ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 667 โชควาสนาของใครของมัน
เส้นเอ็นเท้าเอ็นมือของจิ้วจิ่วโยวฉีกขาด กระดูกแตกละเอียด มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนถูกทำลาย เทียบไม่ได้แม้แต่คนธรรมดาที่ ไม่เคยฝึกตน
วิธีการของจ้าวซานหลิง เนี่ยเทียนเองก็เคยเห็นมาก่อน รู้ดีว่าต่อให้จิ้ว จิ่วโยวจะแข็งแกร่งแค่ไหน เกรงว่าก็คงทนรับการทรมานจากเขาไม่ไหว
แล้วก็จริงดังคาด…
เมื่อจ้าวซานหลิงใช้กริชแทงลงไปที่หน้าท้องของเขา ใช้เข็มแหลมๆ ทิ่มลงไปที่มือและเท้าของเขา เพิ่งจะทรมานได้พักเดียว จิ้วจิ่วโยวก็ยอม แพ้เสียแล้ว
จ้าวซานหลิงเอ่ยซักถามอยู่หลายประโยคจนเกือบจะทำให้จิ้วจิ่วโยว คายความลับสิบแปดรุ่นของบรรพบุรุษออกมา
รอจนไม่มีอะไรให้ถามได้แล้ว จ้าวซานหลิงถึงได้ใช้กริชปาดลำคอของ เขา ยุติความเจ็บปวดของเขาลง
เนี่ยเทียนยืนอยู่ด้านข้าง รับฟังคำพูดระหว่างเขาและจิ้วจิ่วโยว
“สำนักสามกระบี่ เขาสุขาวดี เป็นเพียงหนึ่งในสามตระกูลห้าสำนัก ของดินแดนปราการดวงดาวเท่านั้น สำนักใหญ่ห้าสำนัก ตระกูลใหญ่สาม ตระกูลก็คือกลุ่มอิทธิพลแปดขั้วที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนปราการ ดวงดาว ต่างก็มีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าจำนวนไม่เท่ากันนั่งบัญชา การณ์”
“กลุ่มอิทธิพลทั้งแปดแทบจะยึดครองสามสิบหกอาณาจักรของ ดินแดนปราการดวงดาว กลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มอิทธิพลที่ พึ่งพิงแปดขั้วอิทธิพลนี้เท่านั้น”
“ดินแดนปราการดวงดาวมีความสามารถในการสร้างเรือรบทาง ช้างเผือก เสาะหาความว่างเปล่าอันไร้ที่สิ้นสุ” ”
“…”
ข้อมูลเป็นชุดๆ วาบผ่านสมองของเนี่ยเทียนไปหนึ่งรอบ ทำให้เขามี ความเข้าใจที่ค่อนข้างชัดเจนต่อดินแดนปราการดวงดาว
ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังครุ่นคิด จ้าวซานหลิงก็หยิบเอายันต์สองชิ้น ออกมา ยันต์นั้นได้มากจากในแหวนเก็บของจิ้วจิ่วโยวและหันชื่อกุ่ย
“ยันต์สองชิ้นนี้สามารถตามหาจุดลับที่พวกเขาใช้เข้าออกดินแดน ปราการดวงดาวได้” จ้าวซานหลิงหรี่ตา “จุดลับทั้งสองต่างก็สามารถเข้า ไปยังดินแดนปราการดวงดาว ซึ่งเป็นของสำนักสามกระบี่และเขาสุขาวดี แต่ว่าจุดลับทั้งสองนั้นน่าจะมีผู้แข็งแกร่งของสำนักสามกระบี่และเขา สุขาวดีเฝูาอยู่”
