ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 601 กลับเมืองอย่างองอาจ
นอกเมืองโพ่เมี่ย
เนี่ยเทียนรอมาเต็มๆ หนึ่งชั่วยาม ทว่ากลับไม่มีเขตลี้ลับคนใดกล้า ขยับเข้ามาใกล้เขาอีกแม้แต่ก้าวเดียว
ผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับห้าคนถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดสังหารอย่าง ง่ายดาย ข่าวนี้แพร่ออกจากปากของพวกเขตสามัญที่ตกใจหวาดผวาจน หนีกลับไปที่เมืองโพ่เมี่ยนานแล้ว
“คงไม่มีคนมาอีกแล้วล่ะ” ต่งลี่ยิ้มเบิกบาน ในมือถือแหวนเก็บของไว้ ห้าวง นางหันมาพูดกับเนี่ยเทียน “กลับเมืองกันเถอะ ในแหวนเก็บของ เหล่านี้คือของที่เขตลี้ลับทั้งห้าสะสมมาทั้งชีวิต ข้าลองคำนวณดูคร่าวๆ ราคา…ก็น่าจะเกินสิบล้านหินวิเศษขึ้นไป”
เย่ฉินเองก็แย้มยิ้ม “เนี่ยเทียน นอกเสียจากเขตวิญญาณจะลงมือเอง หาไม่แล้วก็คงไม่มีใครกล้ามาลงมือกับเจ้าอีกกระมัง?”
ลังเลอยู่ครู่ นางก็เหลือบมองโครงกระดูกปีศาจเลือดที่เนี่ยเทียนนั่งอยู่ บนไหล่ของมันด้วยสายตาตื่นกลัวน้อยๆ แล้วจึงพูดอีกว่า “พลังในการ ต่อสู้ของหุ่นเชิดเลือดตนนี้เทียบเคียงได้กับเขตวิญญาณขั้นต้น นี่ หมายความว่าต่อให้เป็นเขตวิญญาณขั้นตนก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะ สังหารเจ้าได้เมื่อมีมันเป็นภัยคุกคาม”
“เฮอะ ตลอดทั้งดินแดนดาวตก ผู้ที่อยู่เขตวิญญาณช่วงกลางจะมีสักกี่ คนเชียว?”
“ต่อให้พวกผู้เฒ่าประหลาดที่เก็บตัวมานานออกจากด่านจริงๆ พวก เขาก็ยังต้องกังวลกับเรื่องที่ชนต่างเผ่าจะเข้ามารุกราน มีหรือจะกล้ามา หาเรื่องเจ้า?”
คนอื่นๆ เองก็พากันเอ่ยปาก บอกกับเนี่ยเทียนว่าไม่จำเป็นต้องรออีก ต่อไป
หากยังรอต่อไปก็ไม่มีทางที่พวกตาไร้แววคนไหนจะออกจากเมืองมา สังหารเขาอีก
เนี่ยเทียนที่รอมานานมากแล้วก็รู้ว่าพวกเขาพูดไม่ผิดจึงพยักหน้ารับ หันไปพูดกับต่งลี่ว่า “ของทั้งหมดในแหวนเก็บของของเขตลี้ลับห้าคน เจ้า ช่วยไปแลกเปลี่ยนมาให้ข้าหน่อย ข้าต้องการอะไร…เจ้ารู้ดี ยิ่งระดับสูง เท่าไหร่ก็ยิ่งดี!”
ต่งลี่อึ้งไปครู่ “ที่ข้าช่วยแลกมาให้เจ้า ยังไม่พอหรอกหรือ?”
นางรู้มาโดยตลอดว่าเนี่ยเทียนมีข้อเรียกร้องที่มหาศาลอย่างน่า เหลือเชื่อต่อเนื้อสัตว์วิเศษ หลังจากที่นางกลับไปถึงตระกูลต่งก็ได้เอาของ บางอย่างในแหวนเก็บของของเนี่ยเทียนที่ไม่สะดวกเปิดเผยไปทำการ แลกเปลี่ยนอย่างลับๆ กับองค์กรการค้าสุ่ยเยว่ จากนั้นจึงสะสมเนื้อสัตว์ วิเศษระดับสี่มาให้เนี่ยเทียนเป็นจำนวนมาก
เนื้อสัตว์วิเศษมากมายขนาดนี้ นางรู้สึกว่าต่อให้เนี่ยเทียนใช้เวลาห้าปี ก็ใช่ว่าจะกินได้หมด
ทว่าเนี่ยเทียนกลับต้องการให้นางใช้ของที่เขตลี้ลับทั้งห้าสะสมมาชั่ว ชีวิตไปแลกเนื้อสัตว์วิเศษมามากกว่าเดิม?
