก็กระจัดกระจายเป็นเสี่ยงๆ
ก้อนเนื้อโชกเลือดหลายชิ้นกระเด็นว่อน ออกมาจากในร่างของพวกเขา เลือดสดอาบย้อม พื้นดินให้เป็นสีแดงฉาน
“นี่เขารวบรวมพลังฉีกกระชากซึ่งเกิดจาก การปะปนพลังแต่ละเผ่าพันธ์ของพวกเราที่อยู่ ด้านบนได้ด้วยหรือนี่!” อาปู้หลู่หน้าถอดสี “ข้า สังเกตเห็นว่าตอนที่เขารวบรวมพลังจำเป็นต้อง
ใช้เวลา อย่าให้เวลาเขาได้เตรียมตัว อย่าให้เขา มีเวลาพัก!”
เผ่าปักษาพากันกระพือปีกบินเข้าหาเนี่ย เทียน
ถ่าเกอแห่งเผ่าภูตผีปีศาจแผดเสียงแหลม ยาวหนึ่งครั้ง แล้วก็เริ่มกระตุ้นเวทลับสายเลือด เช่นกัน
เผ่าเกล็ดดำที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ร่วมลงมือเล่น งานเนี่ยเทียนด้วย
แสงแห่งสายเลือดหลายเส้นคล้ายงูวิเศษ กระหายเลือด ทั้งคล้ายสายฟ้าเส้นยาวที่ดิ่งเข้า หาเนี่ยเทียน
คนของแต่ละเผ่าหากไม่ใช้เวทลับสายเลือดก็ เรียกเอาอาวุธวิเศษออกมากระแทกโจมตี
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ข้างศพของเผ่าหินเทาสาม คนหุบมือทั้งสองเข้าด้วยกัน เศษเนื้อที่แตก กระจายของเผ่าหินเทาทั้งสาม พุ่งมารวมตัวกัน เป็นกองชิ้นเนื้อที่ลอยอยู่ตรงหน้าอกของเขา
จิงชี่เลือดเนื้อหลายเส้นพุ่งจากกองเนื้อ ออกมาสู่ร่างของเนี่ยเทียนที่ร่ายใช้การสูบดึง พลังชีวิต
เลือดเนื้อของเผ่าหินเทาสามคนที่เพิ่งระเบิด ออกยังคงมีพลังชีวิตที่ไม่ธรรมดาหลงเหลือ และ ตอนนี้พลังชีวิตเหล่านั้นก็ถูกจิงชี่เลือดเนื้อจาก
ในร่างของเนี่ยเทียนดึงเข้าไปชุบหลอมให้ บริสุทธิ์ และหนาข้น
พริบตาเดียว จิงชี่เลือดเนื้อเหล่านั้นก็ถูกเนี่ย เทียนรับเข้ามาไว้ในร่าง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังของเขาที่เผา ผลาญไปตอนต่อสู้กับอามู่ซือได้รับการชดเชย อย่างรวดเร็ว
ทว่าขณะที่เขากำลังรับจิงชี่เลือดเนื้อมานั้น ดวงตาของเขาพลันปวดร้าว แม้แต่การโคจร ปราณเลือดก็ยังเชื่องช้ากว่าเดิมเยอะมาก ขนาด ผิวหนังของเขาก็ยังเหมือนถูกเข็มแหลมทิ่มแทง หัวสมองพลิกตลบ
สิ่งที่ทำให้ร่างกายเขาเกิดความผิดปกติล้วน เป็นเพราะเวทลับและพรสวรรค์ทางสายเลือดที่ ชนต่างเผ่าพวกนั้นกระตุ้นออกมาให้ส่งผล กระทบต่อเรือนกายและจิตวิญญาณของเขา
“ดาวเปล่งประกาย!”
พริบตาเดียวเขาก็หายตัวไปจากที่เดิม
“ตูมๆๆ ปังๆๆ!”
วินาทีที่เขาหายไป พื้นที่ที่เขายืนอยู่ก่อน หน้านี้ก็พลันถูกม่านโลหิตกลบทับ พลังงานน่า หวาดกลัวที่ปล่อยออกมาจากด้านในคล้ายจะ สามารถโจมตีให้เขตสามัญคนหนึ่งตายอนาถได้ เลย
พื้นที่ที่ถูกลูกปราณวิญญาณระเบิดเดิมทีก็ ยุบลงไปหลายเมตร มาตอนนี้ผืนแผ่นดินจึงจม ลงไปอีกสิบกว่าเมตร
หลุมยักษ์หลุมหนึ่งปรากฏขึ้น ในหลุมนั้นมีรู นับร้อยนับพัน รูเหล่านั้นทอดยาวลึกลงไปใต้ดิน นับสิบเมตร ทุกรูต่างก็มีแสงแห่งสายเลือดสี เขียว สีดำ และสีเทาขาวลอยขึ้นมา
เนี่ยเทียนที่มาโผล่อยู่ข้างกายของเผ่าเกล็ด ดำคนหนึ่งกะทันหัน ก็โบกดาราเพลิงกาฬอีก ครั้งพร้อมทอดสายตามองไปยังหลุมยักษ์แวบ หนึ่ง
ต่อให้เป็นเขาเองที่พอเห็นว่าในหลุมยักษ์มี แสงแห่งสายเลือดยาวหลายสิบเมตรแผ่ออกมาก็ ยังหน้าเปลี่ยนสี
หากก่อนหน้านี้เขาฝืนสู้ปะทะหน้าโดยที่ไม่ใช้ คาถาดาวเปล่งประกาย ปล่อยให้เวทลับ สายเลือดของชนเผ่ามากมายกระแทกเข้ามา โจมตี เกรงว่าแม้แต่กระดูกผลึกใสก็ยังต้อง ระเบิดไปด้วย
อานุภาพจากการลงมือพร้อมกันของชนต่าง เผ่าหลายสิบคนนั้นน่าสะเทือนขวัญ รุนแรงจน สังหารเขตสามัญได้!
“สวบ!”
ดาราเพลิงกาฬแทงเข้าไปยังหัวใจของเผ่า เกล็ดดำคนหนึ่งพร้อมจิงชี่เลือดเนื้อของเนี่ย เทียนที่ไหลตามเข้าไป ก่อนที่เขาจะกระตุ้นการ สูบดึงพลังชีวิตอีกครั้ง
ตอนที่เผ่าเกล็ดดำคนนั้นถูกเนี่ยเทียนแทง ทะลุหัวใจ ก็รู้สึกได้ว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ตนสั่งสม มาทั้งชีวิตเหมือนถูกกระบอกสูบน ้าสูบเอาไป อย่างบ้าคลั่ง และเขาก็ตายคาที่ทันที
ดาราเพลิงกาฬยังเสียบคาอยู่ที่หัวใจของเผ่า เกล็ดดำผู้นั้น เนี่ยเทียนมองพวกชนต่างเผ่าที่ เป้าหมายหายไปเลยตามหากันให้ควั่กพร้อม หัวเราะเสียงน่าขนลุก เขาใช้การสูบดึงพลังชีวิต พลางพูดด้วยว่า “พวกเจ้าคิดจริงๆ หรือว่าคน
เยอะกว่าแล้วจะกักตัวข้าเอาไว้ได้? บางครั้ง จำนวนก็ไม่ได้ตัดสินทุกอย่างเสมอไป”
“เขาคือบุตรแห่งดวงดาว ต่อให้มีตบะแค่ต้น สวรรค์ก็ยังร่ายใช้ดาวเปล่งประกายของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวได้!” อามู่ซือเกรี้ยว กราดอย่างหนัก “ไอ้พวกสวะ! หากคิดจะฆ่าเขา ต้องห้ามเวทลับดาวเปล่งประกายที่เขาใช้ เสียก่อน หรือไม่ก็ไล่ตามความเร็วของเขาให้ ทัน!”
ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวสามารถ ยิ่งใหญ่อยู่ในทางช้างเผือก ต่อกรกับชนเผ่า แข็งแกร่งมากมาย กำราบฟ้าดินอันกว้างใหญ่ แน่นอนว่าย่อมมีจุดที่เป็นเอกลักษณ์
เวทลับมากมายเดิมทีก็เป็นสิ่งที่ทำให้ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ใช้ติดปีกโบยบิน อยู่ท่ามกลางมหาสมุทรดวงดาว ดาวเปล่ง ประกายก็คือเวทลับสะเก็ดดาวอย่างหนึ่งที่ขึ้น ชื่อมากที่สุด อาจไม่ถึงกับมีพลังลอดผ่านห้วงมิติ แต่ก็ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
เนี่ยเทียนกระตุ้นเวทลับดวงดาวเคลื่อนที่ ผ่านความว่างเปล่า เป็นเหตุให้พวกชนต่างเผ่า ไม่สามารถล้อมโจมตีเขาได้สำเร็จ
ทุกครั้งที่ใช้ดาวเปล่งประกาย เนี่ยเทียนก็จะ หลุดพ้นไปจากขอบเขตวงล้อมของชนต่างเผ่า แล้วมาปรากฏตัวอยู่ระหว่างพื้นที่ของสองชน เผ่า ก่อนจะลงมือสังหารอย่างเหี้ยมโหดทันที
เวลาสั้นๆ เพียงแค่ครึ่งเค่อ เขาก็อาศัย วิธีการต่างๆ มากมายสังหารคนของเผ่าเกล็ดดำ และเผ่าหินเทาไปได้แล้วหลายคน
เสียงคำรามของอามู่ซือสะเทือนให้ปราณ วิญญาณฟ้าดินปั่นป่วน ทั้งๆ ที่ผู้แข็งแกร่งของ แต่ละชนเผ่าต่างก็รู้ดีว่าต้องล้อมสังหารเนี่ย เทียน ขัดขวางการร่ายใช้ดาวเปล่งประกายของ เขา แต่พวกเขาก็ยังอับจนหนทาง
เนี่ยเทียนหัวเราะอย่างบ้าคลั่งประดุจสัตว์ร้าย กระหายเลือดที่เผยตัวอยู่ท่ามกลางฝูงแกะแล้ว ลงมือสังหารติดต่อกัน
พลังวิญญาณหลายธาตุในร่างของเขา รวม ไปถึงพลังดวงดาวต่างก็ถูกเผาผลาญไปอย่างบ้า คลั่ง
ทว่าชนต่างเผ่าทุกคนที่ถูกเขาสังหารก็ถูกเขา ขโมยจิงชี่เลือดเนื้อมาด้วยส่วนหนึ่ง
คนของเผ่าหินเทา เผ่าเกล็ดดำต่างก็มีเลือด ลมเปี่ยมล้นไพศาล แม้ระยะเวลาในการดึงจิงชี่ เลือดเนื้อของเขาจะเป็นแค่ช่วงสั้นๆ แต่กลับ ได้รับผลพวงมหาศาล
แต่เขาก็ยังเสียดายนิดๆ เพราะไม่สามารถอยู่ ที่นี่ได้นาน การสูบดึงพลังชีวิตที่เขาปล่อย ออกมาจึงไม่สามารถดูดดึงจิงชี่เลือดเนื้อของ ผู้ตายมาได้หมด มากสุดก็แค่หนึ่งในสามส่วน
เท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็จำต้องใช้ดาวเปล่ง ประกายหนีหายไปอีกครั้งเพื่อหลีกเลี่ยงการล้อม โจมตีจากเวทลับทางสายเลือด
แต่ต่อให้เป็นเช่นนี้ การที่เขาสังหารชนต่าง เผ่าติดต่อกันไปหลายคน พลังวิญญาณต่างธาตุ ในร่างกายก็ยังคงเผาผลาญไปเกินครึ่งอยู่ดี
โดยเฉพาะพลังดวงดาวที่เนื่องจากใช้ดาว เปล่งประกายหลายครั้งจึงหายไปเกือบสองใน สามส่วนแล้ว
เขาร้อนใจอย่างเห็นได้ชัด สายตาก็คอยมอง ไปยังค่ายกลโบราณเผ่าไม้ที่เกิดจากกิ่งไม้สิบ สองกิ่ง ทั้งยังขยับทิศทางในการต่อสู้ให้เข้าไป ใกล้ค่ายกลมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาครุ่นคิดว่ารอจนพลังดวงดาวหมดสิ้นจนมิ อาจใช้ดาวเปล่งประกายได้อีก เขาก็จะไปซ่อน ตัวอยู่ในม่านแสง ใช้หินดวงดาวฟื้นตัว รอให้ ศิษย์ผู้กล้าของแต่ละฝ่ายตามมาถึง
เขาร้อนใจ แต่พวกชนต่างเผ่าที่มีอามู่ซือเป็น หัวหน้ากลับร้อนใจเสียยิ่งกว่า
ผู้แข็งแกร่งของแต่ละฝ่ายที่อามู่ซือเรียกมา ไม่เพียงแต่ไม่สามารถสังหารเนี่ยเทียนได้ในช่วง ระยะเวลาสั้นๆ ดังที่เขาต้องการ กลับยังเป็น ฝ่ายเสียหายอย่างใหญ่หลวงด้วย
ระยะเวลาสั้นๆ เนี่ยเทียนก็ใช้ดาวเปล่ง ประกายสังหารชนต่างเผ่าไปแล้วสิบกว่าคน แต่
เห็นได้ชัดว่าเนี่ยเทียนไม่มีท่าทีเหนื่อยล้า นี่จึง ทำให้อามู่ซือตกใจ อย่างมาก
“เผ่าทมิฬล่ะ! เจ้าสารเลวไซหลงไปมุดหัวอยู่ ที่ไหน ทำไมถึงยังไม่มาเสียที?” อามู่ซือโหวกเห วก
“เผ่าทมิฬ! ใช่! เผ่าทมิฬน่าจะจัดการเขาได้!”
“ไซหลง!”
คนของเผ่าเกล็ดดำและเผ่าหินเทาที่เสียหาย มากที่สุดแหงนหน้าคำรามเดือดดาล พวกเขา ต่างก็เรียกหาชื่อของไซหลง
“มาแล้ว!” ในที่สุดเสียงเย็นเยียบก็ดังแว่วมา จากที่ไกลๆ
ไซหลงผู้นำของเผ่าทมิฬนำมาถึงก่อนใคร แล้วมาหยุดยืนอยู่ระหว่างผู้แข็งแกร่งของชนเผ่า ต่างๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง?” ไซหลงเหลือบมอง สถานการณ์แวบเดียวก็หน้าเปลี่ยนสี “พวกเจ้า ร่วมแรงกันแต่ไม่สามารถฆ่าเผ่ามนุษย์ต ่าต้อยผู้ นี้ได้ก็ยังพอว่า แต่นี่ยังมีคนตายมากมายขนาด นี้? พวกเจ้ามัวทำอะไรกันอยู่?”
“ไซหลง! รีบใช้เวทลับของเผ่าทมิฬกักตัวคน ผู้นี้ไว้ซะ!” อามู่ซือจ้องเขาเขม็ง “เขาคือบุตรแห่ง ดวงดาว สามารถร่ายใช้วิชาดาวเปล่งประกาย ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พวกเราไม่ สามารถจับตัวเขาไว้ได้!”
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง” ไซหลงเข้าใจโดย พลัน “หลีกไปให้หมด บุตรแห่งดวงดาวของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวผู้นี้ มอบให้เผ่า ทมิฬของพวกข้าจัดการเอง! หากเขาตายอยู่ใน มือของพวกเรา ศพของเขาต้องเป็นของเผ่า ทมิฬ!”
ควันสีเขียวเข้มหลายกลุ่มแผ่ออกมาจากใน ร่างของไซหลง ซึ่งด้านในของควันสีเข้มที่ราว กับจุดลึกของหนองน ้าซึ่งมีพิษร้ายแรงปกคลุม ยังปะปนไปด้วยแสงสีเลือดเป็นจุดๆ ของไซหลง ด้วย
ควันสีเขียวเข้มกระจายตัวไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งลอยมายังจุดที่เนี่ยเทียน ยืนอยู่แล้ว กลบทับพื้นที่แห่งนั้นไว้จนมิด
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 564 ทางรอดอีกหนึ่งทาง
พอเห็นว่าไซหลงเริ่มกระตุ้นพรสวรรค์แห่ง สายเลือด ชนต่างเผ่าทั้งหลายต่างก็เริ่มกระจาย ตัวกันออกห่าง ไม่กล้าเข้าไปใกล้พื้นที่ที่มีหมอก ควันสีเขียวเข้มนั้น
ชนต่างเผ่าทั้งหมด รวมไปถึงอามู่ซือต่างก็ ถอยกรูดออกห่างอย่างรวดเร็ว
หลังจากผ่านไปสิบกว่าวินาที ฟ้าดินที่อยู่ใน รัศมีสามลี้ก็ถูกควันสีเขียวเข้มนั้นปกคลุม เวท ลับสายเลือดของไซหลงก็ถูกกระตุ้นออกมา อย่างเงียบเชียบพร้อมกันด้วย
เนี่ยเทียนที่ถูกหมอกควันสีเขียวเข้มปกคลุม รู้สึกปวดร้าวไปทั้งร่าง
“เอ๊ะ!”
เขาเพ่งสมาธิมองก็เห็นว่าร่างกายที่ถูกปก คลุมอยู่ในหมอกควันสีเขียว เลือดเนื้อของเขา คล้ายถูกกัดกร่อน พลังชีวิตที่เข้มข้นก็ไหล หายไปทีละนิด
ระยะในการเคลื่อนย้ายของดาวเปล่งประกาย ระยะสั้นมีจำกัด แถมพื้นที่นั้นยังถูกปกคลุมไป จนมิด จนเขาอาจต้องกระตุ้นดาวเปล่งประกาย อย่างน้อยสามครั้งถึงจะหลุดพ้นขอบเขตที่ควันสี เขียวปกคลุม
“ฟิ้วๆ!”
