ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 660 เจดีย์เก้าชั้น
หลายวันหลังจากนั้น เนี่ยเทียนก็อาศัยการรับสัมผัสทางเลือดลมที่ เฉียบไวทำให้ได้เจอกับผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีอีกหลายกลุ่ม
เหมือนกับคนกลุ่มแรกที่ได้เจอ ผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีที่เขาพบ เห็นในภายหลังล้วนมีผู้เฒ่าคนหนึ่งเป็นผู้นำ มาพร้อมด้วยหนุ่มสาวสอง สามคนที่ฝึกเรือนกายมาหลายปีจนมีปราณเลือดเปี่ยมล้น
ที่ไม่ต่างกันเลยก็คือผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีเหล่านั้นล้วนตาย ด้วยน้ำมือของเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนค่อยๆ ค้นพบว่าในสถานการณ์ที่ไม่มีพลังวิญญาณให้ใช้ เขา อยู่ในสถานที่แห่งนี้ก็เหมือนปลาที่ได้น้ำ
เรือนกายนี้ที่เขาใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มาชุบหลอมหลายครั้ง แข็งแกร่งเกินไป พวกคนรุ่นเดียวกันจากเขาสุขาวดีไม่สามารถเทียบเคียง กับเขาได้เลย แทบจะไม่มีใครที่มีพลังมากพอให้ต่อสู้กับเขา
หลังจากสังหารกลุ่มห้าคนเสร็จเรียบร้อย เนี่ยเทียนก็หยิบเอาแหวน เก็บของของคนเหล่านั้นมา แล้วพูดด้วยสีหน้าผ่อนคลาย “ดูท่าแล้วพวก เราคงมีหวังที่จะช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อผู้นั้นมาได้”
ตลอดทางที่ผ่านมา จ้าวซานหลิงเห็นว่าเขาปลิดชีพคนรุ่นเดียวกันจาก เขาสุขาวดีที่ฝึกเรือนกายมาอย่างยากลำบากได้อย่างง่ายดายโดยแทบไม่ เปลืองแรง เขาก็วางใจได้ทันที
“เหตุใดเจ้าถึงได้มีเรือนกายที่แข็งแกร่งขนาดนี้?” จ้าวซานหลิงลูบ คลำปลายคาง หรี่ตาพูด “ก่อนหน้านี้ข้าแค่คิดว่าเลือดลมเจ้ามากกว่าคน อื่นเพราะฝึกเวทลับของสำนักโลหิต ตอนนี้มาลองดูแล้วคงไม่ได้ง่ายดาย ขนาดนั้น”
เขาสืบเรื่องของเนี่ยเทียนอย่างชัดเจนมาตั้งนานแล้ว
เขารู้ว่าเนี่ยเทียนมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับสำนักโลหิตใน อาณาจักรหลีเทียน และตลอดทั้งดินแดนดาวตก สำนักโลหิตก็คือสำนักที่ ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการชุบหลอมเลือดลมเป็นพิเศษ
เดิมทีเขาคิดว่าที่เลือดลมของเนี่ยเทียนเปี่ยมล้นขนาดนี้เป็นเพราะฝึก เวทลับบางอย่างของสำนักโลหิต
แต่พอจับตามองอย่างละเอียดเขาถึงสังเกตเห็นว่าตอนที่เนี่ยเทียน ประมือกับคนรุ่นเดียวกันจากเขาสุขาวดี อันที่จริงเขาไม่ได้ใช้เวทลับของ สำนักโลหิตเลยแม้แต่น้อย
เวลาส่วนใหญ่เนี่ยเทียนจะเป็นเหมือนสัตว์วิเศษที่อาศัยแค่ความ แข็งแกร่งของเลือดเนื้อมาจัดการคู่ต่อสู้อย่างง่ายดาย
วิธีการต่อสู้เช่นนั้นมีเพียงสัตว์วิเศษและชนต่างเผ่าอย่างเผ่าโครง กระดูก และภูตผีปีศาจที่มีเรือนกายแข็งแกร่งจนขึ้นชื่อเท่านั้นที่นิยมใช้
“ข้าเองก็ฝึกวิชาเรือนกายเหมือนกัน ทั้งยังเป็นวิชาเรือนกายที่ไม่ ธรรมดามากด้วย” เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “ใกล้จะถึง เปูาหมายแล้วกระมัง?”