เนี่ยเทียนมีความปรารถนาต่อเนื้อสัตว์วิเศษมากน้อยแค่ไหนกันแน่?
เนี่ยเทียนรู้ดีว่าหากใช้วิธีการปกติทั่วไปอย่างการกินและย่อยด้วย กระเพาะอาหาร เขาย่อมไม่มีทางเผาผลาญเนื้อเหล่านั้นที่ต่งลี่ซื้อมาให้ได้ หมดในระยะเวลาอันสั้น
ทว่าหลังจากที่พรสวรรค์สายเลือดแห่งชีวิตอย่างการสูบดึงพลังชีวิต ของเขาฟื้นตื่นขึ้นมา เขาก็สามารถใช้การสูบดึงพลังชีวิตมาดูดซับเอาพลัง ชีวิตปริมาณมหาศาลจากในเนื้อสัตว์วิเศษได้โดยตรง
เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้มองดูเหมือนเนื้อสัตว์เหล่านั้นเยอะเป็นภูเขา ทว่าหากร่ายใช้การสูบดึงพลังชีวิตเข้าจริงๆ แท้จริงแล้วจำนวนนั้นจึงยังไม่ พอ
เขารู้ชัดเจนดีว่าเนื่องจากปราณเลือดสีเขียวที่แฝงความลี้ลับของชีวิต ซึ่งขดอยู่ในหัวใจของเขาอยู่ในสภาวะจำศีลรอการแปรสภาพ รอให้ พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นมันจึงไม่ได้ แสดงความละโมบออกมาให้เห็น
แต่หากปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นปลุกพรสวรรค์ให้ตื่นสำเร็จเมื่อไหร่ มัน…ก็จะมีท่าทีกระหายไร้ที่สิ้นสุดอีกครั้ง
เมื่อสายเลือดผ่านการแปรสภาพมาแล้วหลายครั้งจึงทำให้เขาเข้าใจ ว่ายิ่งเป็นการฟื้นตื่นของสายเลือดในช่วงหลังๆ จิงชี่เลือดเนื้อที่ต้องการก็ ยิ่งมากมหาศาล
นอกจากนี้เรือนกายนี้ของเขาก็ยังจำเป็นต้องฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ ต่อไป นอกจากต้องพึ่งพาจิงชี่พืชหญ้าแล้ว ขณะเดียวกันก็ต้องการจิงชี่ เลือดเนื้อที่เข้มข้นด้วย
ความปรารถนาที่ร่างกายและปราณเลือดสีเขียวของเขามีต่อจิงชี่ เลือดเนื้อ เรียกได้ว่าอยู่ห่างไกลจากที่ต่งลี่คิดไว้ลิบลับ!
“ไม่พอ ข้าต้องการมากกว่านั้น” เนี่ยเทียนกล่าวเบาๆ
ต่งลี่พยักหน้ารับเบาๆ อย่างรู้ใจ “ข้าเข้าใจแล้ว”
บทสนทนาของคนทั้งสอง คนอื่นๆ ล้วนไม่อาจเข้าใจได้ว่าพวกเขา หมายถึงอะไร
เนี่ยเทียนก็ไม่คิดจะอธิบาย พอเห็นว่าทุกคนที่อยู่ใต้ปราณวิญญาณฟูา ดินสกปรกมานานจึงเผาผลาญพลังวิญญาณในร่างของพวกเขาเพื่อใช้ ต้านทานการกัดกินเลือดเนื้อไปไม่น้อย และตอนนี้หลายคนก็เริ่มจะรับไม่ ไหวแล้ว ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจกลับเมือง
