ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 640 การตัดสินใจครั้งสุดท้าย!
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงบินเข้าไปในที่ว่างระหว่างยอดเขาสูง ใหญ่ทั้งสามลูก ก่อนจะผสานรวมเข้าไปในเจดีย์ดวงดาวทั้งสามหลัง
ตราประทับสะเก็ดดาวคล้ายกุญแจที่พอเข้าไปในเจดีย์ดวงดาวก็ทำให้ เจดีย์ดวงดาวถูกจุดจนสว่างไสว
ที่ว่างลึกลับสามแห่งในภูเขายักษ์สลักภาพค่ายกลดวงดาวนับพันนับ หมื่นรูป หลังจากที่เจดีย์ดวงดาวถูกจุดให้สว่างไสว ภาพดวงดาวทั้งหมดก็ พลันส่องแสงเจิดจ้า
ทันใดนั้นพื้นที่ลึกลับทั้งสามแห่งก็เหมือนกลายมาเป็นมหาสมุทร ดวงดาว
และเวลานี้เอง เสียงระเบิดกัมปนาทดัง “ครืนๆๆ” ก็พลันดังกังวาน ตัวภูเขาใหญ่ยักษ์ทั้งสามก็เริ่มเปลี่ยนมาเป็นสว่างไสว
จ้าวซานหลิงพลันหันไปมองที่ท้องฟ้า
นภากาศซึ่งมีฝนเม็ดใหญ่เทลงมาเดิมทีมืดทะมึนไร้แสง ยามนี้ม่านฟ้า สีเทาขมุกขมัวกลับเหมือนถูกฉีกกระชากออกจากกัน!
หมู่ดาวที่ดารดาษไปทั่วท้องฟ้าสว่างเจิดจ้าขึ้นมาทีละดวง และบัดนี้ ระยะห่างระหว่างมหาสมุทรดวงดาวกับอาณาจักรเสวียนเทียนก็คล้ายจะ ถูกดึงให้ขยับเข้ามาใกล้กัน
ยอดเขาทั้งสามมีแสงวิเศษพร่างพราวประหนึ่งเจดีย์ไฟที่กำลังดูดดึง ทางช้างเผือกให้กรอกเทลงมา!
จุดลึกของทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลมีดาวตกหลายดวงที่ถูก ยอดเขาทั้งสามชักนำให้ไหลบ่าลงมาดั่งน้ำตกซึ่งไหลเข้าหาพื้นที่ว่างเปล่า กลางยอดเขาแต่ละลูก
พื้นที่ว่างเปล่าที่พอดึงดูดลำแสงดวงดาวนับพันนับหมื่นเข้ามาก็พลัน เกิดการเปลี่ยนแปลง
ค่ายกลดวงดาวที่ลึกลับมหัศจรรย์พุ่งเข้ามารวมตัวกันอย่างรวดเร็ว ประหนึ่งทะเลดวงดาวที่พุ่งเข้ามารวมเป็นหนึ่ง
ค่ายกลดวงดาวนั้นประกอบขึ้นมาจากสะเก็ดดาวนับพันนับหมื่นซึ่งแผ่ อานุภาพสวรรค์อันเกรียงไกรออกมาเป็นระลอก!
“นี่คืออะไร?”
จ้าวลั่วเฟิงเจ้าวิมานสวรรค์เยื้องกรายมาถึงในฉับพลัน มองปราดเดียว ก็เห็นค่ายกลดวงดาวลึกลับที่ค่อยๆ มารวมตัวกัน ดวงตาเขาจึงพลันสาด แสงน่าขนลุก
“ฟิ้วๆๆ!”
