ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 673 ตระกูลเหลย
เมื่อได้ยินคำอธิบายจากจ้าวซานหลิง เนี่ยเทียนก็รู้ว่าสี่ปีที่เขาจากไป ดินแดนดาวตกได้เกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อหนึ่งปีก่อน เรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งเดินทางผ่านทางช้างเผือก อันยาวไกลมาถึงดินแดนดาวตก
เรือรบทางช้างเผือกลำนี้มาจากตระกูลเหลยจากดินแดนปราการ ดวงดาว ตระกูลเหลยคือตระกูลที่พึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เป็นหนึ่งใน สามตระกูลห้าสำนักของดินแดนปราการดวงดาว
ตระกูลเหลยมีผู้แข็งแกร่งเขตแดนว่างเปล่าช่วงต้นนั่งบัญชาการณ์ ซึ่ง เขาก็มาที่นี่ด้วย
เมื่อตระกูลเหลยมาถึงดินแดนดาวตกก็ได้พบว่าเหลยเจิ้นอวี่จากภูเขา สายฟูาซึ่งฝึกวิชาสายฟูาก็มาจากตระกูลเหลย (เหลยแปลว่าสายฟูา) เช่นกัน
ผู้แข็งแกร่งเขตแดนว่างเปล่าช่วงต้นคนนั้นไปที่ภูเขาสายฟูาแล้ว ซักถามเหลยเจิ้นอวี่อย่างละเอียดจนแน่ใจว่าบรรพบุรุษของเหลยเจิ้นอวี่ก็ คือผู้อาวุโสท่านหนึ่งของตระกูลเหลย
เมื่อหลายปีก่อนบรรพบุรุษตระกูลเหลยได้ออกไปหาประสบการณ์ ข้างนอก แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
ตระกูลเหลยเองก็คาดไม่ถึงว่าท่านผู้นั้นของตระกูลพวกเขากลับจับ พลัดจับผลูเข้ามาอยู่ในดินแดนดาวตก ทั้งยังขยายครอบครัวออกลูกออก หลานไปทั่วดินแดนดาวตก และสร้างภูเขาสายฟูาขึ้นมากับมือของเขาเอง
เมื่อตระกูลเหลยโดยสารเรือรบทางช้างเผือกมาถึงดินแดนดาวตกได้ ไม่นาน ภูเขาสายฟูาก็ได้บรรพบุรุษกลับคืน กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ ตระกูลเหลย
หลังจากตระกูลเหลยมาถึงก็เลือกจะตั้งถิ่นฐานอยู่ในดินแดนดาวตก ทั้งเตรียมจะชักนำสำนักที่ตระกูลเหลยของพวกเขาพึ่งพิงอย่างสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ให้เยื้องกรายมาเยือนดินแดนดาวตก
สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์คือหนึ่งในสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนปราการ ดวงดาว ครอบครองอาณาจักรมากมายในดินแดนปราการดวงดาว
ตระกูลเหลยมาถึงดินแดนดาวตกก็พบว่าอาณาจักรทั้งเก้าของที่นี่ยัง ไม่มีเขตดินแดนนั่งบัญชาการณ์ จึงคิดจะให้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ครอบครอง ดินแดนดาวตก ให้อาณาจักรทั้งเก้าในดินแดนดาวตกกลายมาเป็น อาณาจักรใต้สังกัดของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
สำหรับตระกูลเหลยแล้ว การที่พวกเขาพบเจอดินแดนดาวตกก็นับว่า เป็นการสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวง
สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ย่อมต้องอยากจัดตั้งฐานที่มั่นส่วนหนึ่งไว้ในดินแดน ดาวตก เพราะคาถาวิเศษส่วนใหญ่ที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนล้วน เกี่ยวข้องกับเปลวเพลิง พวกเขาเคยตรวจสอบมาก่อนจึงคิดว่าอาณาจักร ต้าฮวางที่มีภูเขาไฟอยู่เยอะ และมีพลังธาตุเปลวเพลิงเข้มข้นเป็นสถานที่
ที่เหมาะสมกับการสร้างสำนักสาขาของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มากที่สุด ดังนั้น จึงขับไล่สำนักอาวุธออกไป
ตระกูลเหลยมีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่านั่งบัญชาการณ์ เบื้องหลังมี ต้นไม้ใหญ่อย่างสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ให้พึ่งพิง สำนักอาวุธจึงจำต้องยอมถอย ออกจากอาณาจักรต้าฮวางแต่โดยดี
ปัจจุบันนี้เนื่องจากสำนักอาวุธเคยมีการพูดคุยกับอาณาจักรหลีเทียน จึงเลือกที่จะไปตั้งสำนักใหญ่อยู่ตรงพื้นที่หนึ่งของเทือกเขาชื่อเหยียนใน อาณาจักรหลีเทียน
ระหว่างดินแดนดาวตกและดินแดนปราการดวงดาวมีมหาสมุทร ดวงดาวไร้ที่สิ้นสุดกางกั้น ตระกลูเหลยคิดจะให้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เดินทาง มาถึงที่นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายดายขนาดนั้น
และก็ดูเหมือนว่าตระกูลเหลยในเวลานี้จะใช้วิธีการของพวกเขามาหา สถานที่ที่เหมาะสมในการสร้างค่ายกลนำส่งห้วงมิติให้เดินทางข้ามผ่าน ทางช้างเผือกอันยาวไกล เดินทางจากดินแดนดาวตกไปยังดินแดน ปราการดวงดาว
พวกเขาอาศัยค่ายกลนำส่งแห่งมิติแต่ละหลังซึ่งต้องเปลี่ยนสถานี ระหว่างทางหลายครั้ง จนกระทั่งเชื่อมโยงไปถึงดินแดนปราการดวงดาว
ตระกูลเหลยได้ปุาวประกาศให้แก่ทุกสำนักในดินแดนดาวตกทราบ แล้วว่าอีกไม่นานเท่าไหร่ พวกเขาก็จะสามารถสร้างช่องทางเชื่อมโยง สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จากดินแดนปราการดวงดาวให้มาถึงดินแดนดาวตกได้
เมื่อถึงเวลานั้น สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาสร้างสาขาอยู่ในอาณาจักร ต้าฮวาง ทุกสำนักในดินแดนดาวตกก็จะต้องเป็นเหมือนตระกูลเหลย นั่น คือกลายมาเป็นกลุ่มอิทธิพลซึ่งพึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ต้องส่ง บรรณาการให้กับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ทุกปี และต้องมองพวกเขาเป็นสำนัก เบื้องบนของตัวเอง
สำนักส่วนใหญ่ในดินแดนดาวตกต่างก็เดือดดาลกับเรื่องนี้ ทว่าพวก เขากลับอับจนปัญญา
เพราะเบื้องหลังตระกูลเหลยก็คือสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่มีศักยภาพกร้าว แกร่งยิ่งกว่า!
สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มีผู้แข็งแกร่งเขตแดนว่างเปล่าอยู่หลายคน ทั้งยังมี แดนว่างเปล่าช่วงท้ายอีกด้วย!
ศักยภาพของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เหนือเกินกว่าที่ทุกสำนักในดินแดน ดาวตกจะเทียบเคียงได้ ประหนึ่งภูเขาลูกยักษ์ที่กดทับลงมาบนหัวของแต่ ละสำนัก
อาณาจักรต้าฮวางในเวลานี้ก็ถูกตระกูลเหลยยึดครองเอาไว้ ภูเขา สายฟูาที่ได้บรรพบุรุษกลับคืนจึงเข้ารักษาการณ์ในอาณาจักรต้าฮวาง และเป็นตัวแทนตระกูลเหลยคอยพูดคุยกับสำนักต่างๆ ในดินแดนดาวตก
อย่างสำนักเทียนเหยียนที่สนิทสนมกับภูเขาสายฟูาก็ได้แสดงท่าที อย่างชัดเจนแล้วว่ารอจนสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาถึงเมื่อไหร่ สำนักเทียนเห ยียนก็จะปฏิบัติกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ดั่งอีกฝุายคือสำนักเบื้องบนของพวก เขา
ทว่าก็ยังมีสำนักอีกมากที่ตอนนี้ยังคงลังเล ไม่ได้แสดงท่าทีที่ชัดเจน
ผู้แข็งแกร่งเขตแดนว่างเปล่าท่านนั้นของตระกูลเหลยได้พูดไว้แล้วว่า เมื่อคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาเยือน เขาหวังว่าผู้เฒ่าประหลาดเขต วิญญาณทุกคนของดินแดนดาวตกจะไปเยี่ยมพบ
ใครที่กล้าไม่มา สำนักจะขับไล่คนผู้นั้นออกไปจากดินแดนดาวตก ไม่ อนุญาตให้เหยียบย่างเข้ามาในดินแดนดาวตกอีกแม้แต่ครึ่งก้าว
ตระกูลเหลยตั้งตนเป็นผู้พิชิต ผู้ฝึกลมปราณของภูเขาสายฟูาจึงลืมตา อ้าปากได้ พวกเขาวางตัวอย่างกำเริบเสิบสาน เมื่อเทียบกับวิมานสวรรค์ แล้วก็มีแต่จะวางอำนาจบาตรใหญ่ยิ่งกว่า
ลูกศิษย์ภูเขาสายฟูาทุกคนต่างก็ไร้ซึ่งความกริ่งเกรงสำนักใด ขนาด จ้าวลั่วเฟิงจากวิมานสวรรค์ยังสั่งห้ามอย่างเข้มงวดไม่ให้คนในสำนักไปหา เรื่องภูเขาสายฟูา
“มิน่าเล่า ทั้งๆ ที่ไอ้หมอนั่นรู้ดีว่าท่านเป็นใครแต่กลับยังกล้าทำตัว กำเริบเสิบสานถึงขนาดนี้” ฟังคำอธิบายจากจ้าวซานหลิงจบ เนี่ยเทียนก็ หน้าเปลี่ยนมาเป็นไม่น่ามอง “นึกไม่ถึงเลยว่าขณะที่พวกเรายังกลุ้มใจว่า ควรจะเดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาวอย่างไร สำนักของทางฝั่งนั้น กลับเยื้องกรายมาเยือนดินแดนดาวตกเสียก่อนแล้ว รอจนช่องทาง เชื่อมโยงระหว่างดินแดนดาวตกและดินแดนปราการดวงดาวสร้างเสร็จ เมื่อไหร่ เกรงว่าตลอดทั้งดินแดนดาวตกคงกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ แต่ละสำนักคงได้แต่ใช้ชีวิตอย่างลำบากใจ”
“ตูม!”
จ้าวซานหลิงยกมือตบลงไปบนเด็กรุ่นเล็กของภูเขาสายฟูาที่ถูกเขาใช้ เวทค้นวิญญาณดึงเอาความทรงจำออกมา พริบตาเดียวคนผู้นั้นก็กลายมา เป็นไอเลือด
เขามีท่าทางหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด หาไม่แล้วคงไม่ระบายความ โกรธใส่คนผู้นั้น
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์!”
ดวงตาของเขาเย็นชา มองไปทางที่ตั้งของสำนักอาวุธแวบหนึ่ง ก่อน จะหันไปมองยังตำแหน่งที่ตั้งของนครฮวาง “บังอาจขับไล่สำนักอาวุธของ ข้า รอให้ข้าเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าเมื่อไหร่ ในมือข้ามีเจดีย์ซวีหลิง ข้าจะมา คิดบัญชีกับเขาแน่นอน!”
