ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 662 ครึ่งคนครึ่งสัตว์
“กลืนมันลงไปซะ!”
จิ้วจิ่วโจวควักเอาหัวใจสัตว์ดวงหนึ่งออกมาโยนให้ชายหนุ่มชุดดำและ ตวาดด้วยน้ำเสียงบงการ
ชายหนุ่มชุดดำไม่กล้าไม่ทำตาม เขารับเอาหัวใจดวงนั้นมาแล้วอ้าปาก เคี้ยวอยู่สองสามคำ ก่อนจะกลืนมันลงคอ
มุมปากของเขามีเลือดสดไหลซึมออกมา ทำให้เขาในเวลานี้ดูดุร้ายน่า หวาดกลัว
“หัวใจสัตว์ระเบิดระดับห้า” จ้าวซานหลิงหันไปมองแล้วพูดด้วยสี หน้าปั้นยาก “พี่จิ้ว กระดูกและเส้นเอ็นในร่างลูกศิษย์ของสำนักท่านคนนี้ น่าจะเชื่อมต่อมาจากโครงร่างของสัตว์ระเบิดใช่ไหม? และก็มีเพียงแบบนี้ พอกินหัวใจสัตว์ระเบิดเข้าไปถึงทำให้พลังในการต่อสู้ของเขาเพิ่มขึ้นใน ระยะเวลาสั้นๆ ได้”
“พี่จ้าวฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ล้วนปิดบังท่านไม่ได้” จิ้ว จิ่วโจวหัวเราะเบาๆ “กระดูกและเส้นเอ็นในร่างของเขาส่วนหนึ่งมาจาก สัตว์ระเบิดอย่างแท้จริง ข้าเชื่อในฝีมือของเขามาก หัวใจของสัตว์ระเบิด ระดับห้าดวงนั้นน่าจะช่วยให้เขาสังหารเด็กรุ่นเล็กของเขาสุขาวดีได้ไม่ น้อย”
“หึหึ” จ้าวซานหลิงหัวเราะแห้งๆ สองที “กลัวก็แต่เขาจะทนไม่ไหว จบเรื่องแล้ว…ร่างจะระเบิดและตายไป”
จิ้วจิ่วโจวสีหน้าไม่เปลี่ยน “หากเขาไร้ประโยชน์ขนาดนั้นจริงๆ ก็โทษ ข้าไม่ได้”
เวลานี้เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นว่าดวงตาของเหลียงฮ่าวที่กินหัวใจสัตว์ ระเบิดเข้าไปเต็มไปด้วยประกายที่เหมือนไม่ใช่ของคน ราวกับว่าเขา สูญเสียจิตสำนึก ฟังความหมายในคำพูดของจิ้วจิ่วโจวไม่ออก
“โฮก!”
เสียงร้องคำรามกร้าวเหมือนสัตว์ตัวหนึ่งที่หลุดออกจากกรงขังดังมา จากปากของเหลียงฮ่าว ปราณเลือดขมุกขมัวถูกปลดปล่อยออกมาจากรู ขุมขนทั่วร่างของเขา ก่อนจะรวมกันเป็นชั้นเลือดบางๆ ที่แผ่คลุมไปทั่ว กายเขา
คลื่นเลือดลมที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของเหลียงฮ่าวเพิ่มขึ้นอย่าง ต่อเนื่อง กระดูกของเขามีเสียง “กร๊อบๆ” ดังออกมาคล้ายว่ามีกระดูก บางส่วนแตกหัก
เหลียงฮ่าวในเวลานี้ทำให้เนี่ยเทียนเผยสีหน้าสนใจ ทั้งถึงขั้นเกิด ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นภัยคุกคาม
“เอาล่ะ พวกเราเตรียมตัวพร้อมแล้ว” จิ้วจิ่วโจวสูดลมหายใจเข้าลึก หนึ่งครั้ง ก่อนจะหยิบเอายาเม็ดหนึ่งมากลืนลงไป พร้อมกล่าวว่า “ไปกัน เถอะ!”
