ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 629 แยกย้ายอย่างไม่สบอารมณ์
จุดเชื่อมต่อค่ายกลของวิมานสวรรค์
ค่ายกลนำส่งห้วงมิติทรงหกเหลี่ยมห้าหลังเคลื่อนโคจรอยู่ตลอดเวลา ตรงกลางของค่ายกลห้าหลังมีปราณวิญญาณสีทอง สีเขียว สีขาว สีแดง และสีเหลืองไหลบ่าเข้าไปอย่างต่อเนื่อง
ปราณวิญญาณที่ไหลเข้าไปเป็นเหมือนธารน้ำพลังวิญญาณที่ผุดมา จากหินวิเศษซึ่งปูไว้เต็มพื้นค่ายกลและมารวมกันอยู่ในบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
ใต้บ่อน้ำนั้นมีธารน้ำแยกออกไปหลายเส้นคล้ายหลอดเลือดใน ร่างกายของมนุษย์ ซึ่งธารน้ำเหล่านั้นไหลไปทั่วทุกมุมในวิมานสวรรค์เพื่อ ช่วยกรอกเทพลังงานบริสุทธิ์ให้กับค่ายกล
บ่อน้ำมีชื่อว่าบ่อวาสนา ส่วนค่ายกลชื่อว่าค่ายกลวาสนาห้าธาตุ
ค่ายกลวาสนาห้าธาตุของวิมานสวรรค์เชื่อมโยงไปยังโลกลับเล็กๆ ห้า แห่ง โลกลับทั้งห้านั้นต่างก็ซุกซ่อนพลังวิญญาณเข้มข้นห้าธาตุอย่างธาตุ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน
พลังวิญญาณต่างธาตุจากโลกลับทั้งห้าถูกชักนำมายังที่แห่งนี้ผ่านค่าย กลนำส่งห้วงมิติทรงหกเหลี่ยมทั้งห้าหลัง
พลังห้าธาตุอย่างธาตุทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดินมารวมตัวกันอยู่ในบ่อ วาสนาเกิดเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างใหม่ที่ส่งตรงไปยังทุกมุมของวิมาน สวรรค์ ทำให้การโคจรของค่ายกลหลังเล็กกลางตำหนักใหญ่มีคลื่นแสง พลังวิญญาณแผ่ออกมาทุกช่วงระยะเวลา
คลื่นแสงพลังวิญญาณคล้ายแฝงเร้นไว้ด้วยพลังแห่งวาสนาฟูาดิน ไม่ เพียงแต่พิทักษ์วิมานสวรรค์ไว้อย่างแน่นหนา ยังมีพลังการโจมตีที่ แข็งแกร่งด้วย
ขอแค่ปะทะโดนคลื่นแสงพลังวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นร่างจริงหรือร่าง มายาก็ล้วนเจอกับการโจมตีหนักหนาอย่างที่มิอาจจินตนาการได้
หินยักษ์ที่เผ่าหินเทาควบคุมสลายกลายเป็นฝุนผงไปในพริบตา ขนาด ปาซือทัวยังสั่งพวกที่สายเลือดระดับต่ำกว่าขั้นเจ็ดให้ถอยห่างออกไปไกล หลายหมื่นเมตรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกคลื่นแสงพลังวิญญาณที่น่า หวาดกลัวนี้ม้วนตลบร่างไปกิน
ยามนี้จุดเชื่อมต่อค่ายกลวาสนาห้าธาตุของวิมานสวรรค์ได้รวมตัวเขต วิญญาณแทบทั้งหมดในดินแดนดาวตกเอาไว้
จ้าวลั่วเฟิงสีหน้าเคร่งเครียด มองต่งเถิงเฟยที่ตามมาถึงเป็นคน สุดท้ายแล้วขมวดคิ้วถาม “ทำไมเนี่ยเทียนถึงไม่พาหุ่นเชิดเลือดตนนั้นมา ด้วย?”