หลังจากใช้คาถาดาวเปล่งประกายสามครั้ง เขาก็หลุดพ้นมาจากพื้นที่ที่ควันเขียวเข้มปก คลุมจริงๆ ทว่าไซหลงแห่งเผ่าทมิฬกลับหัวเราะ เสียงหยันเบาๆ แล้วกระตุ้นเวทลับทางสายเลือด อีกครั้ง
ควันสีเขียวเข้มที่เดิมทีปกคลุมตรงจุดเดิม ที่ เขายืนอยู่คล้ายก้อนเมฆที่พุ่งเข้ามาแล้วแผ่ปก คลุมพื้นที่ที่เขายืนอยู่อย่างรวดเร็วอีกครั้ง
“รับมือยากเล็กน้อยแหะ”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้วน้อยๆ คาดไม่ถึงว่าควันสี เขียวเข้มอันเป็นพรสวรรค์ทางสายเลือดของไซ หลงแห่งเผ่าทมิฬจะปกคลุมได้อย่างรวดเร็วถึง เพียงนั้น
เมื่ออยู่ท่ามกลางควันสีเขียวเข้ม เรือนกายที่ เป็นเลือดเนื้อของเขาจึงถูกพิษร้ายกัดกร่อน จิงชี่ เลือดเนื้อก็ไหลหายไปอย่างรวดเร็ว
พลังดวงดาวในร่างของเขามีจำกัด หากใช้ ติดต่อกันหลายครั้งเกรงว่าคงต้องหมดลง
หากพลังดวงดาวหายไป เขาไม่สามารถ เคลื่อนที่ได้ในระยะสั้นๆ ขอแค่เดินออกจากค่าย กลนั้นก็จะถูกชนต่างเผ่ามากมายล้อมโจมตีทันที
หนึ่งต่อหนึ่ง หนึ่งต่อสองเขายังพอมีความ มั่นใจ แต่หากเขากลายมาเป็นเบี้ยของอีกฝ่าย ถูกชนต่างเผ่าหลายสิบคนร่วมพลังกันโจมตี เขา ก็ไม่มั่นใจแม้แต่น้อยว่าจะรอดไปได้
ภาพที่พวกชนต่างเผ่าร่วมมือกันโจมตีก่อน หน้านี้เขายังจำได้ดี พลังอำนาจที่น่าหวาดกลัว เช่นนั้น…มากพอจะฆ่าผู้แข็งแกร่งเขตสามัญได้
เขาพลันหันไปมองค่ายกลที่เกิดจากกิ่งไม้ เจ็ดสิบสองกิ่งแล้วเริ่มครุ่นคิดว่าควรจะบุกเข้าไป ก่อนดีหรือไม่ รอให้พวกผู้กล้าของเผ่ามนุษย์ มาถึงแล้วค่อยลงมือต่อ?
และขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น พวกคน ของเผ่าทมิฬก็ทยอยกันตามมาถึง
เผ่าทมิฬที่เพิ่งมาเพิ่มมีอีกสิบกว่าคน แต่ละ คนล้วนมีควันพิษเข้มข้นโอบล้อมร่าง ดวงตา ดุดันเหี้ยมเกรียม
“ไต้เท้าไซหลง!”
พวกเขาเองก็อึ้งตะลึงไปกับการที่หัวหน้าตน กระตุ้นพรสวรรค์ทางสายเลือดเช่นกัน
“อย่าพูดมาก จงกระตุ้นพรสวรรค์ทาง สายเลือดปกคลุมพื้นที่นั้นให้ขยายไปอีกสามเท่า ช่วยข้าอีกแรง!” ไซหลงตวาด
คนของเผ่าทมิฬที่เพิ่งมาใหม่ได้ยินเขาพูด เช่นนี้ก็ร่ายใช้พรสวรรค์ทางสายเลือดของตัวเอง อย่างไม่ลังเล
ควันสีเขียวเข้มข้นปะปนไปด้วยสีม่วง สีดำ และยังมีสีเทาต่างก็กรอกเทเข้าไปยังพื้นที่ที่ไซ หลงสร้างขึ้นมา
ควันพิษสีเขียวเข้มขยายพื้นที่ปกคลุมไปถึง สามเท่าจริงๆ
ไม่เพียงเท่านี้ เผ่าทมิฬที่เพิ่งตามมาถึงยัง หยิบเอาภาชนะที่ใช้บรรจุหมอกพิษบนบึงน ้า ออกมาเทน ้ากรดใส่เข้าพื้นที่ที่ควันพิษปกคลุม ด้วย
น ้ากรดมีฤทธิ์กัดกร่อนที่ถูกพวกเขาเท ออกมา เหมือนจะขานรับกับสายเลือดของพวก เขา ตอนที่ตกไปอยู่ในพื้นที่นั้นจึงลอยอยู่กลาง อากาศเป็นหยดๆ
ในสายตาของเนี่ยเทียน พื้นที่ที่เขายืนอยู่ เหมือนมีฝนห่าใหญ่ตกลงมา
ม่านเม็ดฝนเทลงมากลางอากาศ น ้ากรดแต่ ละหยดที่ได้มาจากบึงน ้าเปล่งประกายใสแวว
วาว พวกมันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศด้วยลักษณะ ที่มหัศจรรย์อย่างถึงที่สุด
“ฟู่วๆ!”
หลังจากมีน ้ากรดฤทธิ์ร้ายแรงปรากฏขึ้นตรง พื้นที่ ที่เนี่ยเทียนยืนอยู่ เขาก็รีบรวบรวมพลัง เปลวเพลิง พลังพืชหญ้าเป็นม่านแสงหนึ่งชั้น
เขาหมายจะใช้ม่านแสงมาต้านทาน
ทว่าน ้ากรดที่คนเผ่าทมิฬรวบรวมมาได้กลับ มีพิษร้ายแรง แค่ปะทะเข้ากับม่านแสงที่เขา ปล่อยออกมา ม่านแสงก็ยังถูกกัดกร่อนอย่าง รวดเร็ว
พลังวิญญาณของเนี่ยเทียนก็ไหลหายไป อย่างบ้าคลั่งเช่นกัน ทำให้เขาหน้าเปลี่ยนสีอีก ครั้ง
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น แม้แต่พวกผู้แข็งแกร่ง ของแต่ละเผ่าที่พอเห็นคนมาใหม่ของเผ่าทมิฬ ซึ่งไม่ใช่แค่ปล่อยเวทลับทางสายเลือด ยังเอา น ้ากรดที่เก็บมาอย่างยากลำบากออกมาใช้ด้วย พวกเขาต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง
ราวกับว่าพวกเขาเองก็สัมผัสได้ถึงความน่า กลัวเช่นกัน พวกเขากลัวว่าหากเนี่ยเทียนขยับ มาใกล้พวกเขาจะพาน ้ากรด และควันพิษ เหล่านั้นมาด้วย
เนี่ยเทียนค้นพบอย่างฉับพลันว่า เพราะ ความลังเลเพียงแค่เสี้ยวนาทีของเขาทำให้เขา ถูกควันพิษปกคลุมจนมิดแล้ว
เนื่องจากการขยายใหญ่ของพื้นที่ปกคลุม หากเขาคิดจะกระตุ้นดวงดาวเปล่งประกายอีก ครั้งเพื่อย้ายไปยังค่ายกลเผ่าไม้นั้น อย่างน้อยก็ จำเป็นต้องใช้อีกหกเจ็ดครั้ง
แต่พลังดวงดาวของเขาอาจจะไม่เหลือพอให้ เขากระตุ้นดวงดาวเปล่งประกายติดต่อกันถึงหก เจ็ดครั้ง
“พวกเจ้าจงเข้าไปข้างใน!” ไซหลงออกคำสั่ง อีกครั้ง
เผ่าทมิฬสิบกว่าคนพอได้รับคำสั่งก็หัวเราะ เสียงเย็นแล้วพุ่งตัวเข้าไปในพื้นที่ที่มีหมอกปก คลุมทันที
สำหรับชนเผ่าอื่นๆ แล้ว ควันพิษและน ้ากรด ที่มีฤทธิ์ร้ายกาจนั้นไม่เพียงแต่ไม่ส่งผลกระทบ ใดๆ ต่อเผ่าทมิฬ ยังเหมือนช่วยเพิ่มพลังในการ ต่อสู้ให้กับพวกเขาด้วย
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าเผ่าทมิฬที่เข้ามายังที่ แห่งนี้ เมื่อได้อาบไล้อยู่ท่ามกลางควันพิษ พลัง อำนาจของพวกเขาก็ไม่ลดลงทั้งยังเพิ่มขึ้นด้วย ซ ้า
พอพวกเขาขยับเข้ามา น ้ากรดแต่ละหยดที่ เดิมทีลอยนิ่งไม่ขยับก็คล้ายจะถูกสายเลือดของ พวกเขาชักนำ
ทันใดนั้นน ้ากรดที่ลอยอยู่ก็เหมือนฝนห่า ใหญ่ที่เทลงมาปกคลุมเนี่ยเทียนเพียงคนเดียว
หลังจากหายตะลึงเขาก็ไม่กล้ายืนอยู่ที่เดิม อีก แล้วก็ไม่ได้ใช้พลังดวงดาวเคลื่อนย้ายตัวเอง เพียงแต่กระตุ้นพลังเลือดเนื้อที่มีไม่ขาดสาย ใช้ ความเร็วจากพลังเลือดเนื้อเคลื่อนไหวอยู่ใน หมอกควันเข้มข้น
ขอแค่เขาขยับตัวอย่างต่อเนื่อง น ้ากรด เหล่านั้นก็ไม่สามารถเล็งตำแหน่งที่แน่นอนของ เขาได้
ทว่าการทำเช่นนี้ก็ทำให้ม่านแสงพลัง วิญญาณที่เขาปลดปล่อยออกมาสลายไปอย่าง รวดเร็วด้วย
“เผ่าทมิฬสิบกว่าคน…”
ตอนที่เนี่ยเทียนเคลื่อนที่ขยับเข้าไปใกล้ค่าย กลเผ่าไม้อย่างต่อเนื่อง ดวงตาของเขาพลันฉาย ประกายประหลาด
บัดนี้ไม่ได้มีน ้ากรดจำนวนมากสาดเข้ามาหา เขาเพียงอย่างเดียวอีกแล้ว ทว่าควันสีเขียวเข้ม ที่แทรกซึมเข้ามากลับยังคงกัดกินม่านแสงพลัง วิญญาณของเขาจนเกิดเสียงดัง “เปรี๊ยะๆๆ” อย่างต่อเนื่อง
พลังวิญญาณของเขาไหลหายไปก็จริง แต่ว่า เขายังคงยืนหยัดอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ได้ต่อไป
เพราะพื้นที่ที่ควันพิษของเผ่าทมิฬปกคลุม เป็นเหตุให้ชนต่างเผ่าคนอื่นๆ ไม่กล้าขยับเข้า มาใกล้ ทำให้คู่ต่อสู้ของเขาในเวลานี้เหลือแค่เผ่า ทมิฬสิบกว่าคนเท่านั้น
เผ่าทมิฬสิบกว่าคนนี้ยังคงปลดปล่อยเวทลับ ทางสายเลือดออกมาไล่ล่าเขาไม่หยุด
ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่เขาก็แสยะปากยิ้มแล้วพลัน เล็งไปที่เผ่าทมิฬคนหนึ่ง ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้ ในชั่วพริบตา
ดาราเพลิงกาฬส่องแสงเจิดจ้า พลังวิญญาณ พลังพืชหญ้า พลังเปลวเพลิงได้รับการเพิ่มพลัง
จากค่ายกลด้านใน ของดาราเพลิงกาฬให้ แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมจนกลายมาเป็นแสงมีดที่น่า หวาดกลัวเส้นหนึ่ง
“สายเลือด! โล่เมฆพิษ!”
เผ่าทมิฬผู้นั้นคำรามต ่า แล้วพลันเรียกรวม ควันพิษ และน ้ากรดเป็นหยดๆ ในบริเวณ ใกล้เคียงเข้ามารวมกับพลังสายเลือดของตัวเอง จนกลายมาเป็นโล่แสงสีเขียวทะมึน
ในโล่แสงมีประกายสีเลือดกระจัดกระจาย ทั้ง ยังมีกลิ่นฉุนแสบจมูกลอยออกมา
“สวบ!”
แสงมีดและใบมีดคมกริบฟันลงไปบนโล่เมฆ พิษ โล่สีเขียวเข้มที่บางราวปีกจักจั่นนั้นถูกแสง
มีดฟันจนแตกกระจาย ดาราเพลิงกาฬจึงฟัน ตามลงมาติดๆ
เขารวบรวมพลังเลือดเนื้อให้กับมือข้างที่ถือ ดาราเพลิงกาฬเอาไว้แน่นอย่างบ้าคลั่งเพื่อเพิ่ม แรงให้กับดาราเพลิงกาฬ
“ฉับ!”
ร่างของเผ่าทมิฬผู้นั้นถูกพลังมหาศาลหนัก อึ้งของดาราเพลิงกาฬฟันจนขาดเป็นสองท่อน
“เอ๊ะ?”
เนี่ยเทียนอึ้งไปครู่ก็พลันตระหนักได้ว่าระดับ ความแข็งแกร่งของร่างกายเผ่าทมิฬ อย่าว่า เทียบเคียงกับภูตผีปีศาจและเผ่าหินเทาเลย แม้แต่อสูรกายก็ยังเทียบไม่ได้
ร่างของเผ่าทมิฬแข็งแกร่งกว่าเผ่าปักษาแค่ เล็กน้อยเท่านั้น ยังเทียบเผ่าเกล็ดดำไม่ได้ด้วย ซ ้า
“มีเลือดเนื้อไม่แข็งแกร่งเหมือนเผ่าปักษางั้น หรือ ถ้าเช่นนั้น…ก็ไม่น่าจะเชี่ยวชาญการต่อสู้ ประชิดตัว” พอคิดเช่นนี้ความมั่นใจของเนี่ย เทียนก็พลันเพิ่มพูน เขาหัวเราะร่า ก่อนจะไป โผล่พรวดอยู่หน้าเผ่าทมิฬอีกคนหนึ่งแล้วกำ หมัดต่อยไปที่ศีรษะของคนผู้นั้นทันที
“ปัง!”
โล่ที่เผ่าทมิฬผู้นั้นรวมขึ้นมาก็แตกกระจาย หมัดที่หนักนับแสนชั่งของเนี่ยเทียนจึงคล้าย เหล็กที่ตีลงบนหัวของเขา
“โพล๊ะ!”
เสียงกระดูกแตกดังมาจากหัวกะโหลกของ เผ่าทมิฬ ปลายเล็บของเนี่ยเทียนแผ่จิงชี่พืช หญ้าออกไปกลุ่มหนึ่งทันที
“เวทหนามไม้สวรรค์!”
พอจิงชี่พืชหญ้าเข้าไปในร่างของคนผู้นั้นก็ แตกหน่อออกมาทันใด กลายมาเป็นต้นอ่อนที่ แตกกิ่งก้านทิ่มแทงให้คนผู้นั้นตายอนาถ
“ขอแค่ต้านทานควันพิษและน ้ากรดได้ เผ่า ทมิฬพวกนี้ก็เหมือนจะไม่น่ากลัวเท่าใดนัก” เนี่ย เทียนกระจ่างแจ้ง ขณะที่ขยับเข้าไปใกล้ค่ายกล อย่างเงียบเชียบ เขาก็ลงมือสังหารติดต่อกันอีก หลายครั้ง
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 565 ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ!
ตอนที่สังหารคนของเผ่าทมิฬ เนี่ยเทียนเองก็ ทดลองใช้การสูบดึงพลังชีวิตดึงเอาพลังชีวิตใน ร่างของคนผู้นั้นมาด้วย
ทว่าพลังชีวิตของเผ่าทมิฬกลับมีสารพิษ ปะปนอยู่
เมื่อพลังชีวิตเลือดเนื้อกลุ่มหนึ่งถูกดึงกลับมา ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลประโยชน์ต่อเนี่ยเทียนกลับ ยิ่งทำลายเลือดเนื้อในร่างของเนี่ยเทียนด้วย นี่ ทำให้เนี่ยเทียนตื่นตะลึงอย่างหนักจนต้องรีบ หยุดชะงัก
“เผ่าทมิฬเป็นชนเผ่าที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก นี้จริงๆ ราวกับว่าเกิดมาท่ามกลางหนองบึงแห่ง พิษ ทั้งร่างจึงมีแต่พิษร้ายแรง”
เนี่ยเทียนแอบโคลงศีรษะ ล้มเลิกความคิดที่ จะสูบดึงพลังชีวิตมาจากเผ่าทมิฬทิ้งไป
เมื่อได้สังหารเผ่าทมิฬติดต่อกันสองคน เขาก็ อยู่ห่างจากค่ายกลกิ่งไม้สิบสองกิ่งอีกไม่ไกล เท่าไหร่แล้ว
เผ่าทมิฬที่เหลือต่างก็มองสหายสองคนถูก ฆ่าไปด้วยความตะลึงระคนเคียดแค้น
แม้แต่ไซหลงที่อยู่นอกพื้นที่ที่ควันพิษสีเขียว เข้ม ปกคลุมซึ่งยังกระตุ้นสายเลือดอย่างต่อเนื่อง
พอมองเห็นคนในเผ่าตายไป สีหน้าของเขาก็ เคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด
“บุตรแห่งดวงดาว! ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรแห่ง ดวงดาว แข็งแกร่งยิ่งกว่ามดตัวน้อยอย่างเผ่า มนุษย์ดินแดนดาวตกมากนัก”
ดวงตาของไซหลงฉายไอสังหารเข้มข้น แล้ว อยู่ๆ ก็พลันบินเข้ามาในจุดลึกของหมอกควันสี เขียว ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เนี่ยเทียนอย่าง รวดเร็ว
“สายเลือด! ดวงตาแห้งเหี่ยว!”
