ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 658 โบราณสถานของซวีหลิงจื่อ
ที่จ้าวซานหลิงคอยช่วยเหลือเนี่ยเทียนครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่อคราวอยู่ ดินแดนดาวตกก็เพราะเห็นความสำคัญของหุ่นเชิดเลือดที่อยู่ในมือของ เขา เดิมทีเขาคิดว่าจะอาศัยหุ่นเชิดเลือดตนนั้นมาตะลุยไปทั่วพื้นที่เมื่ออยู่ ที่นี่
ไม่ว่าอย่างไรก็คาดไม่ถึงว่าพอโครงกระดูกปีศาจเลือดปรากฏตัวจะไป ชักนำตราผนึกทันที
เมื่อไม่มีโครงกระดูกปีศาจเลือดเป็นไพ่ตาย แม้แต่จ้าวซานหลิงก็ยัง เริ่มขลาดกลัวขึ้นมาบ้างแล้ว เขาคิดแต่จะไปจากที่แห่งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด หนีไปได้ไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
เพราะสถานการณ์ครั้งนี้แตกต่างไปจากคราวก่อนที่เขามาอย่าง สิ้นเชิง
คราวก่อนเขาเข้ามาที่นี่โดยไม่ได้ตั้งใจ ไม่เจอใครที่รอดชีวิตแม้แต่คน เดียว เขาจึงนึกว่าที่แห่งนี้จะมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้จัก ต่อให้พลังวิญญาณ ถูกใช้หมดไป ก็ยังคงอาศัยพลังของเรือนกายเคลื่อนที่ไปทั่วและยัง สามารถถอยออกไปได้อย่างง่ายดาย
ทว่าตอนนี้ที่นี่ไม่เพียงแต่มีคน ยังมีคนอยู่จำนวนไม่น้อย ดูจากท่าทาง แล้วอีกฝุายก็น่าจะเตรียมตัวมาพร้อม นี่จึงทำให้เขาหวาดกลัว
“ทางนั้น! ต้องมีคนของสำนักสามกระบี่มาเพิ่มอีกแน่นอน!” น้ำเสียง อึมครึมเสียงหนึ่งค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ “สำนักสามกระบี่ดึงดันจริงๆ
ทั้งๆ ที่ไม่ได้เตรียมตัวมาพร้อมอย่างพวกเรา แต่กลับยังส่งคนมาอย่าง ต่อเนื่อง คิดจะแย่งโบราณสถานของซวีหลิงจื่อไปจากพวกเราเขาสุขาวดี ให้ได้!”
ได้ยินเสียงของคนที่มา จ้าวซานหลิงก็พุ่งไปยังจุดของกลุ่มแสงสีดำ โดยไม่เหลียวหลัง
ทว่าพลังวิญญาณในร่างของเขาหมดเกลี้ยงไปแล้ว จึงได้แต่อาศัย เรือนกายที่มีเลือดเนื้อ เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ ความเร็วจึงต่างกันมาก นัก
เนี่ยเทียนกลับไม่รีบร้อน แต่ยังพยายามใช้สะเก็ดดาวเก้าดวงใน มหาสมุทรวิญญาณมาสร้างทิพย์จักษุ คิดจะตรวจสอบพละกำลังของคน ที่มา
ทว่าก็ไม่รู้ว่าทำไม อยู่ที่นี่ไม่สามารถสร้างทิพย์จักษุได้เลย
ไม่เพียงเท่านี้ เขาพยายามใช้กระแสจิตมารับสัมผัส แล้วก็ต้องค้นพบ ด้วยความตะลึงงันว่าแม้แต่กระแสจิตของเขาก็ยังพุ่งออกมาจากสมอง ไม่ได้
เหมือนร่างของเขากลายมาเป็นกำแพงเหล็กที่สกัดกั้นกระแสจิตเอาไว้
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าสถานที่บ้าๆ แห่งนี้ไม่เพียงแต่ทำให้พลังวิญญาณ ไหลหายไปอย่างรวดเร็ว แม้แต่กระแสจิต หรือแม้แต่พลังจิตวิญญาณของ จ้าวซานหลิงก็ยังใช้ไม่ได้ด้วย
เมื่อกระแสจิตและพลังจิตวิญญาณมิอาจใช้ได้ ผู้ฝึกลมปราณที่ ขอบเขตสูงล้ำก็กลายมาเป็นเพียงแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง
ก็ไม่น่าแปลกที่พอเห็นว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดไปกระตุ้นตราผนึก จ้าวซานหลิงถึงได้หันหัวกลับโดยไม่ต้องคิดแบบนี้
“เนี่ยเทียน! ยังไม่ไปอีกรึ?” จ้าวซานหลิงพุ่งตัวไปได้ระยะหนึ่ง เห็นว่า เนี่ยเทียนยังคงยืนนิ่งไม่ขยับก็พลันหน้าเปลี่ยนสีแล้วตวาดเสียงเย็น “หาก เจ้าคิดจะรนหาที่ตาย ก็อย่าโทษที่ข้าทิ้งเจ้าไม่สนใจ!”
