ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 659 สำนักต่างดินแดน
ขณะที่จ้าวซานหลิงสอบปากคำอย่างเคร่งเครียด เนี่ยเทียนก็กลับมา หยุดอยู่ข้างชายวัยกลางคนที่ตายไป ก่อนจะเก็บเอาแหวนเก็บของของ เขามาพร้อมมองหาวัตถุที่มีค่า
ในแหวนเก็บของของคนผู้นั้นสะสมหินวิเศษ หยกวิเศษไว้จำนวนไม่ น้อย เนี่ยเทียนย้ายพวกมันเข้ามาไว้ในแหวนเก็บของของตัวเองทีละอย่าง
นอกจากหินวิเศษ หยกวิเศษแล้ว ยังมีวัตถุดิบวิเศษ ยา เสื้อเกราะ และแผนที่อีกหนึ่งผืน
แผนที่ผืนนั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นแผนที่ดวงดาว ทั้งยังมีการทำสัญลักษณ์ เขียนไว้ว่าดินแดนปราการดวงดาว
แผนที่ดวงดาวนั้นวาดไว้บนกระดูกแผ่นหนึ่ง เนี่ยเทียนแค่มองปราด เดียว สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด
เพราะว่าภาพบนแผ่นกระดูกนั้นกลับเหมือนจุดหมายปลายทางที่ใน ไข่มุกวิญญาณมืดระบุเอาไว้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ตำแหน่งสุดท้ายที่ประทับเอาไว้ในแผนที่ดวงดาวตรงจุดลึกของไข่มุก วิญญาณมืดจากเผ่าอสูรกาย ก็คือดินแดนปราการดวงดาว
ดินแดนปราการดวงดาวประกอบขึ้นมาจากอาณาจักรดวงดาวร้อย กว่าแห่ง มีขนาดยิ่งใหญ่กว่าดินแดนดาวตกมากนัก ท่ามกลางแผ่นดินของ อาณาจักรดวงดาวร้อยกว่าแห่งนั้นต้องมีหลายแห่งที่เหมาะสมให้เผ่า มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่
เขาขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็เดินไปหาจ้าวซานหลิง
คนผู้นั้นที่ถูกจ้าวซานหลิงสอบปากคำอยู่นาน เลือดสดในร่างจึงไหล ไปจนเกลี้ยง เห็นได้ชัดว่าตายไปแล้ว
“ผู้อาวุโสจ้าว เมื่อครู่ข้าได้แผนที่มาผืนหนึ่ง นั่นคือแผนที่ดวงดาว… ตำแหน่งสุดท้ายเป็นสถานที่เดียวกับที่ชี้บอกไว้ในไข่มุกวิญญาณมืด” เนี่ย เทียนอธิบาย “คราวก่อนเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นบินออกไปจาก อาณาจักรอั้นหมิง มันเสียไข่มุกวิญญาณมืดไป จึงไม่รู้ทิศทางและ ตำแหน่งที่ต้องทะยานไป เลยไม่ได้เดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาว …”
เขาบอกเล่าข้อมูลที่เขาคาดเดาออกมาอย่างละเอียด
เมื่อจ้าวซานหลิงฟังจบก็กล่าวว่า “ดินแดนปราการดวงดาวมี อาณาจักรดวงดาวนับร้อยแห่ง และพื้นที่หลายแห่งก็ไม่เหมาะให้เผ่า มนุษย์อยู่อาศัยเพื่อฝึกตน มีเพียงวัตถุดิบวิเศษเฉพาะอย่างที่ถือกำเนิด ขึ้นมา จึงถูกพวกเขามองเป็นพื้นที่สำหรับขุดแร่”
“อาณาจักรที่มีเผ่ามนุษย์ฝึกตนอย่างแท้จริงมีอยู่สามสิบหกแห่ง และ เจ้าของดินแดนปราการดวงดาวก็เป็นเผ่ามนุษย์พอดี”
“…”
