ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 596 แหวนเก็บของพื้นที่บรรจุสิบเท่า!
การปรากฏตัวของจ้าวซานหลิงทำให้ทุกคนที่อยู่ในลานประลองเลือด กลั้นลมหายใจ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่เป็นสุข
หลังจากที่เขาจากไปนานแล้ว ลานประลองเลือดก็เกิดความเงียบสงัด ผิดปกติ ทุกคนขมวดคิ้วคิดหนัก ไม่มีใครเปิดปากพูด
ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อทุกคนแน่ใจแล้วว่าจ้าวซานหลิงจะไม่ปรากฏตัว อีกครั้งจริงๆ ถึงได้พากันส่งเสียงดังเซ็งแซ่
“เจ้าคนบ้าผู้นี้มาที่อาณาจักรเลี่ยคงทำไม?!”
“เขามาทำอะไรที่อาณาจักรเลี่ยคง? เขาคิดจะทำอะไรกันแน่?”
“หรือว่าเขาถูกวิมานสวรรค์เชิญตัวให้มาปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติพวก นั้น?”
“หรือเขารอคอยการมาถึงของชนต่างเผ่า?”
“ผีน่ะสิถึงรู้ว่าเขามาอาณาจักรเลี่ยคงด้วยเจตนาดีหรือเจตนาร้าย!”
“…”
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์เสียงขรมกันอยู่นาน เพราะการปรากฏตัวของ จ้าวซานหลิง งานแลกเปลี่ยนในลานประลองเลือดจึงถูกบีบให้ต้องหยุดลง กลางคัน
เนี่ยเทียนถือแหวนเก็บของที่จ้าวซานหลิงหลอมด้วยตัวเองไว้ในมือ อารมณ์ของเขาก็หนักอึ้งไม่ต่างกัน ประโยคสุดท้ายก่อนที่จ้าวซานหลิงจะ
จากไป รวมไปถึงเสียงหัว “เฮอะๆ” นั้นบอกกับเขาอย่างชัดเจนว่าจ้าว ซานหลิงรู้แล้วว่าคนที่เปิดเผยร่องรอยของเขาหาใช่ต่งลี่จากตระกูลต่ง แต่ เป็นเขาเนี่ยเทียน!
ในดินแดนดาวตก นอกจากท่านผู้นั้นของวิมานสวรรค์แล้ว ไม่ว่าใครที่ ถูกจ้าวซานหลิงเพ่งเล็ง เกรงว่าคงต้องปวดหัวอย่างหนัก
คนผู้นี้อำมหิตโหดร้าย มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วเก้าอาณาจักรใน ดินแดนดาวตก สามารถพูดได้ว่าเขาคือดาวพิฆาตอันดับหนึ่งของดินแดน ดาวตกอย่างแท้จริง!
นับแต่ที่เขาสร้างเขตแห่งความตายขึ้นมา ทุกสำนักในอาณาจักรต้าฮ วางเว้นเพียงสำนักอาวุธต่างก็ถูกเขาทำลายล้างจนเกลี้ยง ทำให้อาณาจักร ต้าฮวางเหลือสำนักอาวุธเป็นสำนักเพียงหนึ่งเดียว
หายนะที่เขาสร้างขึ้นสร้างความสะเทือนขวัญไปทั้งฟูาดิน ทำให้เหล่า ผู้แข็งแกร่งกริ่งเกรง
คนที่ถูกเขาหมายหัว ทั้งยังไม่เลื่อนสู่เขตวิญญาณ จะมีใครบ้างที่นอน หลับได้เป็นสุข
เนี่ยเทียนถึงขั้นรู้สึกว่าต่อให้เรียกโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมา ขอ แค่จ้าวซานหลิงคิดจะฆ่าเขา เขาก็ต้องตายอย่างมิต้องสงสัย
พลังในการต่อสู้ของโครงกระดูกปีศาจเลือด มากสุดก็แค่ต้านทานเขต วิญญาณขั้นต้นของเผ่ามนุษย์ได้เท่านั้น ทว่าจ้าวซานหลิง…คือเขต วิญญาณขั้นกลาง!
