ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 656 พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วน
พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนที่ลึกลับ
ลำแสงหลายเส้นอันลึกลับคล้ายดาวตกที่บินพุ่งไปยังพื้นที่ที่ไม่มีใคร รู้จัก
จุดแสงจุดหนึ่งที่ล่องลอยไม่หยุดพักพลันขยายใหญ่ ก่อนที่เงาร่างสอง เงาจะบินออกมาจากในจุดแสง
เนี่ยเทียนที่มาถึงก่อน ชั่วขณะที่โผล่ออกมาจากจุดแสงก็สัมผัสได้ถึง พลังแห่งการบิดเบือนของห้วงมิติที่น่าหวาดกลัว
ภายใต้พลังการบิดเบือนเช่นนี้ เขาปวดร้าวไปทั้งร่างคล้ายถูกคนฉีก กระชากเลือดเนื้อ เจ็บปวดจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก
ไม่เพียงเท่านี้ เพียงแค่ลอยตัวนิ่งอยู่ที่เดิม น้ำวนพลังวิญญาณหลาก ชนิดในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขาก็เปลี่ยนมาหมุนวนเชื่องช้า
พลังวิญญาณ พลังเปลวเพลิง พลังดวงดาว พลังพืชหญ้าของเขาต่างก็ ไหลหายไปอย่างเงียบเชียบ
ดูเหมือนว่าเมื่ออยู่ที่นี่โดยไม่ต้องทำอะไร พลังวิญญาณหลายชนิดที่ผู้ ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์รวบรวมขึ้นมาอย่างยากลำบากก็ล้วนถูกเผาผลาญ ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว
และสถานที่แห่งนี้ก็ไม่มีพลังงานฟูาดินให้ใช้แม้แต่เสี้ยวเดียว มีเพียง อาศัยหินวิเศษหลายชนิดถึงจะชดเชยพลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณ จุดตันเถียนที่หายไปได้
“ไป!”
ตราประทับประหลาดทรงแปดเหลี่ยมชิ้นหนึ่งบินออกมาจากฝุามือ ของจ้าวซานหลิงและบินเข้าไปในจุดแสงนั้น
จุดแสงที่หลังจากขยายใหญ่ก็กลับมาหดเล็กลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง หลังจากที่ตราประทับประหลาดนั้นบินไป การหดตัวอย่างรวดเร็วของมัน ก็พลันหยุดลง
พอจุดแสงมีขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารขยายใหญ่เท่ากำปั้นแล้วก็ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงใดๆ อีก
“ทิ้งสัญลักษณ์เอาไว้แล้ว ตอนที่พวกเรากลับมาก็ต้องเจอมัน” จ้าว ซานหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ปีนั้นข้าถูก อาจารย์เนรเทศมาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ในช่วงเวลาที่ข้าหายใจรวย รินแทบไม่รอดชีวิตถึงได้เจอจุดลับแห่งนี้ และมีโอกาสได้หวนกลับไปยัง ดินแดนดาวตก”
พอนึกถึงเรื่องในอดีต แม้แต่เขาเองก็ยังหวาดผวาไม่คลาย สีหน้าจึง เครียดขรึมอย่างถึงที่สุด
“หายใจรวยริน?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
จ้าวซานหลิงถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะกล่าวอย่างจนใจ “พื้นที่ ห้วงมิติปั่นปุวนคือหนึ่งในพื้นที่ที่แปลกประหลาดชวนพิศวงที่สุดในโลก ที่นี่ไม่มีพลังงานฟูาดินให้ใช้แม้แต่เสี้ยวเดียว เมื่อผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ อย่างพวกเราเหยียบเข้ามาในพื้นที่แห่งนี้ พลังวิญญาณในร่างจะไหล หายไปอย่างรวดเร็ว”