ทิ้งประโยคนี้ไว้ จ้าวซานหลิงก็ไม่ได้พูดเกลี้ยกล่อมต่อ แต่หนีไปเพียง ลำพัง
“ฟิ้วๆๆ!”
สามเงาร่างทยอยกันมาถึง คนทั้งสามนั้นอายุยังน้อย สองชายหนึ่ง หญิง สามชุดศึกสีเขียวในลักษณะเดียวกัน
ตามหลังคนทั้งสามมายังมีชายวัยกลางคนอายุประมาณห้าสิบคนหนึ่ง ที่หอบหายใจฮักๆ ตามมาถึงท้ายสุด
ชายวัยกลางคนผู้นั้นน่าจะขอบเขตสูงสุด แต่เนื่องจากพลังวิญญาณ ทั้งร่างหมดไปแล้ว ได้แต่อาศัยเรือนกายในการเคลื่อนไหว พลังการต่อสู้ จึงเหมือนจะย่ำแย่ที่สุด
ไม่มีกระแสจิตให้ใช้ เนี่ยเทียนก็ได้แต่ทดลองใช้จิงชี่เลือดเนื้อไป ตรวจสอบอย่างละเอียด
แล้วเขาก็พลันตาเป็นประกาย
เขาที่มีสายเลือดแห่งชีวิต อาศัยการรับสัมผัสจากปราณเลือดเนื้อ แค่ ครู่เดียวก็วิเคราะห์ได้ว่าสามคนที่มาถึงก่อนต่างก็มีพลังชีวิตเลือดเนื้อที่ไม่ ธรรมดาอยู่ในร่าง
สองชายหนึ่งหญิง แม้จะอายุน้อย ขอบเขตไม่สูง ทว่าทุกคนกลับฝึก เวทลับเรือนกายที่พิเศษ
เรือนกายของพวกเขาถูกเวทลับพิเศษเปลี่ยนแปลงทำให้มีพลังชีวิต เปี่ยมล้นเกินกว่าผู้อาวุโสที่ขอบเขตสูงสุดคนนั้น
หากเดินออกไปจากที่นี่ ไปยังโลกข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ห้วงมิติ ปั่นปุวนหรืออาณาจักรอื่น มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของชายวัย กลางคนผู้นั้นฟื้นคืนกลับมา พลังการต่อสู้ของเขาย่อมเหนือกว่าคนทั้ง สาม
แต่เมื่อมาอยู่ที่นี่ หลังจากที่พลังวิญญาณของทุกคนหมดไป คนสาม คนที่ฝึกเวทลับเรือนกายกลับได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด
“พลังชีวิตเลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นระดับนี้ แม้แต่สัตว์วิเศษและชนต่างเผ่า สายเลือดระดับสี่ก็ยังสู้ไม่ได้ พลังในการต่อสู้ก็น่าจะมีจำกัด” เนี่ยเทียน วิเคราะห์อย่างรวดเร็ว หากจะใช้พลังเลือดเนื้อที่เปี่ยมล้นของเขามาเล่น งานคนพวกนี้ก็น่าจะง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
