ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 674 หอหันปิงยอมอ่อนข้อ
อาณาจักรปิงเฟิง ฟูาดินเต็มไปด้วยน้ำแข็ง
เกล็ดหิมะสีขาวสะอาดล่องลอยอยู่กลางอากาศ หลังจากที่จ้าวซานห ลิงจากไป เนี่ยเทียนก็หยิบเอาอาวุธวิเศษประเภทบินออกมาจากในแหวน เก็บของ
อาวุธวิเศษประเภทบินนั้นได้มาจากหันชื่อกุ่ยจากเขาสุขาวดี นามว่า ไล่ตามสุริยา
อาวุธที่ถูกหันชื่อกุ่ยเก็บไว้ในแหวนเก็บของได้ย่อมไม่ธรรมดา เมื่อ เทียบกับเรือสายฟูาของหัวมู่แล้ว ไล่ตามสุริยาก็คล้ายจะมีระดับสูงกว่า เยอะมาก
ในไล่ตามสุริยามีตราประทับที่หันชื่อกุ่ยทิ้งเอาไว้ ซึ่งได้ถูกจ้าวซานห ลิงลบทิ้งไปนานแล้ว เมื่อเนี่ยเทียนขึ้นไปยืนอยู่บนนั้น แค่ปลดปล่อย กระแสจิตกลุ่มหนึ่งออกมา พริบตาเดียวเขาก็สร้างความสัมพันธ์กับค่าย กลลับที่อยู่ในไล่ตามสุริยาได้
ความคิดหนึ่งพลันบังเกิดขึ้น ไล่ตามสุริยาก็ส่องประกายแสงเจิดจ้า แล้วบินทะยานท่ามกลางอากาศที่มีหิมะขาวโปรยปรายไปอย่างรวดเร็ว
ภูเขาน้ำแข็งหลายลูกถูกไล่ตามสุริยาทิ้งไว้ข้างหลัง เนี่ยเทียนเดินทาง มุ่งหน้าไปยังหอหันปิงตามทิศทางที่จ้าวซานหลิงบอกไว้
ครึ่งชั่วยามถัดมา ไล่ตามสุริยาก็มาถึงที่ตั้งสำนักของหอหันปิง
จุดลึกของมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลมีภูเขาน้ำแข็งหลายลูกฝัง รากลึกอยู่ใต้มหาสมุทร ประหนึ่งกระบี่น้ำแข็งค้ำฟูาที่แทงทะลุเข้าไปใน นภากาศ
ระหว่างภูเขาน้ำแข็งแต่ละลูกมีเกาะขนาดใหญ่ยักษ์ หอเรือนที่สร้าง มาจากหินน้ำแข็งก็ตั้งตระหง่านกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ บนเกาะกลาง มหาสมุทร
เทือกเขาน้ำแข็งที่ห้อมล้อมเกาะเอาไว้ปลดปล่อยพลังงานความเย็น สุดขั้ว ก่อกลายมาเป็นค่ายกลโบราณแวววาวที่ปกคลุมไปแปดทิศ
ไล่ตามสุริยาของเนี่ยเทียนมาหยุดอยู่เบื้องหน้าค่ายกลนั้น แล้วก็ไม่ อาจเข้าลึกไปข้างในได้อีก
ไม่นานลูกศิษย์หลายคนของหอหันปิงก็โดยสารไฟฟูาสายรุ้งของสำนัก ออกมาจากค่ายกล พลางตะโกนถามเสียงดัง “ผู้ที่มาคือใคร?”
รอจนไฟฟูาสายรุ้งเข้ามาใกล้ ลูกศิษย์ของหอหันปิงคนหนึ่งที่อยู่ ด้านบนก็มองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำ แล้วพลันร้องอุทานเสียงหลง “พี่ใหญ่เนี่ย!”
“ศิษย์น้องเสวียนเยว่” เนี่ยเทียนกล่าว
ดวงตาใสกระจ่างของเสวียนเยว่ที่สวมชุดศึกสีขาวสะอาดสะอ้าน ประหนึ่งบัวหิมะพลันเป็นประกาย “เป็นท่านจริงๆ หรือ?”