และหลังจากนั้นผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์เขตวิญญาณอย่างหลิงตง หลิวห มินฮวาง ลู่ย่วนซีต่างก็ทยอยกันมาถึง
ผู้แข็งแกร่งเผ่ามนุษย์ที่เดิมทีคิดว่าที่นี่ต้องมีค่ายกลนำส่งซึ่งจะพาพวก เขาออกไปจากอาณาจักรเสวียนเทียนต่างก็มีสายตาประหลาดใจ ก่อนจะ หันไปมองค่ายกลดวงดาวลึกลับนั้นด้วยความตะลึงพรึงเพริด
แม้แต่เซี้ยอี้เทพเพลิงที่ตามมาถึงก็ยังมีสีหน้าสนใจ
“พลังงานของรอยแยกห้วงมิติที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกำราบ เอาไว้!” ลู่ย่วนซีตัวสั่นสะท้าน พลันหันไปมองเนี่ยเทียนและคำรามเสียง ต่ำ “หรือว่าเขากระตุ้นเวทลับของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีกครั้ง หมายจะกำราบฟ้าดินแห่งนี้?”
ในจุดลึกของทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาล ลำแสงดวงดาวยังคง พุ่งเข้ามาประหนึ่งน้ำตก
ภาพค่ายกลดวงดาวอันลึกลับยังคงแปรเปลี่ยนและดึงดูดพลังดวงดาว อย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง!
ปราณที่ส่งมาจากค่ายกลแห่งนั้นทำให้พวกเขตวิญญาณผู้เป็นยอด ฝีมือของดินแดนดาวตกต่างรู้สึกเหมือนจะหายใจไม่ออก
ราวกับว่าหากพวกเขาคนใดคนหนึ่งทะเล่อทะล่าบุกเข้าไปในค่ายกล ดวงดาวลึกลับนั้น ร่างกายก็จะต้องแหลกสลายไปในชั่วพริบตา
กลางหมู่เมฆ ปาซือทัวจากเผ่าอสูรกายยืนอยู่ข้างปืนใหญ่ลักษณะ เหมือนผลึกแก้วขนาดยักษ์ เขากำลังชี้ลงไปข้างล่าง พร้อมผลึกใสกลาง หว่างคิ้วของเขาที่ค่อยๆ มีภาพหัวมู่ซึ่งกลายร่างเป็นปีศาจลอยขึ้นมา
เขากำลังใช้เวทลับของเผ่าอสูรกายเล็งไปที่หัวมู่ เพื่อสร้างเป้าหมาย ให้กับปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา
ตรงปากกระบอกปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาขนาดใหญ่ยักษ์มีลำแสงมา รวมตัวกันอย่างรวดเร็ว การยิงครั้งต่อไป ปาซือทัวได้เล็งเป้าหมายเป็น หัวมู่
ทว่าเวลานี้เอง ปาซือทัวพลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
เขาหันขวับไปมองท้องฟ้า มองจุดลึกของทางช้างเผือกอันห่างไกลซึ่ง มีลำแสงดวงดาวหลายเส้นกรอกเทเข้าไปยังจุดศูนย์กลางยอดเขายักษ์ทั้ง สามของอาณาจักรเสวียนเทียน
วิกฤตอันรุนแรงระลอกหนึ่งพลันบังเกิดขึ้นในส่วนลึกของจิตวิญญาณ เขา ทำให้หัวใจเข้าเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เลือดในกายที่ไหลเวียนของ เขาก็คล้ายจะเปลี่ยนมาเป็นไม่ราบรื่นอีกต่อไป
“ใต้เท้า นี่ นี่คือ?” ตี๋ย่าลั่วร้องอุทานเสียงแหลมด้วยความตกใจ
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว! ค่ายกลโบราณที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้!” ปาซือทัวเสียงสั่น เขาที่เดิมทีคิดจะยิงปืนใหญ่ผลึก แหวกนภาเข้าใส่หัวมู่ที่ธาตุไฟเข้าแทรกพลันตัดสินใจอย่างเฉียบขาด รีบ ม้วนตลบพลังจิตวิญญาณอันไพศาลกลับมาแล้วเล็งไปยังค่ายกลดวงดาว อันลึกลับกลางยอดเขาทั้งสามทันที
ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาเปลี่ยนทิศทาง เมื่อความคิดของชักนำจึงเล็ง ไปทางยอดเขาทั้งสามแทน
“ฟิ้ว!”