กลางกลุ่มหมอกควันสีเขียวเข้ม หยดน ้าที่มี พิษร้ายแรงซึ่งสีสันแตกต่างกันถูกพรสวรรค์ของ เขาชักนำให้มารวมกันในฉับพลัน
หยดน ้านับพันนับหมื่นหยดก่อตัวขึ้นเป็น ดวงตาขนาดใหญ่ยักษ์ข้างหนึ่งทันที
ดวงตานั้นมีห้าสีหกแสง มันหมุนโคจรเบาๆ แล้วจ้องเขม็งมาที่เนี่ยเทียน
เผ่าทมิฬคนอื่นๆ เห็นว่าไซหลงกระตุ้น พรสวรรค์แห่งสายเลือดอีกครั้งก็กระจายตัวกัน ออกห่างจากเนี่ยเทียนอย่างเงียบเชียบ
ตอนที่ขยับเข้าไปใกล้กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่ง เนี่ยเทียนที่ใจบังเกิดความอยากรู้จึงหันขวับ กลับมามองดวงตาประหลาดข้างนั้น
ชั่วขณะที่ดวงตาของเขาประสานเข้ากับ ดวงตาข้างนั้น ร่างก็พลันสั่นสะท้าน
พลังงานลึกลับที่ชั่วร้ายระลอกหนึ่งคล้าย ส่งผ่านดวงตาแห้งเหี่ยวมาสำแดงฤทธิ์บนร่าง ของเขา
ดวงตาที่แห้งเหี่ยวเดิมทีมีขนาดใหญ่มหึมา แต่ตอนนี้กลับค่อยๆ หดเล็กลงไปทีละนิด
ดวงตาที่หดเล็กลงหมายความว่าพลังงานที่ รวบรวมอยู่ภายในได้ไหลหายไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าพลังงานที่ไหลหายไปนั้นไม่รู้ว่าถูกถ่าย โอนมาสู่ร่างของเนี่ยเทียนด้วยวิธีการเช่นไร!
โล่พลังวิญญาณที่เนี่ยเทียนสร้างขึ้นมา จาก การดึงพลังงานหลายธาตุคล้ายจะไม่ได้ผลอย่าง ที่ควรจะเป็น
เขาแค่มองไปยังดวงตาแห้งเหี่ยวนั้น ครู่ เดียวก็รู้สึกได้ว่าจิงชี่เลือดเนื้อในร่าง รวมไปถึง พลังชีวิตที่ซ่อนอยู่ในอวัยวะภายใน เป็นราวกับ ต้นไม้ที่อยู่มานานนับล้านปีซึ่งกำลังแห้งเหี่ยว โรยราไปอย่างรวดเร็ว
จิงชี่เลือดเนื้อไหลหายไปอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ เขาพลันเกิดความรู้สึกเหนื่อยล้า หวาดกลัว เหมือนตัวเองใกล้จะตาย
ด้วยความตะลึงพรึงเพริด เขาจึงรีบถอน สายตากลับมา ไม่กล้าหันไปมองดวงตาแห้ง เหี่ยวนั้นอีก
เมื่อไม่สบประสานเข้ากับดวงตาแห้งเหี่ยวนั้น พลังชั่วร้ายที่ทำให้ร่างของเขาแห้งเหี่ยวก็ลด น้อยลงไปนิดหน่อย
ทว่าเรือนกายที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังชีวิตของ เขา กลับยังคงอยู่ในระยะเส้นสายตาของดวงตา แห้งเหี่ยว จึงยังมิอาจหยุดยั้งการแห้งเหี่ยวของ จิงชี่เลือดเนื้อได้
ราวกับว่าขอแค่ดวงตาแห้งเหี่ยวนั้นยังอยู่ และยังมองเห็นเขา เขาก็มิอาจหลบเลี่ยงไปได้
เขาเองก็สังเกตเห็นว่าเผ่าทมิฬที่เดิมที กระจายตัวกันอยู่ มาบัดนี้ล้วนขยับเข้ามารวมตัว กันข้างดวงตาแห้งเหี่ยวและเฝ้าพิทักษ์มันไว้ อย่างแน่นหนา
“จุดสำคัญก็คือดวงดาวแห้งเหี่ยวนั้น เห็นที ขอแค่ทำลายดวงตาแห้งเหี่ยวได้ก็จะไม่ได้รับ ผลกระทบอีก เผ่าทมิฬต่างก็คุ้มครองดวงตาแห้ง เหี่ยว นี่หมายความว่าดวงตาแห้งเหี่ยว ที่สร้าง ขึ้นจากพรสวรรค์ทางสายเลือดของไซหลงน่าจะ ทำลายได้ง่ายมาก หาไม่แล้วพวกเขาคงไม่ตั้งท่า เหมือนศัตรูตัวฉกาจจะบุกเข้ามาอย่างนั้น”
“เผ่าทมิฬสิบกว่าคนล้วนอยู่ตรงนั้นกันหมด และยังมีไซหลงที่ลึกลับเกินคาดเดาอีกคน…”
เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ล้มเลิกความคิด ที่จะบุกเข้าไปทำลายดวงตาแห้งเหี่ยว แต่เพิ่ม ความเร็วของฝีเท้าขยับเข้าไปยังค่ายกลเผ่าไม้ที่
ก่อตัวขึ้นจากกิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งอย่างเงียบ เชียบ
ค่ายกลโบราณเผ่าไม้ที่เกิดจากการรวมตัว กัน ของกิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งมีความลี้ลับเกินจะ คาดเดา ช่วยให้เขาต้านทานทุกอย่างได้
ควันพิษสีเขียวเข้มที่ไซหลงใช้สายเลือด กระตุ้นออกมา แม้จะปกคลุมในบริเวณ กว้างขวาง ทว่าม่านแสงสีเขียวเข้มของค่ายกล โบราณกลับตัดขาดควันพิษให้อยู่เพียงภายนอก
“ฟู่วๆ!”
จุดที่ควันพิษและม่านแสงสีเขียวสัมผัสกันมี จุดแสงเปล่งประกาย ก่อนที่ควันพิษจะสลายไป ทีละน้อย
เนี่ยเทียนที่เข้ามาอยู่ในค่ายกลโบราณของ เผ่าไม้ ค้นพบด้วยความตะลึงระคนตกใจ ว่า แม้แต่การทำลายที่ดวงตาแห้งเหี่ยวมีต่อเขาก็ยัง หยุดชะงักไปด้วย!
ทั้งๆ ที่ดวงตาแห้งเหี่ยวซึ่งไซหลงใช้ พรสวรรค์ของสายเลือดสร้างขึ้นยังคงจ้องเขม็ง มายังเนี่ยเทียน ทว่าพลังแห่งการแห้งเหี่ยวกลับ ไม่สามารถลอดผ่านค่ายกลโบราณเข้ามาได้
“เป็นของดียิ่งนัก!”
เนี่ยเทียนจุ๊ปากชื่นชมแล้วนั่งแปะลงไปกับ พื้น ไม่สนใจพวกผู้แข็งแกร่งต่างเผ่าที่อยู่ด้าน นอกอีก แต่รีบหยิบเอาหินวิเศษต่างธาตุออกมา ฟื้นฟูพลังงานที่หายไปทันที
“ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณของเผ่าไม้!”
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนถอยกลับเข้าไปนั่งอยู่ ภายใต้การคุ้มกันจากค่ายกลเจ็ดสิบสองกิ่งไม้ ไซหลงก็คำรามกร้าวด้วยสีหน้าหดหู่เล็กน้อย
“นั่นมันค่ายกลกำเนิดไม้โบราณที่ปกป้อง มาตุภูมิของเผ่าไม้!” อาปู้หลู่แห่งเผ่าอสูรกาย หน้าเคร่ง กล่าวอย่างฉุนเฉียว “คนผู้นี้เป็นคน ของเผ่ามนุษย์ชัดๆ เหตุใดเขาถึงได้ค่ายกล มหัศจรรย์ของเผ่าไม้มาครอบครอง?”
ถ่าเกอเองก็ปวดหัวอย่างหนัก “ค่ายกล กำเนิดไม้โบราณคือค่ายกลที่ต้าจุนหลายท่าน ของเผ่าไม้ใช้ลายเส้นต้นไม้ลึกลับในต้นไม้แห่ง ชีวิตบวกกับเลือดเนื้อของตัวเองสร้างขึ้นมา มัน
สามารถช่วงชิงพลังชีวิตของพืชหญ้าให้มาเติม เต็มอานุภาพให้กับค่ายกลได้อย่างต่อเนื่อง เจ้า เด็กเผ่ามนุษย์ผู้นั้นอาศัยอะไรถึงได้รับการ ยอมรับจากค่ายกล?”
“ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณไม่เพียงแต่สกัดกั้น การโจมตีจากพลังเลือดเนื้อ แม้แต่พลังจิต วิญญาณก็ยังถูกขัดขวางไว้ด้วย” อามู่ซือที่พลัง ฟื้นคืนผุดลุกขึ้นยืน แค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “ทว่า ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก็ใช่ว่าจะไร้พ่ายเสีย ทีเดียว โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในมือของเผ่ามนุษย์ผู้ นี้ ย่อมไม่มีทางปลดปล่อยพลานุภาพออกมาได้ อย่างเต็มที่แน่นอน”
หยุดชะงักไปครู่ อามู่ซือก็หันไปมองรอบด้าน แล้วเอ่ยอีกครั้งว่า “ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณดึง พลังงานพืชหญ้าออกมาจากต้นไม้ และพืช พรรณที่อยู่โดยรอบ ด้วยขอบเขตของเนี่ยเทียน ด้วยความรู้ความเข้าใจที่เขามีต่อพลังพืชหญ้า อย่างมากสุดพลังงานที่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ นี้ ดึงเอามาได้ก็แค่ในระยะสิบลี้เท่านั้น”
“หากต้าจุนของเผ่าไม้อยู่ที่นี่ พลังพืชหญ้า ทั้งหมดบนเกาะนี้ต้องกลายมาเป็นต้นกำเนิด พลังงานให้กับค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราทุกคนรวมตัวกันก็ยัง ยากจะทำลายได้ ทว่าหากผู้ร่ายเวทมีเพียงเนี่ย
เทียนที่อยู่เบื้องหน้านี้ ทุกอย่างก็จะแตกต่างไป อย่างสิ้นเชิง”
“ถูกต้อง!” ไซหลงสีหน้าตื่นเต้น ตะคอกเสียง ดัง “ค่ายกลปกป้องเผ่าไม้หลังนี้เดิมทีอยู่ที่ มาตุภูมิของเผ่าไม้ ที่นั่นมีต้นไม้ลึกลับ เจริญเติบโต! ต้นไม้ลึกลับทุกต้นต่างก็ซุกซ่อนจิง ชี่พืชหญ้า ในปริมาณที่ยากเกินจะจินตนาการ สามารถมอบพลังไร้ขีดจำกัดให้แก่ค่ายกล กำเนิดไม้โบราณ”
“ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณที่เป็นเช่นนั้นอย่าว่า แต่พวกเราเลย ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งสายเลือด ระดับแปดของพวกเรามาเยือน แล้วใช้เวลาเป็น พันปีก็ยังไม่สามารถทำลายได้”
“ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณที่อยู่เบื้องหน้านี้มีผู้ ร่ายเวทคือเนี่ยเทียน และที่นี่ก็ไม่มีต้นไม้ลึกลับ เขาไม่สามารถใช้ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ รวบรวมพลังพืชหญ้าทั้งหมดบนเกาะแห่งนี้ได้”
อาปู้หลู่เข้าใจโดยพลัน เขาจึงพูดกลั้วหัวเราะ “ขอแค่โจมตีอย่างต่อเนื่องให้พลังงานของค่าย กลกำเนิดไม้โบราณถูกเผาผลาญไป รอจนมันใช้ จิงชี่พืชหญ้าที่ดูดซับมาจากต้นไม้โดยรอบจน หมดสิ้นแล้ว ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณแห่งนี้ก็จะ สูญเสียประสิทธิภาพไปเอง!”
“งั้นก็เอาตามนี้!” ไซหลงโบกมือใหญ่โต ดวงตาแห้งเหี่ยวที่เกิดจากการรวมตัวกันของ น ้ากรดพิษพลันลอยสูงขึ้นไปเหนือค่ายกล
กำเนิดไม้โบราณ “พลังแห่งการแห้งเหี่ยวของ เผ่าทมิฬ เราสามารถทำลายค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณนี้ได้ดียิ่งกว่า พวกเจ้าแต่ละเผ่าก็ลงมือ ร่วมกันด้วย ข้าไม่เชื่อหรอกว่าค่ายกลนี้จะยังยืน หยัดได้ถึงท้ายที่สุด”
อามู่ซือร้องคำราม “ทุกคนโจมตีพร้อมกัน รีบ เผาผลาญพลังงานของค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ นี้ให้สูญสิ้นโดยเร็ว!”
ผู้แข็งแกร่งทุกคนของชนต่างเผ่า เดินอ้อม พื้นที่ควันพิษซึ่งเผ่าทมิฬสร้างขึ้นแล้วขยับเข้า ไปใกล้ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณจากอีกฝั่งหนึ่ง
ทันใดนั้นเวทลับสายเลือดมากมาย รวมไปถึง อาวุธวิเศษหลากหลายต่างก็กระแทกเข้ามา โจมตีค่ายกลกำเนิดไม้โบราณราวกับห่าฝน
ม่านแสงสีเขียวเข้มพลันปลดปล่อยแสงเจิด จ้าถึงขีดสุด ประดุจควันสวยงามที่สาดกระจาย ไปทั่วทุกหนแห่ง
ต้นไม้รอบด้านที่มีเนี่ยเทียนเป็นจุดศูนย์กลาง เปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนกลายมาเป็นแห้งเหี่ยว โรยราอย่างรวดเร็ว
พลังงานในพืชหญ้าก็ถูกค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณดึงเอาไป ทำให้พืชหญ้าเหล่านั้นแห้ง กรอบในชั่วระยะเวลาสั้นๆ
เนี่ยเทียนที่อยู่เบื้องใต้ค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณก็พลันสัมผัสได้ว่าเขาไม่สามารถดึงจิงชี่ พืชหญ้าที่เข้มข้นมาได้อีกแล้ว
พลังงานพืชหญ้าทั้งหมดที่ถูกค่ายกลรับมา บัดนี้ล้วนถูกนำมาใช้ต้านทานการโจมตีจาก สายเลือด และอาวุธของพวกชนต่างเผ่าจึงไม่ เหลือพลังให้เขาดึงมาใช้ได้
“ต้องฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด!”
เนี่ยเทียนขบคิดอยู่ครู่หนึ่งก็มุ่งมั่นดูดซับพลัง วิญญาณ หมายจะฟื้นคืนพลังในการต่อสู้ให้ ได้มากที่สุดก่อนที่ค่ายกลจะถูกทำลาย
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 566 แข็งแกร่งมิอาจทำลาย
“โลกภายนอกเกิดอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใด ภูตผีปีศาจ และอสูรกายถึงได้ละทิ้งข้า ไม่ได้ ค้นหาต่อ?”
กลางโพรงต้นไม้ เผยฉีฉีลืมตาขึ้น นัยน์ตา ของนางมีแสงห้วงมิติเล็กละเอียดเปล่งวูบวาบ นี่ จึงทำให้เพียงแค่ดวงตาของนางก็เหมือนจะมี พลังรุนแรงกรีดใจผู้คน
หลังจากได้ฟื้นตัวในช่วงที่ผ่านมา อาการ บาดเจ็บของนางจึงมั่นคงอีกครั้ง ความเข้าใจที่มี ต่อพลังห้วงมิติก็เพิ่มพูนมากขึ้น
หากเนี่ยเทียนไม่ปรากฏตัวล่อพวกภูตผี ปีศาจ และอสูรกายออกไป นางจำเป็นต้องใช้ พลังห้วงมิติในร่าง มาสร้างเขตอาคมหลายชั้น เพื่อป้องกันการรับสัมผัสของภูตผีปีศาจ และ อสูรกายอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเป็นเช่นนั้นนางจะไม่มีทางฟื้นตัว และ รักษาอาการบาดเจ็บให้ทรงตัวได้ในระยะเวลา สั้นๆ เช่นนี้
หากนางถูกภูตผีปีศาจและอสูรกายตามตัว เจอในขณะที่บาดเจ็บสาหัส นางย่อมตกอยู่ใน สภาพที่ยากลำบากอย่างถึงที่สุด
ทว่าตอนนี้ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อภูตผีปีศาจและอสูรกาย รวมถึงชนต่าง เผ่ามากกว่านั้นต่างก็มองบุตรแห่งดวงดาวอย่าง เนี่ยเทียนเป็นเป้าหมายจนหลงลืมนางไป อาการบาดเจ็บของนางจึงทรงตัว และมีพลังให้ ต่อสู้อีกครั้ง
เมื่ออาการดีขึ้น นางจึงยืนหยัดทำความ เข้าใจกับความลี้ลับของห้วงมิติในสายเลือดผู้ แข็งแกร่งชนต่างเผ่า ยามนี้พลังในการต่อสู้ของ นางจึงเพิ่มขึ้นอีกขั้น
“ฟิ้วๆ!”