จ้าวซานหลิงกล่าวเนิบนาบ เอาข้อมูลที่เขาถามได้มาเทียบกับข้อมูล ของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนจึงได้รู้ว่าดินแดนปราการดวงดาวมีเผ่ามนุษย์เป็นเจ้าของ และมีสำนักตั้งอยู่ที่นั่นเหมือนกัน
แต่ว่าขอบเขตสูงสุดของเผ่ามนุษย์ในดินแดนปราการดวงดาวมากกว่า ดินแดนดาวตกหนึ่งระดับ นั่นคือระดับดินแดน
เผ่ามนุษย์ในดินแดนปราการดวงดาวไม่ค่อยลงรอยกับชนต่างเผ่า เท่าใดนัก จึงมีการทำสงครามเกิดขึ้นทุกปี และก็มีบางสำนักที่แลกเปลี่ยน กับชนต่างเผ่าบ่อยครั้งจนความสัมพันธ์กลมเกลียวกัน
เรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกายคิดจะเดินทางไปยังดินแดน ปราการดวงดาว เกรงว่าคงเพราะจะอาศัยดินแดนปราการดวงดาว เดินทางกลับไปยังอาณาจักรอสูรกาย
สำนักและกลุ่มอิทธิพลเผ่ามนุษย์ในดินแดนปราการดวงดาวแข็งแกร่ง จนถึงขนาดมีความสามารถในการสร้างเรือรบทางช้างเผือกขึ้นมา
สำนักสามกระบี่ เขาสุขาวดีล้วนมาจากดินแดนปราการดวงดาว
และซวีหลิงจื่อผู้เป็นเจ้าของฟูาดินแห่งนี้ก็คือหนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่ง ของดินแดนปราการดวงดาว อยู่ในอันดับที่ห้า มีขอบเขตเท่าแดนว่าง เปล่าช่วงท้าย
ซวีหลิงจื่อที่อยู่ในดินแดนปราการดวงดาวก็คือสุดยอดบุคคลเช่นกัน เพราะเขาเชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ดังนั้นขณะที่เขาอยู่แดนว่างเปล่าช่วง ท้ายและเตรียมจะฝุาสู่แดนเอตทัคคะ พื้นที่ที่เขาเลือกจะฝุาทะลุขอบเขต ก็คือพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน
ตอนที่เขาเข้ามาในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนและฝุาสู่ขอบเขตใหม่ หลาย สำนักในดินแดนปราการดวงดาวล้วนรู้เรื่องนี้
แต่ผลกลับกลายเป็นว่าเมื่อเขาเข้ามาที่นี่ก็ไม่ได้กลับไปยังดินแดน ปราการดวงดาวอีก
หลายคนจึงเริ่มเข้าใจว่าการเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะของซวีหลิงจื่อ น่าจะล้มเหลว และตัวเขาเองก็น่าจะตายอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน
เพราะซวีหลิงจื่อคือสุดยอดผู้แข็งแกร่งที่อยู่ในอันดับที่ห้าของดินแดน ปราการดวงดาว เมื่อเขาตายไป สิ่งของที่เขาสะสมเอาไว้ตอนมีชีวิตอยู่จึง ถูกคนมากมายหมายตา
พันปีที่ผ่านมาจึงมีสำนักและกลุ่มอิทธิพลในดินแดนปราการดวงดาว มายังพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนเพื่อค้นหาพื้นที่ฝังร่างของซวีหลิงจื่อและคิดจะ ช่วงชิงสิ่งของที่เขาสั่งสมไว้หลายพันปีไปครอง
สำนักสามกระบี่และเขาสุขาวดีต่างก็โชคดีไม่น้อย พวกเขาเสียเวลา อยู่นานหลายปี และในที่สุดก็พบเบาะแส