“เนี่ยเทียน! ข้าต้องการเวลาย่อยเวทลับห้วงมิติที่ซวีหลิงจื่อทิ้งเอาไว้ ข้าจะเลื่อนขั้นสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด”
“ตอนนี้เจ้าเองก็รู้สถานการณ์ดีแล้ว หลังจากนี้จงระวังตัวไว้หน่อย ทนได้ก็ทนไปก่อน”
“อาณาจักรต้าฮวางมีตระกูลเหลยนั่งบัญชาการณ์ บางทีแดนว่าง เปล่าช่วงต้นผู้นั้นก็อาจอยู่ที่นี่ด้วย ข้าไม่สามารถฝึกตนอยู่ที่นี่ได้ ข้าคิดจะ ไปอาณาจักรเลี่ยคง ไปอยู่ที่นั่นสักระยะหนึ่ง พอเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วง ท้ายแล้วค่อยว่ากัน เจ้าล่ะ? เจ้าคิดจะไปที่ไหน เดี๋ยวข้าไปส่งเอง”
“ข้าอยากไปหาหัวมู่ก่อน ข้ารับปากแล้วว่าจะเอาปืนใหญ่ผลึกแหวก นภาสามท่อนมอบให้กับพรรคคิชกูฏ สำนักอาวุธและตระกูลต่ง” เนี่ย เทียนนิ่งคิดไปครู่ “นอกจากนี้พรรคคิชกูฏก็สืบข่าวเรื่องต่างๆ ได้อย่าง
เฉียบไว ข้าอยากรู้ว่าพวกเขาคิดยังไงกับการมาเยือนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์”
“งั้นก็ตกลง ข้าจะส่งไปเจ้าที่อาณาจักรปิงเฟิง เจ้าไปหาเสวียนเข่ อแห่งหอหันปิง หอหันปิงรู้ว่าพรรคคิชกูฏตั้งอยู่ในตำแหน่งใดของ อาณาจักรปิงเฟิง เขาคงพาเจ้าไปเอง” จ้าวซานหลิงพยักหน้า
หลังจากนั้นเขาก็ฉีกรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งแล้วพาเนี่ยเทียนกลับไป ยังฐานที่ตั้งลับในอาณาจักรต้าฮวาง
“สมควรตายนัก!”
พอเข้ามาในหุบเขาที่ห่างไกลแห่งนั้น จ้าวซานหลิงก็พลันสบถด่าเสียง ดัง
ที่ตั้งลับนี้เดิมทีมีเขตอาคมห้วงมิติอยู่หลายชั้น ตอนนี้ห้วงมิติพวกนั้น หายไปจนเกลี้ยง เผยให้เห็นหลุมใหญ่ยักษ์ในหุบเขา
เดิมทีค่ายกลนำส่งห้วงมิติหลังนั้นของจ้าวซานหลิงอยู่ในหลุมยักษ์ พอ สถานที่แห่งนี้ถูกค้นพบ ค่ายกลนำส่งหลังนั้นก็เหมือนจะถูกคนย้าย ออกไป
ไม่เพียงเท่านั้น ตำแหน่งที่ตั้งปูายวิญญาณของซวี่อิงหลงที่จ้าวซานห ลิงตั้งไว้ในกองหินระเกะระกะก็ถูกทำลายจนปุนปี้ด้วย
“ตระกูลเหลย!” จ้าวซานหลิงเดือดดั่งฟูาพิโรธ เขาคำรามเกรี้ยวกราด “เขตอาคมห้วงมิติที่ข้าสร้างขึ้นสามารถอำพรางคลื่นเคลื่อนไหวของค่าย กลนำส่งหลังนั้น ผู้เฒ่าประหลาดเขตวิญญาณของดินแดนดาวตกน่าจะไม่
มีใครรับสัมผัสถึงมันได้ นอกเสียจากว่าคนที่มาเยือนเลื่อนสู่แดนว่างเปล่า ขอบเขตสูงกว่าข้าระดับหนึ่งถึงจะพอรับสัมผัสถึงมันได้”