จ้าวซานหลิงพยักหน้า ไม่พูดอะไรมากอีก เพียงบอกเป็นนัยให้เนี่ย เทียนออกเดินนำไปก่อน
เนี่ยเทียนก้าวยาวๆ ไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล เดินไปก้าวหนึ่ง ร่างของ เขาก็เคลื่อนที่ไปหลายสิบเมตรคล้ายสายฟ้าแลบ
จิ้วจิ่วโจวหรี่ตาลง มองเงาร่างเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะหัน กลับมาเหลือบมองเหลียงฮ่าวคล้ายกำลังแอบประเมินว่าเหลียงฮ่าว กับเนี่ยเทียน ใครกันที่แข็งแกร่งกว่า
จ้าวซานหลิงที่สวมเสื้อเกราะหนังอยู่บนร่างไม่กล้าขยับเข้าไปใกล้จิ้ว จิ่วโจวสองคนมากนัก พอเห็นว่าเนี่ยเทียนออกเดิน เขาก็รีบตามติดไป ทันที
เขามองออกแต่แรกแล้วว่าจิ้วจิ่วโจวเป็นเหมือนเขา แม้จะมีเขต วิญญาณ แต่เนื่องจากพลังวิญญาณทั้งร่างหายไปสิ้น บวกกับมิอาจใช้พลัง จิตวิญญาณได้ จึงไม่มีภัยคุกคามใดๆ
ทว่าเหลียงฮ่าวที่เห็นได้ชัดว่าถูกจิ้วจิ่วโจวควบคุมกลับทำให้เขา กระวนกระวายใจ แอบรู้สึกว่าเหลียงฮ่าวมีความสามารถที่จะทำลายเสื้อ เกราะของเขา และสามารถสังหารเขาใน “ดินแดน” แห่งนี้
“ใคร?”
ตรงจุดที่เจดีย์ซวีหลิงตั้งตระหง่าน ผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีพากัน หันมามองเนี่ยเทียน
ก่อนหน้านี้บนใบหน้าของคนทั้งห้าล้วนเต็มไปด้วยความปิติยินดีคล้าย ว่าหาวิธีเข้าไปในเจดีย์ซวีหลิงได้แล้ว และยามนี้ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขา สุขาวดีก็ได้มายืนอยู่หน้าเจดีย์ซวีหลิงและกำลังจะผลักประตูเข้าไป
“ไม่ใช่คนจากสำนักสามกระบี่” ผู้เฒ่าคนหนึ่งของเขาสุขาวดีกวาด มองมาตรงหน้าอกของเนี่ยเทียนแล้วขมวดคิ้วมุ่น “นอกจากพวกเราและ สำนักสามกระบี่แล้ว ยังมีกลุ่มอิทธิพลอื่นมาที่นี่อีกหรือ?”
“ไม่ว่าจะเป็นใคร สังหารก่อนค่อยว่ากัน” อีกคนหนึ่งรับคำ ก่อนจะ โบกมืออย่างมาดมั่น “สังหารพวกเขาซะ”
ข้างเจดีย์ นอกจากลูกศิษย์คนที่กำลังจะผลักประตูเข้าไปก็ยังมีหนุ่ม สาวเหลืออีกเจ็ดคน
พอได้ยินคำสั่ง คนหนุ่มสาวเหล่านั้นกลับผ่อนลมหายใจออกมา
เหมือนว่าในสายตาของพวกเขา หากเทียบกับการฆ่าเนี่ยเทียนแล้ว การถูกสั่งให้บุกเข้าไปในเจดีย์แห่งนั้นอย่างต่อเนื่องเป็นงานที่พาตัวไปตาย มากกว่า
สหายส่วนใหญ่ของพวกเขาล้วนตายอยู่ที่หน้าเจดีย์ นี่ทำให้พวกเขา มองไม่เห็นความหวังใดๆ พวกเขาต่างก็หวาดกลัว กลัวว่าจะเป็นคนต่อไป ที่ได้รับคำสั่งให้พาตัวไปตายที่หน้าเจดีย์
พอได้ยินว่าเป้าหมายเปลี่ยนมาอยู่ที่เนี่ยเทียน นัยน์ตาคนทั้งเจ็ดก็ปิติ ยินดีอย่างบ้าคลั่ง รีบหมุนตัวใช้ความเร็วที่มากที่สุดถอยออกห่างเจดีย์ซ วีหลิง
ทว่าพอสายตาของคนทั้งเจ็ดมาตกอยู่ที่เนี่ยเทียน สีหน้าของพวกเขาก็ เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาดน้อยๆ
พวกเขามองสบตากันหนึ่งทีเหมือนกำลังสองจิตสองใจว่าควรจะถ่วง เวลาสังหารเนี่ยเทียนให้ช้าที่สุดดีหรือไม่?
