ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 607 การสกัดแก่นเลือด!
สุดท้ายหูหันก็ต้องจากไปเพราะคำเกลี้ยกล่อมของหลี่หลางเฟิง
การฝุาทะลุขอบเขตของเนี่ยเทียนนั้นสำคัญมาก แล้วเขาก็รู้ดีถึงความ พิเศษในร่างของเนี่ยเทียน เพราะกลัวว่าหูหันจะเห็นความพิเศษเหล่านี้ เขาจึงได้แต่ขับไล่นางออกไป
คนจากซากปรักหักพังสิบกว่าคนที่หนีมาถึงที่นี่ต่างก็จับกลุ่มกันสอง คนสามคนนั่งกระจายอยู่รอบค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ
พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามวัน
สามวันมานี้ไม่มีชนต่างเผ่ามาเยือน หรือแม้แต่สัตว์วิเศษแปรสภาพก็ ยังไม่มีการเคลื่อนไหว
ทว่าคนสิบกว่าคนที่มาเยือนกลับต้องได้เจอความทุกข์ทรมาน
ยิ่งปราณวิญญาณสกปรกมารวมตัวกันอยู่ในปุาม่านเทามากขึ้นเรื่อยๆ คนเหล่านั้นที่ต้านทานปราณวิญญาณสกปรกจึงเริ่มแบกรับไม่ไหว
สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ซากปรักหักพัง ไม่มีค่ายกลใหญ่ที่ช่วยสกัดกั้น ปราณวิญญาณสกปรกเอาไว้ภายนอก บวกกับปราณวิญญาณสกปรกของ ที่นี่เข้มข้นยิ่งกว่าบริเวณใกล้เคียงเทือกเขาฮว้านคง พวกเขาจึงจำเป็นต้อง ต้านทานการรุกรานจากปราณวิญญาณสกปรกอยู่ตลอดเวลา
พวกฝูเหิงนั้นเนื่องจากขอบเขตสูง บวกกับที่ในร่างมีอาวุธวิเศษจึงยัง ไม่มีท่าทีเหนื่อยล้าให้เห็น
ทว่าหูเซวียนน้องชายของหูหันขอบเขตต่ำ ของเล่นชิ้นเล็กที่สร้างม่าน แสงพลังวิญญาณให้กับเขานั้นหากอยู่ที่อื่นยังพอเอามาใช้ได้ แต่เมื่อมาอยู่ ที่นี่กลับไม่มีประโยชน์มากเท่าไหร่นัก
หูหันเริ่มร้อนใจ ได้แต่เผาผลาญพลังวิญญาณในร่างของตัวเองเข้าไป ในอาวุธชิ้นนั้นเพื่อช่วยน้องชายนางต้านทานการกัดกินของปราณ วิญญาณสกปรก
และยังมีอีกหลายคนที่ต่างก็หน้านิ่วคิ้วขมวด ปวดหัวไปกับเรื่องปราณ วิญญาณสกปรกนี้
หากพวกเขาหาวิธีแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่จำเป็นต้องรอให้ชนต่างเผ่ามาถึง และไม่จำเป็นต้องผ่านการเข่นฆ่ากับสัตว์วิเศษแปรสภาพ พวกเขาก็จะถูก ปราณวิญญาณสกปรกนี้กัดกร่อนจนเนื้อเน่าเละและตายอยู่ที่นี่
หลี่หลางเฟิงไม่ได้สนใจปัญหาของพวกเขา ยังคงนั่งเฝูารออยู่ข้างกาย เนี่ยเทียนเงียบๆ
ผ่านไปอีกสองวัน เนี่ยเทียนที่ตั้งใจฝึกตนมากนาน ในที่สุดก็สร้าง น้ำวนลูกที่เก้าขึ้นมาได้สำเร็จ
เนี่ยเทียนเลื่อนสู่เขตต้นสวรรค์ช่วงท้ายได้อย่างราบรื่น เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็พลันตัวสั่นสะท้าน
เขาสังเกตเห็นว่าโซ่ผลึกสายเลือดแต่ละเส้นซึ่งอยู่ในปราณเลือดสี เขียวที่หลับลึกอยู่ในหัวใจมานาน บัดนี้พลันเปล่งประกายแสงเจิดจ้า
จุดแสงสีเขียวมากมายเหมือนได้นาบประทับสัจธรรมความจริงแห่ง ชีวิตเอาไว้ เป็นเหมือนปลาดวงดาวที่ว่ายวนเปลี่ยนตำแหน่งอยู่ในโซ่ผลึก สายเลือดอย่างต่อเนื่อง พรสวรรค์ใหม่ของสายเลือดอย่างการสกัดแก่น เลือดก็ถือกำเนิดขึ้นมาด้วย
“การสกัดแก่นเลือด!”