ทว่ายังไม่ทันรอให้เขากระตุ้นใช้ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา ค่ายกล ดวงดาวที่ลึกลับเกินคาดเดานั้นก็คล้ายทะเลดาวผืนหนึ่งที่บินเข้ามาหาเรือ รบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกาย
ตอนที่ค่ายกลดวงดาวลึกลับบินมากลางอากาศสูงก็คล้ายทะเล ดวงดาวที่พร่างพราวผืนหนึ่งซึ่งปกคลุมฟ้าดินที่เรือรบทางช้างเผือกลอย ลำอยู่ไว้จนมิด
“ไม่!”
ปาซือทัวร้องคำรามอย่างบ้าคลั่ง เสียงร้องนั้นโหยหวนสิ้นหวังอย่างไม่ ยินยอมคล้ายมิอาจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ได้
จุดที่มียอดเขายักษ์สามลูก เหล่าเขตวิญญาณเผ่ามนุษย์ที่รวมตัวกัน อยู่เหม่อมองภาพค่ายกลดวงดาวโบราณขนาดใหญ่ยักษ์กลายมาเป็นทาง ช้างเผือกผืนหนึ่งที่บินเข้าหาเรือรบทางช้างเผือก
“ตูม!”
ชั่วขณะที่เรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกายถูกภาพค่ายกลดวงดาว ปกคลุมเอาไว้ก็เหมือนแผ่นดินใหญ่ที่ระเบิดกระจายกลายมาเป็นเศษส่วน พริบตาเดียวก็แหลกสลายปลิวว่อนไปทั่วท้องฟ้า
แสงจ้าแยงตาถูกปลดปล่อยออกมาจากพื้นที่แห่งนั้นคล้ายดวงอาทิตย์ ลูกเล็กที่ระเบิดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
เศษซากของเรือรบทางช้างเผือกปะปนไปด้วยลำแสงดวงดาวคล้าย หินอุกกาบาตก้อนเล็กก้อนน้อยซึ่งพุ่งมาพร้อมกับเปลวเพลิงแล้วร่วงกราว ไปทั่วรัศมีนับล้านลี้
มีเพียงจุดที่ตั้งของยอดเขาทั้งสามแห่งเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจาก เศษซากเรือซึ่งแตกกระจายดั่งหินอุกกาบาต ไม่ถูกลำแสงดวงดาวพุ่งมา โดน
ส่วนเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่นั้นได้ถอยทัพหนีไปล่วงหน้าตั้งแต่หัวมู่ธาตุไฟ เข้าแทรกแล้ว
หลังจากที่ค่ายกลวาสนาห้าธาตุของวิมานสวรรค์ถูกปืนใหญ่ผลึก แหวกนภาระเบิดทำลายก็กลายมาเป็นเพียงซากปรักหักพัง
ตอนนี้คนที่เคลื่อนไหวอยู่ในบริเวณรอบๆ นอกจากหัวมู่ที่กลายเป็น ปีศาจแล้วก็เหลือแค่ชนต่างเผ่าอีกมากมายเท่านั้น
เมื่อชนต่างเผ่าเหล่านั้นมองเห็นเรือรบทางช้างเผือกลำใหญ่ยักษ์ ระเบิดกระจัดกระจาย เศษซากของลำเรือปะปนกับลำแสงดวงดาวปลิว ว่อนไปทั่วอากาศคล้ายหินอุกกาบาตที่พุ่งไปทั่ว พวกเขาก็คล้ายจะมิอาจ ต้านทานได้
พวกชนต่างที่ร่างถูกซากของเรือรบกระเด็นมาโดน ไม่ว่าจะมี สายเลือดอยู่ในระดับไหน ร่างของพวกเขาก็สลายเป็นเศษส่วนเหมือน กระจกที่ถูกค้อนทุบลงมาหนักๆ