มีดแสงห้วงมิติกรีดผ่านต้นไม้โบราณจนเกิด เป็นรูกว้าง นางจึงเดินออกมาทันที
“ต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่นอน หาไม่แล้วพวก ชนต่างเผ่าคงไม่หายไปจนไม่เหลืออยู่แม้แต่คน เดียวแบบนี้” นางปลดปล่อยกระแสจิตออกไปรับ สัมผัสจึงมองออกถึงความผิดปกติ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
พอคิดอย่างนี้นางก็พุ่งร่างลอดทะลุไปตามผืน ป่าอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าเพื่อค้นหาความ เคลื่อนไหวรอบด้าน หมายจะทำความเข้าใจ สถานการณ์จากชนต่างเผ่าสักคนหนึ่ง
ขณะเดียวกัน พวกพันธมิตรเล็กๆ ที่รวมตัว กันเพราะเนี่ยเทียนก็ข้ามผ่านทะเลสีดำมาถึง เกาะที่มีชนต่างเผ่าเคลื่อนไหวแล้ว
พอเข้ามาในเกาะ อาวุธวิเศษประเภทบินแต่ ละลำก็ส่ายไหวจำต้องลดตัวลงจอด
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์จากดินแดนดาวตก ถูกบีบให้เก็บอาวุธวิเศษประเภทบินกลับคืนไป ทำได้เพียงเดินเท้าไปข้างหน้า
“เนี่ยเทียนบอกตำแหน่งคร่าวๆ มาแล้ว ข้า จะพาพวกเจ้าไปเดี๋ยวนี้” หลายวันมานี้ต่งลี่ อาศัยหินส่งข้อความเสียง ติดต่อกับเนี่ยเทียน ตลอดเวลา นางจึงรู้ดีถึงทิศทางที่เนี่ยเทียนใช้ใน เกาะนี้
นี่ก็เหมือนกับเนี่ยเทียนได้วาดแผนที่ให้กับ นาง ต่อให้นางไม่เคยมาที่นี่มาก่อนก็ยังหา ตำแหน่งเจออย่างแม่นยำ
เสวียนเข่อ เฉินฮ่าว และเย่ฉินพยักหน้ารับ เบาๆ ก่อนจะกำชับให้สหายร่วมสำนักระวังตัว
พอมาถึงเกาะ พวกคนของอาณาจักรป่ายจั้น ที่รู้ถึงการดำรงอยู่ของชนต่างเผ่าต่างก็พากัน ทำท่าเหมือนเผชิญศัตรูตัวฉกาจ
“เพื่อเนี่ยเทียนคนเดียว ทุกคนต้องมาตกอยู่ ในอันตรายแบบนี้ ดูจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ฉลาด เท่าไหร่จริงๆ” คนผู้หนึ่งของตระกูลกู่พึมพำ เบาๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเต็มใจ
กู่ฮ่าวเฟิงสีหน้าจนใจ พูดเบาๆ “เลิกพูดได้ แล้ว”
ต่งป่ายเจี๋ยยิ้มกว้าง มองไปยังคนของตระกูล ต่งที่พูดเมื่อครู่นี้ “กู่หลาง จะอย่างไรเกาะแห่งนี้
ก็ต้องได้รับการสำรวจ ในเมื่อเนี่ยเทียนยอมมา สำรวจให้ก่อนก็เท่ากับว่าทุกคนต่างติดค้างเขา หากเขาไม่มาที่นี่ ใครจะรู้สถานการณ์ของที่แห่ง นี้?”
“เขาก็ได้ค่าตอบแทนไปแล้วไม่ใช่หรือไง?” กู่ หลางพูดเสียงหงุงหงิง
“เนี่ยเทียนเอาค่าตอบแทนไปแล้วก็จริง แต่ เขาได้รีดไถไปจากตระกูลกู่ของพวกเจ้า หรือไม่?” ต่งป่ายเจี๋ยพูดครึ่งยิ้มครึ่งบึ้ง
“นี่…” กู่หลางพูดไม่ออก
“นั่นก็ไม่ถูกแล้วหรือ?” ต่งป่ายเจี๋ยสีหน้ายี ยวน “ทุกคนที่อยู่ที่นี่ล้วนไม่มีใครได้จ่าย ค่าตอบแทน แล้วพวกเราจะแค่รอเฉยอยู่ที่เกาะ
โดยปล่อยให้เนี่ยเทียนตายไปต่อหน้าต่อตาได้ อย่างไร?”
กู่หลางรู้ว่าตนผิดจึงหุบปากฉับ ไม่เอ่ยอะไร อีก
นิสัยของต่งลี่ไม่ได้ดีอย่างพี่ชายของนางจึง แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้งแล้วกล่าวอย่างหงุดหงิด “หากตระกูลกู่ของพวกเจ้าไม่ยินดีไปก็กลับไปได้ เลย พวกเรามีพวกเจ้าก็เหมือนไม่มี ขาดพวก เจ้าก็เหมือนไม่ขาด!”
ใจนางพะวงอยู่แต่กับเนี่ยเทียน ยิ่งได้รู้ว่าเนี่ย เทียนถูกพวกชนต่างเผ่าล้อมโจมตีก็คิดแต่ อยากจะไปช่วยโดยเร็วที่สุด
กู่หลางพูดจาไม่รู้กาลเทศะเช่นนี้จึงกระตุ้นให้ นางเดือดดาลในพริบตาเลยไม่คิดจะไว้หน้าใคร
“พอแล้วๆ” เฉาชิวสุ่ยรีบไกล่เกลี่ย “ทุกคน ต่างก็มาจากอาณาจักรป่ายจั้น ควรจะสามัคคีกัน เข้าไว้ อย่าขัดคอกันเพียงเพราะเรื่องของเนี่ย เทียน ตามความเห็นข้า แม้ว่าเนี่ยเทียนจะถูก ล้อมโจมตี แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ ไอ้หมอนั่น …จะมองเขาเหมือนคนปกติไม่ได้”
เฉียนซินจากหอโอสถก็กล่าวว่า “เนี่ยเทียน สังหารชนต่างเผ่าติดต่อกันได้สิบกว่าคน แค่นี้ก็ มากพอจะพิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือของเขา ทุกคน ควรคาดหวังให้เขารอดชีวิต เมื่อเขารอด นั่น ต่างหากถึงจะเป็นฝันร้ายของพวกต่างเผ่า หาก
เกิดเรื่องขึ้นกับเขา ต่อให้พวกเราเฝ้ารออยู่บน เกาะแห่งนั้นก็ใช่ว่าจะเฝ้าพิทักษ์ได้จนถึงที่สุด”
“เพื่อคนรักของลี่ลี่ ข้าก็ได้แต่ยอมช่วยเหลือ” ฉินแยนหัวเราะเบาๆ
ต่งลี่ถลึงตาใส่นาง ก่อนจะพุ่งไปยังเป้าหมาย เป็นคนแรกโดยไม่พูดมากอีก
หอหันปิง สำนักหยิน และสำนักหยางต่างก็ ตามติดไปทันทีโดยไม่มีลังเล
หลังจากนั้นจึงเป็นตระกูลต่ง หอโอสถ ตระกูลเฉาและองค์กรการค้าสุ่ยเยว่
มีเพียงคนตระกูลกู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่ยังรอ อยู่ที่เดิม มองกู่ฮ่าวเฟิงเงียบๆ
“นายน้อย?” กู่หลางส่งสายตาสอบถาม
กู่ฮ่าวเฟิงมองคนในตระกูลกู่แล้วถอนหายใจ หนึ่งครั้ง “อันที่จริงพวกเราไม่มีทางเลือก หาก ไม่อยู่กับพวกวิมานสวรรค์ ตำหนักเทพเพลิง ก็ ต้องอยู่กับตระกูลต่ง หอหันปิง อยู่ต่อที่เกาะนั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกวิมานสวรรค์ ตำหนัก เทพเพลิงก็ใช่ว่าจะเป็นทางเลือกที่ดีนัก”
“ความหมายของนายน้อยคือให้ตามไป?” กู่ หลางถามอีกครั้ง
“ข้าเกลียดเนี่ยเทียนมากก็จริง แต่ สถานการณ์ในตอนนี้ข้าเองก็หวังให้เขามีชีวิต รอด” กู่ฮ่าวเฟิงถือว่าสุขุมไม่น้อย “เขาสังหารชน ต่างเผ่าไปได้ตั้งมากมาย ขอแค่เขายังมีชีวิตอยู่
เขาก็คือเป้าหมายหลักของพวกชนต่างเผ่า การ ดำรงอยู่ของเขาช่วยลดแรงกดดันให้พวกเรา ได้มาก”
พวกคนของตระกูลกู่เองก็ไม่ใช่คนโง่ พอคิด ตามก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
จากนั้นพวกเขาที่รั้งท้ายสุดจึงเลือกติดตาม ทุกคนไป
……
“ในรัศมีสิบลี้! จิงชี่พืชหญ้าทั้งหมดล้วนถูกดูด มาเกลี้ยงแล้ว!”
“ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณยังคงโคจรอยู่ ยัง สามารถดึงพลังงานพืชหญ้าที่ห่างไกลยิ่งกว่านั้น มาต้านทานการโจมตีของพวกเรา!”
“นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? ต่อให้ในตระกูลเผ่า ไม้เอง พวกคนในตระกูลที่มีสายเลือดระดับสี่ใช้ พรสวรรค์ควบคุมค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ อย่าง มากสุดก็ยังได้แค่รวบรวมพลังพืชหญ้าในรัศมี สิบลี้เท่านั้น หากเกินสิบลี้ไปแล้วคนในเผ่าไม้ที่มี สายเลือดระดับสี่ก็น่าจะไม่สามารถใช้มันได้ถึง จะถูก!”
“เจ้าเผ่ามนุษย์นามว่าเนี่ยเทียนผู้นี้ทำได้ อย่างไร?”
“เผ่าไม้ และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ น่าจะมีความเชื่อมโยงใดๆ ต่อกันสิ! ต่อให้เป็น บุตรแห่งดวงดาวก็ไม่มีทางที่จะร่ายใช้ค่ายกล
กำเนิดไม้โบราณได้เหนือกว่าคนของเผ่าไม้เอง เช่นนี้ แต่เหตุใดเขาถึงทำได้?”
“…”
ผู้แข็งแกร่งต่างเผ่ามากมายต่างก็ใช้เวทลับ สายเลือด และอาวุธวิเศษต่างๆ กระแทกโจมตี ลงไปบนม่านแสงสีเขียวเข้มอย่างไม่หยุดพัก
ไซหลงเองก็กระตุ้นสายเลือด เพิ่มพลัง อำนาจให้กับดวงตาแห้งเหี่ยวอย่างต่อเนื่อง พยายามลดทอนพลังงานพืชหญ้าที่เกิดขึ้นใน ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณอยู่ตลอดเวลา
อันที่จริงเวลานี้พวกเขาต่างก็เผาผลาญพลัง กันไปมากแล้ว
เดิมทีนึกว่าเมื่อพืชหญ้าในรัศมีสิบลี้แห้งเหี่ยว ไปหมด ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณนั้นก็จะหยุด การทำงาน ไม่สามารถโคจรได้อีก
แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าจิงชี่พืชหญ้าที่อยู่นอก รัศมีสิบลี้กลับยังเริ่มถูกค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ ดึงเอามาชดเชยพลังงานที่สูญหายไป
ผู้แข็งแกร่งต่างเผ่าล้วนมองไปยังม่านแสงที่ ยังไม่ถูกทำลายนั้นด้วยความห่อเหี่ยว
พวกเขาต่างก็สังเกตเห็นว่าเนี่ยเทียนหลับตา แน่น ทำเพียงแค่หยิบเอาหินดวงดาวก้อนแล้ว ก้อนเล่ามาดูดซับพลังดวงดาวอย่างต่อเนื่อง เท่านั้น
พลังงาน และสายเลือดของพวกเขาที่ นำมาใช้โจมตีอย่างยาวนานล้วนถูกเผาผลาญไป อย่างต่อเนื่อง
ทว่าเนี่ยเทียนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ค่ายกลกำเนิด ไม้โบราณกลับฟื้นคืนพลังไม่หยุด
นี่ทำให้พวกเขารู้สึกเคียดแค้น เดือดดาล อย่างถึงที่สุด ทว่ากลับไร้หนทางใดให้รับมือ
“อย่าหยุด จงโจมตีต่อไป!” อามู่ซือเห็นว่าทุก คนมีท่าทางหดหู่ก็ร้องคำรามอย่างฉุนเฉียว “บน โลกใบนี้ไม่มีปราการและเขตอาคมใดที่ทำลาย ไม่ได้ ขอแค่มีพลังมากพอก็ล้วนถูกทำลายได้ ทั้งสิ้น! เนี่ยเทียนสามารถดึงเอาพลังงานพืช
หญ้านอกรัศมีสิบลี้มาได้ แต่เขาจะดึงเอาพลัง จากนอกรัศมีร้อยลี้มาได้ด้วยงั้นรึ?”
“ขอแค่ทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันโจมตีอย่างไม่ ย่อท้อ ค่ายกลโบราณนั่นต้องพังทลายได้ แน่นอน!”
กล่าวจบเขาก็ยื่นมือมาขอหัวใจสัตว์วิเศษ ระดับสี่ อีกดวงหนึ่งจากอาปู้หลู่แล้วกลืนลงไป ก่อนจะตวาดอีกครั้ง “อย่าโง่เง่านัก! ตอนที่โจมตี ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ พวกเราก็ฟื้นตัวไปได้ ช้าๆ เหมือนกัน! อย่างมากพวกเราก็แบ่งกัน ทำงาน คนส่วนหนึ่งลงมือโจมตี อีกส่วนหนึ่ง หยุดพักแล้วฟื้นพลัง!”
“ถูกต้อง! ถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบร้อน ฟื้นพลังแล้วโจมตีไปด้วย แค่นี้พวกเราก็รักษา พลังในการต่อสู้ไว้ได้แล้ว!” ไซหลงเองก็ปลุก ระดมกำลังใจของทุกคน
อันดับต่อมาพวกผู้แข็งแกร่งชนต่างเผ่าจึงทำ ตามคำบอกของอามู่ซือ นั่นคือปล่อยให้เผ่าเกล็ด ดำ และเผ่าทมิฬลงมือกันไปก่อน ส่วนเผ่าอื่นๆ ก็ใช้หัวใจสัตว์ รวมไปถึงยาวิเศษและเลือดมาใช้ ฟื้นคืนพลัง
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
เมื่อต้นไม้ในรัศมียี่สิบลี้แห้งเหี่ยวไปหมดแล้ว พลังงานพืชหญ้าที่ยิ่งห่างออกไปก็เหมือนจะอยู่ นอกรัศมีการดูดดึงของค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ
“ค่ายกลใกล้จะพังทลายแล้ว!” อามู่ซือกล่าวอ ย่างฮึกเหิม
“บุตรแห่งดวงดาวผู้นี้ถูกกำหนดมาว่าต้อง ตายอยู่ที่นี่ พวกเราร่วมแรงกันอีกนิด!” ไซหลง ร้องคำรามด้วยความตื่นเต้น
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี
เล่มที่ 19 บทที่ 567 หนึ่งต่อหมู่
ในค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ เนี่ยเทียนลืมตา ขึ้นในที่สุด
เขาลองตรวจสอบดูแลเล็กน้อยก็รู้ว่าในช่วง การดูดซับพลังช่วงสั้นๆ ที่ผ่านมา พลังดวงดาว ที่เขาเผาผลาญไปได้ฟื้นคืนมาแล้วประมาณห้า ส่วน
ทว่าพลังเปลวเพลิง และพลังพืชหญ้ากลับ ไม่ได้มีสะสมเหลืออยู่มากนัก
กลับเป็นเรือนกายที่ก่อนหน้านี้ถูกควันพิษ และดวงตาแห้งเหี่ยวของเวทลับสายเลือดไซ หลงทำร้ายเสียอีกที่หายดีเป็นปลิดทิ้ง
นี่ก็เป็นเพราะว่าตอนที่เขาสังหารคนของเผ่า เกล็ดดำ และเผ่าหินเทาได้ใช้การสูบดึงพลังชีวิต ดูดเอาจิงชี่เลือดเนื้อมาเป็นจำนวนมาก จิงชี่ เลือดเนื้อพวกนั้นตกตะกอนอยู่ในกระดูก และ อวัยวะภายในของเขา จึงไม่เพียงแต่ทำให้ อาการบาดเจ็บของเขาหายดีอย่างรวดเร็ว ยังมี หลงเหลือให้เขาเอามาใช้อีกไม่น้อยด้วย
พลังในการต่อสู้ของเขาจึงกลับคืนมาอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ ยากที่จะ ดูดซับจิงชี่พืชหญ้าที่ห่างไปไกลมาใช้พยุง พลังงานของค่ายกลได้อีก เขาก็พลันลุกขึ้นยืน
“สายเลือด! เขตวิญญาณมืดครึ้ม!”