เขารู้ดีว่าเมื่อค่ายกลวาสนาห้าธาตุเผชิญกับการโจมตีรุนแรงต่อเนื่อง จากชนต่างเผ่าก็คงต้านทานเอาไว้ได้ไม่นานนัก
วิมานสวรรค์มีรากฐานลึกล้ำ พวกเขามีโลกลับทั้งหมดเจ็ดแห่ง หนึ่ง ในนั้นถูกผู้เฒ่าประหลาดเขตต้นสวรรค์ช่วงท้ายผู้นั้นนำมาใช้ฝุาทะลุขั้น
โลกลับอีกแห่งหนึ่งถูกเขาจัดตัวพวกเด็กรุ่นเล็กขอบเขตต่ำของวิมาน สวรรค์ให้เข้าไปอยู่ข้างใน
ส่วนโลกลับอีกห้าแห่งก็ล้วนถูกนำมาใช้จนหมดเพื่อถ่ายโอนพลังห้า ธาตุให้กับค่ายกลวาสนาห้าธาตุ
ช่วงแรกเริ่มค่ายกลวาสนาห้าธาตุยังเผาผลาญพลังงานไม่มากนัก ทุก อย่างล้วนอยู่ในขอบเขตที่สามารถยอมรับได้
ทว่าเนื่องจากวิกฤตของอาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรปุายจั้น คลี่คลายลง ชนต่างเผ่าระดับเจ็ดตายไป ปาซือทัวรู้ว่าท่าไม่ดีจึงเรียกรวม ชนต่างเผ่าทั้งหมดที่อยู่ในอาณาจักรอื่นให้มารวมตัวกันที่นี่
ชนต่างเผ่าระดับเจ็ดที่เข้ามาใหม่ก็ได้ร่วมมือกันใช้เวทลับทาง สายเลือดโจมตีวิมานสวรรค์ภายใต้การชี้นำจากปาซือทัว
นี่จึงเป็นเหตุให้ค่ายกลวาสนาห้าธาตุต้องเผาผลาญพลังงานห้าธาตุไป ในปริมาณมหาศาลทุกวัน โลกลับห้าแห่งที่เชื่อมโยงกับค่ายกลวาสนาห้า ธาตุก็ใกล้จะแบกรับไม่ไหวเต็มทีแล้ว
จากการวิเคราะห์ของจ้าวลั่วเฟิง อย่างมากสุดค่ายกลวาสนาห้าธาตุ คงประคองตัวไปได้อีกแค่ครึ่งเดือนเท่านั้น ครึ่งเดือนให้หลัง ค่ายกลนี้ก็จะ แตกทลาย
เวลานั้นก็จะเป็นช่วงเวลาสำคัญในการตัดสินเป็นตายของมนุษย์และ ชนต่างเผ่าที่บุกเข้ามาในดินแดนดาวตก
ศึกนี้เกี่ยวพันกับมนุษย์ทุกคน หากพวกเขาพ่ายแพ้ ดินแดนดาวตกก็ อาจถูกยึดครอง
“เนี่ยเทียน?” ดวงตาของต่งเถิงเฟยมีแสงประหลาดวาบผ่าน “แค่เด็ก เขตต้นสวรรค์คนหนึ่งจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ได้สักเท่าไหร่กัน เชียว? เจ้าวิมานจ้าว ข้าขอพูดให้เข้าใจกันอย่างชัดเจนว่าโครงกระดูก ปีศาจเลือดตนนั้นของเนี่ยเทียนได้ช่วยอาณาจักรปุายจั้นสังหารชนต่าง เผ่าไปมากมายจึงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้ยังไม่อาจนำมาใช้ได้”
“โครงกระดูกปีศาจเลือดใช้ไม่ได้ แต่เกราะมังกรเพลิงอาวุธล้ำค่าธาตุ ไฟที่เขาครอบครองกลับช่วยให้เทพเพลิงรับมือกับปาซือทัวได้” จ้าวลั่ว เฟิงแค่นเสียงเย็น “ทุกท่านที่อยู่ที่นี่น่าจะเข้าใจกันดีว่าระดับสายเลือด ของปาซือทัวผู้นี้คือระดับเจ็ดขั้นสูง นอกจากพี่เซี่ยแล้ว เกรงว่าคงไม่มีใคร สามารถต้านทานความดุร้ายของชนต่างเผ่าผู้นี้ได้ตัวต่อตัวอีก!”
“พี่เซี่ยเพิ่งฝุาทะลุขั้น เขาจำเป็นต้องใช้อาวุธล้ำค่าเปลวเพลิงที่ แข็งแกร่งชิ้นหนึ่งซึ่งช่วยให้เขารับมือกับปาซือทัวได้อย่างแท้จริง”
หัวมู่กล่าวอย่างหงุดหงิด “เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องคุยกันอีกแล้ว ตอนที่ ข้ามาถึงก็พูดชัดเจนแล้วว่าเกราะมังกรเพลิงชิ้นนั้นเดิมทีก็ไม่ใช่ของเซี่ย อี้!”