“เรือรบทางช้างเผือก ถูกทำลาย ถูกทำลาย…ไปทั้งอย่างนี้น่ะหรือ?” ลู่ย่วนซีจากพรรคคิชกูฏเปล่งเสียงติดๆ ขัดๆ
ทุกอย่างที่เห็นอยู่เบื้องหน้า เขารู้สึกว่าคงมีแต่ในความฝันเท่านั้นถึง จะปรากฏขึ้นมาได้
เรือรบทางช้างเผือกลำมโหฬารและเก่าแก่ ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาที่ น่ากลัวดั่งอานุภาพจากสรวงสวรรค์ ปาซือทัวผู้มีสายเลือดระดับเจ็ดซึ่งทำ ให้ทุกคนรู้สึกไร้เรี่ยวแรงต้านทาน…
ทั้งหมดทั้งมวลที่ทำให้คนหายใจไม่ออก ภัยคุกคามที่แม้แต่หายใจก็ยัง ยากลำบากกลับหายไปเพียงแค่เสี้ยวนาที
เหล่าผู้เฒ่าประหลาดที่มีเขตวิญญาณต่างก็พากันเงียบงัน เหม่อมอง ไปยังซากเรือรบที่ยังคงปลิวว่อนไปทั่วแปดทิศดั่งหินอุกกาบาตที่พุ่งไม่รู้ ทิศทาง สีหน้าทุกคนล้วนแข็งค้างทึ่มทื่อ
“ฟิ้วๆๆ!”
เมื่อการโจมตีหนึ่งผ่านไป ตราประทับสะเก็ดดาวที่ผสานรวมเข้าไปใน เจดีย์ดวงดาวกลางภูเขาลูกยักษ์ก็กลับคืนมาอย่างเงียบเชียบ คล้าย ดวงดาวเจิดจ้าสามดวงที่หายวับเข้าไปกลางหน้าอกของเนี่ยเทียน
พลังดวงดาวในน้ำวนดวงดาวของเนี่ยเทียนที่เป็นสื่อกลางถูกดึง หายไปจนเกลี้ยง
ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา สะเก็ดดาวทั้งเก้าดวงยังคงส่องแสง เจิดจ้า
ตราประทับสะเก็ดดาวหวนกลับมา ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและ ยอดเขาทั้งสามก็ถูกตัดขาดตามไปด้วย
ฝนกระหน่ำที่ก่อนหน้านี้หยุดลงได้เทลงมาอย่างกำเริบเสิบสานอีก ครั้ง ทางช้างเผือกอันพร่างพราวที่ปรากฏแค่ชั่วแวบเดียวก็หายไปได้ถูก ม่านฟ้าสีเทาขมุกขมัวปิดคลุมไว้ดังเดิม
ท้องฟ้าตรงนี้ พื้นดินตรงนี้ ทุกอย่างกลับคืนสู่สภาพปกติ
ยอดเขาทั้งสามไม่มีแสงสว่างไสวอีกต่อไป ไม่มีเจดีย์ไฟที่ชักนำธาร แสงดวงดาวให้กรอกเทลงมา ภาพค่ายกลดวงดาวที่เกิดจากการรวมตัว กันของพลังดวงดาวก็หายไปอย่างไม่เหลือร่องรอย
“สิ้น สิ้นสุดแล้ว” จ้าวลั่วเฟิงน้ำเสียงขมขื่น เขามองไปยังเนี่ยเทียนที่ อยู่ข้างกายด้วยสายตาลึกล้ำ ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไปก่อน
เทพเพลิงเซี่ยอี้หัวโล้นมีใบหน้านิ่งสนิท เขาเองก็จ้องเนี่ยเทียนตาไม่ กะพริบ ทว่าจุดลึกในดวงตากลับแฝงความกริ่งเกรงเอาไว้
“ผู้อาวุโสใหญ่หลิง” เนี่ยเทียนหันกลับไปมองตงหลิงผู้อาวุโสใหญ่ของ วิมานสวรรค์เงียบๆ ด้วยดวงตาที่ยังคงมีสะเก็ดดาวเก้าดวงเปล่งประกาย “จากความหมายของเจ้าก่อนหน้านี้ รอจนดินแดนดาวตกสงบสุขเมื่อไหร่ ก็จะยังซักไซ้เอาความผิดเรื่องที่ข้าไม่ยอมมอบเกราะมังกรเพลิงใช่ไหม?”