ตอนที่เห็นว่าเขาลุกขึ้น อามู่ซือก็พลันหน้า เปลี่ยนสี ไม่มีเวลาให้คิดมาก เขาจำเป็นต้อง สร้างเขตอาคมทางจิตวิญญาณขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อปกคลุมพื้นที่ทั้งหมดเอาไว้
อามู่ซือทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่า คาถาดาวเปล่ง ประกายของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวช่วย ให้เนี่ยเทียนหายตัวไปได้ในระยะทางสั้นๆ
หากปล่อยให้เนี่ยเทียนใช้ดาวเปล่งประกาย หลบหนีไปจากที่นี่ เขาก็จะสร้างค่ายกลกำเนิด
ไม้โบราณขึ้นมาอีกครั้งในจุดที่มีพืชหญ้า หนาแน่น
ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณอาศัยจิงชี่พืชหญ้า ของต้นไม้ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ไม่ จำเป็นต้องให้ผู้ร่ายเวทเสียพลังงานเท่าใดนัก
หากเนี่ยเทียนหนีไปได้แล้วใช้ค่ายกลกำเนิด ไม้โบราณอีกครั้ง อีกฝ่ายก็จะสามารถดูดซับ พลังวิญญาณพืชหญ้า ในรัศมียี่สิบลี้มาประคอง การโคจรของค่ายกลต่อไป
ถ้าเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็จะเป็นต้องเปลือง แรงอีกหลายชั่วยามกว่าจะทำลายค่ายกลได้ใหม่
การก่อตัวของเขตวิญญาณมืดครึ้ม สามารถ สกัดกั้นการเคลื่อนย้ายของดาวเปล่งประกาย
ทำให้เนี่ยเทียนมิอาจแยกร่าง และวิญญาณออก จากกันจึงถูกบีบให้ต้องอยู่ที่นี่ต่อไป
“ตูม!”
การโจมตีลูกใหม่ของเหล่าผู้แข็งแกร่งต่างเผ่า มาเยือนอีกครั้ง เสียงฟ้าร้องฟ้าแลบแปลบปลาบ อยู่กลางอากาศ ตัดสลับไปด้วยแสงสีเลือดเปล่ง ประกาย
เนื่องจากไม่สามารถดึงเอาจิงชี่พืชหญ้ามา ชดเชย ม่านแสงสีเขียวเข้มชั้นนั้นจึงถูกทำลาย ลงในที่สุด
วินาทีที่ค่ายกลแตกกระจาย มือทั้งสองข้าง ของเนี่ยเทียนก็ชักดึงอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่กิ่งไม้
ผลึกใสทั้งหลายจะลอยมายังแหวนเก็บของของ เขาราวลูกนกที่บินกลับรัง
ขณะเดียวกันเนี่ยเทียนก็พลันตวาดกร้าว “ออกมา!”
เกราะมังกรเพลิงที่จำศีลอยู่นาน บินทะยาน ออกมาจากในแหวนเก็บของ กลายเป็นกลุ่ม เปลวเพลิงที่สวมครอบลงมาทางศีรษะของเนี่ย เทียน
พริบตาเดียวเกราะมังกรเพลิงก็มาอยู่บนร่าง ของเนี่ยเทียน
เกราะมังกรเพลิงที่เดิมทีหนักอึ้งราวขุนเขา ทำให้ทุกครั้งที่เนี่ยเทียนเคลื่อนไหวล้วนเป็นไป
ด้วยความยากลำบาก มาครั้งนี้น ้าหนักของมัน กลับเบาลงไปเยอะมาก
เนี่ยเทียนครุ่นคิดเล็กน้อยก็รู้ว่าเพราะเรือน กายนี้ของเขา ได้ผ่านการชุบหลอมจากเวทไม้ สวรรค์เกิดใหม่จึงเกิดเป็นกระดูกผลึกใส ทำให้ เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขายิ่งเปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่ง จนเริ่มจะแบกรับน ้าหนักของเกราะ มังกรเพลิงได้
นาทีถัดมา ปราณเลือดเข้มข้นจากในร่างของ เนี่ยเทียน ก็ไหลออกมาจากชั้นผิวหนังของเขา
ปราณเลือดเนื้อหลายกลุ่มบินเข้าหาเกราะ มังกรเพลิง ทำให้ความเชื่อมโยงระหว่างเขา และเกราะมังกรเพลิงเปลี่ยนมาเป็นกระชับแน่น
ท่ามกลางปราณเลือดเนื้อยังเจือปนไปด้วย พลังเปลวเพลิงในร่างของเขาอีกเล็กน้อย เกราะ มังกรเพลิงที่มีที่มาลึกลับนี้ดูเหมือนจะรับได้ เพียงจิงชี่เลือดเนื้อและพลังวิญญาณธาตุเพลิง เท่านั้น
ลายเส้นเปลวเพลิงประณีตงดงามมากมาย บนผิวของเสื้อเกราะ เป็นเหมือนดวงไฟสีแดงที่ ลุกโชน
พื้นที่ที่เนี่ยเทียนยืนอยู่มีเสียงลั่น “เปรี๊ยะๆ” ดังลอยมาคล้ายอากาศก็ถูกเผาไหม้ไปด้วย
ปราณร้อนระอุดั่งจะเผาฟ้าดินให้มอดไหม้ พลันทะลักทะลายออกมาจากในร่างของเนี่ย
เทียน เขาแสยะปากยิ้ม แล้วทะยานตัวขึ้นสู่ ท้องฟ้า
“ออกมาแล้ว! เขาพุ่งตัวออกมาแล้ว!”
“สังหารเขาทันที! บุตรแห่งดวงดาวผู้นี้จะ ปล่อยให้เขามีชีวิตรอดกลับไปไม่ได้!”
“ถูกต้อง! หากเขามีชีวิตรอด รอจนขอบเขต สูงขึ้นแล้วกลับไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ตระกูลของพวกเราก็ต้องถูกเขาทำลายจน พินาศย่อยยับแน่นอน!”
เหล่าชนต่างเผ่าพากันร้องคำราม นัยน์ตาที่ อบอวลไปด้วยปราณสังหารไร้ที่สิ้นสุดจ้องเนี่ย เทียนเขม็ง
เนี่ยเทียนกลายร่างเป็นเหมือนธารลำเพลิง เส้นหนึ่งที่บินทะยานสู่กลางอากาศอย่างรวดเร็ว ราวสายฟ้าแลบ แล้วมาหยุดอยู่เหนือดวงตาแห้ง เหี่ยวข้างนั้น
ดาราเพลิงกาฬฟันฉับลงไปอย่างไม่รั้งรอ
เนี่ยเทียนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าในแกน เลือดกลางหน้าอกของเสื้อเกราะ มีเปลวเพลิง หลายเส้นไหลบ่าออกมา
เปลวเพลิงเหล่านั้นไหลเข้าหาดาราเพลิงกาฬ อย่างบ้าคลั่ง ทำให้ค่ายกลเปลวเพลิงที่สลักไว้ ด้านในดาราเพลิงกาฬเกือบจะทนรับไม่ไหว
แสงมีดสีแดงฉานรวมรวบพลังงานร้อนลวก จากในแกนเลือดของเกราะมังกรเพลิงบวกกับ
พลังเปลวเพลิง และจิงชี่เลือดเนื้อของตัวเขาก่อ ตัวจำแลงออกมาเป็นมังกรเพลิงตัวหนึ่งที่ก้ม หน้าลงมองพื้นดิน
มังกรเพลิงที่แปลงออกมาจากแสงมีดกำลัง ร้องคำราม พกพาเอาไฟโลกันตร์ดับโลกให้กลบ ทับไปยังดวงตาแห้งเหี่ยวที่ไซหลงใช้สายเลือด สร้างขึ้น
“อ๊าก!”
ไซหลงผู้แข็งแกร่งร้องโหยหวนด้วยความ เจ็บปวด อยู่ท่ามกลางกลุ่มคนของเผ่าทมิฬ เสียงร้องของเขาดังราวกับเสียงผีร้ายคร ่าครวญ
ดวงตาทั้งคู่ของไซหลงพลันเหลือกโปน มุม หัวตามีเลือดไหลนองลงมาเป็นสาย ร่างกายที่
แฝงเร้นไว้ด้วยพิษร้ายแรงบังเกิดรอยปริแตก เล็กละเอียดแผ่ไปทั่วร่าง
ลิ่มเลือดทะลักออกมาจากบาดแผล เหวอะหวะบนกายของเขา ร่างที่ยืนตระหง่าน ของเขาโอนเอนเหมือนคนเวียนหัว ก่อนจะล้ม ตึงลงไปกองกับพื้น
“ใต้เท้าไซหลง!”
“ใต้เท้าไซหลงถูกพลังของสายเลือดโจมตี กลับ!”
“ทำไมอยู่ๆ ไอ้หมอนั่นถึงเปลี่ยนมาเป็น แข็งแกร่งขนาดนี้?”
คนของเผ่าทมิฬตกตะลึงหน้าถอดสี รีบตรง เข้ามาลากตัวไซหลงให้ออกไปอยู่นอกวง ไม่ให้
เขาปรากฏตัวอยู่ในเส้นสายตาของเนี่ยเทียนอีก ต่อไป
“เปรี๊ยะๆๆ!”
มังกรเพลิงที่แปลงมาจากแสงมีดกลายร่างมา เป็นทะเลเพลิงร้อนแรง ที่กลบทับดวงตาแห้ง เหี่ยว ดวงตาข้างนั้นถูกแสงมีดกรีดเฉือนเป็นชิ้น เล็กชิ้นน้อย น ้ากรดนับพันนับหมื่นหยดที่ก่อตัว ขึ้นเป็นดวงตาแห้งเหี่ยวก็ถูกเผาไหม้ไปจนสิ้น
พลังจิตวิญญาณและสายเลือดที่มาจากไซ หลง ซึ่งอยู่ในน ้ากรดนับพันนับหมื่นหยดก็ถูก เผาไหม้จนเกลี้ยงไปด้วย
นี่ต่างหากถึงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ไซหลง บาดเจ็บสาหัส!
หลังโจมตีไปแล้วหนึ่งครั้ง เนี่ยเทียนที่ทะยาน ตัวขึ้นฟ้าก็ถูกแรงโน้มถ่วงรั้งร่างให้ตกลงมา
เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกไหม้อยู่บนเกราะ มังกรเพลิงที่เขาสวมใส่ ทำให้เขาในเวลานี้ เหมือนคนไฟที่มีเปลวเพลิงลุกโชติช่วงท่วมร่าง มองดูลึกลับจนมิอาจเข้าใกล้
“อาวุธล ้าค่าเชื่อมโยงวิญญาณ!”
“เสื้อเกราะตัวนั้นอย่างน้อยก็ต้องเป็นอาวุธ ระดับเชื่อมโยงวิญญาณของเผ่ามนุษย์ มีพลังน่า กลัวที่สามารถทลายภูเขาพังมหาสมุทร!”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต้องเป็นผู้มอบ ให้เขาแน่นอน มีเพียงพระราชวังโบราณสะเก็ด
ดาวเท่านั้น ถึงจะมอบของล ้าค่าเชื่อมโยง วิญญาณให้กับผู้สืบทอดที่ยังไม่เติบโตได้!”
ผู้แข็งแกร่งต่างเผ่าพากันวิพากษ์วิจารณ์ดัง เอ็ดอึง ดวงตาพวกเขาฉายความตื่นกลัวอย่าง เห็นได้ชัด
เท่าที่พวกเขารู้มา พระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว คือสำนักของเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่ง และ เก่าแก่มากที่สุด พวกเขายึดครองจุดลึกในทาง ช้างเผือก ร่วมมือกับอีกไม่กี่สำนักสยบเผ่าพันธุ์ นับหมื่น
สำนักที่ทรงพลังขนาดนี้จะมอบของล ้าค่า เชื่อมโยงวิญญาณ ให้กับบุตรแห่งดวงดาวก็ถือ เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลดีแล้ว
ขณะที่พวกเขากำลังหวาดกลัว เนี่ยเทียนก็ ใช้จิตสื่อสารกับวิญญาณวัตถุในเกราะมังกร เพลิง จึงพอจะรับรู้อย่างพร่าเลือนว่าพอได้รับ การบำรุงจากเส้นผลึกเพลิงพิภพ และแก่นเพลิง พิภพมากมาย เกราะมังกรเพลิงก็ไม่เพียงแต่ได้ ชดเชยพลังที่เสียหายไปก่อนหน้านี้ และเหมือน จะยังเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้งจนมีพลังที่ แข็งแกร่งมากขึ้น
ขณะที่เขาใช้พลังเปลวเพลิงน่าหวาดกลัวของ เกราะมังกรเพลิง ดวงตาแห้งเหี่ยวของไซหลง ก็ ถูกทำลายไปอย่างง่ายดายเพียงแค่การตวัดฟัน ครั้งเดียว
เขาใช้เลือดเนื้อรับสัมผัสก็พอจะรู้ได้ว่าใน แกนเลือด ของเกราะมังกรเพลิงมีพลังงานความ ร้อนไร้ที่สิ้นสุดไหลบ่าออกมา
เกราะมังกรเพลิงไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มกันเขา เขายังดึงเอาพลังงานร้อนระอุที่เป็นของเกราะ มังกรเพลิงมาใช้ได้ด้วย นี่จึงทำให้เขาเหมือนคน ที่ได้รับประทานพลังเปลวเพลิงจากมังกรไฟดึก ดำบรรพ์
เมื่อตระหนักได้ถึงประโยชน์มหัศจรรย์ของ เกราะมังกรเพลิง เนี่ยเทียนจึงหัวเราะฮ่าๆ เสียง ดัง จากนั้นจึงร่ายใช้ดาวเปล่งประกายเคลื่อนที่ ไปปรากฏอยู่ท่ามกลางกลุ่มชนต่างเผ่าที่กระจาย ตัวกันทันที
ทุกครั้งที่เขาโผล่ออกมาจะต้องสังหารชนต่าง เผ่าไปหนึ่งถึงสองคน และโล่เปลวเพลิงของ เกราะมังกรเพลิง ก็ช่วยให้เขาต้านทานการ โจมตีจากศัตรูได้อย่างง่ายดาย
เมื่อเขาโบกสะบัดดาราเพลิงกาฬ ใช้พลัง ร้อนแรงจากในแกนเลือดของเกราะมังกรเพลิง มาโจมตี พวกชนต่างเผ่าก็มิอาจรับมือได้ไหว
ทุกครั้งที่ใช้ดาวเปล่งประกาย ดาราเพลิง กาฬในมือของเขาก็จะฟันลงไปบนร่างของชน ต่างเผ่าด้วย
โล่เปลวเพลิงที่เกิดจากเกราะมังกรเพลิงนั้น ยังห่างชั้นกับค่ายกลกำเนิดไม้โบราณไกลนัก มันไม่สามารถทนรับการรวมพลังโจมตีจากชน
ต่างเผ่าหลายสิบคนได้ ทว่าอย่างไรซะค่ายกล กำเนิดไม้โบราณก็ได้แต่อยู่นิ่งเฉย มิอาจขยับ เขยื้อน
แต่โล่จากเกราะมังกรเพลิงนั้นแตกต่าง ออกไป มันเคลื่อนที่ไปพร้อมการกับที่เขาใช้ดาว เปล่งประกาย ทำให้พวกชนต่างเผ่าไม่สามารถ รวมพลังโจมตีโล่เปลวเพลิงได้
เขาโผล่ไปทางโน้นทีทางนี้ทีอยู่ในกลุ่มของ ชนต่างเผ่า ทั้งยังคอยดึงเอาพลังงานในแกน เลือดออกมาสังหารศัตรูอย่างเหี้ยมโหดต่อเนื่อง
ชนต่างเผ่าคนแล้วคนเล่าถูกดาราเพลิงกาฬ ฟาดฟัน ทั้งยังถูกไฟน่าหวาดกลัวของมังกร เพลิงดึกดำบรรพ์กลบทับ
อีกทั้งโล่เปลวไฟที่เกิดจากการรวมพลังงาน ในแกนเลือดก็ยังช่วยให้เขามองข้ามการโจมตี จากคนส่วนใหญ่ ทำให้เขาไร้เทียมทาน
“เนี่ยเทียนอยู่ทางนั้น!”
