ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 612 เวลาหยุดนิ่ง!
เผ่าปักษาสายเลือดระดับสี่ผู้หนึ่งกำลังสยายปีกตรงเข้ามา
“สายเลือด! มีดวายุ!”
เมื่อปีกของเขากระพือไหว มีดวายุสีเทาขมุกขมัวก็พุ่งซัดเข้ามาเฉือน เฉือน
มีดวายุจำนวนมากกรีดลงบนเกราะมังกรเพลิง ทว่ากลับไม่ทิ้งร่องรอย ไว้แม้แต่รอยขีดข่วน
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็นหนึ่งที ร่างเปล่งแสงวาบหนึ่งครั้ง ใช้ดาวเปล่ง ประกายระยะสั้นมาปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังคนผู้นั้น มือข้างที่ว่างเปล่าของ เขาแปรเปลี่ยนมาเป็นใบมีดที่แทงเข้าไปยังหัวใจด้านหลังของเผ่าปักษา
“สวบ!”
เผ่าปักษาสายเลือดระดับสี่ถูกมือนั้นของเขาแทงทะลุร่างอย่าง ง่ายดาย
นิ้วทั้งห้าของเขาลอดทะลวงไปถึงหัวใจเผ่าปักษา ก่อนจะฝุาทะลุ ออกไปนอกหน้าอก
“อ่อนด้อยยิ่งนัก…”
เนี่ยเทียนพึมพำเบาๆ ตอนที่รถศึกทองคำขยับเข้ามาใกล้ เขาก็บิน พรวดเข้าหารถศึกอีกครั้ง
เวลานี้เอง เผ่าปักษาสายเลือดระดับสี่ผู้นั้นที่ขยับปีกหยุดค้างอยู่กลาง อากาศถึงได้ร่วงดิ่งลงพื้น
“นายน้อยเนี่ย เหตุใดชนต่างเผ่าเหล่านี้…ถึงได้อ่อนแอยิ่งกว่าพวกเรา เสียอีก?” หลี่หลางเฟิงกล่าวอย่างตกตะลึง
เท่าที่เขารู้มา ไม่ว่าเรือนกายของชนต่างเผ่าคนใดก็น่าจะแข็งแกร่งยิ่ง กว่าเผ่ามนุษย์สิถึงจะถูก ทว่าเหตุใดชนเผ่าปักษาผู้นั้นถึงได้ถูกมือของเนี่ย เทียนแทงทะลุร่างเหมือนคีมเหล็กที่แทงก้อนเต้าหู้ แค่การโจมตีเดียวก็รับ ไม่ได้อย่างนี้?
“ไม่ใช่เขาอ่อนแอ แต่เป็นเพราะข้า…” เนี่ยเทียนกำลังอธิบาย แต่ กลับเห็นเผ่าปักษาสายเลือดระดับห้าผู้หนึ่งบินโฉบเข้ามาด้วยความเดือด ดาลจึงหุบปากฉับทันที
“ให้ข้าจัดการเอง!” หลี่หลางเฟิงแค่นเสียงเย็น พลังวิญญาณสีเขียว เข้มหลายเส้นพลันบินพรวดออกมาจากปลายนิ้วของเขา
ปราณพิษร้ายแรงที่กัดกร่อนเลือดเนื้อไหลบ่าจากในร่างของเขา ดวงตาของหลี่หลางเฟิงกลายเป็นสีเขียว มองดูคล้ายผีร้ายที่ผุดออกมา จากนรก
“ฟิ้ว!”
เส้นแสงพลังวิญญาณที่แฝงเร้นไว้ด้วยพิษร้ายบินตรงเข้าหาปีกกว้าง ใหญ่ของเผ่าปักษาผู้นั้นราวกับมีสติปัญญาเป็นของตัวเอง
เนี่ยเทียนมองดูอยู่จึงเห็นว่าขนบนปีกของเผ่าปักษาผู้นั้นร่วงกราวไปที ละเส้น
เผ่าปักษาสายเลือดระดับห้าร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดคล้ายนึก ไม่ถึงว่าเผ่ามนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้จะสามารถร่ายใช้เวทลับพิษร้ายได้ เช่นเดียวกับเผ่าทมิฬ
เพียงแค่ครู่เดียว ปีกของเผ่าปักษาสายเลือดระดับห้าก็เน่าเละไปหมด
หลี่หลางเฟิงพลันบินถลาออกไปจากรถศึกทองคำ ฉวัดเฉวียนผ่านร่าง ของเผ่าปักษาผู้นั้นทีเดียว เผ่าปักษาสายเลือดระดับห้าก็ไร้ซึ่งลมหายใจ ค่อยๆ ร่วงดิ่งลงสู่เพื่อนเหมือนสหายของเขา
“ระวัง! เผ่ามนุษย์ผู้นี้เหมือนจะมีพลังพิษร้ายของเผ่าทมิฬ!”