พลังชีวิตของสามคนนั้นเมื่อเทียบกับเขาแล้วก็เหมือนธารน้ำที่ไหล ระหว่างร่องเขากับมหาสมุทรใหญ่ที่มิอาจเปรียบเทียบกันได้เลย
“ผู้อาวุโสจ้าวอย่าได้ร้อนใจไป” เนี่ยเทียนพลันหัวเราะเสียงแปร่ง “ท่านลองดูก่อนว่าข้าจะจัดการปัญหาข้างหน้านี้ให้ท่านได้อย่างไร”
จ้าวซานหลิงที่ค่อยๆ จากไปไกล พอได้ยินเขาพูดเช่นนี้ก็พลันหันขวับ กลับมา
ในดวงตาของจ้าวซานหลิงเต็มไปด้วยความกังขา
“เอ๊ะ ไม่ใช่คนจากสำนักสามกระบี่หรือนี่” ชายหนุ่มที่เรือนกายสูง ใหญ่ซึ่งนำมาเป็นคนแรกฝึกวิชาเรือนกายที่เกี่ยวข้องกับพลังโลหะ ผิวของ เขาแผ่สีทองอ่อนจาง กล้ามเนื้อจับตัวกันเป็นมัดๆ ยืนอยู่ตรงนั้นก็ราวกับ ทองก้อน สร้างความสะเทือนขวัญให้ผู้คนไม่น้อย
เนี่ยเทียนรับสัมผัสได้ตั้งนานแล้วว่าในเลือดเนื้อของคนผู้นี้มีปราณ ของโลหะอ่อนจาง เรือนกายนั้นของเขาน่าจะผ่านการแช่น้ำโลหะทอง บางอย่างที่พิเศษมาก่อน ทำให้เลือดเนื้อของเขาแข็งแกร่งทนทานกว่าผู้ ฝึกลมปราณทั่วไปอยู่เยอะมาก
ทว่าระดับความแข็งแกร่งนั้นกลับยังอ่อนด้อยเกินไปในสายตาเนี่ย เทียน
“อู้!”
เนี่ยเทียนพลันกระตุ้นปราณเลือดในร่างของตัวเอง ลักษณะของเขา จึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขากลายมาเป็นเหมือนภูเขาเลือดเนื้อลูก ยักษ์ที่เคลื่อนไหวได้ซึ่งมีพลังเลือดลมกลิ้งซัดสาดราวแม่น้ำกว้างใหญ่ที่ ไหลบ่าไม่หยุดนิ่ง
เมื่อเลือดลมขยับ เนี่ยเทียนก็พลันมีความมั่นใจว่าตัวเองมีพละกำลัง มหาศาลเหมือนสัตว์ยักษ์ที่สามารถใช้มือกระชากร่างศัตรูได้อย่างเผด็จ การ
เขาจึงยกมือขึ้นตบลงไปบนไหล่ของคนผู้นั้น
“กร๊อบ!”
กระดูกทั่วร่างของคนผู้นั้นที่ฝึกเวทลับหลอมเรือนกาย ในเลือดเนื้อ ปะปนไปด้วยโลหะพลันแตกหัก คลาดเคลื่อน ร่างอ่อนยวบลงไปกองอยู่ กับพื้น
จ้าวซานหลิงที่ยังลังเลว่าจะเชื่อเนี่ยเทียนดีหรือไม่ ดวงตาพลันฉาย ประกายประหลาด
“ศิษย์พี่!”