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้น ความลี้ลับ เกี่ยวกับพรสวรรค์นี้ก็ถูกนาบประทับลงมาในส่วนลึกของจิตวิญญาณเขา ด้วย
การสกัดแก่นเลือดก็คือเวทลับในการรวบรวมเลือดสดแล้วสกัดเอา แก่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเลือดออกมา
ทว่าควรจะเอาแก่นเลือดนี้มาใช้อย่างไร เขายังคงรู้สึกเลือนราง ไม่ เข้าใจแน่ชัดนัก
แต่ตอนที่เขาต่อสู้กับอามู่ซือ จากที่ได้สนทนากับอีกฝุายทำให้เขารู้ว่า แก่นเลือดคือส่วนกลั่นที่ยอดเยี่ยมที่สุดของชนต่างเผ่า เวทลับทาง สายเลือดมากมายและพรสวรรค์ที่ทำให้พวกเขาแข็งแกร่งล้วนจำเป็นต้อง อาศัยแก่นเลือดมากระตุ้น
มีดวิญญาณอสูรที่อามู่ซือใช้ก็เหมือนว่าต้องเผาผลาญแก่นเลือดถึงจะ ฟาดฟันออกมาได้ด้วยพลังสะท้านสะเทือนฟูาดินเช่นนั้น
ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้ว่าสำหรับชนต่างเผ่าแล้ว แก่นเลือดคือวัตถุที่สำคัญ อย่างถึงที่สุด
ตอนนี้เขายังไม่รู้ว่าควรจะเอาแก่นเลือดมาใช้อย่างไร เพราะเขาไม่ใช่ ชนต่างเผ่า ไม่มีผู้อาวุโสคอยบอกวิธีที่จะนำแก่นเลือดมาใช้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนั้นหากเขาคิดจะไขความลี้ลับของแก่นเลือดให้ออก เขา ก็ต้องไปสอบถามเอาจากผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าหรือไม่ก็คลำหา เส้นทางด้วยตัวเอง
“บางทีท่านอาจารย์อาจรู้ว่าควรจะใช้แก่นเลือดนี้อย่างไร”
นิ่งคิดไปครู่ เขาก็พลันกระตุ้นพรสวรรค์การสกัดแก่นเลือดโดยการ บังคับให้เลือดสดที่ไหลอยู่ในหลอดเลือดไปรวมตัวกันอยู่ในหัวใจ
พอเลือดสดมารวมกันที่หัวใจ หัวใจของเขาก็เต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง และปราณเลือดสีเขียวก็ปลดปล่อยประกายแสงลึกลับเจิดจ้า
ไม่นานแก่นเลือดหลายหยดที่เป็นสีแดงราวหินโมราก็ถูกสกัดออกมา อยู่ในหัวใจของเขา
ตอนที่แก่นเลือดทั้งหมดสิบหยดสกัดสำเร็จ เขาก็พลันรู้สึกอ่อนกำลัง อย่างรุนแรง
เมื่อฉุกคิดขึ้นได้เขาก็รู้ว่าเลือดสดส่วนใหญ่ที่ไหลอยู่ในร่างของเขาล้วน ถูกนำไปรวมกันที่หัวใจ และถูกสกัดออกมาเป็นแก่นเลือดสิบหยด
นี่ทำให้เลือดสดในหลอดเลือดของเขาเหลืออยู่เพียงน้อยนิด ความรู้สึกอ่อนล้าเพลียแรงจึงเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้
เขาพลันลืมตาโพลง มองไปยังซากศพสัตว์วิเศษแปรสภาพมากมายที่ อยู่นอกค่ายกลกำเนิดไม้โบราณแล้วออกคำสั่งกับหลี่หลางเฟิง “เอาศพ พวกนั้นเข้ามาให้ข้า!”