“อย่าให้พลังของเขามาโดนตัวได้แม้แต่เสี้ยวเดียว!”
เผ่าปักษาที่ตามมาทีหลังพอเห็นว่าคนในเผ่าของตัวเองต่างถูกเนี่ย เทียนและหลี่หลางเฟิงสังหาร พวกเขาก็พลันหน้าเปลี่ยนสีรีบเอ่ยเตือนกัน ทันที
“ไสหัวกลับมานี่!”
และเวลานี้เอง ภูตผีปีศาจชั้นสูงหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่บน สัตว์ปีศาจลักษณะคล้ายแมงมุมก็ร้องคำรามและพุ่งเข้ามาโจมตี
กระดูกสีขาวซีดสิบกว่าชิ้นกระแทกใส่รถศึกทองคำทันที เนี่ยเทียนยัง ไม่ทันตั้งตัว รถศึกทองคำที่เขารีดไถมาจากซูหลินก็ถูกแทงทะลุเป็นรูโหว่ มากมาย
ค่ายกลที่ฝังเลื่อมไว้ในรถศึกทองคำก็ถูกทำลายทำให้มันร่วงดิ่งลงมาสู่ พื้น
“สมควรตายนัก!”
เมื่อเห็นว่ารถศึกทองคำที่ราคาเทียมเมืองถูกโจมตีทีเดียวก็พังพินาศ เนี่ยเทียนก็ให้เสียดายยิ่งนัก
“นายน้อยเนี่ย! มีชนต่างเผ่าสายเลือดระดับหกอยู่ตรงนั้น!” หลี่หลาง เฟิงเองก็ตะโกนดังก้อง
เขามองเห็นว่าอสูรกายตนหนึ่งได้รอคอยอยู่เงียบๆ ตรงตำแหน่งที่รถ ศึกทองคำกำลังจะร่วงลงไป
อสูรกายสายเลือดระดับหกตนนั้นเดิมกำลังต่อสู้อยู่กับกุ่ยถง และ ข่มกุ่ยถงได้อย่างอยู่หมัด
เวทลับมากมายของสำนักภูตผีที่กุ่ยถงร่ายใช้จำแลงออกมาเป็นผีร้าย ดารดาษ ทว่าเมื่อเจอกับอสูรกายที่หน้าผากมีผลึกใสทรงปริซึมและ เชี่ยวชาญเวทลับทางจิตวิญญาณเหมือนกันกลับถูกลดทอนพลังอำนาจไป อย่างมาก
หากเนี่ยเทียนไม่ได้ปรากฏตัว อสูรกายระดับหกตนนั้นไม่ได้สละ ทิ้งกุ่ยถงมาเขา เกรงว่ากุ่ยถงก็คง…ตายไปแล้ว
ยามนี้เนื่องจากถูกพลังโจมตีกลับจากวิญญาณร่ายที่ตัวเองร่ายออกมา แสงในดวงตาของกุ่ยถงจึงมืดมน จมูกและใบหูมีเลือดไหลลงมาเป็นสาย ไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ กับเนี่ยเทียน
“อสูรกายสายเลือดระดับหก ทั้งยังเชี่ยวชาญเวทลับพลังจิต วิญญาณ!” เนี่ยเทียนแอบหน้าเปลี่ยนสี
เขารู้ดีว่าเผ่าอสูรกายเชี่ยวชาญการใช้เวทลับทางจิตวิญญาณโจมตี ศัตรูมากที่สุด ข้อดีเขามีประสบการณ์อย่างลึกซึ้งจากการที่ได้ต่อสู้กับอามู่ ซือ
อสูรกายสายเลือดระดับหกเทียบเคียงได้กับเขตลี้ลับของเผ่ามนุษย์ หากอีกฝุายใช้เวทลับทางจิตวิญญาณ ต่อให้เขาสวมเกราะมังกรเพลิงก็ เกรงว่าคงมิอาจต้านทานได้
ขณะที่เขากำลังร้องอุทานด้วยความตกใจก็สังเกตเห็นจริงๆ ว่าผลึกใส ทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของอสูรกายที่รอโจมตีเขาอยู่นั้นมีแสงสีเขียวน่า สะพรึงกลัวแผ่ออกมา
เขาเข้าใจทันทีว่าอสูรกายสายเลือดระดับหกต้องการใช้เวทลับทางจิต วิญญาณของเผ่าอสูรกายมาสังหารเขา
“แย่แล้ว!” หลี่หลางเฟิงเองก็มองออกได้ว่าท่าไม่ดี
“ตึง!”
