ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 590 ข่าวหนึ่งที่สำคัญมาก
“เป็นแค่ตัวตลกโง่เง่าก็ยังกล้าข่มขู่ผู้อื่น”
กันฉงจากหอหันปิงมองตามหลังหลี่ชิงอวิ๋นที่จากไปอย่างจนตรอก ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความดูหมิ่น
ด้วยขอบเขตและฐานะของเขานั้นสามารถมองข้ามหลี่ชิงอวิ๋นได้อย่าง แท้จริง เขาไม่กลัวว่าหลี่ชิงอวิ๋นหรือคนทั้งสำนักเทียนเหยียนจะมาแก้ แค้น
กลางลานบ้าน แม้ว่าพวกเจียงจือซูที่มาจากอาณาจักรหลีเทียนจะ แอบดีใจ ทว่าในใจก็ยังคงเป็นกังวล
สำนักเทียนเหยียนและภูเขาสายฟูาจากอาณาจักรคุนหลัวไม่ใช่เพิ่งจะ คิดฮุบอาณาจักรหลีเทียนแค่วันสองวันเท่านั้น เพราะอาณาจักรหลีเทียน ไม่มีผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณนั่งบัญชาการ พวกอาณาจักรที่อยู่ใกล้เคียงจึง คิดจะยื่นมือมาช่วงชิงอำนาจในการควบคุมอาณาจักรหลีเทียน
“เอาล่ะๆ” หลิวหลิงจากสำนักหยินหัวเราะสดใส “ไม่ต้องไปสนใจ พวกคนต่ำช้าจากสำนักเทียนเหยียนเหล่านี้แล้ว เนี่ยเทียน ที่พวกเราตั้งใจ มาหาเจ้า นอกจากแสดงคำขอบคุณแล้วยังมีเรื่องอยากจะถามเจ้าด้วย”
“พี่หลิวเชิญพูด” เนี่ยเทียนยิ้มหวาน
ตอนนั้นที่เขาออกจากอาณาจักรเชียนแจว๋เดินทางไปยังอาณาจักร ปุายจั้นก็ได้หลิวหลิงผู้นี้ที่พาเขาไปส่ง
หลิวหลิงยังกำชับฉินแยนเป็นพิเศษด้วยว่าให้ฉินแยนดูแลเขา นั่นจึง ทำให้เขารู้สึกดีกับหลิวหลิงอย่างมาก
“ปากหวานจริงๆ” หลิวหลิงชมหนึ่งคำ ก่อนจะหันหน้าไปมองคนของ อาณาจักรหลีเทียนด้วยสีหน้าลังเลเล็กน้อย “คือว่า…”
เรื่องที่นางจะถามนั้นสำคัญมาก ตอนนี้ในลานบ้านมีผู้แข็งแกร่งของ อาณาจักรหลีเทียนรวมตัวกันมากมาย และนางเองก็ไม่รู้ว่าคนเหล่านั้น สนิทสนมกับเนี่ยเทียนถึงระดับไหน
พวกเจียงจือซูต่างก็เป็นคนฉลาด พอมองเห็นสีหน้าลังเลของนางจึง เดาออกว่านางไม่สะดวกใจ
อันที่จริงคนเหล่านี้ต่างก็อยากอยู่ต่อเพื่อรับฟังว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ แต่พอเห็นท่าทีของหลิวหลิง…
เจียงจือซูยิ้มเจื่อนแล้วแสดงท่าทีคนแรก “ข้าจะออกไปข้างนอก ก่อน”
พวกฉางเซิน ฝางฮุยและกุ่ยถงเองก็รู้ความ รู้ดีว่าเรื่องที่หลิวหลิง กันฉ งอยากจะถามอาจไม่สะดวกให้พวกเขารับรู้จึงพากันหาข้ออ้างจากไป
เวลานี้เนี่ยเทียนพลันเอ่ยขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโสหลี ผู้อาวุโสฝาง ข้าก็มี เรื่องอยากพูดกับพวกท่านเช่นกัน”
ดวงตาของหลีจิ้งและฝางฮุยเป็นประกายน้อยๆ พวกเขาที่เดิมทีจะ แยกตัวจากไปจึงหยุดอยู่ต่อ