เขายกมือขึ้น กิ่งไม้หนึ่งกิ่งที่สร้างเป็นค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก็บินเข้า มากลางฝุามือ
ค่ายกลใหญ่หายวับไปในพริบตา
ที่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณยืนหยัดอยู่ได้นานขนาดนี้ก็เพราะตอนที่เขา ฝุาทะลุสู่เขตต้นสวรรค์ช่วงท้ายไม่ได้ดึงเอาจิงชี่พืชหญ้าออกมาจากในค่าย กลมากนัก
มีเพียงค่ายกลกำเนิดไม้โบราณถูกเขาดึงเอาจิงชี่พืชหญ้ามาอย่างบ้า คลั่งหรือไม่ก็ถูกโจมตีจากพลังภายนอกเท่านั้นถึงจะดูดเอาพลังงานพืช หญ้ามาจากต้นไม้รอบๆ
ช่วงที่ผ่านมานี้เขายุ่งอยู่กับการเลื่อนขั้น ไม่ได้รับเอาจิงชี่พืชหญ้ามา เท่าใดนัก อีกทั้งยังไม่ได้ถูกศัตรูภายนอกโจมตีม่านแสงสีเขียวเข้ม ดังนั้น ค่ายกลจึงยังโคจรได้เป็นปกติตลอดเวลา
“นายน้อยเนี่ย ท่านเลื่อนขั้นสำเร็จแล้วหรือ?” หลี่หลางเฟิงกล่าวอ ย่างปิติยินดี “ข้างนอกมีคนไม่น้อย…”
ชั่วขณะที่เขาลืมตาขึ้นมา กระแสจิตก็ได้เชื่อมโยงเข้ากับทิพย์จักษุทั้ง เก้าข้างทันที แน่นอนว่าย่อมมองเห็นพวกคนที่พยายามต้านทานการกัด กร่อนของปราณวิญญาณสกปรกอย่างลำบากอยู่นอกค่ายกลกำเนิดไม้ โบราณ
เขาพยักหน้าแสดงท่าทีว่าเข้าใจ ก่อนจะบอกให้หลี่หลางเฟิงลงมือ
สัตว์วิเศษแปรสภาพหลายตัวถูกหลี่หลางเฟิงดึงเข้ามาในค่ายกล รอ จนเขาทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เนี่ยเทียนก็สั่งความว่า “ให้คนพวกนั้นขยับ ออกไปห่างอีกหน่อย อย่าให้พวกเขาเห็นว่าข้าทำอะไร”
“เข้าใจแล้ว” หลี่หลางเฟิงรับคำอย่างรู้ใจ ก่อนจะสั่งให้พวกฝูเหิงขยับ ออกไปไกลกว่าเดิม
ส่วนเนี่ยเทียนก็ยืนอยู่ข้างศพสัตว์วิเศษแปรสภาพตัวหนึ่ง กดมือลงไป แล้วใช้พรสวรรค์การสูบดึงพลังชีวิตอย่างเงียบเชียบ
หลังจากที่หัวใจผ่านการชุบหลอม ความเร็วในการการสูบดึงพลังชีวิต ของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว จิงชี่เลือดเนื้อที่หลงเหลืออยู่ในกระดูก อวัยวะภายในและเส้นชีพจรของสัตว์วิเศษแปรสภาพระดับห้าตัวหนึ่งต่าง ก็ถูกดึงดูดเอามาในระยะเวลาสั้นๆ
จิงชี่เลือดเนื้อที่เข้มข้นนั้นถูกเขารับเข้ามาในร่างกายแล้วตรงไป รวมกันอยู่ในหัวใจ เมื่อผ่านการสร้างเลือดจากหัวใจ บวกกับการทำงาน ของปราณเลือดสีเขียวจึงเกิดเป็นเลือดกลุ่มใหม่ที่ไหลไปตามหลอดเลือด
อาจเพราะปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นรู้ว่าเขาอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้าถึง ขีดสุด แล้วก็รู้ว่าเลือดสดสำคัญกับเขามาก ในช่วงระยะเวลานี้มันจึงยังอยู่ ในสภาวะนิ่งสงบ
เนี่ยเทียนรู้ดีว่าหลังจากพรสวรรค์การสกัดแก่นเลือดนี้เกิดขึ้นมา ความปรารถนาที่ปราณเลือดสีเขียวมีต่อจิงชี่เลือดเนื้อจะต้องเปลี่ยนมา เป็นตะกละตะกลามอย่างถึงที่สุดอีกครั้ง
หากเลือดที่เขาเผาผลาญไปได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ปราณเลือดสี เขียวเส้นนั้นก็จะแสดงความละโมบออกมา
แม้สัตว์วิเศษแปรสภาพแต่ละตัวจะถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดดึงเอา เลือดสดมาจนหมด ทว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่เหลืออยู่ก็ยังมีมาก เนี่ยเทียนใช้ การสูบดึงพลังชีวิตที่เพิ่มขึ้นหลายเท่ามาดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้ออย่างต่อเนื่อง