“แย่แล้ว!” ต่งลี่เองก็มีสีหน้าเศร้าสลดราวคนเสียบิดามารดา นางแอบ ร้อนใจแทนเนี่ยเทียน เป็นกังวลว่าเนี่ยเทียนจะถูกจ้าวซานหลิงสังหาร
“ไม่ต้องคิดมาก” เกาฝูจากพรรคคิชกูฏถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที ก่อน จะเอ่ยปลอบใจ “แม้พูดไปแล้วจะทำใจยอมรับได้ยากสักหน่อย แต่…หาก จ้าวซานหลิงคิดจะฆ่าเนี่ยเทียนจริงๆ เมื่อครู่นี้ก็ลงมือได้แล้ว เขาไม่มีทาง มาสนใจหายนะของดินแดนดาวตกหรือแยแสผลลัพธ์จากการที่ชนต่าง เผ่าบุกเข้ามาหรอก”
“นอกจากนี้ก็เป็นอย่างที่เขาบอกไว้ ตอนนี้ในอาณาจักรเลี่ยคงยังไม่มี ใครที่สามารถขัดขวางเขาได้”
ต่งเถิงเฟยเองก็ยิ้มเจื่อน พยักหน้าแสดงว่าเห็นด้วย “เนี่ยเทียน จ้าว ซานหลิงมาคราวนี้น่าจะแค่มาแลกเปลี่ยนสิ่งของง่ายๆ เพียงเท่านั้น แม้ ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่มีความคิดจะสังหารเจ้า พวก เราไม่อาจคาดเดาพฤติการณ์ของคนผู้ได้ แล้วก็คงไม่มีใครที่คาดเดาได้”
พอได้ยินพวกเขาพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนก็พอจะวางใจลงได้บ้าง ดังนั้นจึง ปล่อยกระแสจิตออกมากลุ่มหนึ่ง
ดวงตาของเขาค่อยๆ เปล่งประกาย
แหวนเก็บของที่จ้าวซานหลิงมอบไว้ให้ด้านในมีพื้นที่กว้างขวางกว่า แหวนเก็บของทั่วไปเกินสิบเท่า!
อย่าว่าแต่โครงกระดูกปีศาจเลือดตนหนึ่งเลย ต่อให้เก็บโครงกระดูก ปีศาจเลือดไว้สักสามตนก็ยังได้ แถมยังมีพื้นที่เหลือเฟืออีกด้วย
แหวนเก็บของนี้ไม่มีปราการห้วงมิติ เขาจึงสามารถเข้าไปตรวจสอบ ได้อย่างง่ายดาย
เขาเลิกสนใจจุดประสงค์การมาของจ้าวซานหลิง เพราะแหวนเก็บ ของที่จ้าวซานหลิงมอบให้สามารถแก้ไขปัญหาใหญ่ของเนี่ยเทียนตอนนี้ ได้อย่างแท้จริง—ในที่สุดโครงกระดูกปีศาจเลือดก็มีที่เก็บแล้ว
เพราะการปรากฏตัวของจ้าวซานหลิง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ในลาน ประลองเลือดจึงยังคงดำเนินต่อไป
เนี่ยเทียนที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรซึ่งได้มาจากฟูาดินอีกแห่งหนึ่งเสร็จ แล้วพลันรู้สึกเบื่อหน่ายจึงเตรียมจะจากไป
“เนี่ยเทียน!” ต่งเถิงเฟยตวาดเบาๆ “ช่วงนี้อย่าออกไปนอกเมืองโพ่ เมี่ยเด็ดขาด ทางที่ดีที่สุด…มาอยู่กับตระกูลต่งของพวกเรา”
“ไหนว่าจ้าวซานหลิงจะไม่ลงมืออย่างไรล่ะ?” ต่งลี่เริ่มเป็นกังวล ขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่ใช่เพื่อปูองกันจ้าวซานหลิง” ต่งเถิงเฟยแค่นเสียงกล่าว มองไป ทางกลุ่มคนที่คอยเหลือบตามามองเนี่ยเทียนเป็นระยะ “ด้วยตัวตนและ นิสัยของจ้าวซานหลิง หากคิดจะแย่งชิงซึ่งๆ หน้า เมื่อครู่นี้คงทำไปแล้ว เขาไม่มีทางแยแสกฎที่แต่ละสำนักตั้งเอาไว้แน่นอน”
“ที่ข้าเป็นกังวลก็คือไอ้พวกตัวตลกโง่เง่า พวกหนูโสโครกตัวอื่นๆ มากกว่า!”