“และยิ่งเป็นคนที่ขอบเขตสูงเท่าไหร่ พลังวิญญาณก็ยิ่งหายไปเร็วมาก เท่านั้น ใครก็ไม่สามารถควบคุมมันได้”
“ปีนั้นข้าถูกเนรเทศมาไว้ที่นี่ ในมือยังมีหินวิเศษอยู่เป็นจำนวน มาก ข้าใช้หินวิเศษฟื้นคืนพลังวิญญาณทั้งวันทั้งคืน และพอมันเผาผลาญ ไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานหินวิเศษก็หมดลง”
“และหายครั้งก็ต้องเจอกับความเสี่ยงที่ยากจะคาดการณ์ ซึ่ง จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณจำนวนมากมาต้านทาน การเผาผลาญจึงเร็ว มากกว่าเดิม”
“หากหินวิเศษหมดลง พลังวิญญาณในร่างไม่มีหลงเหลือ เมื่ออยู่ที่นี่ก็ ได้แต่รอความตายอย่างเดียวเท่านั้น และหากเจอความเสี่ยงใดๆ ก็อาจ เดินไปสู่ความตายในได้เสี้ยวนาที”
ขณะที่เขาอธิบายความลี้ลับของที่แห่งนี้คร่าวๆ เนี่ยเทียนก็รวบรวม สมาธิมาตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วก็พลันค้นพบว่าถึงแม้พลังวิญญาณ หลายชนิดในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนจะไหลหายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าจิงชี่เลือดเนื้อของเขา…กลับไม่ได้รับผลกระทบเท่าไหร่นัก
นี่หมายความว่าหากชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดแข็งแกร่งมาอยู่ที่นี่ ก็ต้อง ได้เปรียบกว่าเผ่ามนุษย์หลายเท่า
จ้าวซานหลิงเองก็เคยบอกว่าสถานที่ที่เขาจะไปจำเป็นต้องใช้สิ่งมีชีวิต ที่มีร่างกายแข็งแกร่งทนทานอย่างถึงที่สุด และโครงกระดูกปีศาจเลือดก็ คือสิ่งมีชีวิตที่ว่านี้
“เจ้าแค่กระตุ้นใช้พลังวิญญาณก็สามารถเดินทางไปทั่วพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นปุวนแห่งนี้ได้แล้ว ที่นี่ไม่มีแรงโน้มถ่วงอะไร สามารถล่องลอยไปได้ทุก แห่ง” จ้าวซานหลิงหยิบเอาเข็มทิศที่ทำจากกระดองเต่าออกมาชิ้นหนึ่ง คล้ายกำลังแยกแยะทิศทาง “หวังว่าตอนที่พวกเรากลับมา จุดลับห้วงมิติ นี้จะไม่ลอยห่างออกไปไกลนัก หาไม่แล้วหากต้องตามหาก็ยุ่งยากแน่”
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ เนี่ยเทียนจึงสังเกตเห็นทันทีว่าจุดแสงที่พวก เขาสองคนลอดผ่านมาล่องลอยไม่อยู่นิ่งอย่างแท้จริง
แม้ว่าจุดแสงนั้นจะไม่ขยายใหญ่หรือหดตัวลงมาอีก แต่มันกลับลอย ไปทั่ว ไม่มีทิศทางการโคจรที่แน่นอน จนกระทั่งเริ่มออกห่างไปจากคนทั้ง สอง
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของจุดแสง เนี่ยเทียนก็เข้าใจได้ว่าเหตุใด จ้าวซานหลิงถึงต้องทิ้งตราประทับของตัวเองเอาไว้
เพราะหากไม่มีตราประทับนั้น รอจนจุดแสงค่อยๆ ห่างจากที่แห่งนี้ไป ไกล รอจนจ้าวซานหลิงกลับมาอีกครั้ง เกรงว่าคงหามันไม่เจออีกแล้ว
และเนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่ายังมีจุดแสงลักษณะเดียวกันอยู่ห่าง ออกไปไกลอีกหลายจุด พวกมันเปล่งแสงวูบวาบ ล่องลอยไปสี่ทิศ