หัวใจที่ถูกปรับเปลี่ยนด้วยเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ก็มีความสามารถใน การสร้างเลือดสูงขึ้นด้วย
เมื่อจิงชี่เลือดเนื้อเข้มข้นเหล่านั้นกรอกเทเข้ามา เลือดสดแต่ละหยดที่ ผ่านการกระตุ้นจากหัวใจและปราณเลือดสีเขียวต่างก็กระจายไปทั่วแขน ขาทั้งสี่ของเขาอีกครั้ง
พอเลือดสดไหลไปตามหลอดเลือด ความรู้สึกเหนื่อยล้าอ่อนแรงของ เนี่ยเทียนก็ค่อยๆ หายไปด้วย
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เลือดสดนับพันหยดที่เผาผลาญไปเพราะการสกัด แก่นเลือดสิบหยดของเขาก็ฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ
เวลานี้เขายังคงไม่หยุดสูบดึงพลังชีวิต
สัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหกสองตัวสุดท้ายที่ถูกเนี่ยเทียนเก็บไว้ โดยเฉพาะได้กลายมาเป็นเปูาหมายใหม่ของเนี่ยเทียน ซึ่งตอนนี้พวกมัน ถูกเขาใช้การสูบดึงพลังชีวิตมาดึงจิงชี่เลือดเนื้อออกมา
และเป็นอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ เมื่อเลือดสดเปี่ยมล้น และจิงชี่เลือด เนื้อกลุ่มใหม่ที่เขาเพิ่งดึงมาเข้าไปอยู่ในร่างกาย จิงชี่เลือดเนื้อเหล่านั้นก็
ถูกปราณเลือดสีเขียวนั้นชักนำให้เข้าไปยังหัวใจและถูกมันดูดซับอย่างบ้า คลั่งทันที
สัตว์วิเศษแปรสภาพสายเลือดระดับหกมีพลังเทียบเคียงได้กับเขตลี้ ลับของเผ่ามนุษย์ ต่อให้ถูกโครงกระดูกปีศาจเลือดจะช่วงชิงจิงชี่เลือดสด ที่อยู่ในกระดูก อวัยวะภายในและเส้นเลือดไป แต่มันก็ยังเข้มข้นมากอยู่ดี
ต่อให้การสูบดึงพลังชีวิตของเนี่ยเทียนจะมีความเร็วเพิ่มขึ้น แต่ก็ยัง ต้องใช้เวลาถึงพักหนึ่งจึงจะดูดซับจิงชี่เลือดเนื้อที่อยู่ภายในได้สำเร็จ
เมื่อร่างของสัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหกสองตัวร่างหดเล็กลงกว่าเดิม เกือบสองเท่าจนเหมือนเนื้อตากแห้ง ปราณเลือดสีเขียวเส้นที่ขดอยู่ใน หัวใจก็ยังคงเต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายใคร่และละโมบ
ราวกับว่าจิงชี่เลือดเนื้อมากมายที่อยู่ในสัตว์วิเศษแปรสภาพระดับหก ทั้งสองตัวนี้ก็ยังอยู่ไกลเกินกว่าความต้องการของมัน
“ยิ่งเป็นช่วงหลังๆ ความต้องการจิงชี่เลือดเนื้อก็ยิ่งมากขึ้นอย่างที่คิด จริงๆ ซึ่งบางทีอาจเพิ่มมาเป็นเท่าตัวหรือหลายเท่าตัวถึงจะทำให้มันพึง พอใจและปลุกพรสวรรค์แห่งสายเลือดขึ้นมาใหม่ได้”
เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็มองไปยังแก่นเลือดสิบหยดที่เพิ่มขึ้นมา ในหัวใจ ในเมื่อแก่นเลือดเพิ่มขึ้นมาอีกสิบหยด เขาก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าควร จะนำมาใช้เช่นไร
เขามีความรู้สึกว่าแก่นเลือดสิบหยดนั้นมีประโยชน์ต่อเขาอย่างมาก พลังที่ซุกซ่อนอยู่ในแก่นเลือดแต่ละหยดอาจจะใช้ได้นานเป็นครึ่งปีหรือ อาจมากกว่านั้น
สุดท้ายเขาก็เก็บความคิดนี้ไว้ในใจ ก่อนจะหันไปมองหลี่หลางเฟิงอีก ครั้ง “คนพวกนั้นมาได้ยังไง?”