“ในระยะเวลาสั้นๆ นี้ พวกเรายังไม่ควรกระทำการบุ่มบ่าม ไม่ สามารถอาศัยจุดลับทั้งสองเดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาวได้”
“รอจนพวกเรากลับไปยังดินแดนดาวตกแล้ว หากหาวิธีที่ดีกว่านี้ไม่ได้ จริงๆ ค่อยลงมือกับจุดลับทั้งสองนี้”
เนี่ยเทียนกล่าว “ข้ามีแผนที่ดวงดาวแผ่นหนึ่งที่พาให้เดินทางไปยัง ดินแดนปราการดวงดาว แต่กลับไม่มีเรือรบทางช้างเผือกให้ใช้ ลำพังเพียง แค่แผนที่ดวงดาว เกรงว่าคงไม่สามารถเข้าไปในดินแดนปราการดวงดาว ได้”
“หากเข้าไปจากจุดลับสองแห่งของพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ไม่ จำเป็นต้องเดินทางผ่านทางช้างเผือกอันกว้างใกล้ ก็น่าจะเป็นวิธีที่ใช้การ ได้” จ้าวซานหลิงพยักหน้ากล่าว “แต่พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนก็ไม่ได้ลอด ผ่านได้ง่ายดายขนาดนั้น จุดลับของสำนักสามกระบี่และเขาสุขาวดีมีผู้ แข็งแกร่งเฝูาอยู่ หากพวกเราผ่านทางจุดพวกนี้ไป เกรงว่าสำนักสาม กระบี่และเขาสุขาวดีก็คงรู้ว่าพวกเราได้โบราณสถานของซวีหลิงจื่อไป ครอง แบบนั้นก็ยุ่งยากแน่”
“เรื่องนี้ไม่รีบร้อน รอจนข้าไขความลับของโบราณสถานของซวีห ลิงจื่อ ช่วงชิงเจดีย์ซวีหลิงมาได้ กลับไปถึงดินแดนดาวตกแล้วค่อยปรึกษา กัน”
กล่าวจบเขาก็ส่งแหวนเก็บของหลายวงที่อยู่ในมือให้กับเนี่ยเทียน “แหวนเก็บของหกวงนี้มาจากพวกจิ้วจิ่วโจว หันชื่อกุ่ย คนทั้งหกต่างก็ เป็นเขตวิญญาณ ของที่พวกเขาสะสมไว้ย่อมสมบูรณ์เปี่ยมล้น”
“โบราณสถานของซวีหลิงจื่อมีวาสนากับข้า ข้าต้องได้มันมาครอง แหวนเก็บของทั้งหกนี้ ข้าแค่เอาอาวุธไม่กี่อย่างที่สามารถรบกวนทิศ ทางการโคจรของมีดแสงห้วงมิติที่อยู่รอบเจดีย์ซวีหลิงมา ที่เหลือล้วนเป็น ของเจ้าทั้งหมด”
เขากวาดตามองไปยังลูกศิษย์ของเขาสุขาวดีจำนวนมากที่ตายอยู่หน้า เจดีย์ซวีหลิงก่อนหน้านี้อีกครั้ง กล่าวว่า “ในมือของเจ้าคนพวกนั้นไม่ น่าจะมีของดีอะไร เจ้าลองหาดูก่อนได้ แต่ไม่ควรตั้งความหวังไว้มากนัก”
“แหวนเก็บของของผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณหกคนน่าจะมากพอ สำหรับเจ้าแล้ว”
เนี่ยเทียนเองก็ไม่เกรงใจ รับเอาแหวนเก็บของทั้งหกชิ้นมา
“เอาล่ะ นับแต่นี้ไป เจ้ารออยู่ข้างนอกก็พอ” จ้าวซานหลิงสูดลม หายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง สีหน้าค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด “ข้าจะไปที่ เจดีย์ซวีหลิงแล้ว”
เนี่ยเทียนตะลึง “ท่านมั่นใจหรือไม่?”