จุดแสงพวกนั้นก็ไม่รู้ว่าล่องลอยไปทางไหน
ขณะที่เขากำลังขมวดคิ้วคิดหนัก จ้าวซานหลิงก็ยื่นมือออกมาคว้าเขา แล้วบินไปยังทิศทางหนึ่งอย่างระมัดระวัง ทั้งยังคอยหลบเลี่ยงลำแสงที่ บินผ่านมาเป็นระยะ
จ้าวซานหลิงผู้แข็งแกร่งกลับเต็มไปด้วยความหวาดเกรงต่อลำแสง เหล่านั้น เขากลัวว่าหากตัวเองไม่ระวังจะถูกลำแสงพวกนั้นพุ่งมาโดนตัว ได้
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เนี่ยเทียนก็ติดตามเขาเดินทางไปข้างหน้าอยู่ใน พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน
ห่างไปไม่กี่ชั่วยาม จ้าวซานหลิงก็หยุดลง ก่อนจะบอกเป็นนัยให้เขาใช้ หินวิเศษมาฟื้นคืนพลังวิญญาณเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พลังงานในมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนไหลหายไปจนเกลี้ยงจนไม่มีเหลือให้ใช้
จ้าวซานหลิงอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนแห่งนี้มานานหลายปี จึง คุ้นเคยกับที่แห่งนี้เป็นอย่างนี้
มีเขานำทาง เนี่ยเทียนคอยตามมาข้างหลังจึงไม่ได้เจอกับอันตราย เท่าไหร่นัก
และก็มีอยู่หลายครั้งที่จู่ๆ ก็มีลำแสงพุ่งผ่านมา ทว่าขณะที่กำลังจะ เข้ามาใกล้กลับถูกจ้าวซานหลิงใช้เวทลับห้วงมิติที่เขาบรรลุพาตัวเนี่ย เทียนเบี่ยงพ้นไปในเสี้ยววินาที
ทว่าการหลบเลี่ยงไม่กี่ครั้งนั้นกลับทำให้จ้าวซานหลิงเผาผลาญพลังไป มหาศาล
ทุกครั้งที่หลบพ้นมาได้ จ้าวซานหลิงจะต้องใช้หนิวิเศษหลายชนิดมา ฟื้นคืนอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังต้องใช้เวลานาน
“ไอ้เจ้าบุปผาเก้าดาราบัดซบ…”
มาอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ช่วงเวลาที่เขาเผชิญหน้ากับอันตรายทุก ชั่วขณะและจำเป็นต้องใช้พลังงานมากที่สุด บุปผาเก้าดารากลับยังคงดึง เอาหยดดาวและหยดพืชหญ้าในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขา มาอย่างต่อเนื่อง
หยดดาวและหยดพืชหญ้าที่เขาอาศัยหินดวงดาวและวัตถุดิบธาตุไม้ รวบรวมขึ้นมาอย่างยากลำบากต่างก็ถูกบุปผาเก้าดาราดูดซับไปทีละนิด
ทว่าบุปผาเก้าดารากลับฟื้นคืนพลังต้นกำเนิด เจริญเติบโตอย่าง แข็งแกร่ง ใบของมันเปลี่ยนมาเป็นสีเขียววาวใส
ซึ่งเวลาส่วนใหญ่แล้วพลังดวงดาวและพลังพืชหญ้าในจุดลึก มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเขามักจะมีอยู่เพียงน้อยนิด
กว่าจะรวบรวมขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่นี่กลับถูกบุปผาเก้าดาราดึง เอาไป ราวกับหากไม่ดูดพลังของเขาจนแห้งขอด ดอกไม้ประหลาดนั่นจะ ไม่มีทางยอมเลิกราเด็ดขาด
“ปราณเลือดเนื้อสีเขียวในหัวใจเส้นนั้นแม้จะเผด็จการ และกระหาย ในจิงชี่เลือดเนื้อไม่ต่างกัน ทว่าอย่างน้อยจิงชี่เลือดเนื้อสีเขียวเส้นหนึ่งก็
รู้จักตอบแทน รอจนแปรสภาพแล้ว มันก็จะนำพรสวรรค์ทางสายเลือด อย่างใหม่มาให้ข้า ทว่าบุปผาเก้าดาราเล่า…มีประโยชน์อะไร?”