เมื่อเห็นว่าคนผู้นั้นถูกเนี่ยเทียนปลิดชีวิตไปในเสี้ยวนาที ชายหนึ่ง หญิงหนึ่งที่เหลืออยู่ก็พากันร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด
ชายวัยกลางคนที่ห่างไปไกลที่สุดก็พลันหน้าเปลี่ยนสี หมุนตัวกลับได้ ก็ชักขาออกวิ่งทันทีโดยไม่เอ่ยคำใด
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ กระตุ้นใช้พลังเลือดลม ก้าวเดินออกไปไม่กี่ก้าว ก็ห่างจากจุดเดิมไปหลายร้อยเมตรประหนึ่งสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ห้อทะยาน ปลายนิ้วที่ชี้ออกไปมีปราณเลือดเส้นหนึ่งพุ่งพรวดอย่างบ้าคลั่ง
ปราณเลือดเส้นนั้นลอดทะลุร่างของชายวัยกลางคนได้อย่างง่ายดาย ทำให้เกิดสภาพการตายที่อเนจอนาถอีกครั้ง
“ไม่มีพลังวิญญาณปกปูองเรือนกายก็เป็นเพียงคนธรรมดาผู้หนึ่ง เท่านั้น ไม่ว่าเดิมทีขอบเขตจะสูงเท่าไหร่ ในสายตาของเขา คนพวกนี้ก็
ล้วนเป็นเหมือนมดตัวหนึ่ง” เนี่ยเทียนโคลงศีรษะ ไม่แม้แต่จะชายตามอง เขา เพียงหันกลับไปหาชายหญิงสองคนที่เหลืออยู่
“เจ้า เจ้าเป็นใคร?” หญิงสาวที่หน้าตานับว่าพอใช้กรีดร้องเสียงหลง “โบราณสถานของซวีหลิงจื่อ เขาสุขาวดีของพวกเราเป็นค้นค้นพบ เพื่อ โบราณสถานแห่งนี้ พวกเราเขาสุขาวดีได้วางแผนอย่างลับๆ มาหนึ่งร้อย ปีกว่า แล้วจึงส่งคนเจ็ดกลุ่มให้ทยอยกันเข้ามาในนี้ พวกเราคือกลุ่มที่ เจ็ด”
“เจ้าจงรีบไสหัวออกไปซะ เขาสุขาวดีของพวกเราจะไม่เอาความ หา ไม่แล้ว เจ้าอย่าได้หวังว่าจะหนีรอดไปได้!”
นางจ้องเนี่ยเทียนเขม็ง ปากก็เอ่ยข่มขู่เสียงดัง ส่วนมือข้างหนึ่งกำลัง ขยับไหวอยู่ในชายแขนเสื้อคล้ายคิดจะส่งข้อความไปบอกสหาย
“เขาสุขาวดี?” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเบาๆ หนึ่งที “ไม่เห็นเคยได้ยินมา ก่อน”
“ฟิ้ว!”
เขาขยับร่างอีกครั้ง ทะยานตัวขึ้นกลางอากาศ ก่อนจะบินโฉบลงมา เหมือนอินทรีจับเหยื่อ
“ไป!”
หญิงสาวร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบหยิบเอากระดูกสัตว์ท่อนหนึ่ง ออกมา
เมื่อกระดูกสัตว์อยู่ในมือ ปราณเลือดสีเหลืองอ่อนกลุ่มหนึ่งก็สาด ออกมาจากในกระดูก หมายสกัดกั้นไม่ให้เนี่ยเทียนเข้ามาใกล้
“กระดูกสัตว์ของสัตว์วิเศษระดับหก ยังมีปราณเลือดหลงเหลืออยู่ แต่ กลับถูกนางเอามาใช้ได้ น่าเสียดายนัก กะอีแค่กระดูกสัตว์ท่อนหนึ่ง จะมี ปราณเลือดหลงเหลือให้ใช้สักเท่าไหร่กันเชียว?”
เนี่ยเทียนหัวเราะหยัน กำหมัดต่อยไปยังปราณเลือดสีเหลืองอ่อน “ตูม” ปราณเลือดพลันแตกกระจาย
เขาที่บินโฉบลงมากางนิ้วทั้งสิบปลดปล่อยปราณเลือด
“สวบๆๆ!”
ร่างที่เปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตของหญิงสาวผู้นั้นถูกปราณเลือดสิบเส้น ของเขาแทงทะลุจนหน้าอกเป็นรูโหว่สิบรูซึ่งอาบย้อมไปด้วยเลือด
เรือนกายของนางโอนเอนอยู่สองที ก่อนจะร่วงตุ้บลงบนพื้น
เนี่ยเทียนไม่ได้หยุดชะงัก เขาพุ่งร่างเข้าหาคนสุดท้าย นิ้วทั้งสิบมี ลำแสงส่องออกมา เตรียมแทงทะลุไปที่ร่างของอีกฝุาย
“เหลือพยานปากไว้คนหนึ่ง!” จ้าวซานหลิงรีบพูด
เมื่อเห็นเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่เหมือนปลากระดี่ได้น้ำ ทั้งยังสังหารคนสาม คนติดต่อกันอย่างง่ายดาย เขาก็ไม่เพียงแต่ไม่รีบจากไป ยังย้อนกลับมา ขยับเข้าใกล้เนี่ยเทียนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
“เจ้ากล้ารึ!” สีหน้าของคนที่เหลืออยู่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ซวี หลิงจื่อสร้างฟูาดินแห่งนี้ขึ้นมา และได้ถูกเขาสุขาวดีของพวกเรายึดครอง เอาไว้แล้ว เจ้าอย่าหวังว่าจะรอดชีวิตจากไปได้!”