เขาสุขาวดีนั้นมีความรู้ที่ลึกซึ้งต่อสถานที่แห่งนี้ พอเขาสุขาวดีเจอที่นี่ จึงค้นพบว่าพื้นที่ตรงนี้ถูกซวีหลิงจื่อบุกเบิกเป็นฟูาดินแห่งใหม่ อาศัย ความลี้ลับของพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนทำให้พลังวิญญาณของทุกคนที่เข้ามา ภายในไหลหายไปจนเกลี้ยง
เขาสุขาวดีส่งคนทยอยกันมาทั้งหมดเจ็ดกลุ่ม ซึ่งในบรรดานั้นก็มีผู้ แข็งแกร่งเขตวิญญาณเป็นผู้นำ
ทว่ากลุ่มคนชุดก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะมีขอบเขตสูงเท่าไหร่ ไม่นานพลัง วิญญาณก็ถูกเผาผลาญไปหมด ไม่มีใครได้สมดังปรารถนา บางคนต้อง ตายไปอย่างไม่ทันระวัง บางคนก็หนีกระเซอะกระเซิงออกไปจากที่นี่
เขาสุขาวดีได้บทเรียนจึงตระหนักได้ว่า เมื่ออยู่ที่นี่ไม่ว่าขอบเขตจะสูง แค่ไหนก็ล้วนไม่มีประโยชน์
ผู้เฒ่าประหลาดที่มีขอบเขตสูงถึงเขตลี้ลับ เขตวิญญาณไม่สามารถ เปลี่ยนวิชาการฝึกตนที่ฝึกมาทั้งชีวิตไปมุ่งมั่นอยู่กับการหลอมเรือนกายให้ แข็งแกร่งได้ เพราะต่อให้พวกเขาฝึกหลอมเรือนกายจริง ความสำเร็จก็มี ขีดจำกัด
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเลือกเด็กหนุ่มสาวที่เกิดมามีร่างกายแข็งแกร่ง โดยเฉพาะ ใช้เวลาที่ยาวนานมากช่วงหนึ่งอบรมปลูกฝังพวกเขาอย่าง ตั้งใจ ให้พวกเขาฝึกวิชาเรือนกายที่พิเศษ เพิ่มพูนพลังชีวิต ชุบหลอม ร่างกายเสียใหม่
คนกลุ่มนี้ถูกปลูกฝังออกมาก็เพื่อมาช่วงชิงสิ่งของที่ซวีหลิงจื่อทิ้ง เอาไว้ เพื่อเข้ามาที่นี่
คนกลุ่มที่เจ็ดของเขาสุขาวดีพาเด็กหนุ่มสาวกลุ่มนี้เข้ามาที่นี่ จึง ได้เปรียบในการค้นหาโบราณสถานของซวีหลิงจื่ออย่างมาก
ทว่าก่อนหน้าที่พวกเขาจะเข้ามากลับมีข่าวเล็ดรอดออกไป สำนักสาม กระบี่จึงยื่นมือเข้าแทรก คนทั้งสองกลุ่มจึงปะทะกันตรงจุดที่มีกลุ่มแสงสี ดำ
กระนั้นการเตรียมตัวของสำนักสามกระบี่ก็ยังสู้เขาสุขาวดีไม่ได้แม้แต่ น้อย ก่อนจะเข้ามาในนี้ ผู้แข็งแกร่งส่วนหนึ่งของสำนักสามกระบี่จึงถูกฆ่า ตายไปก่อนแล้ว
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักสามกระบี่ที่เข้ามาที่นี่ก็ยิ่งไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา สุขาวดี พวกเขาจึงถูกไล่ฆ่าจนตายกันไปทีละคน
คนของเขาสุขาวดีที่ถูกเนี่ยเทียนสังหารไปก็คือกลุ่มคนที่ไล่ตามหาคน ของสำนักสามกระบี่ที่อาจหนีเล็ดรอดไปได้ เพราะหมายกำจัดอีกฝุายทิ้ง ให้สิ้นซาก