เจียงจือซูจากสำนักหลิงอวิ๋นถอนหายใจอยู่ในใจ รู้ว่าในเมื่อเนี่ยเทียน เอ่ยปากรั้งไว้ก็หมายความว่าจุดลึกในใจของเนี่ยเทียนนั้นเชื่อใจหลีจิ้งและ ฝางฮุย
ตระกูลเนี่ยของเนี่ยเทียนเดิมทีเป็นตระกูลที่พึ่งพาสำนักหลิงอวิ๋น อาจารย์ของเขาก็คืออูจี้ ทว่าเนี่ยเทียนกลับรั้งตัวหลีจิ้งและฝางฮุยเอาไว้ แต่กลับไม่ได้เรียกเขา แค่นี้ก็มากพอจะมองออกถึงความห่างเหินที่เนี่ย เทียนมีต่อสำนักหลิงอวิ๋น
ในใจเขารู้ดีว่าเพราะผู้อาวุโสใจคอคับแคบบางคนในสำนักไม่ใยดี ตระกูลเนี่ย ทั้งยังมีใจคิดร้าย จึงเป็นเหตุให้เนี่ยเทียนไม่ยอมรับสำนักหลิ งอวิ๋น
หากเป็นก่อนหน้านี้ เขาคงไม่เก็บมาคิดใส่ใจเท่าใดนัก ทว่าเนี่ยเทียน ในวันนี้…
เจียงจือซูส่ายหน้า ได้แต่เดินออกไปอย่างจนใจ
ไม่นานคนที่มาจากอาณาจักรหลีเทียนก็เหลือเพียงหลีจิ้งและฝางฮุย เท่านั้น
นอกจากนั้นก็มีคนของหอหันปิงสำนักหยินและสำนักหยาง
กันฉงกระแอมเบาๆ ทุกคนในหอหันปิงนอกจากเสวียนเข่อต่างก็ถอย ออกไปจากในลานบ้านอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกันทางฝุายของสำนักหยินก็เหลือแค่เย่ฉิน ส่วนสำนักหยางก็ มีแค่ ข่งหงและเฉินฮ่าวที่ได้อยู่ต่อ
มีเพียงคนเดียวที่เป็นข้อยกเว้นก็คือหูหรงจากพรรคคิชกูฏ เขายืนอยู่ ตรงนั้นด้วยรอยยิ้ม แต่ไม่มีใครไล่เขาออกไป
กันฉงยกมือขึ้น กลางฝุามือมีประกายแสงน้ำแข็งสาดส่องออกมา กลายมาเป็นเส้นผลึกน้ำแข็งหลายร้อยหลายพันเส้น ก่อนที่เส้นผลึก เหล่านั้นจะรวมตัวกันขึ้นเป็นปราการแห่งความเย็นที่ปกคลุมตลอดทั้งที่ พักแห่งนี้เอาไว้
“เอาล่ะ นอกเสียจากว่ามีเขตวิญญาณแอบฟังด้วยจุดประสงค์ร้าย หา ไม่แล้วตลอดทั้งเมืองโพ่เมี่ยก็ไม่น่าจะมีใครได้ยินบทสนทนาของพวกเรา อีก” ทำทุกอย่างนี้เสร็จกันฉงถึงได้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “เสวียนเข่อก ลับมาก็ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกใบนั้นให้ข้าฟังอย่างละเอียด ยกเว้นเสวียนเข่อแล้ว ข้าได้สั่งให้ลูกศิษย์ทุกคนที่กลับมาปิดด่านกันหมด”
“สำนักหยินเองก็มีเพียงเย่ฉินที่ไม่ได้ถูกกักบริเวณ” หลิวหลิงกล่าว
ข่งหงเองก็พูดขึ้นเบาๆ “สำนักหยางมีเพียงเฉินฮ่าวที่ถูกพามาด้วย คนอื่นๆ ล้วนไม่ได้รับอนุญาตให้ออกห่างจากสำนักหยางแม้แต่ก้าวเดียว”
ประโยคนี้ดังจบ หลีจิ้งและฝางฮุยต่างก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ ในใจก็ยิ่ง แปลกใจ
ในพื้นที่ลึกลับแห่งนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ถึงได้ทำให้นอกจาก เมล็ดพันธ์ทั้งสามแล้ว ทุกคนของหอหันปิงสำนักหยินสำนักหยางที่ได้ กลับมาล้วนถูกบังคับให้อยู่แต่ในสำนัก?