“ย่อมมั่นใจอยู่แล้ว อย่างไรซะข้าก็ฝึกวิชาห้วงมิติ แต่ว่า…” จ้าว ซานหลิงหยุดไปครู่ถึงพูดอีกครั้งว่า “แต่ว่าไม่มีเรื่องใดที่ตายตัว เข้าไปใน เจดีย์ซวีหลิงไม่มีปัญหามากนัก แต่ข้างในจะเกิดอะไรขึ้น ข้าเองก็ไม่รู้แน่ ชัด”
นิ่งคิดไปครู่ เขาก็หยิบเอาเข็มทิศที่ทำจากกระดองเต่าออกมายื่น ให้กับเนี่ยเทียน “ในเข็มทิศนี้มีวิญญาณของข้าอยู่เสี้ยวหนึ่ง ซึ่งก็คืออันนี้”
เนี่ยเทียนก้มหน้าลงมองก็เห็นว่าในเข็มทิศกระดองเต่า ตรงจุดที่เขาชี้ มีแสงอ่อนจางอยู่จุดหนึ่ง
“ข้าไม่ตาย วิญญาณไม่ดับ หากวิญญาณสลายไป ก็หมายความว่าข้า ตายอยู่ในเจดีย์ซวีหลิงแล้ว” จ้าวซานหลิงยิ้มขื่น “เจ้าสังเกตดูวิญญาณ
เสี้ยวนั้น หากมันดับไปจริงๆ เจ้าก็จงเดินทางกลับดินแดนดาวตกเพียง ลำพัง เจ้าเอาไว้ว่า หากข้ายังไม่สามารถรอดชีวิตอยู่ในเจดีย์ซวีหลิงได้ เจ้า ก็คิดเพ้อฝันจะครอบครองมันเด็ดขาด”
เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี “หากท่านตายไป ข้าก็คงหาทางกลับ ไม่ได้”
“เข็มทิศจะบอกทางให้แก่เจ้า พาเจ้ากลับไปยังจุดลับของดินแดนดาว ตก เพียงแต่ว่าข้ามิอาจปกปูองเจ้าได้ระหว่างทาง ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเจ้า เอง” จ้าวซานหลิงอธิบายวิธีการใช้เข็มทิศให้เนี่ยเทียนฟังง่ายๆ รอจนเขา เข้าใจดีแล้วถึงได้พูดต่อว่า “เจ้าและข้าจงขอพรให้โชคดีกันเถอะ”
กล่าวจบจ้าวซานหลิงก็เดินตรงไปยังเจดีย์ซวีหลิง
“อู้ๆๆๆๆ!”
หมากสีขาวหนึ่งเม็ด กลองเล็กหนึ่งชิ้น กระบี่ทองสัมฤทธิ์หนึ่งเล่ม กระดูกสัตว์หนึ่งท่อน บวกกับกระดาษสีทองหนึ่งแผ่นพลันลอยออกมา
เนี่ยเทียนจับตามองอย่างละเอียดก็รู้ว่าอาวุธห้าชิ้นนั้นก็คือวัตถุที่หัน ชื่อกุ่ยจากเขาสุขาวดีใช้รบกวนวิถีการโคจรของมีดห้วงมิติ
วัตถุห้าชิ้นไม่รู้ว่าทำมาจากวัสดุใด พวกมันไม่มีคลื่นพลังวิญญาณ แม้แต่น้อย ทว่ากลับมีสนามแม่เหล็กประหลาดปรากฎขึ้น
สนามแม่เหล็กนั้นเหมือนจะรบกวนวิถีการโคจรของมีดแสงห้วงมิติได้
จ้าวซานหลิงอาศัยวัตถุทั้งห้าดินไปยังเจดีย์ซวีหลิงอย่างเชื่องช้า นัยน์ตามีประกายแสงประหลาดวาบผ่านคล้ายกำลังมองหาโอกาสที่จะ เข้าไป
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็พลันหลับตาลง
วัตถุห้าชิ้นลอยนิ่งๆ ปกคลุมร่างของเขาเอาไว้
ขาเหมือนคนตาบอดที่เดินเข้าหาเจดีย์ซวีหลิงทีละก้าว ทว่าเท้ากลับ เปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่อง เดินเป็นทางคดเคี้ยว
ตอนที่เข้าไปใกล้เจดีย์ซวีหลิง มีดแสงห้วงมิติแต่ละเส้นพลันสัมผัสได้ จึงบินเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว
จ้าวซานหลิงขยับตัวเชื่องช้ามาก ทว่ากลับไม่ได้หยุดนิ่ง อาวุธทั้งห้า ชิ้นเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอยู่กลางอากาศอย่างต่อเนื่อง สนามแม่เหล็ก ประหลาดก็มีแรงดึงดูดรุนแรงขึ้น
ขณะที่มีดแสงห้วงมิติจำนวนมากเข้ามาใกล้จ้าวซานหลิงก็มักจะ เปลี่ยนทิศทางกะทันหันอย่างน่าแปลกใจ ไม่ได้โจมตีเรือนกายที่ไร้ปราณ วิญญาณและเปราะบางอย่างถึงที่สุดของเขา
“ไม่เสียแรงที่เป็นยอดฝีมือด้านพลังห้วงมิติของดินแดนดาวตก” เนี่ย เทียนถอนหายใจ