ทุกครั้งที่นึกถึงบุปผาเก้าดารา เขาก็จะต้องปวดหัว และรู้สึกเสียใจ นิดๆ ไปเสียทุกครั้ง
บางครั้งเขายังคิดอย่างคนมองโลกในแง่ร้ายว่าบุปผาเก้าดาราจะเป็น เหมือนเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่อยู่ในร่างของหัวมู่หรือไม่?
หากบุปผาเก้าดาราเป็นเหมือนเถาวัลย์ปีศาจสวรรค์ที่คอยบีบคั้นเขา อย่างต่อเนื่อง รอจนวันหนึ่งมันเติบโตขึ้นมาในระดับที่แน่นอนแล้วช่วงชิง ร่างของเขาไปเป็นของตัวมันเอง แบบนั้นเขาจะหลั่งน้ำตาเลยหรือ?
แต่พอคิดอย่างละเอียดเขาก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น
ในเมื่อผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวต่างก็พยายาม ค้นหาบุปผาเก้าดารานี้ไปทั่วทุกหนแห่ง วัตถุชิ้นนี้ก็ต้องมีประโยชน์ต่อผู้ แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแน่นอน
“มันน่าจะมีข้อดีอยู่มาก ไม่ได้เป็นพืชปีศาจแบบเถาวัลย์ปีศาจ สวรรค์ ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าต้องร้องไห้ตายแน่ๆ …”
เวลาผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เนี่ยเทียนท่องไปทั่วพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ภายใต้การนำทางจากจ้าวซานหลิง
วันนี้เขาพลันเจอศพเก่าแก่ศพหนึ่งที่ลอยอยู่นิ่งๆ
เห็นได้ชัดว่านั่นเป็นศพนั้นเป็นของเผ่ามนุษย์ ศพนั้นสวมชุดโบราณ หรูหราที่ชายแขนเสื้อกว้างใหญ่อายุน่าจะประมาณสี่สิบห้าสิบปี เส้นผม ที่ขาวโพลนยุ่งเหยิง
“มีคน…” เขาพูดเบาๆ
จ้าวซานหลิงลังเลอยู่ครู่ก็เบี่ยงไปทางที่ศพโบราณนั้นลอยอยู่ “นับ ล้านปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนที่ตั้งใจมาที่นี่ หรือคนที่ร่วงลงมาโดยไม่ ตั้งใจส่วนใหญ่ก็ล้วนกลายเป็นศพที่ไร้ประโยชน์อยู่ที่นี่เหมือนเขา”
“คนมีชีวิตที่อยู่ที่นี่พลังวิญญาณจะหายไปอย่างรวดเร็ว และหากตาย เมื่อไหร่ ปราณเลือดเนื้อก็จะหายไปเกลี้ยงด้วย”
“อย่าว่าแต่เผ่ามนุษย์เลย ต่อให้เป็นชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่ง สายเลือด ระดับเจ็ด หากต้องมาตายอยู่ที่นี่ ในระยะเวลาสั้นๆ ก็จะกลายมาเป็น เพียงซากกระดูกที่ไร้คุณค่า”
กล่าวจบเขาก็ยื่นนิ้วชี้ไปไกลๆ
“ฟุบ!”
