ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 661 ผู้มาเยือนใหม่
เมื่อเห็นว่าจ้าวซานหลิงมีแผนการแล้ว เนี่ยเทียนก็ยิ่งสงบนิ่ง เพียงอยู่ ในที่มืดสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของทางฝั่งเขาสุขาวดีต่อไป
ตอนที่เพิ่งมาถึง นอกจากผู้เฒ่าห้าคนแล้ว หนุ่มสาวของเขาสุขาวดีที่ ฝึกเรือนกายมีมากหลายสิบคน
ตอนนี้ลองนับดู พวกหนุ่มสาวที่เขาสุขาวดีตั้งใจปลูกฝังให้ฝึกฝนเรือน กายอย่างยากลำบากมานานหลายปีกลับเหลือแค่สิบกว่าคนเท่านั้น
ผู้เฒ่าเขาสุขาวดีห้าคนพยายามทดลองที่จะเข้าไปในเจดีย์เก้าชั้นสีเงิน ยวงอย่างต่อเนื่อง พวกเขาใช้ทุกวิธีการแต่ก็ยังมิอาจส่งคนเข้าไปข้างใน นั้นได้
หน้าประตูเจดีย์มีซากศพกองเป็นพะเนิน ทำให้พวกหนุ่มสาวที่ยัง ไม่ได้ลงมือบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นมาในหัวใจ
เวลานี้เนี่ยเทียนจึงพบว่าผู้เฒ่าห้าคนที่พอพูดคุยกันพักหนึ่งก็เหมือน จะได้แผนการที่แน่นอน
พวกเขาตะโกนแล้วชี้ไปยังคนสามคน บอกเป็นนัยให้พวกเขาบุกเข้า ไปในเจดีย์
คนสามคนที่ถูกพวกเขาชี้ มีคนหนึ่งที่เหมือนจิตใจแหลกสลายจึง พยายามโต้แย้งอะไรอย่างดุเดือด
สีหน้าของผู้เฒ่าคนหนึ่งพลันเย็นชา กลางฝ่ามือมีลูกกลมสีม่วงลูกหนึ่ง ปรากฏขึ้นมา
ในลูกกลมมีแสงสีเขียวเข้มเปล่งประกายคล้ายสอดคล้องกับลูกศิษย์ หนุ่มสาวสิบกว่าคนของเขาสุขาวดีที่อยู่เบื้องหน้า
ผู้เฒ่ากระดิกนิ้วชี้ไปยังลูกแสงสีม่วง จุดแสงสีเขียวเข้มหนึ่งในนั้นก็ พลันระเบิดออก
ร่างของชายหนุ่มที่โบกมือทั้งสองข้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความ หวาดกลัวพลันชะงักกึก
นาทีถัดมา ประกายชีวิตชีวาในดวงตาของเขาก็จางหายไป จิต วิญญาณดับสลายไปในพริบตา ล้มลงไปกองกับพื้นโดยไม่เอ่ยคำใด แล้วก็ ไม่มีโอกาสได้ลุกขึ้นมาอีกเลย
พอคนหนุ่มสาวทั้งหมดที่ถูกเขาสุขาวดีเรียกมารวมตัวกันที่นี่เห็นว่าผู้ เฒ่าหยิบเอาลูกแสงสีม่วงออกมาก็พากันหน้าเปลี่ยนสี รอจนจุดแสงสี เขียวจุดหนึ่งระเบิดออก คนผู้นั้นตายไปในชั่วเสี้ยววินาที นัยน์ตาของคน เหล่านั้นที่ถูกเขาสุขาวดีอบรมมานานหลายปีก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และจนใจ ไม่มีใครกล้าเปิดปากโต้แย้งอะไรอีก
ผู้เฒ่าชี้นิ้วไปยังอีกคนหนึ่งได้อย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะเอ่ยง่ายๆ อยู่ สองประโยค
จากนั้นก็เห็นว่าคนสามคนพุ่งเข้าไปยังหน้าประตูเจดีย์ คนสองคนเพิ่ง เข้าไปใกล้ก็แยกตัวออกจากกันทันที คิดจะลอดผ่านรอยแยกของมีดแสง ห้วงมิติเข้าไป
“สวบ!”