หลี่หลางเฟิงเล่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากฟังจบ เนี่ยเทียนก็มีสีหน้าเคร่งขรึม “สถานการณ์ของ อาณาจักรเลี่ยคงเลวร้ายถึงระดับนี้เชียวหรือ เขตวิญญาณทุกคนล้วน เลือกที่จะถอยหนีกลับไป ทั้งเมืองโพ่เมี่ย ซากปรักหักพังและพื้นที่ที่ถูกทิ้ง ร้างต่างก็ถูกละทิ้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ หากพวกเราคิดจะจากไป เกรงว่าคงไม่มี ค่ายกลนำส่งให้ใช้แล้ว”
“ก่อนที่พวกสำนักใหญ่ๆ เหล่านั้นจะจากไปต่างก็ทำลายค่ายกลนำส่ง ทิ้งเพราะกลัวว่าชนต่างเผ่าจะบุกเข้าไปในอาณาจักรของพวกเขา” หลี่ หลางเฟิงถอนหายใจเบาๆ “พวกเราถูกกักตัวอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงแล้ว จริงๆ”
“พวกเขาช่างคิดได้ไร้เดียงสายิ่งนัก นึกหรือว่าทำลายค่ายกลนำส่งไป แล้วจะมีประโยชน์อะไร?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น “รอยแยกห้วงมิติ มากมายที่อยู่ในเทือกเขาฮว้านคงมีหลายเส้นที่เชื่อมโยงไปยังเก้า อาณาจักรในดินแดนดาวตก พวกเขาไม่รู้หรอกว่าชนต่างเผ่ามี ความสามารถที่จะใช้รอยแยกห้วงมิติเดินทางตรงไปยังอาณาจักรของพวก เขา”
ปีนั้นอสูรกายหลายตนเยื้องกรายมายังอาณาจักรเลี่ยคง จากนั้นก็ไป ที่อาณาจักรอั้นหมิงเพื่อเปิดใช้เรือรบทางช้างเผือก เรื่องนี้เนี่ยเทียนยังคง จดจำได้ขึ้นใจ
นี่หมายความว่า ชนต่างเผ่ามีวิธีและมีความสามารถที่จะไปจาก อาณาจักรเลี่ยคง
“เนี่ยเทียน มีผู้หญิงชื่อหูหันอยากพบเจ้า” หลี่หลางเฟิงกล่าว
“พานางมาเถอะ” เนี่ยเทียนบอก
หลี่หลางเฟิงจากไปทันที ไม่นานก็พาหูหันกลับมาด้วย
เมื่อหูหันมาถึง หลี่หลางเฟิงก็ถอยออกไปอย่างรู้ความ มีโครงกระดูก ปีศาจเลือดอยู่ด้วย อีกทั้งเนี่ยเทียนก็ตื่นแล้ว เขาจึงไม่เป็นกังวลอะไร
พอเห็นว่าหลี่หลางเฟิงจากไปไกลจนพ้นจากเส้นสายตา หูหันก็พลัน คุกเข่าทั้งคู่ลง ก้มหน้าพูดว่า “เนี่ยเทียน ปีนั้นข้าทำร้ายเจ้าเพราะ ต้องการช่วยน้องชาย ความผิดทุกอย่างล้วนอยู่ที่ข้า ขอแค่เจ้าปล่อย น้องชายของข้าไป เจ้าจะจัดการกับข้ายังไงก็ได้ ไม่ว่าเจ้าจะสังหารข้าหรือ ให้ข้าเป็นทาสรับใช้ ข้าก็จะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว”
เนี่ยเทียนมองนางด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่เอ่ยคำใด
หูหันเห็นว่าเขาไม่พูดไม่จา ในใจบังเกิดความหวาดกลัวจึงกัดฟันแล้ว เริ่มปลดเปลื้องเสื้อผ้าออกไปทีละชิ้น นั่งคุกเข่าเปลือยกายก้มหน้าพูด “ข้า ข้าพอจะมีรูปร่างหน้าตาใช้ได้อยู่บ้าง หากนายน้อยเนี่ยไม่รังเกียจ ข้า ยินดีปรนนิบัติเจ้า ขอแค่ไว้ชีวิตน้องชายของข้า ไม่ว่าเรื่องใดข้าก็จะ ยินยอมเชื่อฟังแต่โดยดี”
——