เซี่ยอี้หัวโล้น ผิวเนื้อแดงปลั่งประหนึ่งมีไฟลุกโชนอยู่ใต้ผิวหนังนั่งอยู่ ข้างกายจ้าวลั่วเฟิง
จุดลึกในดวงตาของเขาคล้ายมีภูเขาไฟสองลูกที่ไม่มีวันมอดดับ
“เกราะมังกรเพลิงเดิมทีก็เป็นของข้า!” เซี่ยอี้สีหน้าไม่สบอารมณ์
“สิ่งที่เจ้าได้ไปมีเพียงแค่เสื้อเกราะที่ไร้แกนเลือด” หัวมู่พูดอย่างไม่ยำ เกรงอีกฝุาย “เนี่ยเทียนเป็นคนหาแกนเลือดมาได้ สุดท้ายยังซ่อมแซม
เกราะมังกรเพลิงจนสำเร็จ ทำให้เกราะมังกรเพลิงกลับคืนมามีสภาพ ดังเดิม”
เซี่ยอี้หรี่ตาลง หัวเราะหึหึ “หากเจ้าคิดอย่างนี้ ข้าก็ขอยืนยันคำเดิม ไม่มีเกราะมังกรเพลิง ปาซือทัวผู้นั้น พวกเจ้าก็คิดหาวิธีจัดการกันเองก็ แล้วกัน ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า”
กล่าวจบเขาก็หลับตาลง ทำท่าวางตัวเป็นคนนอกที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้
พวกจ้าวลั่วเฟิงและหลิงตงเห็นเขาทำท่าเช่นนี้ก็แอบร้อนใจ
ผู้เฒ่าประหลาดท่านนั้นของพวกเขากำลังฝุาสู่เขตดินแดนจึงไม่อาจให้ การช่วยเหลือได้ ดินแดนดาวตกที่กว้างใหญ่ เวลานี้ก็มีเพียงเซี่ยอี้เท่านั้นที่ เป็นเขตวิญญาณช่วงท้าย
และก็มีเพียงเขาที่สามารถต้านทานปาซือทัวได้
หากเขาไม่ยอมช่วยเหลือ ปาซือทัวคนเดียว ต่อให้เขตวิญญาณช่วง กลางหลายคนร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะจัดการอีกฝุายได้เสมอไป
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เมื่อค่ายกลวาสนาห้าธาตุแตกลง เขต วิญญาณเผ่ามนุษย์ทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ก็อาจต้องเจอแรงกดดัน ปานประหนึ่งภูเขากดทับลงมา
“ท่านหัว!” คิดมาถึงตงนี้ จ้าวลั่วเฟิงก็ปวดหัวจนชาไปทั้งหนังศีรษะ อดที่จะเสนอแนะไม่ได้ “ข้ารู้ว่าท่านกับเนี่ยเทียนมีความสัมพันธ์ที่ไม่ ธรรมดา ท่านว่าเอาอย่างนี้ดีไหม ท่านให้เนี่ยเทียนส่งเกราะมังกรเพลิงมา
ที่นี่ วิมานสวรรค์ของข้ายินดีแลกเปลี่ยนด้วยอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณ ชิ้นหนึ่งที่เหมาะสมกับเขา ว่ายังไง?”
“นอกจากเนี่ยเทียนจะฝึกธาตุเปลวเพลิงแล้วยังฝึกธาตุพืชหญ้า บวก กับพลังดวงดาว”
“วิมานสวรรค์ของข้ามีอาวุธเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้อยู่ชิ้นหนึ่งพอดี”
“ข้าเอาของชิ้นนั้นแลกกับเกราะมังกรเพลิงของเนี่ยเทียน เขาคงไม่ ปฏิเสธกระมัง?”