ทว่าชั่วขณะถัดมา เนี่ยเทียนก็พลันสังเกตเห็นว่ารถศึกทองคำที่ร่วงดิ่ง ลงมารวดเร็วราวสายฟูาแลบพลันหยุดชะงัก
น้ำวนพลังวิญญาณหลายลูกในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขา ก็หยุดโคจรรไปด้วย
แม้แต่หัวใจของเขาก็ยังไม่เต้นอีกต่อไป
ความสามารถในการครุ่นคิดของเขา จิตสำนึกของเขาและการรับ สัมผัสจากทิพย์จักษุพลันหายไปในพริบตา
เขาไม่รู้เลยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น ยามนี้ตรงจุดศูนย์กลางของเขาหลิงอวิ๋นและ ภูเขาด้านหลัง ในรัศมีสิบลี้ สิ่งมีชีวิต พืชพรรณทั้งหมด ลมที่พัดโชย ธาร น้ำที่ไหลริน ทุกอย่างล้วนหยุดชะงัก
ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดรอดออกมาอีก
ผลึกใสกลางหว่างคิ้วของอสูรกายสายเลือดระดับหกที่รอเนี่ยเทียนอยู่ ข้างล่างเงียบๆ เปล่งแสงนิ่งค้าง ไม่ได้สว่างไปมากกว่าเดิม
สีหน้ามืดทะมึนของเขาก็เหมือนชะงักนิ่งไปด้วย
“อู้!”
กลุ่มเมฆกลางอากาศมีรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งปริออกมา จ้าวซานห ลิงก้าวออกมาจากในรอยแยกนั้น เขาโผล่หัวลงมามองสภาพการณ์ ด้านล่าง นัยน์ตาก็เผยความงุนงงอย่างเห็นได้ชัด
เขาที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ยังคงหยุดค้างอยู่ที่ท่าทางก้าวขาออกจาก รอยแยกห้วงมิติ มีเพียงร่างครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่พ้นออกมาแล้ว ส่วนครึ่งที่ เหลือนั้นยังคงอยู่ในรอยแยกห้วงมิติ
ความคิดของเขาก็หยุดนิ่งเช่นกัน ทว่าเขากลับคำรามเดือดดาลหนึ่ง ครั้ง ในดวงตาจุดห้วงมิติจำนวนนับไม่ถ้วนตัดสลับกัน เขตแห่งความตาย พลันลอยขึ้นมา ในที่สุดก็หลุดพ้นกลับคืนมาเป็นปกติ
เมื่อเขามองมายังพื้นดินด้านล่างอีกครั้ง สีหน้าของเขาก็ตะลึงพรึง เพริดอย่างถึงที่สุด “เวลา เวลาหยุดนิ่ง…”
ในรัศมีที่สายตามองเห็น ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดล้วนแปลกประหลาด ทั้งคนทั้งวัตถุต่างนิ่งชะงัก เวลาเหมือนหยุดค้างไว้ ไม่ไหลไปข้างหน้าอีก ต่อไป
แม้แต่ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดสองคนที่อยู่บนภูเขาเล็กเตี้ยก็ยัง หยุดอยู่ในท่าล้อมโจมตีอูจี้
บัดนี้ทั้งฟูาดิน คนที่ยังคงเคลื่อนไหวได้เป็นปกติมีเพียงสองคนเท่านั้น
หนึ่งคือเขา อีกหนึ่งคืออูจี้
อูจี้นั่งอยู่บนเรือลำเล็กสีเงินยวง มือทั้งคู่เปลี่ยนแปลงไปยากเกินคาด เดา ระหว่างร่องนิ้วของเขาคล้ายมีทรายจับเวลาแผ่ออกมา
“ฟูุวๆ!”