กันฉงที่ห่างออกไปไกลก็เหลือบมองมาทางนี้แวบหนึ่ง นัยน์ตาของเขา ก็ฉายแววระแวงภัยเช่นกัน
“ไม่เป็นไร ข้ารู้อะไรควรไม่ควร” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ “พวกหนู โสโครกเหล่านั้นหากไม่มาก็ยังพอว่า แต่หากมาลงมือกับข้าจริงๆ หึหึ ข้า จะสร้างความประหลาดใจให้กับพวกเขาเอง”
กล่าวจบเขาก็เดินดิ่งออกไปข้างนอกทันที
พวกหลีจิ้งและฝางฮุยที่อยู่ในกลุ่มคนพอเห็นว่าเขากำลังจะจากไปก็ รีบเดินขึ้นหน้ามาใกล้
“เจ้าจะไปไหน?” ต่งลี่ถามอุทานเสียงตกใจ
“ไปยังสถานที่ที่ผู้ฝึกลมปราณจากอาณาจักรหลีเทียนควรจะไป” เนี่ย เทียนหัวเราะยาวๆ หนึ่งเสียง ก่อนจะเดินอาดๆ ออกไปจากศูนย์ บัญชาการกะโหลกเลือด
ต่งลี่ทำท่าจะตามไปแต่กลับถูกต่งเถิงเฟยห้ามเอาไว้ “การแลกเปลี่ยน ของพวกเรายังไม่สิ้นสุด จำเป็นต้องให้เจ้าและปุายเจี๋ยอยู่ด้วย อีกอย่าง คนพวกนั้นของอาณาจักรหลีเทียนก็ตามเนี่ยเทียนไปแล้ว พวกเขาล้วนมี เขตลี้ลับ แถมที่นี่ยังเป็นเมืองโพ่เมี่ย ไม่มีใครตาไร้แววถึงขนาดกล้าลงมือ กับเขาที่นี่หรอก”
“มีคนของสำนักโลหิต วังยมบาลอยู่ด้วย นอกเสียจากเขตวิญญาณ แล้ว ก็ไม่มีทางเกิดเรื่องกับเนี่ยเทียนแน่นอน” เกาฝูจากพรรคคิชกูฏก็เอ่ย ขึ้นช้าๆ “เขตวิญญาณส่วนใหญ่ล้วนเห็นแก่ฐานะที่สูงส่งของตัวเอง ย่อม
ไม่มีทางลงมือโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด แม้แต่คนบ้าอย่างจ้าวซานหลิงก็ยังไม่ แย่งชิงสิ่งของเหล่านั้น คนอื่นๆ ก็ยิ่งไม่มีทางลงมือเล่นงานเขา”
นั่นถึงทำให้ต่งลี่วางใจได้
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในศูนย์บัญชาการกะโหลกเลือดล้วนถูกเนี่ยเทียน โยนทิ้งไว้ข้างหลัง เขาเดินทางกลับไปยังเขตถนนเก่าโทรมพร้อมกับพวก หลีจิ้ง ฝางฮุย
พวกฝางฮุยเห็นว่าเนี่ยเทียนตรงดิ่งไปยังพื้นที่ที่วางโครงกระดูกปีศาจ เลือดเอาไว้ก็ตามไปด้วย
พอมาถึงเนี่ยเทียนก็ใช้พลังจิตเชื่อมโยงกับแหวนเก็บของที่จ้าวซานห ลิงมอบให้ ก่อนที่พลังชักนำทางห้วงมิติระลอกหนึ่งจะเกิดขึ้น
โครงกระดูกปีศาจเลือดเรือนกายยาวสามสิบเมตรที่นอนอยู่บนพื้นถูก พลังห้วงมิติชักนำจึงบินเข้าไปในแหวนเก็บของทันที
ก่อนหน้าที่โครงกระดูกใหญ่ยักษ์ของโครงกระดูกปีศาจเลือดจะร่วงลง ไปในแหวนเก็บของ ภายใต้ประสิทธิภาพของเวทลับห้วงมิติ มันก็หดเล็ก ลงอย่างรวดเร็ว สุดท้ายถึงกลายมาเป็นแสงสีขาวเส้นหนึ่งที่หายวับไป
“ใช้ได้จริงๆ ด้วย!” เนี่ยเทียนหัวเราะร่า
“มีโครงกระดูกปีศาจเลือดตนนี้อยู่ เจ้าพวกต่ำช้าด้านนอกที่คิดจะเล่น งานเจ้าก็คงลงมือได้ไม่ง่ายนัก” หลีจิ้งเองก็คลายใจลงได้ “นอกเสียจากว่า เป็นเขตลี้ลับช่วงท้าย หาไม่แล้วคงยากจะเอาชนะโครงกระดูกปีศาจเลือด จนสังหารเจ้าได้”
เนี่ยเทียนยิ้มรับไม่เอ่ยตอบ
มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่าพลังการต่อสู้ในปัจจุบันของโครงกระดูก ปีศาจเลือดตนนี้เทียบเคียงได้กับเขตวิญญาณช่วงต้น