พวกเขาไม่รู้ แต่เนี่ยเทียนกลับรู้ดีอยู่แก่ใจ
ตอนที่อยู่บนเกาะที่สอง เขาและพวกเสวียนเข่อต่งลี่ร่วมมือกันจึง สังหารหนุ่มสาวมากความสามารถของวิมานสวรรค์ ตำหนักเทพเพลิงและ วังวิญญาณจนเกือบเกลี้ยง
หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกมาย่อมต้องส่งผลกระทบต่อฝุายในของ พันธมิตรดินแดนดาวตกยามนี้แน่นอน พวกกันฉงกังวลว่าพวกคนที่ กลับมาจะปิดปากไม่สนิทจนข่าวนี้แพร่ออกไป
พวกเสวียนเข่อ เย่ฉิน และเฉินฮ่าวต่างก็เป็นเมล็ดพันธ์อันน่า ภาคภูมิใจที่ไม่ว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือจิตใจก็ล้วนควรค่าแก่การได้รับการ ยอมรับ
แต่คนอื่นๆ พวกเขาไม่ค่อยวางใจนัก ดังนั้นถึงได้ออกคำสั่งไม่ให้พวก เขาออกมาข้างนอกในช่วงเวลาที่เปราะบางอย่างในตอนนี้
“ยังดีที่ตอนนี้ยังไม่มีใครกลับมาจากฟูาดินแห่งนั้น” ตอนที่กันฉงพูด มาถึงตรงนี้สีหน้าของเขาก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ซูหลินและหยางคันที่ รอดพ้นจากน้ำมือพวกเจ้าไปได้มีตบะแค่ต้นสวรรค์ เกรงว่าคงไม่ได้ กลับมาอีกแล้ว ส่วนพวกเขตสามัญและเขตลี้ลับก็ไม่น่าจะรู้ว่าพวกเจ้าทำ อะไรลงไปบ้าง ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก”
เนี่ยเทียนพยักหน้าน้อยๆ แสดงว่าเข้าใจ
กันฉงเงียบไปครู่ก็มองเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เหตุใดเจ้าถึง วิเคราะห์ได้ว่าจะมีรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งเชื่อมโยงไปยังเกาะนั้น? ทั้งยัง รู้เวลาที่แน่ชัดด้วย?”
นี่ต่างหากถึงจะเป็นจุดประสงค์แท้จริงที่พวกเขามาที่นี่
หลิวหลิงและข่งหงเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
อันที่จริงพวกเขาไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้น ข่าวที่ได้ รับมาตอนนี้ก็ล้วนมาจากพวกเสวียนเข่อทั้งสิ้น
พวกเขาไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัดของฝุายชนต่างเผ่า รวมไปถึงระดับ สายเลือดของพวกเขา นี่จึงทำให้ในขณะที่ต้องเผชิญกับการรุกรานของชน ต่างเผ่า พวกเขาจึงกลายมาเป็นฝุายถูกกระทำ
“ข้าพูดได้เพียงว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความลับบางอย่างของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ข้ารู้มา” เนี่ยเทียนเอ่ยขึ้นเบาๆ
กันฉงตัวสั่นน้อยๆ “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ด้วยรึ!”
“เนี่ยเทียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าชนต่างเผ่าที่จะบุกเข้ามาครั้งนี้สายเลือดอยู่ ในระดับใดบ้าง?” หลิวหลิงถามร้อนใจ “เจ้าเองก็รู้ว่าเพราะข่าวการมา เยือนของชนต่างเผ่าเหล่านั้นทำให้ทุกฝุายต่างก็ระดมผู้แข็งแกร่งเขต สามัญ เขตลี้ลับมากมายให้ไปเฝูารอยแยกห้วงมิติ”
“ทว่าหากมีสายเลือดระดับเจ็ดซึ่งพลังเทียบเคียงกับเขตวิญญาณเข้า มาในนี้ด้วย ถ้าเช่นนั้นผลลัพธ์…ก็คงยากเกินจะจินตนาการได้”
“เขตวิญญาณของดินแดนดาวตกมีน้อยมาก ทุกคนล้วนเป็นผู้ที่มีพลัง ในการต่อสู้สูงสุดของแต่ละสำนัก พวกผู้เฒ่าประหลาดเหล่านั้นส่วนใหญ่ก็ มักจะอยู่ในสภาวะปิดด่านยาวนาน คงไม่ออกมาลงมือง่ายๆ”
“ขณะที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดบุกเข้ามา จริงๆ จะให้พวกเขาออกจากรังไปรอเฝูาอยู่ที่รอยแยกห้วงมิติก่อน เกรง ว่าคงทำได้ยาก”
ข่งหงเองก็กล่าวว่า “พวกเราอยากรู้จริงๆ ว่าจะมีชนต่างเผ่าสายเลือด ระดับเจ็ดหรือไม่ แล้วจะมีมากน้อยเท่าไหร่?”