เมื่อความคิดฉุกขึ้น โครงกระดูกปีศาจเลือดก็ถูกเขาสั่งการให้ก้าว ยาวๆ ไปยังเมืองโพ่เมี่ย
โครงกระดูกปีศาจเลือดที่พลังเทียบเคียงได้กับเขตวิญญาณ อันที่จริง มันมีพลังในการเหาะเหินไปกลางอากาศ และสามารถนำมาใช้เป็นอาวุธ วิเศษประเภทบินเพื่อเพิ่มความเร็วได้ด้วย
แต่เนี่ยเทียนก็เข้าใจดีว่าต้นกำเนิดพลังงานของโครงกระดูกปีศาจ เลือดก็คือปราณเลือดเนื้อที่เข้มข้น
หากเขาใช้มันบินไปกลางอากาศก็จะต้องเผาผลาญพลังงานเลือดเนื้อ ที่มีค่าของตัวเองมากขึ้น แต่หากเพียงให้มันก้าวเดินไปอย่างนี้จะลดการ เผาผลาญไปได้เยอะมาก
ทว่าต่อให้แค่ก้าวเดิน ความเร็วของโครงกระดูกปีศาจเลือดก็ เทียบเคียงได้กับไฟฟูาสายรุ้งของพวกต่งปุายเจี๋ย
เนี่ยเทียนอาศัยการเชื่อมโยงที่แผ่วจางระหว่างเขาและเลือดสดของ ตัวเองจึงวิเคราะห์ได้อย่างแม่นยำว่าพลังชีวิตที่เขาถ่ายโอนให้กับโครง กระดูกปีศาจเลือดมากพอให้ใช้เพียงหนึ่งวัน
เมื่อหนึ่งวันนี้ผ่านไป โครงกระดูกปีศาจเลือดตนนี้ก็จะหลับลึกอีกครั้ง
นอกเสียจากเขาจะกรอกเทเลือดสดให้โครงกระดูกปีศาจเลือดอย่าง ต่อเนื่อง ทำให้ไฟแห่งชีวิตของมันเผาไหม้ตลอดเวลา หาไม่แล้วโครง กระดูกปีศาจเลือดก็จะต้องหลับลงไปอีกครั้ง
โครงกระดูกปีศาจเลือดที่เคลื่อนไหวได้แค่วันเดียว เก็บไว้ในแหวน เก็บของก็มีประโยชน์ไม่ต่างกัน
เขาเองก็ตั้งใจจะใช้โครงกระดูกปีศาจเลือดข่มขวัญไปแปดทิศ จึงไม่ เก็บมันเข้าไปไว้ในแหวนเก็บของ แต่เลือกจะนั่งอยู่บนไหล่ของโครง กระดูกปีศาจเลือดด้วยสีหน้านิ่งเฉย แล้วมุ่งหน้าไปยังเมืองโพ่เมี่ย
ไม่นานนักประตูเมืองโพ่เมี่ยก็ปรากฏอยู่ในเส้นสายตาของเขา
เขามองไกลๆ ไปเห็นว่าประตูเมืองที่เวลาส่วนใหญ่มักจะปิดสนิทยาม นี้ถูกเปิดอ้ากว้าง
บนกำแพงเมืองมีไฉ่หลันผู้นำของกะโหลกเลือด สือชิงจากกะโหลก เลือด และสมาชิกมากมายของกะโหลกเลือดกำลังมองมา
ข้างกายไฉ่หลันยังมีหูหรงจากพรรคคิชกูฏ และเกาฝูที่ช่วยประเมิน ราคาสิ่งของให้กับเขาในวันนั้น
นอกจากนี้แล้วยังมีผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญอีกหลายคนที่ตัวตนไม่แน่ ชัดซึ่งกระจายตัวกันอยู่ตามถนนแต่ละแห่งในเมือง ซึ่งทุกคนต่างก็ใช้ สายตาตกตะลึงมองมายังเขาอย่างล้ำลึก
“ฟิ้วๆๆ!”