ขณะที่เขาเปิดฉากสังหารดั่งผู้กล้าไร้พ่ายอยู่ นั้น ห่างไปไกลก็มีเสียงตะโกนของต่งลี่ดังลอย มา
“ในที่สุดก็มาเสียที” เนี่ยเทียนยิ้มปากกว้าง ยิ่งเยือกเย็นมากกว่าเดิม
เขามองศพของชนต่างเผ่าที่เกลื่อนพื้นก็พลัน ตระหนักได้ว่าการมาถึงของพวกต่งลี่จะทำให้ การต่อสู้ระหว่างเขาและพวกชนต่างเผ่ายุติ ล่วงหน้า
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 19 บทที่ 568 ผลแห่งการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่! บนพื้นดินที่พืชหญ้าแห้งเหี่ยว เหล่าผู้กล้าเผ่ามนุษย์ที่เร่งรุด เดินทางมาจากอีกเกาะห้อตะบึงมาถึงอย่างรวดเร็ว
มีเพียงต่งลี่เท่านั้นที่เรียกใช้วิญญาณสัตว์หงส์ดำ จึงลอยตัวสูง อยู่กลางอากาศ มองไปยังทิศไกลด้วยสีหน้าร้อนใจ
หลังจากได้รับพลังที่หลงเหลืออยู่ในศพหงส์ดำระดับแปด วิญญาณสัตว์หงส์ดำของนางก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าวิญญาณสัตว์หงส์ดำ เหมือนจะเป็น เพียงภาพมายา ทว่าตอนนี้วิญญาณสัตว์หงส์ดำตัวนี้ กลับไม่ เพียงแต่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าเดิม แม้แต่เส้นขนเล็กละเอียดทุกเส้น บนปีก ก็ยังเปลี่ยนมาเป็นชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาของวิญญาณสัตว์หงส์ดำเองก็ปล่อยประกายแสงเย็น เยียบน่าขนลุกราวกับจะสยบวิญญาณผู้มอง
ต่งลี่ในเวลานี้สวมชุดกระโปรงสีดำสนิท ขับให้ผิวพรรณขาว เนียนราวหิมะของนางยิ่งโดดเด่น ความงามเย้ายวนเช่นนั้นทำให้ คนมองตาพร่าด้วยความเคลิบเคลิ้ม
พลังอำนาจน่าตะลึงระลอกหนึ่ง ถูกต่งลี่ปล่อยออกมาจาก ร่างกายที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ จุดลึกในดวงตาราวหินนิลของ นาง เหมือนจะสามารถดึงดูดจิตวิญญาณของชายทุกคนให้จมจ่อม เข้าไปภายใน
นางมองไปยังพื้นดินห่างไกลที่มีแสงสีเลือดระเบิดอย่าง ต่อเนื่อง ด้วยใจที่ร้อนรนราวไฟเผา ปากก็เอ่ยเร่งรัดไม่หยุด
ลูกศิษย์ของแต่ละฝ่ายที่ตามมาด้านหลังไม่สามารถใช้อาวุธ ประเภทบิน แล้วก็ไม่มีวิญญาณสัตว์หงส์ดำแบบนางให้ใช้ ไม่ว่าจะ พยายามกันแค่ไหนก็ยังตามความเร็วของนางไม่ทัน
“อู้!” ต่งลี่ชี้นิ้วบอกทิศทางอีกครั้ง และในที่สุดก็สละสหายทุกคนทิ้ง เดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ไม่นานนักนางก็มาถึงท้องฟ้าเหนือพื้นที่การต่อสู้ระหว่างเนี่ย เทียน และชนต่างเผ่า เมื่อก้มหน้าลงมองเบื้องล่างก็เห็นซากศพ ของชนต่างเผ่าที่นอนเกลื่อนพื้น
รอบกายของเนี่ยเทียนมีเปลวเพลิงโชติช่วงคล้ายทวยเทพที่ เกิดมาท่ามกลางกองไฟ มือของเขาที่ถือดาราเพลิงกาฬเพิ่งฟาด ฟันภูตผีปีศาจไปตนหนึ่งด้วยท่าทางเหี้ยมหาญราวพยัคฆ์ร้าย
“เจ้ามาแล้ว” เนี่ยเทียนเงยหน้ามองต่งลี่แล้วส่งยิ้มกว้างขวาง ท่วงท่าหยิ่งทระนงเผด็จการ
ดวงตาของต่งลี่เป็นประกายระยับ มุมปากยกยิ้ม “เจ้าไม่เป็น อะไรก็ดีแล้ว”
นางไม่รู้สึกแปลกใจเท่าใดนักที่เห็นศพเกลื่อนพื้น ในสายตาของนาง ผู้ชายที่ทำให้นางสนใจได้ก็ควรจะเป็นเช่นนี้ นาทีถัดมาปลายนิ้วของต่งลี่ที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศก็ ปลดปล่อยพลังวิญญาณสีดำออกมา
ชนเผ่าปักษาคนหนึ่งร้องโหยหวน ร่วงลงมาจากกลางอากาศ ทันที
ปีกของเผ่าปักษาถูกพลังมืดดำแทงทะลุ จึงตายไปก่อนที่จะ ร่วงลงพื้นเสียอีก
วิญญาณสัตว์หงส์ดำที่สยายปีกลอยตัวอยู่ด้านหลังต่งลี่ กรีด ร้องเสียงแหลมช่วยขับให้อำนาจของต่งลี่เพิ่มพูน ก่อนที่มันจะใช้ ความเร็วน่าหวาดกลัวบินทะลวงไปกลางอากาศ
พลังวิญญาณมืดดำหลายร้อยเส้นประหนึ่งทวนยาว ที่เทพแห่ง ความมืดขว้างปาออกมา ปลิดชีพเผ่าปักษามากมายที่บินอยู่บนฟ้า
เผ่าปักษาคนแล้วคนเล่าต่างก็ร้องโหยหวน ร่างที่บินอยู่กลาง อากาศส่ายโงนเงนก่อนจะร่วงดิ่งลงมาบนพื้น
“เผ่ามนุษย์!” “เผ่ามนุษย์ผู้นี้แข็งแกร่งมาก!” “เขตต้นสวรรค์ขั้นสูงสุด! ขาดอีกแค่ก้าวเดียวก็เหมือนจะ เลื่อนสู่เขตสามัญได้แล้ว!”
“วิญญาณสัตว์หงส์ดำที่นางชุบหลอมมีปราณสายเลือดหงส์ดำ ดึกดำบรรพ์อยู่ด้วย! เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร?”
“แย่แล้ว! นางมันดาวหายนะของเผ่าปักษาเราชัดๆ!” ผู้แข็งแกร่งชนต่างเผ่ามากมายที่พอมองเห็นว่าเมื่อมาถึงต่งลี่ก็ เปิดฉากสังหารเผ่าปักษาทันทีทันใด พวกเขาต่างก็พากันแตกตื่น
เนี่ยเทียนเองก็มีสีหน้าตะลึงไม่น้อย
ชนเผ่าปักษาเหล่านั้นเป็นกลุ่มกำลังที่ทำให้เขาปวดหัวมาก ที่สุด เพราะเผ่าปักษาบินได้ วิธีการโจมตีของเขาจึงไม่อาจนำมาใช้ กับอีกฝ่าย
นี่ทำให้จำนวนของเผ่าปักษาที่เขาสังหารไปถือว่ามีน้อยที่สุด ทว่าต่งลี่ที่สามารถโบยบินอยู่กลางอากาศได้เช่นกันกลับ ทยอยสังหารเผ่าปักษาไปทีละคน
ไม่เพียงเท่านี้ เนี่ยเทียนยังสังเกตเห็นว่าตอนที่ต่งลี่บินมา เขต วิญญาณมืดครึ้มที่อามู่ซือสร้างขึ้นจากพลังสายเลือด และเวทลับ จิตวิญญาณกลับไม่สามารถขวางกั้นต่งลี่เอาไว้ได้
ดูเหมือนว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่งลี่ก็ลอดผ่านเขตวิญญาณมืด ครึ้ม เข้ามาในเขตการต่อสู้ได้ทันที
ตอนนี้นางมีขอบเขตแค่ต้นสวรรค์ช่วงท้าย ยังไม่ก้าวสู่เขต สามัญ พลังลึกลับของเขตวิญญาณมืดครึ้ม สามารถทำให้เรือน กาย และจิตวิญญาณแยกจากกันได้
แต่นางไม่ได้รับผลกระทบอะไรสักอย่าง ทั้งร่างกาย และจิต วิญญาณต่างก็เข้ามาข้างในได้ในพริบตา
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังตะลึงอยู่นั้น ต่งลี่ก็หัวเราะเสียงเย็นหนึ่ง ครั้ง แล้วพลันขยับเข้าไปริมขอบเขตอาคมวิญญาณมืดครึ้ม
“จงทำลายมันซะ!” วิญญาณสัตว์หงส์ดำที่แข็งแกร่งกว่าเก่าสยายปีกออกกว้าง แล้วใช้ปีกนั้นฟาดฟันลงไปบนเขตอาคมราวกับเป็นมีดแหลมคม
เขตอาคมวิญญาณมืดครึ้มที่อามู่ซือสร้างขึ้นอย่างยากลำบาก ถูกปีกของวิญญาณสัตว์หงส์ดำกรีดเฉือนจนปริแตกออกเป็น เสี่ยงๆ
“สังหารนางซะ! สังหารผู้หญิงคนนี้ให้ข้า!” อามู่ซือร้องคำราม เดือดดาล
เลือดกลุ่มหนึ่งไหลออกมาจากดวงตาของเขา ตอนที่เขตอาคม วิญญาณมืดครึ้มแตกสลาย เขาก็ถูกพลังของเวทลับทางสายเลือด โจมตีกลับเช่นเดียวกับไซหลง
“ทางนั้น!” “อยู่ทางนั้น!”
และเวลานี้เอง คนของหอหันปิง สำนักหยิน สำนักหยาง และ อาณาจักรป่ายจั้นต่างก็ร้องเสียงดังโหวกเหวกแล้วตามมาถึงใน ที่สุด
“นี่ นี่คือ?” เสวียนเข่อหยุดชะงักไปครู่ มองแค่ปราดเดียวเขาก็อึ้งค้าง ฉินแยนเหม่อมองศพของชนต่างเผ่ายี่สิบกว่าศพด้วยใจที่ สะท้านไหว ตะโกนขึ้นมาเสียงดัง “เนี่ยเทียน เจ้าเป็นคนฆ่าพวก เขาหรือ?”
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ อันที่จริงไม่ต้องถาม พวกคนที่ตามมาถึงภายหลังก็พอจะเดา สถานการณ์ออกได้
ตอนที่พวกเขากำลังเดินทางมาที่นี่ก็เคยได้เห็นภาพที่เนี่ย เทียน ถูกโอบล้อมอย่างแน่นหนาผ่านผลึกน้ำแข็งของเสวียน เข่อมาก่อนแล้ว
ก่อนหน้าที่ต่งลี่ยังมาไม่ถึง ที่นี่ก็มีเพียงเนี่ยเทียนคนเดียวที่ เป็นเผ่ามนุษย์ หากไม่ใช่ฝีมือเขา ยังจะเป็นฝีมือใครได้อีก?
“คุณพระช่วย!” เฉาชิวสุ่ยเอามือทาบหน้าอก ใบหน้าเต็มไป ด้วยความไม่คาดคิดคล้ายไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น
สีหน้าของกู่ฮ่าวเฟิงแข็งกระด้าง แล้วก็อึ้งค้างอยู่กับที่ราว ก้อนหิน
พวกคนของสำนักหยิน และสำนักหยางมองศพมากมายของ ชนต่างเผ่า พอหันมามองเนี่ยเทียนอีกครั้ง นัยน์ตาของพวกเขาก็ เต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง และเลื่อมใสจากใจจริง
ตอนที่ยังมาไม่ถึง พวกเขาต่างก็รู้สึกว่าเนี่ยเทียนใช้กำลังของ คนคนเดียวต้านทานการล้อมโจมตีจากผู้แข็งแกร่งต่างเผ่ามากมาย ต่อให้ยังมีชีวิตรอดก็เกรงว่าสภาพคงอนาถยิ่งนัก
ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็คิดไม่ถึงว่าเมื่อเผชิญหน้ากับชนต่างเผ่า มากมายขนาดนี้ เนี่ยเทียนไม่เพียงแต่อยู่รอดปลอดภัยดี ยังสร้าง ผลการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ด้วย!
“แย่แล้ว!” ถ่าเกอจากเผ่าภูตผีปีศาจกดตัวอามู่ซือ ที่กำลังพลุ่งพล่าน เอาไว้พลางตวาดเสียงทุ้มหนัก “ฝ่าบาท! เกรงว่าพวกเราคงอยู่บน เกาะนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!”
“เจ้ากลัวงั้นรึ?” อามู่ซือสีหน้าเดือดดาล “บุตรแห่งดวงดาวแข็งแกร่งเกินไป หญิงสาวที่มาใหม่ก็น่ากลัว อย่างยิ่ง” ถ่าเกอถือว่ามีสติไม่น้อย เขาพูดเสียงต่ำ “นอกจากหญิง สาวคนนี้ บนเกาะยังมีหญิงอีกคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ด้วย ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นบุคคลที่น่ากลัวอย่างถึงที่สุดไม่ต่างกัน แม้แต่ข้าก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะนางได้”
“และพวกเผ่ามนุษย์ที่มาใหม่นี้ แม้มองดูแล้วจะไม่แข็งแกร่ง นัก ทว่าจำนวนของพวกเขาก็มีมาก”
“ส่วนพวกเรากลับเผาผลาญพลังไปไม่น้อยตอนโจมตีค่ายกล กำเนิดไม้โบราณ ทุกคนต่างก็ยังไม่ฟื้นคืนพลังสูงสุด แถมบุตรแห่ง ดวงดาวยังสังหารคนของพวกเราไปมากมาย”
“ดูจากตอนนี้ใช่ว่าพวกเราจะฆ่าบุตรแห่งดวงดาวได้ อีกทั้งดู เหมือนว่าเขาจะมีพลังเปลวเพลิงให้ใช้อย่างไร้ขีดจำกัดด้วย”
“หากทำอย่างนี้ต่อไป พวกเรา…ก็มีแต่จะเสียหายหนัก กว่าเดิม”
อาปู้หลู่เองก็เกลี้ยกล่อมเบาๆ “พี่ใหญ่ ท่านได้รับบาดเจ็บ สาหัส ไซหลงเองก็ถูกสายเลือดโจมตีกลับ เผ่ามนุษย์ที่มาใหม่ต่าง
ก็พลังพร้อมรบเต็มเปี่ยม บุตรแห่งดวงดาวหนึ่งคนบวกกับหญิง สาวที่น่ากลัวอีกสองคน ทั้งยังมีผู้กล้าเผ่ามนุษย์อีกมากมาย พวก เรารับมือไม่ไหวจริงๆ นะ”
อามู่ซือสีหน้าเปลี่ยนแปลงยากคาดเดา คล้ายกำลังพยายาม ข่มกลั้นความแค้นนี้เอาไว้ ไม่เต็มใจถอนทัพ
“พวกเราจำเป็นต้องถอนกำลังออกไปจากที่นี่ก่อน รอพลังใน การต่อสู้ฟื้นคืน บางทีอาจจะเจอผู้อาวุโสในเผ่าก็เป็นได้” ขณะที่ถ่าเกอกำลังสองจิตสองใจก็มองเห็นเสวียนเข่อแห่งหอ หันปิง ใช้เวทลับน้ำแข็งผนึกร่างของภูตผีปีศาจตนหนึ่งให้ กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง นั่นจึงทำให้เขาตัดสินใจได้ทันที “ฝ่าบาท อามู่ซือ! หากท่านไม่ยอมไป พวกเราก็ไม่สนแล้ว จะอย่างไรพวก เราก็จะถอยไปก่อน!”
กล่าวจบถ่าเกอก็ไม่สนใจความเกรี้ยวกราดของอามู่ซืออีก แต่ คำรามยาวหนึ่งครั้ง
เสียงคำรามนี้ดังขึ้น ภูตผีปีศาจที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างก็ถอนตัว และหนีกระจายกันออกไปรอบด้าน
เหยียนซานแห่งเผ่าหินเทาอึ้งไปครู่ก็ออกคำสั่งเช่นเดียวกัน
เผ่าเกล็ดดำและเผ่าปักษาเองก็เลือกหนีภัยตามกันไปติดๆ ไซหลงแห่งเผ่าทมิฬไม่ยินยอมเช่นเดียวกับอามู่ซือ แต่พอเห็น ว่าภูตผีปีศาจ เผ่าหินเทา เผ่าเกล็ดดำและเผ่าปักษาต่างก็ทยอย กันจากไป ในที่สุดก็จำต้องตวาดอย่างจนใจ “ไป!”
“พี่ใหญ่!” อาปู้หลู่คำรามเบาๆ อามู่ซือกัดริมฝีปากจนปริแตก ความเจ็บปวดทำให้เขาคืนสติ ในที่สุดจึงร้องคำรามราวสัตว์ที่ติดกับดัก “ออกไปจากเกาะแห่ง นี้!”