สายฟูาสีเงินยวงนับพันนับหมื่นเส้นบินพรวดออกไปจากเรือเล็กสีเงิน พุ่งเข้าแทงไปยังหว่างคิ้วและหัวใจของชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดสอง คนที่อยู่ตรงหน้าเขาก่อน
หว่างคิ้วที่จุดเชื่อมโยงจิตวิญญาณของชนต่างเผ่า หัวใจคือจุดต้น กำเนิดพลังงานทางสายเลือดของชนต่างเผ่า
สายฟูาสีเงินยวงประหนึ่งเส้นไยแหลมคมที่สังหารชนต่างเผ่า สายเลือดระดับเจ็ดซึ่งยืนนิ่งค้างอยู่ในท่าเดิมไปอย่างง่ายดาย
สายฟูาสีเงินยวงนับพันนับหมื่นเส้นบินฉวัดเฉวียนไปกลางอากาศ ก่อนจะพุ่งทะลุหัวใจและหว่างคิ้วของชนต่างเผ่าคนแล้วคนเล่าไปราว ใบมีดดุร้ายที่ฟาดฟันไม่เลือก
บริเวณใกล้เคียงกับเขาหลิงอวิ๋น บริเวณใกล้เคียงกับภูเขาลูกเตี้ย หรือ ในร่องเขาที่ห่างไกลออกไป ขอแค่มีชนต่างเผ่าอยู่ ก็ล้วนถูกสายฟูาสีเงิน ทะลุผ่านร่าง ไม่มีใครที่รอดพ้น
“หนึ่ง สอง สาม!”
จ้าวซานหลิงนับอยู่ในใจ สามวินาทีผ่านไป เขาก็เห็นว่าชนต่างเผ่า เหล่านั้นตัวอ่อนยวบลงไปกองกับพื้น
และขณะที่เขานับถึงสาม เผ่ามนุษย์ทุกคนต่างก็กลับมาเคลื่อนไหวได้ เป็นปกติ
คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนยังค้างอยู่ในท่าต่อสู้กับชนต่างเผ่าด้านหน้า ตัวเอง ทว่าไม่นานพวกเขาก็ค้นพบว่าคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวกลับตายไปอย่างน่า ประหลาด
“นี่มันอะไรกัน เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ทำไม ชนต่างเผ่าถึงตาย หมดแล้ว?” กุ่ยถงดวงตาเลื่อนลอย ไม่เข้าใจสักนิดว่าเกิดอะไรขึ้น
“ตูม!”
รถศึกทองคำกระแทกลงพื้นอย่างแรง เนี่ยเทียนและหลี่หลางเฟิงต่าง ก็ทำอะไรไม่ถูก ทว่าก็ยังรีบเผ่นหนีออกมาก่อนที่รถศึกจะระเบิดออก
หลังจากพลิ้วตัวลงยืนอย่างมั่นคงแล้ว เนี่ยเทียนก็มองเห็นทันทีว่า ผลึกใสทรงปริซึมกลางหว่างคิ้วของอสูรกายที่ก่อนหน้านี้เตรียมร่ายใช้เวท ลับเผ่าอสูรกายมาสังหารเขาได้แตกกระจายออกแล้ว
ตรงหน้าอกของอสูรกายตนนั้นก็มีรูเล็กๆ อยู่หนึ่งรูซึ่งตอนนี้กำลังมี เลือดสดไหลซึม
ต่อให้เป็นเขาเองก็ยังงงงันไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
“นายน้อยเนี่ย! ชนต่างเผ่าทุกคนที่มาเยือนล้วนตายกันหมดแล้ว!” เสียงของหลี่หลางเฟิงสั่นไหวน้อยๆ “เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? ชนต่างเผ่า ทั้งหมดถึงได้ตายเกลี้ยงอย่างไร้วี่แววอย่างนี้! ที่น่าแปลกก็คือพวกเราล้วน ไม่เห็นว่าพวกเขาตายไปอย่างไร! เหตุการณ์ประหลาดเช่นนี้ต่อให้เป็นจ้าว ซานหลิงก็ยังทำไม่ได้กระมัง?”