อาวุธวิเศษประเภทบินหลายลำนำเข้าเมืองมาก่อน พวกต่งปุายเจี๋ย ลดตัวลงสู่พื้นทันที
รอจนเห็นว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดที่มีเนี่ยเทียนนั่งอยู่บนไหล่เดินมา หยุดอยู่หน้าประตูเมือง ไฉ่หลันก็สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยขอ อภัย “เนี่ยเทียน หาใช่ข้าไม่อยากช่วย แต่ขอบเขตของข้า…ก็แค่เขตลี้ลับ ช่วงท้าย ในเมื่อคนทั้งห้านั้นร่วมมือกันโจมตีเจ้า ต่อให้ข้าตามไปก็มิอาจ ช่วยอะไรได้”
“สิ่งเดียวที่ข้าพอทำได้ก็คือบอกข่าวที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายให้กับพวก เขตลี้ลับที่เจ้าสนิทสนมทราบ”
“เพียงแต่…”
ไฉ่หลันพูดมาเพียงครึ่งเดียวก็หยุดชะงัก
พวกกันฉงไม่ได้ปรากฏตัวในค่ายกลนำส่งของกะโหลกเลือด เขาเองก็ ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดเหมือนกัน
เวลานี้เสวียนเข่อก็พูดขึ้นมา “ใต้เท้ากันฉงของสำนักข้าและผู้อาวุโส ตระกูลต่ง รวมไปถึงเขตลี้ลับอีกไม่น้อยต่างก็พยายามจะใช้ค่ายกลนำส่ง หลังที่ใกล้ที่สุดเดินทางมายังเมืองโพ่เมี่ย ทว่าค่ายกลนำส่งหลังนั้นมีคน ของลัทธิอูตู๋ สำนักเทียนเหยียนเป็นผู้เฝูาพิทักษ์ แล้วก็ดันบังเอิญพังขึ้นมา กะทันหันเสียอย่างนั้น”
“การซ่อมแซมค่ายกลหลังนั้นต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม ยังไม่ทันรอให้ พวกเขาหาวิธีการอื่นได้ เนี่ยเทียนก็ใช้หุ่นเชิดเลือดสังหารเขตลี้ลับห้าคน นั้นไปก่อนแล้ว”
“ส่วนพวกเราก็ส่งข่าวบอกพวกเขาผ่านหินส่งข้อความเสียง เมื่อพวก เขารู้ว่าสถานการณ์ทางนี้มั่นคงแล้วจึงไม่ได้รีบร้อนเดินทางมา”
คำอธิบายของเขาทำให้ไฉ่หลันเข้าใจเรื่องราวที่ซุกซ่อนอยู่ในทันที “ที่ แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
จากเสียงร้องโหยหวนก่อนตายของเขตลี้ลับทั้งห้าคนนั้น เนี่ยเทียนก็รู้ แล้วว่าเบื้องหลังของคนเหล่านี้มีโหวชิ่งเซินหลี่ชิงอวิ๋นเป็นผู้บงการ
น่าเสียดายที่ทุกคนล้วนถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดสังหารหมด และ เขาก็ไม่มีวิธีทำให้คนตายฟื้นคืนชีพมาเอาผิดโหวชิงเซินหลี่ชิงอวิ๋นได้
เมื่อไม่มีหลักฐาน หากเขาจะคิดเล่นงานคนพวกนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่เขาเองก็ไม่รีบร้อน เพียงแค่จำเรื่องนี้ไว้ในใจ แล้วค่อยคิดบัญชีคน พวกนั้นในภายหลังช้าๆ “ท่านผู้นำไม่ต้องโทษตัวเอง ข้ากล้าออกจาก เมืองย่อมมีความมั่นใจมากพอ”
หยุดไปครู่เขาก็หันมองไปยังพวกกลุ่มคนมากมายที่รวมตัวกันอยู่ตรง ประตูเมือง แล้วก็พลันหยิบเอาปูายขุนนางต่างถิ่นที่กะโหลกเลือดมอบให้ เขาในปีนั้นออกมา
ปีนั้นปูายขุนนางต่างถิ่นที่กะโหลกเลือดนี้ได้กลับมาอยู่ในมือของเขา อีกครั้งหลังจากที่หลี่เหย่หลอมดาราเพลิงกาฬได้สำเร็จ
เขาโบกปูายในมือแล้วยิ้มน้อยๆ “ปูายนี้ข้าเก็บไว้กับตัวตลอดเวลา ตอนนี้ข้ายังคงเป็นขุนนางต่างถิ่นของกะโหลกเลือด อย่างไรซะข้าก็ยัง ยอมรับตัวตนนี้ เพียงแต่ไม่ทราบว่าท่านผู้นำ…”
ไฉ่หลันเห็นว่าเนี่ยเทียนหยิบเอาปูายที่เป็นตัวแทนของขุนนางต่างถิ่น กะโหลกเลือดออกมาชูขึ้นสูงก็พลันตัวสั่นเทิ้ม
ยังไม่ทันรอให้เนี่ยเทียนเอ่ยจบ ไฉ่หลันก็รีบแสดงท่าที “ขอแค่เจ้า ยอมรับ! เจ้า เจ้าก็จะเป็นขุนนางต่างถิ่นที่ฐานะสูงส่งที่สุดของกะโหลก เลือดต่อไป!”