พวกอสูรกายที่ถูกเผ่ามนุษย์ล้อมโจมตี เมื่อได้ยินคำสั่งของเขา ต่างก็พากันคลายใจแล้วรีบถอยหนีทันที
ทันใดนั้นชนต่างเผ่ามากมายที่กระจายตัวกันอยู่ที่นี่ก็หนี กระเจิงกันไปสี่ทิศ
“ตาม! ฆ่าได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น!” ต่งลี่ออกคำสั่ง ส่วนตัวนางก็แค่มองเนี่ยเทียนหนึ่งครั้ง เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียน ปลอดภัยดีจึงเลือกไล่ตามทิศทางที่เผ่าปักษาหนีไป
หอหันปิง สำนักหยิน สำนักหยาง และคนมากมายของ อาณาจักรป่ายจั้นต่างก็รู้ว่านี่คือโอกาสอันดีในการช่วงชิงผลต่อสู้ จึงพากันไล่ตามไปสังหาร
มีเพียงเนี่ยเทียนเท่านั้นที่ยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม รอให้คน เหล่านั้นจากไปไกลแล้ว มือทั้งสองถึงพลันชักดึงไปรอบทิศ
ศพต่างเผ่ามากมายที่เพิ่งตายไปล้วนถูกชักดึงให้มากองอยู่ ตรงหน้าเขา
มือทั้งคู่ของเขากดลงบนร่างของศพเหล่านั้น หรี่ตาลงแล้ว กระตุ้นการสูบดึงพลังชีวิตทันที
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 19 บทที่ 569 เจอกับเผยฉีฉีอีกครั้ง จิงชี่เลือดเนื้อหลายกลุ่มถูกดึงออกมาจากกองศพนั้น ศพของ ชนต่างเผ่ามากมายประหนึ่งลูกกลม ที่ถูกปล่อยลมออกจึงเหี่ยว แฟบไปอย่างรวดเร็ว
ที่เนี่ยเทียนไม่ได้เข้าร่วมการไล่ล่าพวกชนต่างเผ่า ก็เพราะ เสียดายพลังชีวิตเข้มข้นซึ่งอยู่ในร่างของชนต่างเผ่าเหล่านี้ เพราะ พวกมันมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการชุบหลอมเรือนกายของเขา
ที่เขาสังหารไปส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของเผ่าเกล็ดดำ เผ่าหิน เทา และภูตผีปีศาจ ในร่างของศพแต่ละศพ ล้วนซุกซ่อนจิงชี่เลือด เนื้อเข้มข้นเทียบเคียงได้กับสัตว์วิเศษระดับสี่
ต่อให้เป็นซากศพที่แขนขาไม่ครบ หรือถูกดาราเพลิงกาฬฟัน ออกเป็นสองท่อนก็ยังคงมีพลังเลือดเนื้อที่ไม่ธรรมดาอยู่ดี
จิงชี่เลือดเนื้อบินเข้ามาในร่างเขาทีละนิด ก่อนจะกลายมาเป็น จุดแสงสีแดงที่กระจายไปตามแขนขา และโครงกระดูกทั่วร่าง
กลิ่นคาวเลือดฉุนกึกซึ่งแฝงไปด้วยพลังอำนาจน่าครั่นคร้าม ค่อยๆ แผ่ออกมาจากในร่างกายของเขา
เวลานี้เขาไม่ได้รีบร้อนใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ เพราะรอบ ด้านไม่มีพืชหญ้าเหลือให้ใช้อีกแล้ว กิ่งไม้ทั้งเจ็ดสิบสองกิ่งของเขา จึงเอาออกมาใช้ต่อไม่ได้
เขาเตรียมจะสะสมเอาไว้ก่อนแล้วค่อยชุบหลอมไปช้าๆ ไม่ได้ คิดจะรีบร้อนลงมือ
เกราะมังกรเพลิงยังคงสวมอยู่บนร่างของเขา เขาสื่อสารกับ วิญญาณวัตถุอย่างลับๆ ก็ได้รับข้อความพร่าเลือนส่งกลับมา
หลังจากที่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณแตกสลาย การที่เขายังคง สังหารศัตรูได้อย่างบ้าบิ่นนั้นเป็นเพราะอาศัยพลังของเกราะมังกร เพลิง
พลังร้อนลวกในแกนเลือดช่วยให้เขาต้านทานการโจมตีจากชน ต่างเผ่า เพิ่มอานุภาพให้แก่ดาราเพลิงกาฬ ทำให้เขามีพละกำลัง เหลือเฟือจนแทบจะเรียกได้ว่าไร้พ่าย
ทว่าพลังความร้อนในแกนเลือด ที่เผาผลาญไปหนึ่งส่วนก็ลด น้อยไปหนึ่งส่วน
เพียงแค่ครู่สั้นๆ นี้พลังงานความร้อนพลุ่งพล่านในแกนเลือดก็ ไหลหายไปแล้วไม่น้อย
การฟื้นฟูพลังความร้อนของเกราะมังกรเพลิงนั้น หากใช้หิน วิเศษธาตุไฟทั่วไปจะไม่เห็นผลนัก มีเพียงวัตถุล้ำค่าธาตุเพลิงอย่าง เส้นผลึกเพลิงพิภพและแก่นเพลิงพิภพเท่านั้นถึงจะช่วยให้เกราะ มังกรเพลิงฟื้นฟูพลังกลับมาอย่างรวดเร็ว
เขาไม่ได้ไล่ล่าศัตรูไปต่อก็เพราะรู้ว่าเมื่อผ่านศึกนี้มา พลังงาน ต่างๆ ในร่างเขาก็ถูกเผาผลาญไปอย่างมหาศาล
หากลงมือสังหารชนต่างเผ่าต่อจริงๆ เขาก็จะต้องสูญเสีย พลังงานความร้อนในแกนเลือดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกครั้ง
หากพลังงานความร้อนในแกนเลือดเผาผลาญไปในระดับที่ แน่นอน เกราะมังกรเพลิงก็จะตกอยู่ในสภาวะหลับลึกอีกรอบ
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอันตราย ชนต่างเผ่าที่มีสายเลือด แข็งแกร่งกว่านี้ยังไม่ปรากฏตัว หากนำเกราะมังกรเพลิงมาใช้ อย่างไม่คิด บางทีเขาอาจจะใช้อำนาจของเกราะมังกรเพลิง มา ต่อสู้กับชนต่างเผ่าสายเลือดระดับห้าได้อย่างกล้อมแกล้ม หรือไม่ ก็อาจจะพอหลบพ้นการไล่ฆ่าของคนเหล่านั้น
แต่หากไม่มีเกราะมังกรเพลิง เขาก็จะสูญเสียไพ่ในมือ ดังนั้น หากไม่ถึงเวลาจำเป็น เขาจึงไม่คิดเอามาใช้
และขณะที่เขากำลังใช้การสูบดึงพลังชีวิต มาดึงเอาปราณ เลือดที่หลงเหลืออยู่ในศพของชนต่างเผ่าอยู่นั้น เงาร่างเพรียวบาง ร่างหนึ่งก็เผยกายอย่างเงียบเชียบ
ก่อนหน้าที่เงาร่างนั้นไม่ปรากฏตัว เขากลับสัมผัสไม่ได้แม้แต่ น้อย ขนาดใช้พลังจิตก็ยังไม่รับรู้ถึงพลังชีวิต และทิศทางการ เคลื่อนไหวของจิตวิญญาณอีกฝ่าย
เขาพลันหน้าถอดสี รอจนเห็นใบหน้าของเงาร่างนั้นอย่าง ชัดเจนถึงระบายลมหายใจโล่งออก ก่อนจะคลี่ยิ้ม กล่าวว่า “ศิษย์ พี่หญิงเผย เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”
เผยฉีฉียังคงเย็นชาประดุจดอกบัวหิมะที่ผลิบานโดดเดี่ยวอยู่ บนภูเขาน้ำแข็งหมื่นปี ใบหน้าของนางหยิ่งทระนงดั่งน้ำค้างแข็ง นิ่งขรึมไร้รอยยิ้ม
“ข้ามาถึงนานแล้ว” เผยฉีฉีเดินมาใกล้จนกระทั่งยืนอยู่ต่อ หน้าเขาถึงชะงักฝีเท้า ในดวงตาที่ใสแวววาวดุจผลึกน้ำแข็งมีมีด แสงห้วงมิติผลุบๆ โผล่ๆ “ชนต่างเผ่าพวกนั้นล้วนถูกเจ้าล่อ ออกมาหรือ?”
เนี่ยเทียนยิ้มกว้างสดใส มองดูสง่างามอย่างบอกไม่ถูก “ใช่ แล้ว ตอนที่ข้าเพิ่งมาถึงเกาะแห่งนี้ก็รู้จากปากของภูตผีปีศาจ และ อสูรกายว่าพวกเขากำลังตามหาเจ้า ข้าสังหารชนต่างเผ่าไปได้ หลายคน จึงดึงดูดให้พวกเขามาข้าหา ภายหลังข้ากลายมาเป็น เป้าหมายของชนต่างเผ่า พวกเขาเลยเปลี่ยนมาเล่นงานข้าแทน”
“ยังดีที่ ชนต่างเผ่าเหล่านี้…ไม่ได้แข็งแกร่งเท่าไหร่นัก” “ไม่ใช่ว่าชนต่างเผ่าพวกนั้นอ่อนแอ แต่เป็นเจ้าต่างหากที่ แข็งแกร่งกว่าพวกเขา” เผยฉีฉีค้อนตาใส่เขาหนึ่งที “โชคดีที่เจ้า มา หาไม่แล้วข้าคงไม่ฟื้นตัวได้ง่ายขนาดนี้ หลังจากที่ข้ามาถึงที่นี่ ก็เจอกับชนต่างเผ่า แล้วระเบิดการต่อสู้ทันที ต่อให้เป็นข้าเอง พอ เจอพวกภูตผีปีศาจ และอสูรกายล้อมโจมตีก็ยังบาดเจ็บ ถูกบีบให้ ต้องไปซ่อนตัว”
“หากเจ้าไม่ปรากฏตัว ข้าก็คงรับมือได้ยากไม่น้อย” และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนก็ดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อในศพที่กองอยู่ ข้างหน้ามาจนหมด
เขาดึงมือกลับ หันมามองเผยฉีฉีด้วยสีหน้าห่วงใย “ศิษย์พี่ หญิงเผย ให้ข้าช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเจ้าก่อนดีไหม?”
“ยังไม่ต้องหรอก” เผยฉีฉีส่ายหน้า “ข้ามองออกว่าเจ้าเองก็ เสียพลังไปไม่น้อย เจ้าเองก็ต้องการเวลารวบรวมพลัง และกำลังที่ สูญเสียไปกลับคืนมา รอจนเจ้าฟื้นตัวเต็มที่แล้วค่อยว่ากันเถอะ”
หากคิดจะรักษาอาการบาดเจ็บของเผยฉีฉี จำเป็นต้องให้เขา ใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ซึ่งต้องมีพลังพืชหญ้าปริมาณมหาศาล
เขาในเวลานี้ผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง พลังพืชหญ้าในจุด ตันเถียนก็เหลืออีกไม่มากแล้วจริงๆ
เนื่องจากค่ายกลกำเนิดไม้โบราณไม่สามารถเอามาใช้ตรงนี้ได้ อีก เมื่อเขาคิดอย่างละเอียดจึงพยักหน้ารับเบาๆ แล้วกล่าวพร้อม รอยยิ้ม “ไม่ต้องรีบร้อนก็ได้ อย่างไรซะพวกชนต่างเผ่าก็ถอย ออกไปจากเกาะนี้หมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่เผ่ามนุษย์อย่างพวกเรา เท่านั้น เดี๋ยวรอให้ข้าเจอพื้นที่ที่มีต้นไม้ขึ้นหนาแน่นแล้วฟื้นคืน พลังกลับมาค่อยรักษาอาการบาดเจ็บให้เจ้าก็ยังไม่สาย”
“ข้าไม่อยากเจอคนอื่น” เผยฉีฉีขมวดคิ้ว คนอื่นที่นางพูดถึงก็คือเผ่ามนุษย์ทุกคนยกเว้นเนี่ยเทียน “ทำไมล่ะ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ไม่อยากเจอก็คือไม่อยากเจอ” เผยฉีฉีไม่ยอมอธิบาย แล้ว อยู่ๆ ก็พลันแบมือออกมาหาเนี่ยเทียน “พวกชนต่างเผ่าที่ฐานะสูง ศักดิ์ก็มีแหวนห้วงมิติที่ใช้เก็บวัตถุดิบ และยาวิเศษเหมือนกัน เจ้า เอามาให้ข้า ข้าจะคลายผนึกแหวนห้วงมิติของพวกเขาให้”
“แหวนห้วงมิติของชนต่างเผ่าก็เหมือนกับแหวนเก็บของของ พวกเรา เพียงแต่เรียกไม่เหมือนกันเท่านั้น”
“แต่วิธีการสร้างแหวนห้วงมิติของพวกเขาต่างไปจากแหวน เก็บของ ของเผ่ามนุษย์เราเล็กน้อย เจ้าจึงไม่น่าจะคลายผนึกได้”
เวลานี้เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่าในกองศพที่เขารวบรวมมาไว้มี แสงดาวเปล่งประกายวูบวาบ
แสงดาวเหล่านั้นมาจากวัตถุเก็บของที่พวกชนต่างเผ่าเรียกว่า แหวนห้วงมิติซึ่งอยู่ในร่างของพวกชนต่างเผ่าที่มาจากตระกูลทรง อำนาจ
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะเก็บแหวนห้วงมิติพวกนั้น มาแล้วส่งให้เผยฉีฉี
พอเผยฉีฉีรับมา ปลายนิ้วของนางก็มีมีดห้วงมิติแทงทะลุเข้า ไปในแหวนเหล่านั้น พริบตาเดียวผนึกก็ถูกคลายออก
ไม่นานนัก แหวนห้วงมิติแต่ละวงก็ล้วนถูกเผยฉีฉีทำลายการ ป้องกันแล้วกลับคืนมาอยู่ในมือเนี่ยเทียนอีกครั้ง “ด้านในนี้มียา และพืชหญ้าวิเศษที่พวกชนต่างเผ่าเก็บรวบรวมมาจากที่นี่ และยัง มีหัวใจสัตว์วิเศษที่พวกเขาใช้ฟื้นฟูพลัง บวกกับวัตถุประหลาดใน เผ่าของพวกเขาอีกเล็กน้อย กลับไปเจ้าก็ลองไล่ดูไปทีละชิ้นได้”
พอเก็บแหวนห้วงมิติไว้ในถุงผ้าคาดเอวเรียบร้อย เนี่ยเทียนก็ เอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม
หยุดชะงักไปครู่เขาก็พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา “ใช่แล้ว ศิษย์ พี่หญิงเผย พวกเราล้วนไปลงที่เกาะอีกแห่งหนึ่ง แต่เหตุใดเจ้าถึง มาอยู่ที่นี่?”
“เรื่องนี้…” เผยฉีฉีลังเลอยู่พักใหญ่ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อธิบาย ให้แน่ชัด เพียงพูดแค่ว่า “เนี่ยเทียน เจ้าจำเอาไว้ว่าพยายามอยู่ บนเกาะนี้อย่าไปไหน บางทีเกาะที่พวกเจ้ามาถึงกับเกาะแห่งนี้ อาจจะมีเพียงเผ่ามนุษย์เขตต้นสวรรค์ และชนต่างเผ่าสายเลือด ระดับสี่เท่านั้นที่เดินทางไปมาได้”
“หากเกินขอบเขตที่กำหนดจะถูกขับออก มิอาจเข้าไป ภายใน”
“ขอแค่ไม่ออกไป ต่อให้มีผู้แข็งแกร่งชนต่างเผ่าสายเลือด ระดับห้าหกหรือหก ก็ล้วนไม่สามารถเข้ามาได้”
“จำไว้ให้ดี!” เนี่ยเทียนยังคิดจะซักไซ้หาสาเหตุ แต่กลับเห็นว่าเผยฉีฉีพลิ้ว ตัวจากไปไกล ทิ้งไว้เพียงประโยคเดียวว่า “ข้าอยู่บนเกาะนี้แหละ แล้วจะมาหาเจ้าใหม่”
นางเพิ่งจากไปได้ไม่นาน เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นฉินแยนจาก องค์กรการค้าสุ่ยเยว่ที่กำลังเดินหน้าม่อยคอตกกลับมา
เนี่ยเทียนจึงเข้าใจทันทีว่าเพราะเผยฉีฉี สัมผัสได้ถึงการ กลับมาของฉินแยน นางจึงรีบร้อนจากไป
เห็นได้ชัดว่าฉินแยนก็คือหนึ่งในคนที่นางไม่อยากเจอมาก ที่สุด
“เจ้าพวกชนต่างเผ่าสมควรตายพวกนั้นหนีกันไปเร็วชะมัด ตามไม่ทันเลย” ฉินแยนหน้าตาหงุดหงิด รอจนได้พบเนี่ยเทียนถึง พูดขึ้นด้วยสายตาซับซ้อน “เจ้านี่มันตัวประหลาดจริงๆ เดิมทีนึก ว่าพวกชนต่างเผ่าที่เจ้าฆ่าไปจะไม่แข็งแกร่งเท่าใดนัก คาดไม่ถึงว่า …”
ใบหน้าของนางเผยความกริ่งเกรง ก่อนหน้านี้นางนำคนขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่ ไล่ตามเผ่า เกล็ดดำไป เผ่าเกล็ดดำผู้หนึ่งโมโหเดือดจึงหันกลับมาเล่นงาน จน เกือบทำให้สหายคนหนึ่งของพวกนางตายอนาถ
นางจึงตระหนักได้ทันทีว่าชนต่างเผ่าที่รวมตัวกันอยู่บนเกาะนี้ ไม่ใช่พวกคนดี แตกต่างไปจากที่พวกนางคิดไว้อย่างสิ้นเชิง
เนี่ยเทียนใช้กำลังของคน คนเดียวสังหารผู้แข็งแกร่งต่างเผ่า ไปมากมายขนาดนั้น นี่หมายความว่าเนี่ยเทียนแข็งแกร่งเกินไป หาใช่พวกต่างเผ่าอ่อนแอไม่
ไม่นานนักเฝิงอิ๋งแห่งองค์กรการค้าสุ่ยเยว่ก็กลับมาด้วยสีหน้า หวาดผวา
เฝิงอิ๋งมองมายังเนี่ยเทียน นัยน์ตาเต็มไปด้วยประกายแวววาว ใบหน้าเลื่อมใสอย่างจริงใจ “พี่ใหญ่เนี่ย เจ้าร้ายกาจมากจริงๆ สังหารชนต่างเผ่าไปได้ตั้งมากมาย หากไม่มีเจ้า เกรงว่าพวกเรา ที่มาเยือนเกาะนี้คงถูกชนต่างเผ่าสังหารไปหมดแล้ว”
ฉินแยนเองก็พยักหน้ารับเบาๆ “ลี่ลี่ช่างโชคดียิ่งนัก”
ราชาแห่งสวรรค์และปฐพี เล่มที่ 19 บทที่ 570 เผยความในใจ เนี่ยเทียนไม่เอ่ยคำใดตอบรับ สายตาที่ฉินแยนมองมายังเขา กลับแฝงความหมายลึกล้ำ นัยน์ตานั้นมีความอิจฉา และยังมีความปรารถนาอยู่เสี้ยวหนึ่ง
“หากคนที่ได้เจอกับเขาก่อนเป็นข้า ไม่ใช่ต่งลี่ จะเป็นอย่างไร นะ?”