“เจ้าวิมาน!” ตงหลิงตวาดขึ้นมา
อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้ชิ้นนั้นของวิมานสวรรค์เกี่ยวพันกับ เมล็ดพันธ์ผู้มากฝีมือคนหนึ่งซึ่งเขาให้ความสำคัญ ตงหลิงรู้สึกมาโดย ตลอดว่าอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้ชิ้นนั้น วิมานสวรรค์ได้เตรียม ไว้ให้คนผู้นั้นใช้ในอนาคต
เขาคาดไม่ถึงว่าจ้าวลั่วเฟิงจะถึงขั้นคิดนำของชิ้นนั้นไปแลกกับเกราะ มังกรเพลิงของเนี่ยเทียน
จ้าวลั่วเฟิงหันมามองเขาปราดหนึ่ง
ตงหลิงตะลึงงัน แล้วก็ไม่พูดอะไรอีก ยอมหุบปากเงียบแต่โดยดี
เพราะเขาพลันเข้าใจความหมายของจ้าวลั่วเฟิง
ค่ายกลวาสนาห้าธาตุแบกรับการโจมตีได้อีกไม่นาน หากมันพังทลาย ลงแล้วเซี่ยอี้ยืนหยัดไม่ลงมือช่วยเหลือ วิมานสวรรค์ก็ต้องเป็นฝุายที่เผชิญ กับความร้ายกาจของชนต่างเผ่าก่อนผู้ใด
และดินแดนดาวตกก็อาจต้องถูกชนต่างเผ่ายึดครองเพราะศึกนี้
ในเวลาเช่นนี้ การนำอาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้ชิ้นนั้นไป แลกกับเกราะมังกรเพลิงเพื่อให้เซี่ยอี้ยอมลงมือช่วยเหลือ ถือเป็นวิธีเดียว ที่จะคลี่คลายภัยพิบัติเบื้องหน้านี้ได้
หลังจากจบเรื่องนี้ หากท่านผู้นั้นเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จ พวก เขาคิดจะริบอาวุธล้ำค่าธาตุไม้ชิ้นนั้นคืนมา มีหรือที่เนี่ยเทียนจะกล้าไม่ มอบให้?
“ขอโทษด้วย ข้าเกลี้ยกล่อมเขาไม่ได้จริงๆ” หัวมู่ส่ายหัว “อาวุธ เชื่อมโยงวิญญาณชิ้นนั้นผสานรวมกับเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของเขาไป แล้ว หากให้เฉือนเนื้อบีบวิญญาณของเขาแล้วนำมามอบให้เซี่ยอี้ เนี่ย เทียนไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต”
“ขนาดนี้ก็ยังไม่ได้อีกรึ?!” จ้าวลั่วเฟิงพลันเดือดดาล
เซี่ยอี้เองก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาฉายความตะลึงลาน เขาเองก็คาด ไม่ถึงเหมือนว่ากันขนาดวิมานสวรรค์ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งโดยการนำอาวุธ เชื่อมโยงวิญญาณธาตุไม้ชิ้นนั้นมาแลกเกราะมังกรเพลิงแล้ว อีกฝุายกลับ ยังไม่ยอมรับข้อเสนอ
“มีความกล้าหาญ! หึหึ!” เซี่ยอี้แสยะปากหัวเราะชั่วร้าย “ถ้าอย่างนั้น ก็ดี ข้าอยากจะรู้นักว่าเมื่อค่ายกลวาสนาห้าธาตุถูกทำลายลง พวกเจ้า เตรียมจะรับมือปาซือทัวกันอย่างไร!”
สายตาของเขากวาดมองไปบนใบหน้าของพวกหัวมู่ จงเจิง ต่งหวังห ลิงรอบหนึ่ง ความคุกคามที่เผยออกมา ต่อให้ไม่พูดก็รู้ได้อย่างชัดเจน
คนพวกนั้นที่ถูกเขามองหน้าต่างก็พากันขมวดคิ้วน้อยๆ และก็รู้สึก ปวดหัวเหมือนกัน
หลังจากที่เซี่ยอี้เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย ขอบเขตของเขาก็ เหนือกว่าพวกเขาทุกคน ศักยภาพก็ลึกล้ำจนเกินคาดเดา
บางทีคงมีเพียงเขาเท่านั้นที่ถึงจะมีความสามารถต่อสู้กับปาซือทัวได้ เขาไม่ยอมช่วยเหลือ เขตวิญญาณทุกคนที่อยู่ที่นี่ เมื่อต้องปะทะกับ ปาซือทัวก็อาจจะต้องเสี่ยงอันตรายถึงตาย
เวลามีแค่ครึ่งเดือน เขตวิญญาณเหล่านั้นจึงหน้านิ่วคิ้วขมวด ปรึกษา กันอยู่หลายครั้ง ทว่ากลับยังคงไม่ได้คำตอบ
มาถึงท้ายที่สุด เซี่ยอี้ก็แอบหันไปส่งสายตาให้กับพวกจ้าวลั่วเฟิง ก่อน จะหลับตาลง ไม่เอ่ยคำใดอีก
พวกจ้าวลั่วเฟิงเองก็ตีหน้าเคร่ง ปิดปากเงียบ
เขตวิญญาณที่เข้าข้างเนี่ยเทียนซึ่งมีหัวมู่เป็นหัวหน้าจึงหาข้ออ้างแล้ว ไปจากจุดเชื่อมต่อของค่ายกล มายังห้องลับแห่งหนึ่งในวิมานสวรรค์
หลังจากที่ปิดกั้นเสียงเรียบร้อย หัวมู่ก็ถอนหายใจหนึ่งครั้ง กล่าวด้วย ความกังวล “หลังจากที่ค่ายกลวาสนาห้าธาตุแตกทลาย หากเซี่ยอี้ไม่ยอม ลงมือจริงๆ พวกเราสามคนจากพรรคคิชกูฏจะร่วมมือกันรับมือกับ ปาซือทัวเอง”
จงเจิงจากหอหันปิงหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ พลันตวาดเบาๆ “มีความ มั่นใจหรือไม่?”