“ตระกูลเหลยมาอยู่ที่อาณาจักรต้าฮวาง พวกเขาเคยตามหาผลไม้ แห่งชีวิต สถานที่แห่งนี้ของข้าต้องถูกเขตแดนว่างเปล่าผู้นั้นรับสัมผัสถึง แน่นอน”
“เอาค่ายกลนำส่งของข้าไปก็ยังพอว่า แต่นี่กลับทำลายปูายวิญญาณ ของอาจารย์ข้าด้วย! ข้าไม่มีทางยอมเลิกรากับผู้นั้นของตระกูลเหลยง่ายๆ แน่! รอให้ข้าเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย หล่อหลอมเจดีย์ซวีหลิงสำเร็จ เมื่อไหร่ ข้าจะไปคิดบัญชีกับเขาล่วงหน้าให้ดีๆ! ต่อให้เป็นสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่แน่ว่าจะปกปูองเขาได้!”
มองออกว่าการที่ปูายวิญญาณของอาจารย์เขาถูกทำลาย ได้ไป กระตุ้นความโกรธเคืองของเขาอย่างแท้จริง
“ไม่มีค่ายกลนำส่งห้วงมิติ แล้วพวกเราจะยังออกไปจากอาณาจักร ต้าฮวางได้หรือไม่?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
จ้าวซานหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ลงได้ เขากล่าวอย่างโอหัง “วางใจเภอะ เจดีย์ซวีหลิงมีความมหัศจรรย์ไร้ที่ สิ้นสุด ต่อให้ไม่มีค่ายกลนำส่ง ข้าก็ส่งเจ้าไปยังอาณาจักรปิงเฟิงได้ แค่ ยุ่งยากนิดหน่อยเท่านั้น”
“อู้!”
เจดีย์ซวีหลิงบินออกมาจากกลางหว่างคิ้วของเขาแล้วพลันชักนำให้ พื้นที่รอบบริเวณนี้สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก่อนที่รอยแยกห้วงมิติเส้น
หนึ่งจะถูกมีดแสงห้วงมิตินับพันนับหมื่นที่อยู่ในเจดีย์ซวีหลิงกรีดให้ปริ ออก
พลังวิญญาณบนร่างของจ้าวซานหลิงกรอกเทเข้าไปในรอยแยกห้วง มิติเส้นนั้นอย่างบ้าคลั่ง พลังจิตวิญญาณแทรกซึมเข้าไปรับสัมผัสอย่าง ละเอียด
เนิ่นนานหลังจากนั้นเขาก็ผ่อนลมหายใจ กล่าวว่า “ยังดีที่ยังไม่เกิด เรื่องกับค่ายกลนำส่งซึ่งข้าจัดวางไว้ในอาณาจักรปิงเฟิง เมื่อมีค่ายกล นำส่งหลังนั้นอยู่ ข้าแค่อาศัยพลังของเจดีย์ซวีหลิงอีกเล็กน้อยก็สามารถ เยื้องกรายไปถึงที่นั่นได้!”
กล่าวจบเขาก็กระชากเนี่ยเทียนให้เข้าไปในรอยแยกห้วงมิติ แล้ว เดินทางไปยังอาณาจักรปิงเฟิง
เมื่อมาถึงอาณาจักรปิงเฟิง เขาก็บอกทิศทางที่ตั้งของหอหันปิงให้เนี่ย เทียนรู้ เอ่ยกำชับเนี่ยเทียนอีกสองสามคำก็ใช้ค่ายกลนำส่งที่จัดวางไว้ใน อาณาจักรปิงเฟิงเดินทางไปยังอาณาจักรเลี่ยคง
——