“สิบชั่วลมหายใจ ข้าให้เวลาพวกเจ้าแค่สิบชั่วลมหายใจเท่านั้น” ผู้ เฒ่าหนวดขาวคนหนึ่งของเขาสุขาวดีมองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของ พวกเขา จึงพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ปราณี “หากเกินสิบชั่วลมหายใจ ทำให้งานใหญ่ของพวกเราล่าช้า พวกเจ้าเจ็ดคนคงรู้ผลลัพธ์ที่จะตามมา เป็นอย่างดี”
คนทั้งเจ็ดรู้สึกเย็นเยียบในหัวใจ เมื่อเห็นว่าถูกเขามองทะลุปรุโปร่งก็ ไม่กล้าลังเลอีกต่อไป
ทว่าขณะที่พวกเขาเตรียมจะลงมือนั้นเอง เสียงร้องคำรามของเหลียง ฮ่าวก็พลันดังขึ้น
เหลียงฮ่าวเป็นเหมือนสัตว์ระเบิดดุร้ายตัวหนึ่งที่พลันปรากฏตัวขึ้น ข้างหลังเนี่ยเทียน ทั้งยังพุ่งผ่านเนี่ยเทียนมาโดยไม่หยุดชะงัก พุ่งเข้าหา ลูกศิษย์ทั้งเจ็ดคนของเขาสุขาวดี
ลิ่มเลือดเข้มข้นไหลออกมาจากหัวตา รูจมูก ใบหูและปากของเหลียง ฮ่าว ปะปนมาด้วยปราณเลือดและเลือดสดอีกหลายกลุ่ม
ดูเหมือนว่าเหลียงฮ่าวจะไม่สามารถชุบหลอมหัวใจสัตว์ระเบิดระดับ ห้าได้ทั้งหมด เลือดสดจึงไหลออกมาจากทวารทั้งเจ็ด สภาพของเขาจึงดู เหมือนคนบ้า
“สำนักสามกระบี่! จิ้วจิ่วโจว!” ผู้เฒ่าเคราขาวของเขาสุขาวดีแค่น เสียงเย็น นัยน์ตาค่อยๆ หันมามองยังร่างของจิ้วจิ่วโจวที่ปรากฏตัว “สำนักสามกระบี่ของพวกเจ้าความคิดชั่วช้าไม่เปลี่ยนจริงๆ!”
“หันชื่อกุ่ย อย่านึกว่าเจ้ามีคนมากแล้วจะเก่งกาจ” จิ้วจิ่วโจวเดินเตร่ มาถึงช้าๆ ก่อนจะกล่าวอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “พวกเรารู้ว่าเขาสุขาวดี ของพวกเจ้านพบโบราณสถานของซวีหลิงจื่อก่อน แล้วก็รู้ด้วยว่าพวกเจ้า วางแผนกันมานานหลายปี แต่ในเมื่อสำนักสามกระบี่ของพวกเราก็คลำ หาช่องทางเจอ พวกเจ้าก็ไม่ควรคิดจะฮุบกลืนไว้คนเดียว”
“เดิมทีพวกเราสองฝ่ายสามารถร่วมมือกันได้ แต่พวกเจ้ากลับไม่ยอม ทั้งยังฆ่าคนสำนักสามกระบี่ของพวกเราไปมากมาย”
“ในเมื่อเป็นมิตรกันไม่ได้ ข้าก็ไม่เกรงใจอีก ขณะที่เขาสุขาวดีของพวก เจ้าเตรียมตัว พวกเราก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย เหลียงฮ่าวก็คือคนที่สำนักสาม กระบี่ของพวกข้าตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อ โดยเฉพาะ”
“ข้าอยากจะรู้นักว่าคนที่เขาสุขาวดีเตรียมไว้ มีใครจะเป็นคู่ต่อสู้ของ เหลียงฮ่าวได้บ้าง”
“อ๊าก!”
