ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 668 สามปีให้หลัง
“ช่างเป็นพลังวิญญาณที่ทั้งบริสุทธิ์และมากไพศาลยิ่งนัก”
สัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณหลากธาตุพุ่งเข้ามารวมกันอย่างบ้าคลั่ง เนี่ย เทียนก็มีสีหน้าฮึกเหิม
เขาแน่ใจเต็มร้อยว่าพลังวิญญาณทุกชนิดที่ไหลหายไปจากทุกคนที่ เหยียบเข้ามาที่นี่ ยามนี้ต่างก็ได้ระเบิดออกมาหมด
หลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ไม่รู้ว่ามีผู้แข็งแกร่งกี่มากน้อยที่เข้ามา สำรวจที่แห่งนี้แล้วถูกพื้นดินสีดำใต้ฝุาเท้าดูดพลังวิญญาณไปจนเกลี้ยง
ผู้แข็งแกร่งเหล่านั้นส่วนใหญ่ล้วนตายอยู่ที่นี่ ไม่สามารถรอดชีวิต กลับไปได้
เพราะอย่างไรซะตอนที่เจดีย์ซวีหลิงยังไม่ถูกภัยคุกคาม มีดแสงห้วง มิตินับพันนับหมื่นที่ล้อมวนอยู่ทั่วเจดีย์ซวีหลิงเดิมทีก็กระจายอยู่ตามจุด ต่างๆ ตามพื้นดินอยู่แล้ว
จ้าวซานหลิงเองก็เคยบอกว่าคราวก่อนที่เขามาที่นี่ก็ได้รับภัยคุกคาม จากมีดแสงห้วงมิติจนถูกบีบให้ต้องหนีไป
และน่าจะมีคนมากกว่าเดิมที่พอเข้ามาที่นี่ก็พกพาเอาเอาความ ละโมบต่อโบราณสถานซวีหลิงจื่อเดินทางเข้าไปลึกภายใน
คนเหล่านั้นล้วนตายอยู่ที่นี่
ในบรรดาคนเหล่านั้นเกรงว่าคงมีหมดทั้งเขตสามัญ เขตลี้ลับ หรือ แม้แต่เขตวิญญาณก็มีไม่น้อย
คาถาวิเศษต่างธาตุที่พวกเขาฝึกฝน พลังวิญญาณที่เปี่ยมล้นอยู่ใน มหาสมุทรจุดตันเถียนล้วนกระจายอยู่ในแผ่นดินสีดำนี้จนหมด
รอจนจ้าวซานหลิงไขความลี้ลับของเจดีย์ซวีหลิงได้ และเดินเข้าไป เจดีย์ ตราผนึกที่ปกคลุมที่แห่งนี้จึงคลายลงในที่สุด
นับร้อยนับพันปีที่ผ่านมา พลังวิญญาณที่ถูกแผ่นดินดูดซับเข้าไปจึง ระเบิดออกมาเต็มกำลัง
เนี่ยเทียนจัดระเบียบความคิดอย่างรวดเร็ว รวบรวมสมาธิไปชักนำ ปราณวิญญาณที่เปี่ยมล้นนั้น
ผ่านไปพักใหญ่ เขาก็พลันเกิดความคิดอย่างใหม่ จึงรวบรวมลูกปราณ วิญญาณด้วยวิธีการที่ได้มาจากในพื้นที่ลับ
“ใช้ได้ด้วย!”