“พรรคคิชกูฏของพวกเรามีเวทลับหนึ่งที่มิอาจเปิดเผย หลังจาก ร่วมมือกันน่าจะกักตัวปาซือทัวไว้ได้หนึ่งชั่วยาม” หัวมู่ยิ้มเจื่อน “แต่ก็แค่ หนึ่งชั่วยามเท่านั้น ข้าหวังว่าในหนึ่งชั่วยาม พวกเจ้าจะสังหารชนต่างเผ่า อย่างเต็มกำลังโดยไม่ต้องออมมือ”
“หากทุกอย่างราบรื่น พวกเจ้าสามารถร่วมมือกับคนของวิมานสวรรค์ สังหารชนต่างเผ่าระดับเจ็ดให้หมดแล้วค่อยกลับมาช่วยพวกเรา ซึ่งบางที เราอาจจะยังช่วยกันล้อมโจมตีปาซือทัวได้”
“หาไม่แล้ว…”
หัวมู่ส่ายหน้าเบาๆ ไม่ได้พูดประโยคหลังออกมา
ทุกคนล้วนรู้ดีอยู่แก่ใจ หากพวกเขาไม่สามารถสังหารชนต่างเผ่า สายเลือดระดับเจ็ดคนอื่นๆ ได้ภายในหนึ่งชั่วยาม ถ้าเช่นนั้นหากปาซื อทัวหลุดพ้นพันธนาการมาได้ สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนไป และพวกเขาก็ จะเป็นฝุายถูกสังหารเสียแทน
คนที่ผ่านศึกใหญ่ในอาณาจักรปุายจั้นมาก่อนล้วนรู้ดีว่าชนต่างเผ่า สายเลือดระดับเจ็ด ไม่มีใครที่ธรรมดาสักคน
ที่พวกเขาสามารถคว้าชัยชนะจากในอาณาจักรปุายจั้นมาได้ก็เพราะ อาศัยกำลังคนที่ได้เปรียบ มีจ้าวซานหลิง มีโครงกระดูกปีศาจเลือด ช่วยเหลือ ถึงได้ชนะในท้ายที่สุด
ทว่าก็ต้องใช้เวลายาวนานหลายวัน
การที่จะให้พวกเขาสังหารคู่ต่อสู้ภายในหนึ่งชั่วยาม นับว่าเป็นเรื่อง ยากไม่น้อย พวกเขาล้วนไม่มีความมั่นใจ
แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าหลังจากที่เซี่ยอี้ปฏิเสธไม่ให้การช่วยเหลือ บางทีนี่ คงเป็นความหวังเดียวของพวกเขา
ขณะที่พวกเขากำลังขมวดคิ้วไม่คลาย เซี่ยอี้ที่อยู่ตรงจุดเชื่อมต่อของ ค่ายกลวิมานสวรรค์กลับหัวเราะร่า “ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมบีบบังคับให้ เนี่ยเทียนมอบเกราะมังกรเพลิงมาแต่โดยดี ถ้าเช่นนั้นยามที่ค่ายกลถูกตี แตก ก็ให้พวกเขาเป็นคนรับมือปาซือทัวกันเอาเองก็แล้วกัน”
จ้าวลั่วเฟิงพยักหน้ารับ “นี่คือการเลือกของพวกเขา ผลที่ตามมา ภายหลังก็ย่อมเป็นพวกเขาที่ต้องแบกรับ”
“ฮ่าๆ!” เซี่ยอี้หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “พอศึกนี้ผ่านไป ไม่ว่าใครแพ้ใคร ชนะ เมื่อพรรคคิชกูฏ และสำนักอย่างหอหันปิงสูญเสียเขตวิญญาณคอย นั่งรักษาการณ์ก็น่าจะต้องถอยออกจากตำแหน่งในดินแดนดาวตก ข้า อยากจะรู้นักว่ารอจนพวกเขาตายไปแล้ว ใครจะเป็นคนปกปูองเนี่ย เทียน?”
——