เขามองออกว่าจ้าวซานหลิงไขความลับการโคจรของมีดแสงห้วงมิติ ออกแล้ว ต่อให้ไม่มีอาวุธห้าชิ้นนั่น เขาก็น่าจะยังเข้าไปถึงหน้าประตูของ เจดีย์ซวีหลิงได้อยู่ดี
ทว่าเมื่อมีอาวุธห้าชิ้นนั้นเขาจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้น ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่เผยความหวาดกลัวกระวนกระวายออกมาแม้แต่เสี้ยวเดียว
ไม่นานเขาก็ข้ามผ่านมีดแสงห้วงมิติที่เบียดเสียดกันแน่นขนัดมาได้ หลบเลี่ยงวิกฤตที่อาจทำให้ร่างแหลกสลายมาได้นับครั้งไม่ถ้วน จนกระทั่ง เดินไปถึงหน้าประตูใหญ่สีเงินยวงของเจดีย์ซวีหลิง
ยืนอยู่หน้าประตู มีดแสงห้วงมิติด้านหลังของเขาพลันบินเร็วมากขึ้น เกรี้ยวกราดมากขึ้น
บนบานประตูใหญ่โตของประตูใหญ่สีเงินยวงบานบนสลักลวดลาย ห้วงมิติที่งดงามเอาไว้มากมาย
ลวดลายห้วงมิติแต่ละเส้นต่างประกอบกันขึ้นมาจากมีดแสงสีเงินซึ่ง กำลังเคลื่อนที่ขยุกขยิกอยู่บนบานประตูคล้ายมีจิตสำนึกเป็นของตัวเอง ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
คราวก่อนลูกศิษย์ของเขาสุขาวดีทีกว่าจะมายืนอยู่หน้าประตูสีเงินได้ กลับต้องตายอนาถอยู่ตรงนี้ขณะที่พยายามจะเข้าไปด้านใน
จ้าวซานหลิงยืนอยู่หน้าประตู เขาเองก็ไม่กล้ากระทำบุ่มบ่าม ในที่สุด ก็ลืมตาขึ้นแล้วจ้องเขม็งไปยังลวดลายห้วงมิติมากมายบนนั้น
การมองนี้ของเขาใช้เวลานานหลายชั่วยาม
ขณะที่เนี่ยเทียนเริ่มทนไม่ไหว เขากลับหยิบเอายาพลังเลือดที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อเขาออกมาเม็ดหนึ่ง พอกลืนลงไปก็นั่งลงตรงนั้นเงียบๆ
ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเขาลุกขึ้นยืนอีกครั้งก็จ้องเขม็งไปที่ลวดลายห้วง มิติบนบานประตูนั้นอีก
เวลาผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็หลับตาแล้วนั่งลงไปใหม่ คล้ายกำลัง ครุ่นคิด จากนั้นก็ยืนขึ้นอีกครั้ง
เนี่ยเทียนมองสังเกตอย่างละเอียดก็พบว่าตอนที่จ้าวซานหลิงมอง ลวดลายห้วงมิติพวกนั้น ดูเหมือนว่าพลังจิตวิญญาณที่ถูกกักไว้ในสมอง ของเขาจะไหลหายไปอย่างบ้าคลั่ง
ไม่นานจ้าวซานหลิงก็ใบหน้าซูบตอบ ดวงตาลึกโบ๋ ราวกับว่าการไข ความลี้ลับของลวดลายห้วงมิติได้เผาผลาญพลังจิตวิญญาณและพลังกาย ของเขาไปมากมหาศาล
เนี่ยเทียนที่อยู่ห่างจากเจดีย์ซวีหลิงรับรู้ได้ว่าเวลาค่อยๆ ไหลหายไป เหมือนว่าตอนนี้เวลาได้ผ่านไปนานมากแล้ว
จ้าวซานหลิงลุกๆ นั่งๆ ติดกันอยู่สิบกว่าเที่ยว พยายามจะสัมผัส ความลับและการเปลี่ยนแปลงของลวดลายห้วงมิติให้ได้มากที่สุด
“เนี่ยเทียน! อย่าทิ้งให้ความมหัศจรรย์ของที่แห่งนี้ต้องสูญเปล่า!”
เมื่อผ่านการรับสัมผัสมานาน ดูเหมือนว่าจ้าวซานหลิงจะคลำหาความ ลี้ลับของที่แห่งนี้เจอในที่สุด เขาจึงหัวเราะยาวๆ “ข้าจะเข้าไปในเจดีย์ซ วีหลิงก่อน หลังจากที่ข้าเข้าไปในเจดีย์ สถานที่แห่งนี้ต้องเกิดการ เปลี่ยนแปลงอีกครั้งแน่นอน เจ้าจงตั้งใจฝึกตน บางทีอาจฉวยโอกาสนี้ฝุา ทะลุเขตสามัญก็เป็นได้”
เขาพลันผลักประตูใหญ่สีเงินนั้นออก
มือทั้งสองข้างของเขาต่างก็กดอยู่บนจุดสองจุดที่มีลวดลายห้วงมิติ รวมตัวกัน ฝุามือแนบไปกับบานประตูและเคลื่อนที่ไปพร้อมกับทิศ ทางการว่ายเวียนของลวดลายห้วงมิติ
“ตึง!”