ไม่นานก็มีลูกปราณวิญญาณขนาดใหญ่ยักษ์ปรากฎขึ้นกลางฝุามือ ของเขา
ในลูกปราณวิญญาณนั้น ปราณวิญญาณถูกชุบหลอมอีกครั้ง มันแฝง เร้นไว้ด้วยปราณวิญญาณที่บริสุทธิ์ และยังมีพลังเปลวเพลิง พลังพืชหญ้า
ดังนั้นเขาจึงชักนำพลังวิญญาณที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดในลูกปราณ วิญญาณให้ไปยังมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน
น้ำวนปราณวิญญาณแต่ละลูกในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนที่แห้ง ขอดถูกสะสมพลังอย่างรวดเร็ว
นอกจากน้ำวนดวงดาวแล้ว น้ำวนพลังวิญญาณลูกอื่นๆ ต่างก็ถูกเติม พลังจนเต็ม
ฟูาดินแห่งนี้ประหนึ่งกลายมาเป็นมหาสมุทรพลังวิญญาณที่สมบูรณ์ พรั่งพร้อม พลังวิญญาณต่างธาตุยังคงไหลบ่าออกมาจากพื้นดินอย่าง ต่อเนื่อง
เนี่ยเทียนตั้งสมาธิมั่น เริ่มอาศัยปราณวิญญาณเข้มข้นของที่แห่งนี้มา ชำระล้างและบุกเบิกน้ำวนพลังวิญญาณใหม่อีกครั้ง
เขาไม่รู้ว่าชั่วขณะที่จ้าวซานหลิงเหยียบเข้าไปในเจดีย์ซวีหลิง กลุ่ม แสงสีดำที่อยู่ในฟูาดินแห่งนี้ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนมาเป็นได้แต่ ออก ไม่สามารถเข้า
ต่อให้หลังจากนี้จะมีผู้แข็งแกร่งของเขาสุขาวดีและสำนักสามกระบี่ เข้ามาตามหา คนพวกนั้นก็ได้แต่เข้ามาในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ไม่ สามารถเข้ามาในนี้ได้
ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนเกิดขึ้นเพราะจ้าวซานหลิงก้าวเข้าไปใน เจดีย์ซวีหลิง
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ในที่สุดเนี่ยเทียนก็ลืมตาขึ้นมาช้าๆ
“เวลาน่าจะผ่านไปนานมากๆ แล้ว” เขาพึมพำ “นอกจากน้ำวน ดวงดาวแล้ว น้ำวนพลังวิญญาณเก้าลูก และยังมีน้ำวนเปลวเพลิง น้ำวน
พืชหญ้าต่างก็ถูกชุบหลอมถึงขีดสุด แม้จะยืมใช้ความมหัศจรรย์ของฟูาดิน แห่งนี้ แต่เวลา…ต้องผ่านไปนานแน่แล้ว”
เขาหันไปมองเจดีย์ซวีหลิงหนึ่งครั้ง
เจดีย์ซวีหลิงไม่มีสิ่งใดผิดปกติ มีดแสงห้วงมิติจำนวนมากยังคงบินวน ไปรอบเจดีย์ซวีหลิง
เขาไม่สามารถมองเห็นจ้าวซานหลิงที่อยู่ข้างใน แล้วก็สัมผัสไม่ได้ถึง ปราณใดๆ จากร่างของจ้าวซานหลิง เขาจึงหยิบเข็มทิศกระดองเต่า ออกมา
มองปราดหนึ่งก็เห็นว่าวิญญาณของจ้าวซานหลิงที่นาบประทับไว้ยัง อยู่ นี่หมายความว่าจ้าวซานหลิงยังมีชีวิต
แอบผ่อนลมหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะหรี่ตาลงรับสัมผัส จากใน มหาสมุทรพลังวิญญาณที่เปี่ยมล้นอยู่ในฟูาดินแห่งนี้ เขาสามารถ วิเคราะห์ปราณวิญญาณต่างชนิดได้สิบกว่าอย่าง
เพียงแต่ว่านอกจากน้ำวนดวงดาวแล้ว น้ำวนพลังวิญญาณหลายธาตุ ของเขาต่างก็ถูกขยายจนถึงขีดสุด
ก่อนหน้าที่ขอบเขตของเขายังไม่ฝุาทะลุอย่างจริงจัง ต่อให้เขาดูดซับ พลังวิญญาณเหล่านั้นไปก็ไม่มีประโยชน์
ที่ทำให้เขาเสียดายก็คือ ท่ามกลางปราณวิญญาณสิบกว่าชนิดนั้นกลับ ไม่มีพลังดวงดาวอยู่ด้วย
“อย่างไรซะพลังดวงดาวก็เป็นพลังวิญญาณที่หายาก ดูท่าแล้วคงได้ แต่อาศัยหินดวงดาวค่อยๆ ฝึกฝน” พอคิดอย่างนี้เขาก็หยิบเอาหิน ดวงดาวออกมาจากในแหวนเก็บของแล้วฝึกบำเพ็ญตนต่อ
ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน นอกจากน้ำวนดวงดาวที่ยังไม่ ขยายไปถึงขีดสุด น้ำวนพลังวิญญาณทั้งหมดต่างก็บรรลุไปถึงขั้นเตรียม ฝุาสู่เขตสามัญได้แล้ว
หากน้ำวนดวงดาวเปลี่ยนแปลงถึงขีดสุด เขาก็สามารถขยับไปใกล้ ประตูเลื่อนสู่เขตสามัญ มีโอกาสได้เลื่อนขั้น
“เขตสามัญ…”
หลับตาลงช้าๆ ก่อนเขาจะใช้หินดวงดาวมาดูดซับพลังดวงดาวฝึกตน
“บุปผาเก้าดาราบัดซบ!”
ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ลืมตาขึ้นอีกครั้งแล้วด่ากราดเสียงดัง
บุปผาเก้าดาราฝังรากอยู่ในทะเลสาบของน้ำวนดวงดาว เขาใช้หิน ดวงดาวดึงเอาพลังดวงดาว และหากมันแปรมาเป็นหยดดาวอยู่ใน ทะเลสาบดวงดาวเมื่อไหร่ ก็จะถูกบุปผาเก้าดาราดูดซับไปทันที
ตอนที่บุปผาเก้าดาราดูดซับหยดดาวก็ถือโอกาสดึงเอาหยดพืชหญ้า ของเขาไปด้วย ทำให้น้ำวนพืชหญ้าไหลหายไปอย่างรวดเร็ว
ฟูาดินแห่งนี้ มีจิงชี่พืชหญ้าจำนวนมากให้ใช้ เขาจึงไม่เป็นกังวลว่าจะ ไม่มีมากพอให้ฝึกบำเพ็ญตน
ทว่าพอหยดดาวที่เขารวบรวมมาอย่างยากลำบากกำเนิดขึ้นก็จะถูก บุปผาเก้าดาราดูดซับไปอย่างรวดเร็ว นี่จึงทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างถึง ที่สุด
ข้อดีเดียวที่การดำรงอยู่ของบุปผาเก้าดารานำมาให้เขาก็คือช่วยให้ เขาดึงดูดพลังจากหินดวงดาวได้เร็วยิ่งขึ้น
เพียงแต่ข้อดีนี้ เขาไม่สามารถได้รับประโยชน์ชั่วคราว
ไม่ว่าเขาจะรวมหยดดาวไว้มากน้อยแค่ไหนก็ล้วนถูกบุปผาเก้าดารา ดูดซับ นี่ทำให้เขาไม่สามารถสะสมหยดดาวมาขยายน้ำวนดวงดาวได้
มีเพียงขยายน้ำวนดวงดาวไปทีละนิด ทะเลสาบดวงดาวถึงจะขยาย ใหญ่ ถึงจะรองรับหยดดาวได้มากขึ้น
และก็มีเพียงวิธีนี้เท่านั้น เขาถึงจะมีการสะสมที่มากพอก่อนฝุาทะลุสู่ เขตสามัญ หาไม่แล้วต่อให้เขาจะพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถเลื่อนสู่เขต สามัญได้
“ช่างสมกับเชิญมันกลับคืนสู่มาตุภูมิจริงๆ”
ใช้ใจสำรวจดู พอเห็นว่าบุปผาเก้าดาราที่เปลี่ยนเป็นใสแวววาว แต่ละ กิ่งล้วนเปลี่ยนมาเป็นผลึกใส ดอกตูมเจิดจ้า เขาก็ปวดหัวมากถึงที่สุด “ข้า ไม่เชื่อหรอกว่าความปรารถนาที่เจ้ามีต่อหยดดาวจะไม่มีวันสิ้นสุด!”