หากเขตลี้ลับช่วงกลางและช่วงท้ายคิดจะลงมือกับเขาจริง ก็เท่ากับมา รนหาที่ตายเท่านั้น
“มีคน…”
ฉางเซินจากวังยมบาลคิ้วกระตุก พลันหันไปมองข้างนอก ไม่นานก็ เห็นคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างโดดเดี่ยว
“ท่านนี้คือ?” หลีจิ้งอึ้งไปครู่ก่อนสีหน้าจะเริ่มเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา “ก็แค่เขตสามัญช่วงท้ายเท่านั้น หรือคิดจะรนหาที่ตายลงมือต่อหน้าต่อ ตาพวกเรา”
“คนกันเอง” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ
หลังจากนั้นก็เห็นว่าคนผู้นั้นเดินช้าๆ มาหยุดอยู่ข้างกายเนี่ยเทียน แล้วเอ่ยเรียกเบาๆ “นายน้อยเนี่ย”
“เขาคือ?” หลีจิ้งมีสีหน้าตกใจ
“หลี่หลางเฟิง” เนี่ยเทียนอธิบาย
ทุกคนพลันกระจ่างแจ้ง
การที่เนี่ยเทียนยอมฉีกหน้าลัทธิอูตู๋ สละหินวิเศษห้าล้านก้อนทิ้งไป เพื่อหลี่หลางเฟิง โดยส่วนตัวพวกเขาล้วนรู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไหร่ นัก
แต่ในเมื่อเนี่ยเทียนเลือกจะทำอย่างนั้นเพื่อคนผู้นี้ พวกเขาเองก็ไม่ สะดวกจะพูดให้มากความ
เมื่อรู้ว่าหลี่หลางเฟิงไม่ใช่ศัตรู พวกเขาจึงวางใจลงได้
“ข้าจะอยู่ที่นี่อีกพักหนึ่ง ทุกท่านไม่ต้องสนใจข้า” เนี่ยเทียนกล่าว
“ก็ดี” ฝางฮุยพยักหน้า “ที่นี่มีคนจากแต่ละสำนักของอาณาจักรหลี เทียนเราอยู่ หากไม่ใช่เขตวิญญาณเข้ามาสังหาร เจ้าก็น่าจะยังปลอดภัย ดี”
จากนั้นแต่ละคนจากอาณาจักรหลีเทียนก็ทยอยกันจากไป
เมื่อเหลือเพียงเนี่ยเทียนและหลี่หลางเฟิงหลี่หลางเฟิงที่อารมณ์สงบ ลงแล้วถึงได้พูดขึ้นเบาๆ ว่า “นายน้อยเนี่ย อันที่จริงแล้วท่านไม่ จำเป็นต้องทำเช่นนี้”
“เจ้าหมายถึงเรื่องที่ข้าแตกหักกับลัทธิอูตู๋น่ะรึ?” เนี่ยเทียนหัวเราะหึ หึ “บอกเจ้าตามตรงว่าตอนที่อยู่ในพื้นที่แห่งนั้น ข้าสังหารคนของลัทธิอูตู๋ ไปไม่น้อย ข้ากับลัทธิอูตู๋เป็นเหมือนน้ำกับไฟมาตั้งนานแล้ว เพียงแต่เป็น เพราะไม่มีคนของลัทธิอูตู๋รอดชีวิตกลับมา พวกเขาจึงยังไม่รู้เรื่องก็ เท่านั้น”
ระหว่างที่พูด เขาก็หยิบเอาตำราหนังสัตว์หลายเล่มของเผ่าทมิฬ ออกมา “เจ้าอ่านภาษาของเผ่าทมิฬออกไหม?”
“ภาษาของชนต่างเผ่าทั้งหมด ข้ารู้แต่ภาษาของเผ่าทมิฬ เพราะข้ารู้ ว่าวิชาพิษร้ายที่ข้าฝึกฝนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับเผ่าทมิฬ ดังนั้นเลยตั้งใจ ศึกษาเป็นพิเศษ” หลี่หลางเฟิงเอ่ยตอบ
“งั้นก็ดี” เนี่ยเทียนส่งตำราเหล่านั้นให้อีกฝุาย “หวังว่าเวทลับเหล่านี้ ของเผ่าทมิฬจะช่วยเป็นแนวทางการฝึกวิชาพิษร้ายของเจ้า ทำให้เจ้า เผชิญกับความเจ็บปวดน้อยลง”
“ขอบคุณมาก!” หลี่หลางเฟิงรับตำราเหล่านั้นมาด้วยท่าทางทะนุ ถนอม ทั้งนิ้วมือยังสั่นน้อยๆ
เขาเข้าใจดีกว่าใครว่าตำราบางๆ ไม่กี่เล่มนี้มีความหมายเช่นไรต่อเขา และคนของลัทธิอูตู๋ที่ฝึกวิชาพิษร้าย