ตงหลิงสีหน้าหม่นหมอง ไม่กล้าตอบเขา ได้แต่หันไปมองทางจ้าวลั่ว เฟิง
จ้าวลั่วเฟิงยิ้มขื่น ส่ายหัว “พวกเราไม่ได้มีความต้องการเช่นนี้”
“ท่านอาจารย์ของข้าไม่ได้รีบมาให้ความช่วยเหลืออาณาจักรเสวียน เทียนตามคำสั่งของวิมานสวรรค์ พวกเจ้าจะยังไปเอาโทษเขาที่อาณาจักร หลีเทียนหรือไม่?” เนี่ยเทียนถามอีกครั้ง
“ไม่ ไม่คิดจะทำเช่นนั้น” จ้าวลั่วเฟิงตอบด้วยสีหน้าไม่น่ามอง
“ไม่คิดก็ดีแล้ว” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับช้าๆ “ข้าพลันรู้สึกว่ายอดเขาที่ ปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติทั้งสามเส้นในอาณาจักรหลีเทียน อาณาจักร เสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋ หากข้าใช้ตราประทับสะเก็ดดาว เป็นกุญแจก็สามารถเปิดใช้งานมันได้ตลอดเวลา การทำลายเรือรบทาง ช้างเผือก ทำลายปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา และทำลายการโจมตีจาก ปาซือทัวจนป่นปี้ ข้ารู้สึกว่าตัวเองยังทำมันได้อีกครั้ง”
กล่าวจบ พวกจ้าวลั่วเฟิง ตงหลิงก็หน้าเปลี่ยนสีไปในทันที
“ปาซือทัวตายไปแล้ว” จงเจิงจากหอหันปิงพลันเอ่ยขึ้นมา “ซากเรือ รบร่วงสู่พื้นดิน ชนต่างเผ่าพวกนั้นต่างก็บาดเจ็บสาหัส คราวนี้เคราะห์ภัย ของอาณาจักรเสวียนเทียนยุติลงจริงๆ แล้ว!”
“ไล่สังหารชนต่างเผ่าที่เหลืออยู่!” หลี่มู่หยางตวาดกร้าว
“ถูกต้อง! นี่คือเวลาที่ต้องสังหารพวกชนต่างเผ่าให้สิ้นซาก!” หลิวห มินฮวางร้องเอะอะ ก่อนจะพุ่งออกไปเป็นคนแรกราวกับไม่ยินดีจะอยู่ตรง นี้ต่ออีกแม้แต่นาทีเดียว
เซี่ยอี้เทพเพลิงเองก็เตรียมจะจากไปโดยไม่เอ่ยคำใด
เนี่ยเทียนพลันพูดขึ้นว่า “ผู้อาวุโสเทพเพลิง?”
“มีอะไร?” เซี่ยอี้หันกลับมา
เนี่ยเทียนพลันหยิบเกราะมังกรเพลิงออกมา แต่ไม่ได้สวมลงบนร่าง แค่วางไว้บนมือแล้วพูดว่า “อาวุธล้ำค่าเชื่อมโยงวิญญาณธาตุไฟชิ้นนี้ เจ้า ยังต้องการหรือไม่?”
ทุกคนที่เตรียมจะจากไปต่างก็หยุดชะงักแล้วพากันหันมามองเซี่ยอี้
จ้าวซานหลิงหัวเราะหึหึ มองเซี่ยอี้ด้วยความสนุกสนาน ทั้งยังพูดยั่วยุ อย่างคนกลัวไม่เกิดเรื่อง “พี่เซี่ย ของสิ่งนี้เหมาะสมกับเจ้าจริงๆนะ”
“ข้าไม่มีวาสนาได้ครอบครอง” เซี่ยอี้แค่นเสียงเย็นหนึ่งทีแล้วหมุนตัว จากไปด้วยความคับแค้นใจ
——