เพิ่งขาดคำของเขา เหลียงฮ่าวที่เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ก็เหวี่ยงหมัดต่อย ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาสุขาวดีอย่างรุนแรงจนคนผู้นั้นสิ้นใจตาย
กระดูกมือขวาของเหลียงฮ่าวปริแตก กระดูกของสัตว์ระเบิดจึงโผล่ ออกมาจากในหมัดของเขา ทำให้หมัดนี้ของเขาเป็นเหมือนหัวกะโหลกที่ แหลมคมดั่งขนของเม่น
ปราณเลือดสีแดงเป็นกลุ่มๆ พุ่งพรวดออกมาจากปลายกระดูกแหลม ราวสายรุ้งสีแดง
เนี่ยเทียนรวบรวมสมาธิไปมองก็พบว่าทุกครั้งที่เหลียงฮ่าวโบกหมัด ปราณเลือดกลิ้งหลุนๆ ที่มาจากหัวใจสัตว์ระเบิดระดับห้าก็พลันมารวมตัว กันอยู่ในหมัดที่เป็นเหมือนตัวเม่นของเขา ทำให้เขามีอำนาจน่าตื่นตะลึง
เด็กรุ่นเล็กที่เขาสุขาวดีปลูกฝังออกมาก็เชี่ยวชาญการฝึกฝนเรือนกาย เช่นกัน ร่างกายของพวกเขาจึงแข็งแกร่งทนทานกว่าคนทั่วไปเยอะมาก
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเหลียงฮ่าวที่เป็นครึ่งคนครึ่งสัตว์ ทั้งยังเพิ่งกลืน หัวใจของสัตว์ระดับห้าดวงหนึ่งลงไปก็เหมือนว่าจะไม่มีวิธีรับมือมากนัก
เมื่อกระดูกสัตว์ หรือวัตถุดิบวิเศษหลากหลายชนิดที่แฝงเร้นปราณ เลือดที่พวกเขาหยิบออกมากระแทกลงบนร่างของเหลียงฮ่าว ก็ยังไม่ สามารถสร้างบาดแผลใดๆ ให้กับเหลียงฮ่าวได้
“พี่จ้าว…” จิ้วจิ่วโจวมองจ้าวซานหลิงปราดหนึ่งด้วยสีหน้าไม่พอใจ
จ้าวซานหลิงรับรู้ความนัยจึงพยักหน้าให้เนี่ยเทียน บอกเนี่ยเทียนว่า ไม่ควรอยู่เฉย
เนี่ยเทียนกล่าว “ในเมื่อเหลียงฮ่าวยังเป็นฝ่ายได้เปรียบ ข้าจะลงมือ กับผู้เฒ่าประหลาดของเขาสุขาวดีทั้งห้าคนก็แล้วกัน”
“ได้อย่างนั้นก็ยิ่งดี” จิ้วจิ่วโจวมีสีหน้าดีขึ้นทันใด
เนี่ยเทียนขยับตัว่องไว
“ทุกคนจงกลืนยาร้อยหลอมลงไป!” เมื่อหันชื่อกุ่ยจากเขาสุขาวดีเห็น เนี่ยเทียนพุ่งเข้ามาหาก็หน้าเปลี่ยนสี ตวาดกร้าว “จี๋หลงมานี่!”