มีดแสงห้วงมิติที่เคลื่อนไหวผิดปกติกรีดผ่านร่างของพวกเขาเบาๆ ร่าง ของคนทั้งสองก็ขาดออกเป็นท่อนๆ แล้วร่วงลงไปกองกับพื้น
คนที่สามหมายฉวยโอกาสที่สองคนนั้นถูกมีดแสงห้วงมิติเฉือนร่างก้าว เข้าไปในเจดีย์
ทว่ามีดแสงห้วงมิติเส้นหนึ่งพลันพุ่งลงมาจากที่สูงแล้วผ่าร่างของเขา ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ขณะที่คนทั้งสามลงมือ ผู้เฒ่าห้าคนนั้นก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย แต่อาศัย อาวุธวิเศษห้าชนิด พยายามจะสร้างผลกระทบให้กับการโคจรของมีดแสง ห้วงมิติเพื่อช่วงชิงเวลาให้กับพวกเขา
แต่น่าเสียดายที่พวกเขายังคงพ่ายแพ้อีกครั้ง
หน้าประตูเจดีย์มีศพเพิ่มขึ้นมาอย่างเปล่าประโยชน์อีกสามศพ ผู้เฒ่า ห้าคนมองตากันคล้ายพิสูจน์การคาดเดาบางอย่างที่อยู่ในใจ พวกเขาไม่ เพียงแต่ไม่ตกใจกลับดีใจด้วยซ้ำ ทั้งยังขยับเข้ามากระซิบกระซาบกันอีก ครั้ง
คนหนุ่มสาวที่เหลืออยู่เห็นว่าสหายสามคนตายไปต่อหน้าต่อหน้า แต่ ละคนก็มีสีหน้าราวขี้เถ้ามอด ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ล้วนอยู่ในสายตาของจ้าวซานหลิง เขาเอ่ยขึ้น ด้วยน้ำเสียงเมินเฉย “ลูกศิษย์พวกนี้ที่เขาสุขาวดีอบรมปลูกฝังมาก็เพื่อมา ช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อ เวทลับเรือนกายที่พวกเขาฝึกฝนไม่
น่าจะเป็นของเขาสุขาวดี ดูเหมือนว่าเขาสุขาวดีจะไม่ได้ถ่ายทอดเวทลับ ของสำนักให้กับพวกเขา”
“ในสายตาของห้าคนนั้น พวกเขาก็เป็นแค่คนที่พาตัวมาตายเท่านั้น ตามความเห็นข้า ไม่ว่าเขาสุขาวดีจะช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อไป ได้หรือไม่ คนพวกนั้นก็ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้”
“เมื่อไม่ได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อ พวกเขาก็มีแต่จะถูกส่งไปตาย หากได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อมาจริงๆ พวกเขาก็ไม่มีความหมายให้ อยู่ต่อ เกรงว่าเขาสุขาวดีคงทอดทิ้งพวกเขาแน่นอน”
“เพราะอย่างไรซะ หากเดินออกไปจากสถานที่แห่งนี้ เรือนกายที่ แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปของคนพวกนั้นก็ไม่มีข้อได้เปรียบอะไร”
“ในใจของเขาสุขาวดี พวกเขา…ไม่ถือเป็นลูกศิษย์ของสำนัก ความหมายเดียวที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ก็คือเพื่อชิงโบราณสถานของซวีห ลิงจื่อ”
เนี่ยเทียนมองเหตุการณ์มานานก็พอจะมองออกถึงเส้นสนกลใน
ลูกแสงสีม่วงที่อยู่ในมือของผู้เฒ่าห้าคน ด้านในประทับซากวิญญาณ ของพวกเขาเอาไว้ ขอแค่ผู้เฒ่าทั้งห้าต้องการก็สามารถสังหารพวกเขาได้ อย่างง่ายดาย
คนหนุ่มสาวพวกนั้นถูกนำมาใช้ทดสอบการคาดเดาของพวกเขา เพื่อ ช่วยพวกเขาหาวิธีการเข้าไปในเจดีย์
ไม่ว่าคนพวกนั้นจะตายไปมากน้อยแค่ไหน ผู้เฒ่าทั้งห้าก็มีสีหน้านิ่ง เฉย ไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ
บางทีในใจของผู้เฒ่าทั้งห้าคน แท้จริงแล้วหนุ่มสาวทั้งหมดที่อยู่เบื้อง หน้าก็คือคนที่ตายไปนานแล้ว
“ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา” จ้าวซานหลิงสีหน้าเฉยชา “ไม่ต้องรีบร้อน พวกเรารอดูไปก่อน รอให้ข้ารู้สึกว่าพอประมาณแล้ว หรือบางทีพวกเขา หาวิธีแก้ไขเจอแล้ว พวกเราค่อยเข้าไปก็ยังไม่สาย โบราณสถานของซวีห ลิงจื่อไม่มีทางได้มาครองง่ายดายขนาดนั้น เขาสุขาวดีวางแผนมานาน หลายปี ส่งคนเจ็ดกลุ่มเข้ามา มีหรือจะมาถูกกักอยู่ตรงหน้าประตูเจดีย์?”