“ไม่แน่ใจ คราวก่อนที่มาข้าไม่ได้เข้ามาลึกมากนัก” จ้าวซานหลิงเอง ก็เริ่มสับสน “อีกอย่างคราวก่อนก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างครั้งนี้ คราวก่อน ระหว่างทางมีมีดแสงห้วงมิติบินผ่านไปเป็นระยะ ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร คราวนี้ถึงไม่เจอมีดแสงห้วงมิติเลยแม้แต่เล่มเดียว”
“มีดแสงห้วงมิติ?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“อืม น่าจะเกิดจากการรวมตัวกันของพลังห้วงมิติที่เหลืออยู่หลังจาก ที่ซวีหลิงจื่อฝุาสู่แดนเอตทัคคะล้มเหลว” จ้าวซานหลิงมองไปยังทิศไกล “ตอนนั้นข้าเพิ่งมาถึงได้ไม่นานก็เจอมีดแสงห้วงมิติบินผ่าน เพราะพลังจิต วิญญาณของข้ามิอาจใช้ได้ พลังวิญญาณหายไปเกลี้ยง จึงได้แต่ถอย ออกไปอย่างไม่เต็มใจ”
“ไม่รู้ว่าคราวนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น จนถึงตอนนี้ถึงได้ไม่เห็นมีดแสงห้วง มิติแม้แต่กลุ่มเดียว”
คนทั้งสองพูดคุยกันเบาๆ พลางเดินหน้าลึกเข้าไปในแผ่นดินสีดำ เรื่อยๆ
ผ่านไปอีกหลายวัน พวกเขาก็ไม่เจอกับผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดี อีก ตลอดทางเต็มไปด้วยความราบรื่น
“ทางนั้น!”
เป็นอีกหนึ่งวันที่เนี่ยเทียนชี้นิ้วไปยังทางหนึ่งแล้วตวาดขึ้นเบาๆ “มี คลื่นเลือดลมไม่ธรรมดาอยู่หลายกลุ่ม เกรงว่าทางนั้นน่าจะเป็นจุดที่ผู้ฝึก ลมปราณของเขาสุขาวดีรวมตัวกัน!”
“ระวังหน่อย!” จ้าวซานหลิงเอ่ยสั่งความ ก่อนจะเดินเคลื่อนไป ข้างหน้าพร้อมกับเขาอย่างระมัดระวัง
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม เจดีย์เก้าชั้นสีเงินยวงหลังหนึ่งก็พลันปรากฏสู่เส้น สายตา
เจดีย์เก้าชั้นสีเงินยวงหลังนั้นส่องสว่างพร่างพราวอยู่ใต้ท้องฟูาที่มี ลำแสงห้าสีล่องลอยไปทั่ว ทั้งยังปลดปล่อยคลื่นน่าหวาดกลัวของห้วงมิติ ที่บิดเบือนออกมาเป็นระลอก
“ฟิ้วๆๆ!”
มีดแสงห้วงมิติแวววาวจำนวนมากคล้ายปลานับพันนับหมื่นตัวที่ว่า ยวนโอบล้อมไปทั่วเจดีย์เก้าชั้น
ข้างเจดีย์เก้าชั้นมีผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีกระจายตัวกันอยู่หลาย สิบคน เกินครึ่งล้วนเป็นคนหนุ่มสาวที่มีเลือดลมเปี่ยมล้น
นอกจากนั้นก็มีผู้เฒ่าห้าคนที่สีหน้าเคร่งเครียด พวกเขารวมตัวกันอยู่ ห่างจากเจดีย์เก้าชั้น กำลังพูดคุยอะไรกันอย่างดุเดือด
หน้าประตูเจดีย์มีศพของลูกศิษย์เขาสุขาวดีนอนกองอยู่สิบกว่าศพ ศพของคนที่ตายกระจัดกระจายเป็นเสี่ยงๆ เหมือนถูกมีดแสงห้วงมิติ เฉือนร่าง สภาพจึงชวนสังเวชจนแทบทนมองไม่ได้
ตอนนี้ผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีน่าจะกำลังปรึกษากันว่าควรจะเข้า ไปข้างในเจดีย์เก้าชั้นนั่นอย่างไร
มีดแสงห้วงมิติพุ่งฉิวอยู่ทั่วทุกมุมของเจดีย์ราวปลานับหมื่นตัวที่ว่า ยวน คิดจะเข้าไปข้างในนั้นก็เหมือนว่าจะต้องแก้ไขปัญหามีดแสงห้วงมิติ นี่ให้ได้เสียก่อน
ผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีน่าจะทดลองมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ ล้มเหลวเสียทุกครั้ง