เสวียนเยว่น้องสาวแท้ๆ ของเสวียนเข่อก็คือเมล็ดพันธ์ของหอหันปิง เช่นกัน นางเคยไปร่วมงานสนุกในปุาไผ่เขียว และเคยได้เจอกับเนี่ยเทียน มาก่อนครั้งหนึ่ง
เนี่ยเทียนส่งยิ้มให้บางๆ “พี่ชายเจ้าล่ะ?”
“พี่ใหญ่เนี่ย ท่าน…ท่านไม่ใช่หายตัวไปพร้อมกับคนบ้าจ้าวซานหลิง หรอกหรือ?” เสวียนเยว่ไม่ตอบกลับย้อนถาม “ว่ากันว่าจ้าวซานหลิงพา ท่านไปยังพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน เมื่อไปแล้วก็ไม่ได้กลับมา หลายคนต่างก็ พูดว่าท่านอาจถูกจ้าวซานหลิงสังหารไปแล้ว เกรงว่าคงไม่ได้กลับมาอีก แล้ว”
“ข้าไปยังพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวนจริง แต่ผู้อาวุโสจ้าวเป็นคนรักษาสัญญา เขาไม่เคยทำร้ายข้า” เนี่ยเทียนอธิบาย
“พี่ใหญ่เนี่ย? เขาคือเนี่ยเทียน?”
“เขาก็คือเนี่ยเทียนหรือ?”
พอลูกศิษย์หนุ่มสาวของหอหันปิงหลายคนที่อยู่ข้างกายเสวียนเยว่ได้ ยินว่าคนที่มาเยือนก็คือเนี่ยเทียนซึ่งหายตัวไปสี่ปี ทุกคนต่างก็ร้องอุทาน ตกใจ
สายตาที่พวกเขามองมายังเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความเคารพและ เลื่อมใส เห็นทีในใจของคนมากมายต่างก็มองเนี่ยเทียนเป็นแบบอย่างของ ตัวเอง
“พี่ใหญ่เนี่ย โปรดตามข้ามา” เสวียนเยว่หันกลับไปมองสำนักปราด หนึ่ง ทว่าไม่ได้พาเนี่ยเทียนเข้าไปยังเกาะนั้น กลับพาเนี่ยเทียนไปยังภูเขา น้ำแข็งลูกหนึ่ง
เมื่อมาถึงตรงกลางภูเขาน้ำแข็งแห่งนั้น เสวียนเยว่ก็หยิบยันต์ผลึกใส ชิ้นหนึ่งแล้วกดมันลงไปบนผนังน้ำแข็ง
ประตูเล็กๆ บานหนึ่งพลันเปิดออก เสวียนเยว่นำเนี่ยเทียนเข้าไปข้าง ใน แล้วหันไปพูดกับสหายที่อยู่บนเรือไฟฟูาสายรุ้ง “พวกเจ้ากลับไปก่อน จงทำเป็นว่าไม่เคยเจอพี่ใหญ่เนี่ย”
คนพวกนั้นพยักหน้ารับอย่างรู้ใจ ครั้นจึงขับเคลื่อนไฟฟูาสายรุ้งเข้าไป ในค่ายกล กลับไปยังเกาะอันเป็นที่ตั้งของหอหันปิง
“เหตุใดเจ้าถึงต้องระวังตัวขนาดนี้?” เนี่ยเทียนงงงัน “ที่ข้ามาคราวนี้ เพราะหวังว่าหอหันปิงของพวกเจ้าจะช่วยพาข้าไปส่งที่พรรคคิชกูฏ”
“ตอนนี้มีคนตระกูลเหลยมาเยือนที่หอหันปิงของพวกเรา” หลังจาก เข้ามาแล้ว เสวียนเยว่ก็ไม่ได้ปิดประตูเล็กๆ บานนั้น แต่กลับมีม่านน้ำแข็ง แวววาวชั้นหนึ่งคล้ายม่านไข่มุกที่ปิดลงมากักเสียงเอาไว้ “พี่ใหญ่เนี่ย ท่านรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในดินแดนดาวตกมากน้อยแค่ไหน? ท่านรู้หรือไม่ว่า หลายปีนี้ที่ท่านจากไปเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง?”