“ตูม!”
เข็มขัดตรงเอวของเขาทำมาจากกระดูกสัตว์ร้อยเรียงกัน ตอนนี้ใน กระดูกเหล่านั้นพลันมรปราณเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษแผ่ออกมา
ปราณเลือดเนื้อหลายกลุ่มรวมตัวกันขึ้นเป็นวงแสงสีดำ โอบล้อมร่าง ของเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
“แควก!”
ทว่าเมื่อถูกนิ้วทั้งห้าของเนี่ยเทียนกรีดลงไป วงแสงสีดำนั้นกลับปริ แตกออกอย่างง่ายดาย
มือข้างหนึ่งของเนี่ยเทียนกลายมาเป็นมีดแหลมคมที่ทิ่มแทงลงไปยัง แขนขาทั้งสี่และจุดตันเถียนของเขา ทำลายมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถีย นของเขาจนแหลกละเอียด ทำให้เส้นเอ็นแขนขาทั้งสี่ของเขาฉีกขาด
คนผู้นั้นมิอาจขยับเคลื่อนแขนขาได้ มหาสมุทรวิญญาณก็ถูกทำลาย แม้แต่คนธรรมดาก็ยังเทียบไม่ได้ ยามนี้ล้มลงไปนอนหงายอยู่กับพื้น
เวลานี้ ในที่สุดจ้าวซานหลิงก็เดินเตร่มาถึง เขายืนอยู่ข้างกายของคนผู้ นั้น ก่อนจะย่อตัวลงน้อยๆ หยิบเอากริชเล่มหนึ่งออกมาแทงลงไปบนหน้า ท้องของคนผู้นั้น แล้วบิดคว้านอยู่หลายที ทำให้คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วย ความเจ็บปวดราวกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
“ข้าถามเจ้าหนึ่งคำ เจ้าตอบข้าหนึ่งคำ ขอแค่เจ้ายอมตอบแต่โดยดี ข้าก็จะให้เจ้าตายเร็วหน่อย” ระหว่างที่พูด จ้าวซานหลิงก็หยิบเอายาสี น้ำตาลเม็ดหนึ่งมายัดใส่ปากเขา จากนั้นถึงได้หันไปพูดกับเนี่ยเทียน “ยา กระดูกอ่อนจะทำให้เขาไร้เรี่ยวแรง แม้แต่แรงกัดลิ้นฆ่าตัวตายก็ยังไม่มี”
“พวกเจ้ากล้าเป็นศัตรูกับเขาสุขาวดีของพวกข้า พวกเจ้าต้องตาย อย่างมิต้องสงสัย!” คนผู้นั้นพูดอย่างไร้เรี่ยวแรง จ้องจ้าวซานหลิงด้วย ความเคียดแค้น
“หึหึ” จ้าวซานหลิงบิดกริชที่อยู่ในมือคว้านไส้ของเขา ก่อนจะพูดเนิบ ข้า “หากเจ้าไม่ยอมเชื่อฟังแต่โดยดี ข้าจะค่อยๆ ทรมานเจ้าไปทีละนิด เจ้าอาจจะไม่รู้วิธีการของข้า แต่ไม่รีบร้อน ข้ามีเวลามากนัก พวกเราไป กันอย่างช้าๆ ให้เจ้าทดลองลิ้มรสทุกการทรมานอย่างละหนึ่งรอบ”
เข็มเงินยาวครึ่งเมตรหลายเล่มลอยขึ้นมากลางฝุามือของจ้าวซานหลิง เขายิ้มตาหยีพลางทิ่มเข็มลงไปในกระดูกและเส้นเอ็นของคนผู้นั้น
คนผู้นั้นร้องโหยหวนด้วยความทรมานอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ยอมเชื่อ ฟังแต่โดยดี “รีบถาม รีบให้ข้าตาย ข้าอยากตายเร็วๆ!”
“แบบนี้สิถึงจะถูก” จ้าวซานหลิงหัวเราะเบาๆ แล้วจึงเริ่มเอ่ยถาม
——