เขาแอบโมโห หยิบเอาหินดวงดาวมากกว่าเดิมออกมาแล้วรวบรวม พลังดวงดาวเปลี่ยนมาเป็นหยดดาวอย่างบ้าคลั่ง แล้วปล่อยให้บุปผาเก้า ดาราดูดซับไป
ข้างกายเขา หินดวงดาวที่กองทิ้งเปล่าเอาไว้มีมากเกือบพันก้อน
บุปผาเก้าดาราเอาหยดดาวที่เขาหล่อหลอมไปจนหมด แต่ก็ยังไม่ สามารถทำให้มันพึงพอใจได้
ระหว่างนั้น เขายังต้องแบ่งสมาธิมาสกัดจิงชี่พืชหญ้าให้เป็นหยดพืช หญ้าเพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของบุปผาเก้าดาราด้วย
วันนี้ขณะที่เขายังคงดูดซับพลังของหินดวงดาวด้วยสีหน้าดุร้าย จ้าว ซานหลิงก็พลันเดินออกมาจากในเจดีย์ซวีหลิง
จ้าวซานหลิงซูบผอมลงไปอย่างเห็นได้ชัด กรอบตากลวงโบ๋คล้ายพลัง จิตวิญญาณถูกดึงออกไป
แต่ดวงตาของเขากลับสว่างไสวผิดปกติ มุมปากยกยิ้มด้วยความพึง พอใจคล้ายความเข้าใจที่มีต่อพลังห้วงมิติมีการพัฒนาที่มากพอ
พอเขาเดินออกมาจากในเจดีย์ซวีหลิง เจดีย์หลังนั้นที่เดิมทีตั้ง ตระหง่านกลับหดเล็กลงไปทีละนิด
แค่สามวินาที เจดีย์ซวีหลิงก็หดเล็กลงมานับพันนับหมื่นเท่า เขาแค่ กวักมือครั้งเดียว มันก็พุ่งมาอยู่ในฝุามือของเขา
“ผู้อาวุโสจ้าว!” เนี่ยเทียนร้องอุทานด้วยความยินดี
“สามปีแล้ว เวลาผ่านไปสามปีเต็ม ในที่สุดข้าก็สามารถไขความลับ ของเจดีย์ซวีหลิงจนเก็บเอามันมาไว้ในกระเป๋าของตัวเองได้” จ้าวซานห ลิงยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาสงสัย “ผ่านไปสามปี แล้ว ทำไมเจ้าถึงไม่เลื่อนสู่เขตสามัญเสียที ปราณวิญญาณหลายชนิดที่แผ่
ออกมาจากพื้นดินแห่งนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถีย นของเจ้าได้แล้วไม่ใช่หรือ?”
“สามปี นี่เวลาผ่านไปสามปีแล้วหรือ…” เนี่ยเทียนร้อนใจเล็กน้อย
ในมือของจ้าวซานหลิงมีเครื่องจับเวลา เขาจึงไม่สงสัยในการวิเคราะห์ ของจ้าวซานหลิงแม้แต่น้อย
“หลังจากที่บุปผาเก้าดาราต้นนั้นฝังรากอยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนของข้า มันก็คอย…” เนี่ยเทียนสีหน้าจนใจ บอกกล่าวปัญหาของ เขาออกมาอย่างชัดเจน “หากไม่เพราะบุปผาเก้าดาราต้นนั้น ต่อให้ที่นี่ไม่ มีพลังดวงดาวให้ใช้ ลำพังอาศัยแค่หินดวงดาว ข้าก็น่าจะแก้ไขน้ำวน ดวงดาวได้อย่างสมบูรณ์แบบ”
จ้าวซานหลิงตะลึงงัน นิ่งคิดไปพักใหญ่ถึงกล่าวว่า “บุปผาเก้าดารา เป็นวัตถุที่มหัศจรรย์อย่างแท้จริง วัตถุชิ้นนี้…ก่อนหน้านั้นข้าไม่เคยได้ยิน มาก่อน จึงไม่รู้ว่ามันเป็นไงมาไง แต่ว่าวัตถุชิ้นนี้ดูดซับพลังดวงดาวได้มาก ขนาดนี้ ทั้งยังผสานรวมอยู่ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนของเจ้า ไม่ ช้าหรือเร็วมันก็ต้องระเบิดความมหัศจรรย์ออกมาแน่นอน!”
“ยิ่งเป็นวัตถุที่ประหลาดเท่าไหร่ ผลประโยชน์ที่มันนำมาให้เจ้าก็ยิ่ง มากเท่านั้น ไอ้หนูเจ้าโชคดีไม่น้อย”
“สภาพการณ์เช่นนี้ของเจ้า ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนฝุาทะลุขั้น รอจนบุป ผาเก้าดาราหยุดเติบโตเมื่อไหร่ เจ้าก็น่าจะสะสมพลังดวงดาวได้มากพอ หลังจากนั้นผลประโยชน์ที่เจ้าจะได้รับจากบุปผาเก้าดาราก็อาจจะเหนือ เกินกว่าที่เจ้าคาดคิด”
กล่าวจบ จ้าวซานหลิงก็นั่งลง “ข้าจำเป็นต้องฟื้นคืนพลังวิญญาณ ทั้งหมดที่เผาผลาญไปให้ได้โดยเร็วที่สุด รอจนข้าฟื้นคืนพลังกลับมา พวก เราก็หวนคืนไปยังดินแดนดาวตกได้แล้ว”
“ฟิ้ว!”
เจดีย์ซวีหลิงพลันลอยอยู่เหนือหัวของเขา ท่ามกลางฟูาดินแห่งนี้มี พลังห้วงมิติดำรงอยู่ คล้ายคลื่นยักษ์คำรามจากแปดทิศโดยมีเขาเป็นจุด ศูนย์กลาง
……