“อืม” เนี่ยเทียนพยักหน้า
อาวุธที่อยู่ในมือผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีเหมือนจะสามารถส่งผล กระทบต่อการโคจรของมีดแสงห้วงมิติได้ ทว่าขอบเขตมีจำกัด
พวกเขาใช้ชีวิตคนมาเต็มเติมอย่างต่อเนื่องก็เพื่อตามหาวิธีการที่ เหมาะสมที่สุด เมื่อมีคนทยอยกันตายอยู่หน้าประตูเจดีย์มากขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาของผู้เฒ่าทั้งห้าคนก็เริ่มเป็นประกาย เหมือนจะคลำหาหนทางเจอ
วันนี้ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังรอคอยอย่างใจเย็น เขาก็พลันสัมผัสได้ถึง เลือดลมรุนแรงขุมหนึ่งที่ส่งมาจากทางเบื้องหลัง
เขาหันขวับกลับไปมอง
ยังไม่ทันให้เขาได้บอกจ้าวซานหลิง คนหนุ่มหนึ่งคน คนแก่หนึ่งคนก็ มาปรากฏอยู่ในขอบเขตของเส้นสายตาแล้ว
ผู้เฒ่าสวมชุดคลุมของสำนักสามกระบี่ หน้าอกปักรูปกระบี่วิเศษห้อย หัวไว้สามเล่ม ชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีดำ เรือนกายแข็งแกร่งใหญ่โต สูง ใหญ่กว่าเนี่ยเทียนเสียอีก
ปราณเลือดลมขุมนั้นที่เนี่ยเทียนสัมผัสได้มาจากชายหนุ่มชุดดำ
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน ชายหนุ่มชุดดำเป็นเหมือนสัตว์ป่าตัวหนึ่ง ประกายแสงที่สาดออกมาจากดวงตาของเขาก็กระหายเลือดอย่างถึงที่สุด
ตรงไหล่ของชายหนุ่มมีกะโหลกหลายชิ้นโผล่ออกมาข้างนอก เรือน กายที่ใหญ่โตของเขาทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกได้ถึงความไม่สมดุลกัน ให้ ความรู้สึกว่าเขาเป็นคนก็ไม่ใช่ เป็นสัตว์ก็ไม่เชิง
ขณะที่พวกเขาเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จ้าวซานหลิงหรี่ตามองอย่างละเอียด ก็กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าประหลาด “สำนักของดินแดนปราการดวงดาวมี วิธีการที่ไม่ธรรมดาจริงๆ เรือนกายของชายหนุ่มชุดดำผู้นั้นมีกระดูกเป็น ส่วนมาก เส้นเอ็นเป็นส่วนน้อย และหมือนจะถูกแทนที่ด้วยกระดูกของ สัตว์ เส้นเอ็นของสัตว์เสียมากกว่า”
“เนื่องจากเส้นเอ็นและกระดูกเดิมของเรือนกายนั้นถูกแทนที่ด้วยเส้น เอ็นและกระดูกของสัตว์ เกรงว่าเขาคงไม่สามารถฝึกคาถาวิเศษของเผ่า มนุษย์ได้”
“ทุบกระดูกของตัวเองให้แหลกละเอียด ดึงเส้นเอ็นออกมาแล้วแทนที่ ด้วยเส้นเอ็นและกระดูกของสัตว์ นี่ไม่ใช่ความเจ็บปวดที่คนทั่วไปจะทน รับได้…แต่เขากลับยังมีชีวิตรอด”
เนี่ยเทียนสีหน้าเปลี่ยนแปลงไปทันที ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่า เส้นเอ็นและกระดูกของชายหนุ่มชุดดำผู้นั้นจะถูกแทนที่ด้วยเส้นเอ็นและ กระดูกของสัตว์เสียเกินครึ่ง
ก็ไม่น่าแปลกที่เวลามองชายหนุ่มผู้นั้นถึงทำให้เขามีความรู้สึกว่าอีก ฝ่ายไม่ใช่คน
“พวกเจ้า…”
ผู้เฒ่าของสำนักสามกระบี่มาหยุดอยู่ตรงหน้าคนทั้งสองด้วยสีหน้า เคร่งเครียดเล็กน้อย “ตลอดทางที่พวกเราเดินทางมาได้เห็นศพของคน เขาสุขาวดีจำนวนไม่น้อย ศพเหล่านั้นมาจากฝีมือของพวกเจ้าหรือ เปล่า?”
จ้าวซานหลิงหัวเราะเบาๆ “ใช่แล้วอย่างไร?”