แสงสีขาวเส้นหนึ่งร่วงลงบนซากศพ ศพนั้นพลันสลายกลายมาเป็น เถ้าธุลี ไม่ว่าจะเป็นอาภรณ์หรือเลือดเนื้อต่างก็กลายเป็นฝุนผงไปหมด
“ไม่ดูสักหน่อยหรือว่ามีของวิเศษอะไรหรือเปล่า?” เนี่ยเทียนถาม อย่างไม่เข้าใจ
“ของวิเศษ?” จ้าวซานหลิงหัวเราะพรืด “เห็นได้ชัดว่าไอ้หมอนี่ตาย ไปเพราะเผาผลาญพลังวิญญาณจนหมด หินวิเศษ วัตถุดิบวิเศษที่เขาเก็บ
ไว้ถูกเอามาใช้หมดไปนานแล้ว และก็ไม่รู้ว่าเขาลอยตัวอยู่ตรงนี้มานานกี่ ปีแล้ว ต่อให้ยังมีของเหลืออยู่ก็เกรงว่าคงถูกคนกวาดค้นไปแล้วหลายรอบ จะยังมีหลงเหลือมาถึงตอนนี้ได้อย่างไร? คนที่ค้นหาของบนร่างของเขาก็ ไม่น่าจะเจออะไร”
กล่าวจบเขาก็เดินหน้าต่อ “อย่ามัวมองอยู่เลย หลังจากนี้เดี๋ยวก็ได้ เห็นคนอย่างหมอนี่เป็นระยะ ไม่มีอะไรให้น่าแปลกใจ ไม่ว่าจะเป็นเผ่า มนุษย์ ชนต่างเผ่าหรือสัตว์วิเศษต่างก็เคยมาเยือนที่นี่ คนที่ได้กลับไป อย่างปลอดภัยเป็นเพียงแค่ส่วนน้อย ส่วนใหญ่ล้วนตายเหมือนเขา”
และก็เป็นอย่างที่เขากล่าวไว้
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เนี่ยเทียนที่ติดตามเขามาก็มักจะได้เจอกับศพ ลักษณะนี้เป็นประจำ
มีทั้งเผ่ามนุษย์ และก็มีชนเผ่าอื่นๆ หรือแม้แต่สัตว์วิเศษที่เรือนกาย ใหญ่โตก็ยังมี
ศพทั้งหมดต่างก็เปลี่ยนมาเป็นไร้คุณค่าตามเวลาที่ผ่านไป จ้าวซานห ลิงไม่แม้แต่จะเสียเวลาเหลือบมอง ราวกับรู้ว่ายังไงก็ไม่มีทางได้ผลพวง ใดๆ จากศพพวกนั้นอยู่แล้ว
และก็เป็นอย่างนี้ ผ่านไปอีกช่วงเวลาหนึ่ง เนี่ยเทียนกับจ้าวซานหลิงก็ ได้เจอกับศพอีกศพหนึ่ง
ศพนั้นเป็นของเผ่ามนุษย์เช่นกัน นั่นคือผู้หญิงอายุประมาณสามสิบปี ที่สวมอาภรณ์งดงาม ผิวของนางขาวซีดไม่มีสีเลือด
ขณะที่จ้าวซานหลิงเดินผ่านศพของผู้หญิงคนนี้ไป เขาก็ไม่แม้แต่จะ ชายตามอง ยังคงนำทางเนี่ยเทียนให้เดินไปข้างหน้าต่อ
ทว่าตอนที่คนทั้งสองเดินผ่านหญิงสาวผู้นั้น ขนตาของนางพลันขยับ ไหว
สายฟูาเจิดจ้าเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากกลางหว่างคิ้วของนาง ตรงเข้า มาที่หัวใจด้านหลังของจ้าวซานหลิง
“เอ๊ะ!”
จ้าวซานหลิงอุทานเบาๆ เหมือนรู้สึกแปลกใจ “ฟิ้ว!” ตอนที่สายฟูา แทงเข้ามายังหัวใจด้านหลังของจ้าวซานหลิงก็ถูกปราการห้วงมิติชั้นหนึ่ง สกัดกั้นเอาไว้
“เขตวิญญาณ!” หญิงสาวคนนั้นพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบถอยหลังกรูด ก่อนจะหยิบเอากระบี่เล่มหนึ่งออกมาแล้วอุทานเสียงดัง “ผู้อาวุโส กระบี่ เล่มนี้เป็นอาวุธขั้นสูง ข้ายินดีใช้มันแลกมาด้วยหินวิเศษ ไม่ทราบว่า…”
ยังไม่ทันรอให้นางพูดจบ จ้าวซานหลิงก็แค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง เขต แห่งความตายบินออกไปจากลำคอด้านหลังของเขา
เขตแห่งความตายสีเทาขมุกขมัวพลันกลืนกินหญิงสาวคนนั้นไว้ใน พริบตา
“แกล้งตายได้เหมือนมากจนแม้แต่ข้ายังมองไม่ออก ถ้าอย่างนั้นก็ตาย ไปซะจริงๆ เลยเถอะ” จ้าวซานหลิงพูดด้วยสีหน้าเดียดฉันท์ “นึกไม่ถึงว่า
คราวนี้จะได้เจอกับคนมีชีวิตเร็วขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าเพราะโชคดี หรือเพราะ โชคร้ายกันแน่”
“สวบ!”