เนี่ยเทียนมองไปรอบๆ กายก็เห็นทันทีว่าแม้แต่พวกฉางเซิน กุ่ยถง หลีจิ้งต่างก็มีสีหน้าฉงนสนเท่ห์ไม่ต่างไปจากเขา
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ไม่รู้ ว่าทำไมอยู่ดีๆ ชนต่างเผ่าที่กำลังต่อสู้อยู่กับพวกเขาถึงได้ตายกันหมด
ที่น่าแปลกที่สุดก็คือพวกเขาล้วนไม่รู้ว่าคนพวกนั้นตายไปเพราะเหตุ ใด!
เมื่อพวกเขาเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันแต่ก็ยังไม่รู้คำตอบนั้น จ้าวซานหลิง ที่โผล่ออกมาจากจุดลึกของอากาศก็พลันหนังหน้ากระตุกยิกๆ
นอกจากอูจี้แล้ว เขาก็คือคนเดียวที่รู้ว่าเมื่อครู่นี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น
“เวลาหยุดนิ่ง! แม้จะเพียงแค่สามวินาที แต่กลับมากพอให้อูจี้สังหาร ชนต่างเผ่าทั้งหมดได้!” จ้าวซานหลิงสีหน้าน่าเกลียดอย่างถึงที่สุด “ต่อให้ เป็นข้าเองก็ยังได้รับผลกระทบจากพลังแห่งเวลา แม้จะถูกพันธนาการไม่ ถึงครึ่งวินาที ทว่าการประมือกันระหว่างผู้แข็งแกร่ง หากเผลอเพียงเสี้ยว วินาที กลับตัดสินผลลัพธ์ได้เลย เวลาครึ่งวินาที…มากพอจะให้อูจี้สังหาร ข้าได้”
“นอกเสียจากว่าข้าจะรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
พอคิดเช่นนี้ คลื่นห้วงมิติเป็นชั้นๆ ก็ปกคลุมไปทั่วร่างจ้าวซานหลิง
เหมือนว่าจู่ๆ เขาก็ไปปรากฏอยู่ในอีกห้วงมิติหนึ่ง ภายใต้สภาวะ เช่นนี้ ไม่ว่าใครที่คิดจะสังหารเขาก็จำต้องทำลายปราการห้วงมิติทิ้งไป เสียก่อน จากนั้นก็ต้องหาห้วงมิติที่เขาซ่อนตัวอยู่ให้เจอถึงจะลงมือได้
ต่อให้เวลาหยุดนิ่งครึ่งวินาที เขาก็เชื่อว่าหากเขาอยู่ในสภาวะเช่นนี้ ต่อให้เป็นความสามารถของอูจี้ก็ยังไม่สามารถหาตัวเขาเจอและสังหาร เขาได้
“ตอนนี้คนผู้นี้มีตบะแค่เขตลี้ลับช่วงท้ายเท่านั้น เวลาหยุดนิ่งของเขา มีผลกระทบน้อยต่อคนที่แข็งแกร่งกว่า คนที่แข็งแกร่งกว่า ขอบเขตสูง กว่าเขาสามารถสลัดหลุดได้ในเวลาสั้นๆ ยกตัวอย่างเช่นข้า ตอนนี้เขาแค่ ส่งผลกระทบต่อข้าได้ไม่ถึงครึ่งวินาที หากข้ามีการเตรียมการก่อนก็ไม่น่า กลัวเท่าไหร่นัก”
“แต่หากเขาเลื่อนสู่เขตวิญญาณ…”
ดวงตาของจ้าวซานหลิงเปลี่ยนแปลงไปจนยากจะคาดเดา เขาเดาได้ ว่ารอจนขอบเขตของอูจี้ถึงเขตวิญญาณเช่นเดียวกับเขา เวลาหยุดนิ่งที่อูจี้ ร่ายใช้ได้ย่อมสามารถพันธนาการเขาได้นานยิ่งกว่านี้!