เนี่ยเทียนเข้าใจได้โดยพลัน เขาคิดหาคำพูดเหมาะๆ อยู่ชั่วครู่ถึงกล่าว ว่า “ตอนศึกสุดท้ายที่ข้าต่อสู้กับอามู่ซือจากเผ่าอสูรกาย เหนือศีรษะของ พวกเรามีเรือรบทางช้างเผือกผุพังลำหนึ่งของเผ่าอสูรกายจอดรออยู่ อามู่ ซือเองก็ถือเอาอาวุธที่อานุภาพน่าหวาดกลัวมากชิ้นหนึ่งลงมาด้วย ตาม ความเห็นข้า อาวุธชิ้นนั้นย่อมไม่ใช่ของอามู่ซือแน่นอน เจ้านายที่แท้จริง ของมันต้องเป็นผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายที่มีสายเลือดระดับเจ็ดแน่ๆ”
“ข้าเชื่อว่าชนต่างเผ่าที่เข้ามาครั้งนี้ต้องมีสายเลือดระดับเจ็ดอยู่ด้วย แถมยังไม่ใช่แค่คนเดียว!”
กันฉงตะลึงพรึงเพริด พูดด้วยท่าทางตื่นตระหนกราวเผชิญกับศัตรูตัว ฉกาจ “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบใจเจ้ามากที่บอกข่าวสำคัญขนาดนี้ ข้าจะรีบ แจ้งให้ทุกฝุายรู้ ให้พวกเขาพยายามแจ้งพวกผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณ ของสำนักตัวเองให้รู้โดยเร็วที่สุด จะได้เตรียมตัวรับมือล่วงหน้า”
ข่งหงและหลิวหลิงเองก็มีท่าทีร้อนรนไม่ต่างกัน พวกเขาต่างก็ตะลึง และอยู่ไม่สุขเพราะข่าวนี้ของเนี่ยเทียน
จนกระทั่งตอนนี้ยังไม่มีเขตวิญญาณเข้ามาที่เทือกเขาฮว้านคงแม้แต่ คนเดียว
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากชนต่างเผ่าบุกเข้ามาก็อาจทำให้พวกเขต สามัญและเขตลี้ลับที่รวมตัวอยู่ในเทือกเขาฮว้านคงตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ในระดับที่คาดคะเนไม่ได้
พวกเขาต้องลงมือส่งข่าวให้กับพวกผู้เฒ่าเขตวิญญาณ และให้พวกเขา รีบมาโดยเร็วที่สุด
คนทั้งสามร้อนใจราวไฟลน รีบพาพวกเสวียนเข่อจากไปอย่างไม่คิด จะอยู่นาน
ก่อนหน้าที่เสวียนเข่อ เย่ฉินและเฉินฮ่าวจะจากไปได้บอกกับเนี่ย เทียนว่าพวกเขาจะไปร่วมงานแลกเปลี่ยนที่ศูนย์บัญชาการกะโหลกเลือด ในอีกสามวันให้หลัง และจะเอาวัตถุหายากที่พวกเขาได้รับมาออก วางขาย
เนี่ยเทียนเองก็บอกว่าเขาจะไปเข้าร่วมเหมือนกัน
เมื่อที่ตรงนี้เหลือเพียงหูหรงหลีจิ้งและฝางฮุย หูหรงก็ยิ้มน้อยๆ แล้ว พูดกับเนี่ยเทียนว่า “อันที่จริงงานแลกเปลี่ยนนั้นพรรคคิชกูฏตั้งใจจัดขึ้น เพื่อคนที่ได้กลับมาอย่างพวกเจ้าโดยเฉพาะ ได้ยินว่าเจ้าได้รับผลเก็บเกี่ยว มหาศาลมาจากที่นั่น ถึงเวลาข้าคงได้เปิดหูเปิดตา”
“ผลเก็บเกี่ยวที่ข้าได้มาล้วนอยู่ในมือต่งลี่” เนี่ยเทียนกล่าว
“อ้อ ไม่เป็นไร ทางฝุายของอาณาจักรปุายจั้นก็ได้รับเชิญมา เหมือนกัน” ทิ้งประโยคนี้ไว้ หูหรงก็เดินออกไปข้างนอก เดินไปพูดไปด้วย “คนอย่างหลี่ชิงอวิ๋นผู้นี้ เจ้าไม่ต้องไปสนใจ เพราะเขาเองก็ไม่กล้าทำ อะไรเจ้าแน่”
“เนี่ยเทียน ข้าเอาโครงกระดูกปีศาจเลือดตนนั้นมาให้เจ้าด้วย เจ้าจุด ไฟแห่งชีวิตให้มันใหม่อีกครั้งก็ไม่ต้องกลัวหลี่ชิงอวิ๋นอีกต่อไปแล้ว” หลีจิ้ งกล่าว