ฉินแยนจินตนาการเพ้อฝันไปไกล สองข้างแก้มแดงปลั่งน้อยๆ นัยน์ตาคู่งามฉายคลื่นประหลาด
“น่าเสียดายที่ข้าโชคไม่ดี ไม่ได้เจอเจ้าหมอนี่ก่อนต่งลี่ หาไม่ แล้ว…”
พวกคนขององค์กรการค้าสุ่ยเยว่ที่ไล่ล่าชนต่างเผ่าล้วน กลับมามือเปล่าด้วยความหดหู่
ผ่านไปอีกไม่นานเท่าไหร่ คนของตระกูลกู่ และตระกูลเฉาก็ พากันหวนคืนมา แต่ละคนขมวดคิ้วแน่น ดูท่าแล้วคงจะสังหารชน ต่างเผ่าไม่ได้
รอจนเสวียนเข่อกลับมา ในมือของเขาถือพืชหญ้ามากำหนึ่ง ด้วยท่าทีฮึกเหิมน้อยๆ
“ข้าสังหารเผ่าหินเทาไปได้แค่คนเดียว แล้วก็ได้สมุนไพรเขียว นี้มาจากมือเขา” เสวียนเข่อมองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำหนึ่ง ครั้ง “ไม่ได้ประมือกับชนต่างเผ่าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าพี่เนี่ยแข็งแกร่ง ขนาดไหน”
ลูกศิษย์คนอื่นของหอหันปิงต่างก็พยักหน้ารับเบาๆ ด้วยสี หน้าเลื่อมใส
หวังลุ่ย และหลัวเซวี่ยสองคนต่างก็แอบบอกตัวเองว่าช่างโชค ดียิ่งนัก โชคดีที่เสวียนเข่อผู้นำของพวกนางมีแววตาเฉียบคม
หากไม่เพราะเสวียนเข่อเอ่ยห้ามปรามพวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า บอกพวกเขาว่าอย่าหาเรื่องเนี่ยเทียน เกรงว่าพวกเขาคงกลายเป็น ศัตรูกับเนี่ยเทียนไปนานแล้ว
เมื่อครู่นี้ตอนที่พวกเขาไล่ฆ่าเผ่าหินเทา ถึงจะรู้สึกได้ถึงความ แข็งแกร่งของชนต่างเผ่า
เผ่าหินเทายังสู้ภูตผีปีศาจ อสูรกาย และเผ่าทมิฬไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะเผ่านี้เป็นชนเผ่าที่ค่อนข้างอ่อนแอ
เนี่ยเทียนคนเดียวกลับสังหารชนต่างเผ่ามากมายติดต่อกัน พลังในการต่อสู้ของคนผู้นี้จะน่าหวาดกลัวมากแค่ไหน?
พอคิดมาถึงตรงนี้พวกเขาก็รู้สึกว่าการตัดสินใจของเสวียนเข่อ นั้น ชาญฉลาดอย่างยิ่ง
หากล่วงเกินเนี่ยเทียนจริงๆ ด้วยพละกำลังของหอหันปิงพวก เขาก็อาจจะถูกเนี่ยเทียนกำจัดไปแล้วเกินครึ่ง
กู่ฮ่าวเฟิงจากตระกูลกู่ รวมไปถึงคนมากมายของตระกูลกู่ล้วน เงียบงัน ไม่ปริปากพูดคำใดอีก
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง พวกคนของสำนักหยิน สำนักหยาง และ ตระกูลต่งก็ทยอยกันกลับมา
มีเพียงต่งลี่ และต่งป่ายเจี๋ยเท่านั้นที่ได้สังหารเผ่าปักษา และ เผ่าอสูรกายไปหลายคนจึงได้รับผลพวงติดไม้ติดมือมาด้วย
ทว่าทุกคนที่กลับมาล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด ราวกับรู้ดีแล้วถึง ความน่ากลัวของชนต่างเผ่า
ตอนแรกเริ่มที่พวกเขารู้ว่า เนี่ยเทียนสังหารชนต่างเผ่า ติดต่อกันไปหลายสิบคน แม้พวกเขาจะรู้ดีถึงความแข็งแกร่งของ เนี่ยเทียน แต่กลับรู้สึกด้วยว่าชนต่างเผ่าไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ร่ำลือ
ทว่าพอลงมือต่อสู้กับชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดประหลาดอย่าง แท้จริง พวกเขาถึงตระหนักได้ดีถึงความร้ายกาจของชนต่างเผ่า
ส่วนเนี่ยเทียนที่เจอกับการล้อมโจมตีของชนต่างเผ่ามากมาย ไม่เพียงแต่ปลอดภัยดี ยังสังหารติดต่อกันไปได้ไม่น้อย นี่สร้าง ความสะท้านสะเทือนจนเรียกได้ว่าพลิกตลบความรู้ของพวกเขาไป อย่างสิ้นเชิง
มีตบะต้นสวรรค์เหมือนกัน แถมยังเป็นเพียงแค่ช่วงกลาง กลับสามารถกำราบชนต่างเผ่าจนได้รับผลการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ขนาด นี้!
“ทำไมคนของวิมานสวรรค์ ตำหนักเทพเพลิง ภูเขาสายฟ้า สำนักเทียนเหยียน และลัทธิอูตู๋ถึงได้ไม่มาที่นี่?” เนี่ยเทียนพลัน ขมวดคิ้ว
เย่ฉินจากสำนักหยินหัวเราะคิก มุมปากยกยิ้มเย้ยหยัน “พวก เขารู้สึกว่าเจ้าต้องตายแน่นอน คิดว่าการละทิ้งแนวป้องกันแน่น หนามาช่วยเจ้าเท่ากับรนหาที่ตาย ดังนั้นพวกเขาจึงแยกกันเดิน คนละทางกับพวกเรา เลือกจะพิทักษ์สถานที่ที่พวกเขาคิดว่า ปลอดภัย เป็นเต่าหดหัวไม่กล้าออกมา”
“แบบนี้เองหรือ” เนี่ยเทียนยิ้ม จากนั้นจึงกล่าวว่า “ใน เมื่อก่อนหน้านี้ไม่ได้มา ถ้างั้นหลังจากนี้ก็ไม่ต้องมาอีกเลย”
“ว่าไงนะ?” เฉาชิวสุ่ยตะลึงงัน “เกาะที่พวกเรามาเยือนผ่านการสำรวจจากทุกคนมาแล้ว หลายเดือน ไม่มีความลับอะไรหลงเหลืออีกแล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้า สบายๆ “กลับเป็นที่นี่เสียอีกที่ชนต่างเผ่ายังไม่สำรวจอย่างลึกซึ้ง น่าจะยังมีวัตถุดิบวิเศษอีกไม่น้อยที่ยังค้นหาได้อีก เมื่อมาที่เกาะ แห่งนี้เราสามารถแบ่งพื้นที่การค้นหากันได้ ใครเจออะไรก็เป็นของ คนนั้น”
พอเขากล่าวจบ ดวงตาของทุกคนก็พลันเปล่งประกาย เป็นอย่างที่เนี่ยเทียนที่ว่าไว้จริง ช่วงที่ผ่านมานี้บนเกาะที่พวก เขาเคยไปอยู่ไม่มีอะไรให้ค้นหาแล้ว
วัตถุดิบวิเศษชิ้นสุดท้ายที่ถูกค้นพบก็คือ ซากศพหงส์ดำระดับ แปดที่ต่งลี่ได้ไป นอกจากนั้นก็ไม่เหลืออะไรอีก
อันที่จริงแล้วในสายตาของพวกเขา เกาะแห่งนั้นไม่มีมูลค่า อะไรเหลือให้อยู่ต่ออีกแล้ว
ทว่าเกาะแห่งนี้ที่ชนต่างเผ่าเคยเคลื่อนไหว เมื่อชนต่างเผ่าถูก บีบให้ถอยออกไปจึงกลายมาเป็นพื้นที่แห่งใหม่ ที่ให้พวกเขาได้ สำรวจวัตถุดิบวิเศษอีกครั้ง
“เจ้าเป็นคนแบ่งพื้นที่” เนี่ยเทียนชี้ไปยังต่งลี่ “ยินดีรับใช้” ต่งลี่ยิ้มหวาน “พวกเรามีหลายฝ่าย เพื่อ หลีกเลี่ยงความขัดแย้งก็ควรกระจายตัวกันไปค้นหาในพื้นที่ที่ ต่างกัน”
ต่งลี่กวักมือเรียกให้พวกเสวียนเข่อ เย่ฉิน และเฉินฮ่าวมา รวมตัวกัน
นางหยิบเอาเหล็กหมาดสีเขียวออกมาแล้ววาดภาพแผนที่ ง่ายๆ ลงบนพื้นดินตามคำบอกของเนี่ยเทียน ก่อนจะเริ่มแบ่งพื้นที่ ให้แต่ละฝ่าย
ทุกคนล้วนรู้ดีว่านางได้รับความเชื่อใจจากเนี่ยเทียน ทั้งรู้ด้วย ว่าหากไม่มีเนี่ยเทียน ทุกคนก็ไม่มีทางได้ครอบครองเกาะนี้ แน่นอนว่าย่อมเชื่อฟังนาง
ไม่นานต่งลี่ก็แบ่งพื้นที่หลายแห่งให้กับแต่ละฝ่าย
กลุ่มคนที่ดวงตาเปล่งประกาย ลืมคำขู่ของชนต่างเผ่าที่หนี หายไปชั่วขณะ เมื่อรู้ถึงพื้นที่ที่ตัวเองได้รับแล้วจึงแยกตัวกันออก ค้นหา
มีเพียงต่งลี่ที่ยังอยู่ที่เดิม รอจนทุกคนจากไปหมดแล้ว นางมองซ้ายมองขวาไม่เห็นใคร เลยกระโจนตัวเข้าไปในอ้อมอกของเนี่ยเทียน ก่อนจะใช้ริมฝีปาก แดงปลั่งอวบอิ่มจูบลงไปข้างแก้มของเนี่ยเทียนหนักๆ แล้วกอดรัด เขาแนบแน่นอีกหนึ่งที เอาหัวซุกไซ้ไปที่หน้าอกของเขาแล้วพูด เบาๆ ว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าต้องไม่เป็นอะไร แต่ข้าก็ยังเป็นห่วงเจ้า ข้า กลัว กลัวว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เจอเจ้าอีก…”
นางพึมพำหงุงหงิง กลิ่นหอมจรุงลอยเข้ามาในจมูกของเนี่ย เทียนทำให้จิตใจเขาสั่นไหว
นี่เป็นครั้งแรกที่ต่งลี่เผยความในใจอย่างใจกล้า สาวงามเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด สัมผัสได้ถึงเรือนกายอวบอิ่ม แน่นตึงของนาง เนี่ยเทียนที่เพิ่งผ่านศึกครั้งใหญ่ จึงผ่อนคลายมาก กว่าเดิมเลยยกมือขึ้นโอบกอดนางโดยอัตโนมัติแล้วหัวเราะหึหึ “วางใจเถอะ จะเกิดเรื่องกับข้าได้ยังไง?”
“ข้ารู้อยู่แล้ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้นี่นา” ต่งลี่น้ำเสียง อ่อนโยนราวสายน้ำ
การที่เนี่ยเทียนกอดตอบนางเบาๆ ทำให้นางพอใจ และชื่น บาน แย้มรอยยิ้มหวานล้ำ แต่ก็ยังเป็นฝ่ายถอยห่างออกไปก่อน แล้วพูดเบาๆ ว่า “สถานการณ์หลังจากนี้ยังไม่รู้แน่ชัด เจ้ารีบ ฟื้นฟูพลังในการต่อสู้เถอะ ตอนที่ข้ามาเห็นเจ้าใช้เกราะมังกรเพลิง ข้ารู้ดีว่าหากไม่ถึงที่สุดจริงๆ เจ้าคงไม่เรียกใช้มัน”
“ข้าเผาผลาญพลังไปเยอะจริงๆ นั่นแหละ เดี๋ยวข้าจะไปฟื้น พลังข้างทะเลสาบสีดำสักหน่อย ที่นั่นมีปราณพืชหญ้าเข้มข้น มี ประโยชน์ต่อข้า” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“ให้ข้าไปเป็นเพื่อนไหม?” ต่งลี่สีหน้าคาดหวัง “ไม่ต้องหรอก ตอนนี้ยังไม่มีพวกชนต่างเผ่า ข้าจึงปลอดภัย” เนี่ยเทียนส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้ม “เจ้าพาคนของตระกูลต่งไป ค้นหาวัตถุดิบล้ำค่า และยาสมุนไพรเถอะ รอวันที่ได้กลับไปยัง ดินแดนดาวตกก็น่าจะเอาไปขายได้ราคาดี สมุนไพรของที่นี่มี หลายอย่างที่หายสาบสูญไปจากดินแดนดาวตกแล้ว ราคาของมัน ต้องสูงควรเมืองแน่นอน”
“เจ้าโง่ คนเขาอยากอยู่ข้างกายเจ้า ไม่เห็นอยากจะสนพวก สมุนไพรนั่นเลย” ต่งลี่กระเง้ากระงอด จุดลึกในดวงตาดำราวหิน นิลมี คลื่นกระเพื่อมไหวที่ทำให้คนมองเคลิบเคลิ้ม
“เอาล่ะๆ ข้าต้องการสมาธิในการฟื้นตัวจริงๆ เจ้าอยู่ข้างกาย ข้าจะส่งผลกระทบต่อข้า” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน
“จะส่งผลกระทบอย่างไร ไหนลองพูดมาสิ หากถูกหูข้าถึงจะ ยอมทำอย่างที่เจ้าต้องการ” ต่งลี่ถลึงตาใส่เขา
“ข้าสงบใจไม่ได้” เนี่ยเทียนหัวเราะแห้งๆ “ถือว่ารู้จักพูด” ต่งลี่ยิ้มพราวเสน่ห์ ก่อนจะกอดเขาแน่นๆ อีกทีถึงได้จากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ “ข้าไปก่อนนะ ถ้าเจ้าฟื้นคืน พลังแล้วต้องส่งข้อความมาบอกข้าด้วย”
“รู้แล้วๆ” เนี่ยเทียนพยักหน้าติดๆ กัน รอจนนางจากไปไกลเขาก็ขยับตัว มุ่งหน้าไปที่ทะเลสาบสีดำทันที
เขาไม่ได้ไปเก็บวัตถุดิบวิเศษ และสมุนไพรที่หายากอย่างศิษย์ ผู้กล้าของแต่ละสำนัก เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่เขาได้รับมาตอนนี้ไม่ ด้อยไปกว่าพวกคนที่เพิ่งทยอยตามมาทีหลังเลย
ชนต่างเผ่าที่ตายด้วยน้ำมือเขามีมากถึงยี่สิบสามสิบคน ของ เชลยศึกที่คนเหล่านี้สะสมมาได้ล้วนอยู่ในมือของเขาหมดแล้ว
จำนวนรวมจากคนยี่สิบสามสิบคน บวกกับสิ่งที่เขาสะสมมา เนิ่นนานก็มากพอจะทำให้เขาพอใจแล้ว
หลายชั่วยามผ่านไป เขาก็มาปรากฏกายอยู่ข้างทะเลสาบสีดำ อีกครั้ง แล้วจึงนั่งลงไปข้างทะเลสาบ ก่อนจะเรียกใช้ค่ายกล กำเนิดไม้โบราณ
ชั่วขณะที่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก่อตัวขึ้นเป็นม่านแสงสี เขียวเข้มอีกครั้ง มันก็ปกคลุมเขาไว้ภายใน
เขาที่นั่งอยู่ใต้ม่านแสงเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าลายเส้นต้นไม้ ที่มาจากต้นไม้แห่งชีวิตซึ่งลอยอยู่บนม่านแสง ไม่ได้ลดน้อยลงไป แม้แต่นิดเดียว อานุภาพของค่ายกลยังคงเหมือนก่อนหน้านี้ ไม่ได้ เสื่อมโทรมไปเพราะเคยถูกทำลายมาก่อนหนึ่งครั้ง
“มาตุภูมิที่เผ่าไม้ให้การพิทักษ์ ค่ายกลใหญ่ที่ต้าจุนของเผ่าไม้ สร้างขึ้นด้วยจิงชี่เลือดเนื้อของตัวเองกับลายเส้นต้นไม้ลึกลับ ช่าง มหัศจรรย์เกินคาดคิดจริงๆ”
พอนั่งลงเนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ถึงจิงชี่พืชหญ้าบริสุทธิ์ ราวลำ ธารที่ไหลลงมาจากเหนือศีรษะตรงดิ่งเข้าไปยังน้ำวนพืชหญ้าจุด ตันเถียนของเขาทันที
เขาสงบจิตใจ จมจ่อมอยู่กับการฝึกฝน ไม่สนใจการ เปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกอีก
“เนี่ยเทียนผู้นั้นน่าจะตายไปแล้วกระมัง?” บนเกาะอีกแห่งหนึ่ง หลิวเจี้ยนแค่นเสียงเย็น “เจ้าพวกคนของหอหันปิง อาณาจักรป่าย จั้น สำนักหยิน และสำนักหยางกล้าไปยังเกาะที่มีชนต่างเผ่าเพื่อ ช่วยเนี่ยเทียน เกรงว่าพวกเราคงไม่ได้เจอกับพวกเขาอีกแล้ว”
“ไม่ต้องไปสนใจพวกเขา พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่ก็พอ” อวี๋หยางก็ พูดขึ้นเช่นกัน
“ผิดปกติ!” ซูหลินที่อยู่ริมทะเลหน้าเปลี่ยนสี นางทอดสายตา มองไปไกลแล้วตวาดเสียงดัง “ข้า ข้าเหมือนจะมองเห็นว่ามีชน ต่างเผ่าหนีมาทางนี้!”