ประตูใหญ่สีเงินยวงพลันส่องแสงเจิดจรัส แผ่นดินใต้ฝุาเท้าของเนี่ย เทียนก็มีเสียงสั่นสะเทือนดังลอยมา
ประตูใหญ่เปิดอ้าทันใด ใบหน้าของจ้าวซานหลิงเต็มไปด้วยความปิติ ยินดี ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปข้างใน
พอเขาเข้าไป ประตูใหญ่ก็ปิดลงอีกครั้ง ลวดลายห้วงมิติบนบานประตู ที่ว่ายวนไม่หยุดนิ่งย้อนกลับคืนมามีสภาพเดิม
ทว่าชั่วขณะที่เขาเข้าไปในเจดีย์ซวีหลิง เนี่ยเทียนพลันเกิดความรู้สึก ประหลาดอย่างหนึ่ง เขาสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าความรู้สึกที่พลัง วิญญาณหายไปอย่างต่อเนื่องคล้ายจะไม่มีอยู่แล้ว
เมื่อเงยหน้ามองเขาก็ค้นพบด้วยความแปลกใจว่าแม้แต่ลำแสงห้าสี มากมายที่อยู่บนท้องฟูาก็ค่อยๆ หายไปทีละเส้น
ลำแสงใหม่ไม่เกิดขึ้นมาอีก ตราผนึกบางอย่างที่ปกคลุมฟูาดินแห่งนี้ เอาไว้ก็เหมือนจะหายไปในพริบตา
ควันบางๆ ลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ควันบางที่ว่านั้นก็คือพลังวิญญาณที่ ทั้งเข้มข้นและทั้งไหลรุนแรง พลังวิญญาณต่างธาตุพากันผุดออกมาจากใต้ ดินอย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าอีกไม่นานก็จะปกคลุมไปทั่วฟูาดินแห่งนี้
“พลังวิญญาณ! พลังเปลวเพลิง จิงชี่พืชหญ้า! พลังสายฟูา พลัง วิญญาณน้ำ…”
ปราณของพลังวิญญาณมากมายที่ต่างชนิดกันผุดขึ้นมาจากในควัน อ่อนจางเหล่านั้น แล้วก็พลันปกคลุมไปทั่วฟูาดิน ทำให้พื้นที่แห่งนี้กลาย มาเป็นมหาสมุทรพลังวิญญาณที่เปี่ยมล้น
เนี่ยเทียนพลันมีสีหน้าตะลึง กล่าวอย่างพรึงเพริด “หรือว่าตลอด หลายพันหลายร้อยปีที่ผ่านมา พลังวิญญาณของผู้ฝึกลมปราณทุกคนซึ่ง เข้ามาที่นี่ที่ไหลหายไป ได้ถูกพื้นดินแห่งนี้ดูดซับเอาไว้? พอตราผนึกคล ยออก ปราณวิญญาณหลากหลายชนิดที่พื้นดินดูดซับเอาไว้ถึงได้ระเบิด ออกมา?”
พอคิดอย่างนี้ ร่างของเขาก็พลันสั่นเยือก ก่อนจะรีบนั่งลงไป กลั้นลม หายใจรวมสมาธิแล้วเริ่มทดสอบ
ขณะเดียวกันเขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าน้ำวนพลังวิญญาณทุกลูกที่ แทบจะหยุดโคจรเมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่ บัดนี้ต่างก็หมุนคว้างอย่างรวดเร็ว
พลังวิญญาณอันมากไพศาลปานน้ำตกที่กรอกเทลงมาจากศีรษะของ เขา แล้วไหลดิ่งเข้าหาน้ำวนพลังวิญญาณที่แห้งขอดของเขา
นอกจากน้ำวนดวงดาวแล้ว น้ำวนพลังวิญญาณอื่นๆ ที่เก้าลูกของเขา รวมไปถึงน้ำวนเปลวเพลิงและน้ำวนพืชหญ้าต่างก็ถูกเติมเต็มไปในพริบตา
——