เมื่อได้ยินเสียงตวาดของเขาว่าให้กลืนยาร้อยหลอมลงไป นัยน์ตาของ ลูกศิษย์คนที่เหลืออยู่ของเขาสุขาวดีก็ฉายความหวาดกลัว
ทว่าพวกเขาไม่กล้าขัดคำสั่งของหันชื่อกุ่ย พากันหยิบเอายาออกมา หนึ่งเม็ดแล้วยัดเข้าปาก
คนผู้หนึ่งกินยาลงไปก็พุ่งพรวดมาอยู่เบื้องหน้าหันชื่อกุ่ย เผชิญหน้า กับเนี่ยเทียน
คนผู้นี้ก็คือจี๋หลงที่หันชื่อกุ่ยเรียก และก็เป็นคนที่มีปราณเลือดเปี่ยม ล้นที่สุดในกลุ่มเด็กรุ่นเล็ก
อีกทั้งเนี่ยเทียนยังพอมองออกว่าผู้เฒ่าห้าคนของเขาสุขาวดีที่มีหัน ชื่อกุ่ยเป็นผู้นำต่างก็มองจี๋หลงด้วยสายตาที่ต่างไปจากมองเด็กคนอื่นๆ
ดูเหมือนจี๋หลงจะได้รับการยอมรับจากพวกเขา เป็นคนเดียวที่เขา สุขาวดีของพวกเขามองเป็นลูกศิษย์อย่างแท้จริง
จี๋หลงมีร่างเล็กเตี้ยแต่ล่ำกำยำ ผิวที่เปิดเปลือยภายนอกมีประกาย แสงสีทองระยิบระยับ แม้แต่จุดลึกในดวงตาก็ยังมีแสงสีทองเปล่งวูบวาบ
“อู้ๆ!”
กระดูกสัตว์สีทองอร่ามสองท่อนพลันบินออกมาจากชายแขนเสื้อของ จี๋หลง พอกระดูกสีทองบินออกมา แสงสีทองก็ยิ่งสาดส่องเจิดจ้าทั่วความ ว่างเปล่า
ในกระดูกสัตว์ยังมีเสียงร้องของวิญญาณสัตว์เปล่งออกมา สั่นสะเทือนจนแก้วหูเนี่ยเทียนแทบดับ
“เนี่ยเทียนระวัง!” จ้าวซานหลิงสีหน้าเคร่งเครียด “วิชาเรือนกายที่ คนผู้นี้ฝึกไม่ธรรมดา กระดูกสัตว์สองท่อนนั้นมาจากสัตว์กระแสทอง ระดับห้า อีกทั้งยังถูกชุบหลอมด้วยวิธีการพิเศษบางอย่างมาก่อน การฝึก เรือนกายของเขาน่าจะอาศัยเลือดของสัตว์กระแสทองตัวนั้น จึงสามารถ ปลดปล่อยปราณเลือดของสัตว์กระแสทองที่ยังหลงเหลืออยู่ออกมาได้!”
เนี่ยเทียนหน้าไม่เปลี่ยนสี เพียงหัวเราะเบาๆ “สัตว์กระแสทองระดับ ห้าก็เทียบเท่าได้แค่เขตสามัญของเผ่ามนุษย์ กะอีกแค่กระดูกสัตว์กระแส ทองสองท่อน จะมีพลังเหลือเท่าไหร่กันเชียว?”
พอคิดอย่างนี้ เขาก็เรียกดาราเพลิงกาฬออกมา ทั้งยังรวบรวมจิงชี่ เลือดเนื้อที่มากไพศาลในร่างตัวเองให้กรอกเทเข้าไปยังดาราเพลิงกาฬ
“เจ้าโง่! เมื่ออยู่ที่อาวุธทุกอย่างที่ใช้พลังวิญญาณขับเคลื่อนล้วนไม่ สามารถสำแดงพลังดั้งเดิมที่มีอยู่ได้!” จ้าวซานหลิงเห็นเขาเรียกดารา เพลิงกาฬออกมาก็ตวาดด่าอย่างไม่ได้ดั่งใจ
ทว่าเขาเพิ่งจะกล่าวจบก็ต้องหุบปากฉับ มองไปทางดาราเพลิงกาฬ ด้วยสายตาตะลึงงัน
——