ผู้เฒ่าทำท่าเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจ “พวกเจ้าสองคนหน้าตาไม่คุ้น น่าจะไม่ใช่คนของเขาสุขาวดี หรือว่านอกจากสำนักสามกระบี่และเขา สุขาวดีแล้ว ยังมีสำนักอื่นจากดินแดนปราการดวงดาวมาตามหา โบราณสถานของซวีหลิงจื่อเช่นกัน?”
“ใครบอกพวกเจ้าว่าเรามาจากดินแดนปราการดวงดาว?” จ้าวซานห ลิงเอ่ยเย้ยหยัน
“ไม่ได้มาจากดินแดนปราการดวงดาว?” ผู้เฒ่าตะลึงพรึงเพริด “แล้ว พวกเจ้ามาจากไหน?”
“เรื่องนี้ข้าไม่จำเป็นต้องบอก” ขณะที่พูด อันที่จริงจ้าวซานหลิงก็ เตรียมตัวรับมือไว้อยู่แล้ว ทั้งยังใช้สายตาสอบถามเนี่ยเทียนอย่างต่อเนื่อง
เขากังวลว่าเนี่ยเทียนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของชายชุดดำคนนั้น จึงคิดจะ ตัดสินใจให้ได้โดยเร็วที่สุด
หลังจากเขาพบว่าสายตาของเนี่ยเทียนที่มองตอบมาเต็มไปด้วยความ มั่นใจ เขาถึงวางใจลงได้
“ในเมื่อทุกคนต่างก็มาเพื่อโบราณสถานของซวีหลิงจื่อ ทั้งยังไม่ลง รอยกับเขาสุขาวดี บางทีเราอาจลองร่วมมือกันได้ พวกเจ้าคิดว่า อย่างไร?” ผู้เฒ่าลังเลอยู่ครู่ก็ยกมือขึ้นตบไหล่ชายหนุ่มชุดดำ
ชายหนุ่มชุดดำที่ตั้งแต่มาถึงก็จ้องเขม็งมาที่เนี่ยเทียน เห็นได้ชัดว่า มองเนี่ยเทียนเป็นศัตรู พอถูกผู้เฒ่าตบไหล่ก็ค่อยๆ สงบใจลงได้
ตอนที่ผู้เฒ่าเดินทางมาเห็นคนของเขาสุขาวดีหลายกลุ่มที่เดิมทีควร ตามล่าพวกเขากลายมาเป็นศพ เขาก็เข้าใจเลยว่าจ้าวซานหลิงและเนี่ย เทียนไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่รับมือได้ง่าย
พวกเขามีกันแค่สองคน เดิมทีก็ไม่มั่นใจว่าจะรับมือกับเขาสุขาวดีที่ เจดีย์เก้าชั้นได้ ดังนั้นถึงเสนอให้ร่วมมือกัน
“ร่วมมือ? ได้สิ พวกเรามาร่วมมือกันจัดการเขาสุขาวดีก่อน จากนั้น ค่อยปรึกษากันว่าจะช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่ออย่างไร แล้วจะ แบ่งของกันอย่างไร ดีไหม?” จ้าวซานหลิงรับปากอย่างว่าง่าย
“ได้สิ!” ผู้เฒ่าดวงตาเป็นประกาย กล่าว่า “ข้าชื่อจิ้วจิ่วโจว มาจาก สำนักสามกระบี่”
“จ้าวซานหลิง ส่วนเขาชื่อเนี่ยเทียน”
“สถานการณ์ทางฝ่ายของเจดีย์หลิงซวีเป็นอย่างไรบ้าง?”
“เขาสุขาวดียังหาวิธีเข้าไปไม่ได้ แต่คนกลับ…ตายไปแล้วไม่น้อย พวก เรากำลังรออย่างอดทน รอให้คนของทางฝั่งนั้นตายไปได้พอสมควรแล้ว หรือไม่ก็หาวิธีเข้าไปได้ พวกเราค่อยเข้าไปใกล้”
ขณะที่จิ้วจิ่วโจวกับจ้าวซานหลิงพูดคุยกันด้วยเจตนาชั่วร้ายแอบแฝง เนี่ยเทียนก็เงยหน้าคอยมองไปทางที่ตั้งของเจดีย์เก้าชั้น
ผ่านไปพักใหญ่ เนี่ยเทียนก็พลันกล่าวว่า “มีคนบุกเข้าไปถึงหน้าประตู เจดีย์แล้ว!”
จ้าวซานหลิงแสยะปากยิ้ม “ดี! พวกเราไปกันตอนนี้เลย!”
จิ้วจิ่วโจวสีหน้าตื่นเต้น
——