กระบี่เล่มนั้นบินออกมาจากเขตแห่งความตายอย่างรวดเร็ว เขายื่น มือมาคว้าเอาไว้ ก่อนที่มันจะพุ่งเข้าไปในแหวนเก็บของของเขา
จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับเนี่ยเทียน “มีคนมากมายที่ตกลงมาที่นี่ เพราะสาเหตุหลากหลายประการ คนเหล่านี้พันคน เกรงว่าคงไม่มีแม้แต่ คนเดียวที่รอดชีวิตกลับไป นอกเสียจากว่าเป็นพวกเชี่ยวชาญเวทลับห้วง มิติ ทั้งยังมีพรสวรรค์ลึกล้ำถึงจะมีหวังได้เจอหนทางหวนกลับอันเลือน ราง”
“เมื่อกลับไปไม่ได้ หากเป็นเวลาสั้นๆ ก็หลายเดือน ส่วนนานหน่อยก็ หลายปี แค่นั้นของที่พวกเขาสะสมไว้ก็จะถูกเผาผลาญจนเกลี้ยงและตาย ไปอย่างรวดเร็ว”
“ขอแค่คนที่มีหินวิเศษจำนวนมหาศาลอยู่ในมือ อีกทั้งยังโชคดีไม่ น้อย ไม่เจอกับอันตรายทางธรรมชาติใดๆ ถึงจะมีชีวิตอยู่ได้นานหน่อย”
“ผู้หญิงคนนี้หินวิเศษในมือใกล้จะหมดลงแล้ว ต่อให้ข้าไม่ลงมือกับ นาง มากสุดครึ่งเดือนนางก็ต้องตายอยู่ดี”
“คาถาที่นางฝึกฝนเหมือนจะมีความพิเศษด้านการอำพรางปราณของ ตัวเอง ถึงขนาดที่ว่าข้าก็ยังไม่ค้นพบคลื่นเคลื่อนไหวทางปราณวิญญาณ และเลือดเนื้อของนาง น่าเสียดายที่ขอบเขตต่ำเกินไป แค่เขตสามัญ
เท่านั้น หึหึ มดตัวเล็กๆ แบบนี้กลับกล้ามาเล่นเล่ห์กลกับข้า ช่างไม่รู้จักที่ ต่ำที่สูง”
“ในเมื่อมีคนแบบนี้อยู่ เหตุใดท่านไม่ลองลงมือหยั่งเชิงดูก่อน?” เนี่ย เทียนถามอย่างแปลกใจ
“ลงมือก็หมายความว่าต้องสิ้นเปลืองพลังวิญญาณ เมื่ออยู่ที่นี่ พลัง วิญญาณทุกเสี้ยวต่างมีค่า ทางที่ดีที่สุดอย่าเอาไปสิ้นเปลืองกับเรื่องไม่เป็น เรื่อง มันไม่คุ้มกัน” จ้าวซานหลิงอธิบาย
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ เนี่ยเทียนก็รีบปลดปล่อยกระแสจิตกลุ่มหนึ่ง ไปตรวจสอบหินวิเศษและวัตถุดิบวิเศษในแหวนเก็บของของเขา
รอจนเขาเห็นว่าหินวิเศษพวกนั้นกองกันเป็นภูเขา และยังมีซากศพ ของชนต่างเผ่าให้ดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อมาได้ เขาถึงได้พอจะคลายใจลง
——