“ดินแดนปราการดวงดาว!” จ้าวซานหลิงที่รู้สถานการณ์อย่างแน่ชัด ดวงตาจึงเต็มไปด้วยความสนใจอย่างเข้มข้น เขากล่าวกลั้วหัวเราะ “ใน เมื่อแผนที่ดวงดาวในมือของเจ้าก็ชี้นำไปยังดินแดนปราการดวงดาว เหมือนกัน รอให้พวกเราไปจากสถานที่บ้าๆ นี่ได้เมื่อไหร่ สถานีถัดไปของ พวกเราก็น่าจะเป็นดินแดนปราการดวงดาวแล้วล่ะ สถานที่แห่งนั้น น่าสนใจยิ่งกว่าดินแดนดาวตกมากมายนัก”
ดินแดนปราการดวงดาวมีผู้แข็งแกร่งเขตแดนว่างเปล่า มี ความสามารถในการสร้างเรือรบทางช้างเผือก มีสำนักอยู่มากมายที่มี ความสัมพันธ์กับชนต่างเผ่า
เผ่ามนุษย์ของทางฝั่งนั้นทัดเทียมกับชนต่างเผ่า พวกเขาทำสงคราม กัน มีการร่วมมือกัน และดูเหมือนว่าจะยังมีชนต่างเผ่าอีกไม่น้อยที่ไม่เคย ออกจากดินแดนปราการดวงดาว พวกเขายังคงอยู่ร่วมกับเผ่ามนุษย์ได้ อย่างมีความสุขในฟูาดินบางแห่ง
“พวกเราจะเข้าไปลึกกว่านี้ไเพื่อแย่งชิงสิ่งของของซวีหลิงจื่อกับเขา สุขาวดีไหม?” เนี่ยเทียนถาม
“ก็ต้องอยู่ที่เจ้าแล้วล่ะ” จ้าวซานหลิงสีหน้าคึกคัก “ตามความเห็นข้า เรือนกายของเจ้าแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกคนที่เขาสุขาวดีปลูกฝังมาเสียอีก อยู่ที่นี่ข้าช่วยเจ้าไม่ได้เท่าไหร่นัก ข้าจะพยายามไม่เป็นตัวถ่วงของเจ้าก็ แล้วกัน หากเจ้ามั่นใจว่าจะเอาชนะพวกเด็กรุ่นเล็กของเขาสุขาวดีที่ฝึก วิชาเรือนกายพวกนั้นได้ ข้าก็จะไปกับเจ้า”
นัยน์ตาเขาเต็มไปด้วยความรอคอย เห็นได้ชัดว่ายังไม่ตัดใจกับสิ่งของ ของซวีหลิงจื่อ
ซวีหลิงจื่อเชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ตบะคือแดนว่างเปล่าช่วงท้าย สิ่งของของคนผู้นี้มีพลังในการดึงดูดเขามากเกินไป เพื่อสิ่งนี้เขายอมที่จะ เสี่ยงตาย
“ในเมื่อมาแล้ว แถมตอนนี้ก็ยังไม่เจอกับคู่ต่อสู้อย่างแท้จริง ถ้าอย่าง นั้นก็…ไปต่อดีไหม?” เนี่ยเทียนลองถามหยั่งเชิง
“ดี!” จ้าวซานหลิงแสยะปากยิ้ม พลันหยิบเอาเสื้อเกราะหนังสัตว์ชิ้น หนึ่งออกมา บนเสื้อเกราะหนังสัตว์นั้นแขวนแผ่นกระดูกบางๆ เอาไว้เต็ม เสื้อเกราะ
เขาสวมเสื้อเกราะตัวนั้นไว้บนร่างด้วยท่าทางจริงจัง “เสื้อเกราะตัวนี้ ไม่ใช่เกราะวิเศษ ไม่ต้องใช้พลังวิญญาณมากระตุ้น ตัวเสื้อทำมาจากหนังงู หลามลายเลือดสายเลือดระดับเจ็ด หนังงูหลามนั้นแข็งแกร่งมากพอ น้ำ
ไม่เข้า ไฟเผาไม่ได้ แผ่นกระดูกที่แขวนเอาไว้ก็คือกระดูกของสัตว์วายุ สายเลือดระดับเจ็ด”
“กระดูกของสัตว์วายุสายเลือดระดับเจ็ดมีน้ำหนักเบามาก และมี เพียงกระดูกของมันเท่านั้นที่พอฝังเลื่อมลงไปบนหนังของงูหลามลาย เลือดแล้ว ข้าถึงสวมได้”
“หนังสัตว์ หรือกระดูกสัตว์ของสัตว์วิเศษประเภทอื่นหนักเกินไป หากข้าอยู่ข้างนอกแล้วใช้พลังวิญญาณขับเคลื่อนก็ล้วนไม่มีปัญหา แต่ที่นี่ กลับทำอย่างนั้นไม่ได้”