กะโหลกเลือดในทุกวันนี้ได้สูญเสียสิทธิ์ในการควบคุมเมืองโพ่เมี่ยไป แล้ว ผู้แข็งแกร่งของสำนักใหญ่ๆ จากต่างอาณาจักร รวมไปถึงผู้ฝึกตน อิสระที่ดุร้ายอีกมากมายไม่คิดจะไว้หน้าไฉ่หลันแม้แต่น้อย
เขตลี้ลับทั้งห้านั้น มีสามคนที่ขอบเขตเท่ากับไฉ่หลัน แล้วมีหรือที่เขา จะสนใจใยดีไฉ่หลัน?
ในนาม กะโหลกเลือดถือว่ายังเป็นผู้จัดการระเบียบในเมืองโพ่เมี่ย ทว่าตำแหน่งของพวกเขาในเมืองโพ่เมี่ยทุกวันนี้กลับเหมือนพ่อบ้านที่ต้อง ดูแลเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากกว่า ถือว่าน่ากระอักกระอ่วนใจยิ่งนัก
เมื่อเนี่ยเทียนหยิบปูายขุนนางต่างถิ่นของกะโหลกเลือดออกมาแสดง ตัวตน นี่เท่ากับเป็นการส่งถ่านติดไฟในยามหิมะตก (เปรียบเปรยว่าให้ การช่วยเหลือแก่ผู้ที่กำลังตกอยู่ในคราวลำบาก) ให้กับกะโหลกเลือด ทางอ้อม!
เนี่ยเทียนที่สามารถเรียกใช้หุ่นเชิดเลือดซึ่งมีพลังต่อสู้เท่าเขตวิญญาณ ช่วงต้นจนทำให้เขาสังหารศัตรูได้ตามใจชอบ แทบจะกลายมาเป็นที่พึ่ง ของไฉ่หลันในชั่วพริบตา!
เขาเชื่อว่าพอคำพูดเมื่อครู่นี้ของเนี่ยเทียนแพร่ไปทั่วเมืองโพ่เมี่ย ต่อ ให้ผู้ฝึกลมปราณเขตสามัญ เขตลี้ลับมากมายที่อาศัยอยู่ในเมืองคิดจะทำ ตัวกำเริบเสิบสานแค่ไหนก็ยังต้องชั่งน้ำหนักถึงผลร้ายที่จะตามมา เสียก่อน
เวลานี้โครงกระดูกปีศาจเลือดที่อยู่เบื้องหลังเนี่ยเทียนไม่เพียงแต่เป็น ที่พึ่งให้กับอาณาจักรหลีเทียน แต่กลายมาเป็นโล่หนุนหลังที่แข็งแกร่งของ กะโหลกเลือดด้วย!
“ก่อนหน้านี้กะโหลกเลือดดีต่อข้าไม่น้อย ข้ากับไฉ่โยวก็เป็นเพื่อนกัน ท่านลุงสือเองก็ดูแลข้าเป็นอย่างดี ดังนั้นข้าจะเก็บปูายขุนนางต่างถิ่นนี้ไว้ กับตัวตลอดเวลา” เนี่ยเทียนกล่าวจริงจัง
สือชิงที่อยู่ข้างกายไฉ่หลันตื่นเต้นมากเป็นพิเศษ เขารีบพูดว่า “ได้รับ การยอมรับจากนายน้อยเนี่ย นับเป็นเกียรติของข้า!”
“เจ้าลูกตัวดีมีเจ้าเป็นเพื่อนก็คือความโชคดีของเขาเช่นกัน” ไฉ่หลัน ซาบซึ้งใจอย่างมาก ถึงกับลงจากกำแพงเมืองมาพาเนี่ยเทียนกลับเข้า เมืองด้วยตัวเอง
ผู้ฝึกลมปราณมากมายที่รวมตัวกันอยู่หน้าประตูเมืองเหลือบมองโครง กระดูกปีศาจเลือดร่างใหญ่เท่าภูเขา ทุกคนที่ได้ประสานสายตากับมันต่าง ก็มองเห็นกลิ่นคาวเลือดแห่งความตายไร้ที่สิ้นสุดซึ่งอบอวลอยู่ในดวงตา ลึกโบ๋สีเขียวเหลือบเทาคู่นั้น
หัวใจของพวกเขาก็สั่นสะท้านมากเหมือนกัน แต่ละคนต่างร้องอุทาน อยู่ในใจ “พลังต่อสู้เขตวิญญาณ! หุ่นเชิดเลือดตัวนี้ต้องมีพลังการต่อสู้เท่า เขตวิญญาณแน่นอน! หาไม่แล้วเพียงแค่มองตามัน ข้าก็คงไม่รู้สึกเหมือน เผชิญหน้ากับความตายเช่นนี้!”