ถึงเวลานั้น ต่อให้เขาซ่อนตัวอยู่ในห้วงมิติก็อาจจะไม่สามารถสกัดกั้น การสังหารจากอูจี้ได้
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาจ้าวซานหลิงหวาดกลัวคนผู้หนึ่งอย่างลึกล้ำ
เขากำเริบเสิบสานอยู่ในดินแดนดาวตกมานานหลายปี หลังจากที่ เลื่อนสู่เขตวิญญาณก็ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดอีก ขนาดผู้เฒ่าประหลาดของ วิมานสวรรค์ที่อยู่เขตวิญญาณช่วงท้าย เขาก็ยังไม่เคยเก็บเอามาใส่ใจ
นี่ก็เป็นเพราะเขาเชื่อว่าต่อให้ผู้เฒ่าประหลาดลงมือ เขาอาจจะไม่ใช่คู่ ต่อสู้ของอีกฝุายก็จริง แต่หากเขาคิดจะหนีไปก็ยังสามารถแหวกห้วงมิติ เผ่นหนีไปได้อย่างง่ายดาย
ทว่าอูจี้ที่อยู่เบื้องหน้านี้ หากมีขอบเขตเท่าเทียมกันกับเขา ขอแค่เขา กล้าปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าอูจี้ก็จะถูกอีกฝุายใช้เวลาหยุดนิ่งกักร่างเอาไว้ ทำให้แม้แต่ฉีกรอยแยกห้วงมิติก็ยังมิอาจทำได้
หากเจอกับอูจี้ที่มีขอบเขตเท่ากัน เวทลับห้วงมิติที่ส่งเสริมให้เขา วางตัวโอหังทั่วฟูาดินก็อาจไม่มีประโยชน์ใดๆ
ทั่วทั้งดินแดนดาวตกแห่งนี้ อูจี้คือคนที่สามารถคุกคามอนาคตของ เขาได้ ทั้งยังเป็นบุคคลที่ทำให้เขาไร้วิธีการรับมือ
“ควรจะกำจัดภัยร้ายนี้ล่วงหน้าหรือไม่?” ดวงตาจ้าวซานหลิงมีปราณ สังหารเปล่งวาบ “ตามหลักแล้วเขาไม่น่าจะใช้เวลาหยุดนิ่งได้อีกครั้ง เขา ที่มีเขตลี้ลับช่วงท้าย ข้าอาจจะพอสังหารได้ แต่หากเขาเลื่อนสู่เขต วิญญาณ ต่อให้เป็นข้าเองก็ยังไร้ความสามารถ”
พอคิดอย่างนี้เขาก็ห่อหุ้มตัวเองอยู่ในห้วงมิติหนาชั้น แล้วพลันลดตัว ลงมาที่ภูเขาลูกเตี้ย
พื้นที่แห่งเวลาไม่มีอยู่แล้ว เขาจ้องมองอูจี้ที่นั่งนิ่งอยู่บนเรือเล็กสีเงิน ด้วยสีหน้ามืดมนคล้ายกำลังใคร่ครวญอะไรอยู่ในใจ
“จ้าวซานหลิง?” อูจี้พลันเอ่ยขึ้นเบาๆ “เจ้าอยากฆ่าข้า?”
“จนถึงทุกวันนี้ เจ้าเป็นคนคนเดียวที่ทำให้ข้ารู้สึกไม่สบายใจ” จ้าว ซานหลิงแสยะปากหัวเราะหึหึ “นึกไม่ถึงว่าอาณาจักรหลีเทียนเล็กๆ จะ ซุกซ่อนบุคคลเลิศล้ำเช่นเจ้าเอาไว้ ก่อนหน้านี้ข้าช่างหูตาไม่ว่องไว”
“ฆ่าข้า? เจ้าจะลองดูก็ได้” อูจี้หลับตาลง “แต่ว่า หากเจ้าลงมือ เจ้า และฆ่าก็จะตายไปด้วยกันทั้งคู่ ข้ามิอาจเอาชนะเจ้าได้ แต่หากจะให้ลาก เจ้าไปตายด้วยกัน ข้าก็ยังพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง”
จ้าวซานหลิงหน้าเปลี่ยนสีอีกครั้ง
——