ผู้ที่ล้มเหลวต่างก็กลายเป็นศพนอนกองอยู่หน้าประตูสีเงินยวงที่แง้ม ออกครึ่งหนึ่ง สร้างความสะท้านสะเทือนให้กับเขาสุขาวดี ทำให้พวกเขา ไม่กล้าทำตัวเหลวไหล
“ข้าก็ว่าแล้วว่ามีดแสงห้วงมิติพวกนั้นไปอยู่เสียที่ไหน ที่แท้ก็กลับมา ปกปูองเจดีย์หลังนี้นี่เอง” จ้าวซานหลิงที่เห็นเจดีย์หลังนี้แต่ไกลก็มีสีหน้า สนใจอย่างยิ่ง “เจดีย์เก้าชั้นหลังนี้คืออาวุธวิเศษห้วงมิติที่สุดยอดมากชิ้น หนึ่ง ต้องเป็นระดับเชื่อมโยงวิญญาณแน่นอน! อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณ ด้านในมีวิญญาณวัตถุนั่งบัญชาการณ์ พอวิญญาณวัตถุสัมผัสได้ว่าท่าไม่ดี รู้จุดประสงค์ของเขาสุขาวดี ถึงได้เรียกมีดแสงห้วงมิติให้มารวมกัน”
“หึ พวกเราไม่รีบร้อน ออกห่างกว่านี้หน่อย พยายามอย่าเปิดเผย ร่องรอย ให้เขาสุขาวดีค่อยๆ ใช้ชีวิตพวกเขามาหยั่งเชิงไปก่อน”
เขากระชากเนี่ยเทียนให้ก้าวถอยหลังแล้วอำพรางร่องรอย
เพราะว่าพลังจิตวิญญาณ พลังจิตของทุกคนมิอาจการใช้ได้ ผู้เฒ่าห้า คนที่มีขอบเขตไม่ธรรมดาจึงไม่รู้ถึงการมาของพวกเขา
คนเหล่านั้นเอาแต่จับสังเกตไปที่เจดีย์เก้าชั้น ไม่ได้มองไปรอบด้าน บวกกับที่พวกเขาอยู่ห่างมากพอจึงไม่มีใครค้นพบ
“อาวุธวิเศษห้วงมิติระดับเชื่อมโยงวิญญาณ!” ลมหายใจของจ้าว ซานหลิงหอบถี่ จุดลึกในดวงตาเผยประกายที่เต็มไปด้วยความปรารถนา “หากข้าได้อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณชิ้นนั้นมาครอง ข้าก็สามารถบุกตะลุย ไปทั่วดินแดนดาวตก ไม่จำเป็นต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป ต่อให้เป็นเซี่ย อี้ที่เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย ข้าก็ยังมั่นใจว่าจะเอาชนะเขาได้!”
“ท่านไม่มีอาวุธเชื่อมโยงวิญญาณรึ?” เนี่ยเทียนถามอย่างประหลาด ใจ
จ้าวซานหลิงสีหน้ามืดมน “ไม่มี”
“เขตแห่งความตายล่ะ?” เนี่ยเทียนงงงัน
“เขตแห่งความตาย…ไม่มีวิญญาณวัตถุนั่งบัญชาการณ์ วัตถุชิ้นนี้ข้าไม่ รู้จะอธิบายให้เจ้าฟังอย่างไร แต่มันไม่ใช่อาวุธเชื่อมโยงวิญญาณจริงๆ ต่อ ให้ใช่ มันก็ไม่เหมาะสมกับข้า” จ้าวซานหลิงมองไปยังเจดีย์เก้าชั้นด้วย สายตาลึกล้ำ “มีเพียงเจดีย์หลังนั้นถึงจะเหมาะสมกับข้าอย่างแท้จริง มัน ต้องเป็นอาวุธที่ทำให้พลังของข้าเพิ่มขึ้นพรวดพราดแน่นอน!”
“เพราะอย่างไรซะเจ้าของของมันก็เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ เช่นเดียวกับข้า!”
จ้าวซานหลิงนั่งขัดสมาธิลงไปบนพื้น เส้นสายตามีแต่เจดีย์สูง ตระหง่านหลังนั้น ไม่คิดจะแยแสผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีที่อยู่ ข้างล่างแม้แต่น้อย
ขณะเดียวกันในสายตาของพวกฝึกลมปราณของเขาสุขาวดีก็มองไม่ เห็นเขาและเนี่ยเทียนเช่นกัน
“คนพวกนี้ของเขาสุขาวดี แม้จะมีเลือดลมที่เปี่ยมล้น การ เตรียมพร้อมก็มองดูเหมือนจะมากพอ แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีคน เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ ไม่สามารถไขความลี้ลับของมีดแสงห้วงมิติที่อยู่ โดยรอบเจดีย์เก้าชั้นหลังนั้นได้” จ้าวซานหลิงใจเย็นขึ้นโดยพลัน “ดินแดนแห่งนี้น่าจะมีเพียงผู้ฝึกเวทลับห้วงมิติเช่นข้าเท่านั้นถึงจะมีโชค วาสนากับโบราณวัตถุของซวีหลิงจื่อ!”