เขาใช้เสื้อเกราะปิดคลุมตั้งแต่ปลายคางลงมาจนเกือบมิดร่าง “มีเสื้อ เกราะตัวนี้ เมื่อข้าเคลื่อนไหวอยู่ในฟูาดินแห่งนี้จึงพอจะมีความมั่นใจอยู่ บ้าง คนทั่วไปหากคิดจะใช้พลังเลือดเนื้อเจาะทะลุเสื้อเกราะตัวนี้ก็ไม่ได้ ง่ายดายขนาดนั้น”
ระหว่างที่พูด เขาก็หยิบเอายาออกมาอีกขวดหนึ่ง ก่อนจะยื่นส่งให้ เนี่ยเทียนอย่างไม่ขี้เหนียว “นี่คือยาพลังเลือด ข้าตั้งใจไหว้วานให้เฉียนปู หุ่ยจากหอโอสถหลอมให้ ยาพลังเลือดหลอมมาจากเลือดของสัตว์วิเศษ ยาพลังเลือดนี้ไม่เหมือนกับยาทั่วไป มันสามารชดเชยเลือดลมได้อย่าง ต่อเนื่อง และเฉียนปูหุ่ยก็สร้างขึ้นเพื่อข้าโดยเฉพาะ”
เนี่ยเทียนรับยานั้นมา ก่อนหยิบออกมาหนึ่งเม็ดแล้วกลืนลงไป แล้ว เขาก็สัมผัสได้ถึงจิงชี่เลือดเนื้ออ่อนจางที่กระจายไปทั่วร่าง
ทว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่ยาพลังเลือดเม็ดนี้แผ่ออกมากลับอ่อนด้อยยิ่งนัก แทบไม่มีประโยชน์อะไรต่อเขาแม้แต่นิดเดียว
แต่พอเขามาคิดอีกทีก็รู้ว่าจ้าวซานหลิงไม่ได้ฝึกเรือนกาย ไม่มีการชุบ หลอมเรือนกายที่พิเศษ จิงชี่เลือดเนื้อที่เขาได้รับในแต่ละครั้งจึงมีจำกัด
จิงชี่เลือดเนื้อที่รุนแรงเกินไปไม่เพียงไม่มีประโยชน์ต่อจ้าวซานหลิง กลับยิ่งกลายมาเป็นภาระของเขาด้วย
ยาพลังเลือดเม็ดนั้นสามารถปลดปล่อยจิงชี่เลือดเนื้อออกมาให้เขาได้ อย่างต่อเนื่องและเชื่องช้า มากพอจะค้ำจุนการเผาผลาญของจ้าวซานห ลิง ทำให้เขามีพลังของคนธรรมดาให้ใช้ตลอดเวลา
ทว่าจิงชี่เลือดเนื้อที่เนี่ยเทียนต้องการ เกรงว่าต่อให้มียาพลังเลือดร้อย ขวดก็ยังไม่พอชดเชยให้เขา หากเขาคิดจะชดเชยจิงชี่เลือดเนื้อ มีเพียงสูบ ดึงเอาเลือดสดในร่างของชนต่างเผ่าเท่านั้นถึงจะได้
“คืนให้ท่าน ของเล่นนี้ไม่มีประโยชน์กับข้า” เนี่ยเทียนส่ายหัว ก่อน จะยื่นขวดยาพลังเลือดคืนให้กับเขา “จิงชี่เลือดเนื้อในยาพลังเลือด เหล่านั้นมีน้อยเกินไป ไม่มากพอให้ชดเชยการเผาผลาญของข้า”
“ไอ้คนไม่รู้จักความหวังดีของคนอื่น” จ้าวซานหลิงแค่นเสียงในลำคอ รับขวดยามา “หากไม่เพราะหุ่นเชือดเลือดตนนั้นใช้ไม่ได้ จำต้องฝาก ความหวังไว้ที่ตัวเจ้า ข้าก็คงไม่มีทางเอายาพลังเลือดนี่ออกมาหรอก”
“เอาน่าๆ ต่อให้ไม่มีหุ่นเชิดเลือด อย่างน้อยท่านก็มีข้าให้พึ่งพา อย่างไรเล่า” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็เก็บเอาหินวิเศษและวัตถุดิบวิเศษบนร่างของ คนเหล่านั้นมา ก่อนจะเดินทางต่อด้วยสีหน้าระมัดระวังอย่างถึงที่สุด
เนี่ยเทียนรู้ว่าพลังจิตของเขาใช้ไม่ได้ พลังจิตวิญญาณของจ้าวซานห ลิงก็ไม่มีประโยชน์อันใด จึงได้แต่คอยใช้ปราณเลือดในร่างรับสัมผัสกับ ความเคลื่อนไหวรอบด้าน
——