“ดินแดน? ในนี้ก็คือดินแดนด้วยหรือ?” เนี่ยเทียนตะลึง
“เหลวไหล!” จ้าวซานหลิงแค่นเสียงเย็น “ฟูาดินที่พวกเราอยู่ตอนนี้ก็ คือดินแดนที่ซวีหลิงจื่อบุกเบิกเอาไว้ ผู้แข็งแกร่งเขตดินแดนล้วน จำเป็นต้องสร้างฟูาดินแห่งหนึ่งที่เหมาะสมกับตัวเองขึ้นมา ดินแดนนี้ ของซวีหลิงจื่อเชื่อมโยงกับพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ดำรงอยู่ได้เพราะพึ่งพา พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน”
“หาไม่แล้วหากผู้แข็งแกร่งเขตดินแดนทั่วไปตายไป อาณาจักรที่พวก เขาบุกเบิกก็ควรจะแตกสลายแล้วหายไปด้วย”
“มีเพียงผู้ที่มีความพิเศษเท่านั้นที่พอตายไปถึงยังรักษาดินแดนของ ตัวเองไว้ได้”
“ดินแดนนี้ของซวีหลิงจื่อมีความลับของพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนอยู่ เขามี ความรู้ความเข้าใจต่อพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนอย่างลึกล้ำ ดังนั้นตอนที่ฝุาสู่ เขตดินแดนจึงเลือกจะมาที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน และก็ด้วยเหตุนี้ แม้เขา จะล้มเหลวและตายไป ทว่าเพราะตัวอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน นี่ถึงทำ ให้ดินแดนของเขายังถูกรักษาเอาไว้ ไม่ได้สลายตามไปด้วย”
หลังจากเล่าถึงความมหัศจรรย์ของ “ดินแดน” ง่ายๆ หนึ่งรอบ จ้าว ซานหลิงก็ไม่สนใจเนี่ยเทียนอีก เพียงหรี่ตาลงแล้วมองสังเกตเจดีย์หลังนั้น อย่างละเอียด
เนิ่นนานหลังจากนั้น จ้าวซานหลิงก็หลับตาลง พึมพำเบาๆ “มีดแสง ห้วงมิติทั้งหมดเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้ากลุ่ม วิธีการจัดเรียงมีการ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา โอบล้อมค่ายกลห้วงมิติหลายสิบชนิดที่ แตกต่างกัน คิดจะไขพวกมันทั้งหมดยังจำเป็นต้องใช้เวลาที่ยาวนานมาก”
เขาลูบคลำเคราข้างแก้มพร้อมคิดหนัก และไม่นานก็เริ่มหงุดหงิด
ราวกับว่าด้วยพรสวรรค์ที่เขามีต่อพลังห้วงมิติก็ยังไม่แน่ใจเต็มร้อยว่า จะสามารถไขความลับของมีดแสงห้วงมิติที่เหมือนฝูงปลาและเข้าไปใน เจดีย์อย่างราบรื่นได้
ขณะที่เขากำลังพึมพำอยู่กับตัวเอง ผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีก็เริ่ม ทดลองติดต่อกันอีกหลายครั้ง
การทดลองเหล่านั้นล้วนบอกลาด้วยความล้มเหลว มีเพียงแต่จะทำให้ หน้าประตูเจดีย์มีศพของคนหนุ่มสาวที่ร่างกายไม่ครบส่วนเพิ่มมากขึ้น เท่านั้น
เวลาผันผ่าน จ้าวซานหลิงครุ่นคิดตลอดทั้งวันทั้งคืน พยายามหา วิธีการที่จะเข้าไปข้างใน การไขความลับของมีดแสงห้วงมิติทำให้เขา เหนื่อยล้าอย่างมาก
ผู้ฝึกวิญญาณของเขาสุขาวดีไม่เคยคิดจะยอมแพ้ พวกเขายังคง ทดลอง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็เข้าไปไม่ได้ มีแต่คนที่ตายเพิ่มอย่างต่อเนื่อง
ในสายตาของผู้เฒ่าทั้งห้าคนนั้น หนุ่มสาวหลายคนที่ได้รับการปลูกฝัง มากจากพวกเขาก็คือกระสุนที่สามารถใช้ทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะมี คนตายไปกี่มากน้อย ขอแค่ได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อมาครอง ทุก อย่างก็ไม่น่าเสียดาย
ผ่านไปอีกนานมาก คนของเขาสุขาวดีที่มาเยือนก็ตายไปแล้วมากมาย ทว่าพวกเขาก็ยังคงทำไม่สำเร็จอยู่ดี
และเวลานี้เอง ในที่สุดจ้าวซานหลิงก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง “ผ่านไป อีกสองสามวัน รอจนพวกเขาตายกันไปพอสมควรจนใกล้จะยอมแพ้แล้ว พวกเราค่อยลงมือ!”
——