เนี่ยเทียนกล่าว “ได้ยินมาว่ามีกลุ่มอิทธิพลนามว่าตระกูลเหลยจาก ดินแดนปราการดวงดาวนั่งเรือรบทางช้างเผือกมาเยือนที่นี่”
“ดูท่าท่านคงรู้หมดแล้ว” เสวียนเยว่ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “ตระกูล เหลยขับไล่สำนักอาวุธ ยึดครองอาณาจักรต้าฮวางเป็นของตน ปุาว
ประกาศไปแปดทิศว่ารอให้คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาเยือนเมื่อไหร่ เขต วิญญาณของทุกสำนักจะต้องไปพบหน้า”
“ระหว่างนี้พวกคนของภูเขาสายฟูาก็พาผู้ฝึกลมปราณของตระกูล เหลยไปตรวจสอบและค้นหาสายแร่วิเศษและเหมืองวิเศษทั่วอาณาจักร ทั้งเก้าในดินแดนดาวตก”
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน เหลยเจ๋อหลานของเหลยเจิ้นอวี่พาผู้ฝึกลมปราณ คนหนึ่งของตระกูลเหลยมาค้นหาในอาณาจักรปิงเฟิงของพวกเรา และก็ เจอสายแร่ผลึกน้ำแข็ง คนจากตระกูลเหลยใช้อาวุธวิเศษชิ้นหนึ่งสำรวจ เจอโมราผลึกน้ำแข็งในสายแร่ผลึกน้ำแข็ง”
“ตามคำบอกของพวกเขา โมราผลึกน้ำแข็งนับเป็นของหายากของ โลก ต่อให้อยู่ในดินแดนปราการดวงดาวก็ยังมีค่าควรเมือง”
“ตระกูลเหลยเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อจะบอกหอหันปิงของพวกเราว่า พวกเขาจะขุดสายแร่ผลึกน้ำแข็งนั้นแล้วเอาผลึกน้ำแข็งด้านในไปใช้ฝึก ตน”
“โมราผลึกน้ำแข็งที่อยู่ข้างในนั้น พวกเราไม่รู้จัก ทว่าคนของตระกูล เหลยได้แสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าต้องการให้ลูกศิษย์ของพวกเราที่อยู่ใน เหมืองแร่นั้นถอนกำลังออกไปโดยเร็วที่สุด”
“เวลานี้ผู้อาวุโสของพวกเรากำลังเจรจาอยู่กับคนของตระกูลเหลย”
ขณะที่เสวียนเยว่พูดถึงตระกูลเหลย นางจะต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน สบถด่าความบ้าอำนาจที่ตระกูลเหลยบังคับช่วงชิงสายแร่ที่เดิมทีควรเป็น ของหอหันปิง
“ตระกูลเหลยอีกแล้วรึ…”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว ก็ไม่รู้ว่าควรจะปลอบใจนางอย่างไร อย่าว่าแต่หอ หันปิงเลย ขนาดวิมานสวรรค์ที่พอเผชิญหน้ากับตระกูลเหลยก็ยังต้อง เปลี่ยนมาเป็นว่าง่าย แล้วหอหันปิงจะทำอะไรได้?
เขาเดาเอาว่าหอหันปิงน่าจะยอมอ่อนข้อ มอบสายแร่ที่มีโมราผลึก น้ำแข็งให้กับตระกูลเหลยแต่โดยดี เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการปะทะกัน ซึ่งๆ หน้า
ตระกูลเหลยมีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่านั่งบัญชาการณ์ ทั้งยังมีไม้ใหญ่ อย่างสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ให้พึ่งพิง ทุกสำนักในดินแดนดาวตกต่างก็ต้องยอม ลงให้กับพวกเขา
“พี่ใหญ่เนี่ย ท่านกลับมาได้เสียที แต่ท่านห้ามเปิดเผยหน้าตาเด็ดขาด อย่าให้พวกคนตระกูลเหลยรู้” เสวียนเยว่นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นาง รีบพูด “หลังจากที่ตระกูลเหลยมาถึงก็ได้ยินว่าท่านและจ้าวซานหลิงสอง คนหอบเอาสมบัติของชนต่างเผ่าไปทั้งหมด พวกเขาจึงให้ความสำคัญกับ พวกท่านสองคนมากเป็นพิเศษ”
“พวกเขาเคยไปควานหาตัวพวกท่าน ข้าได้ยินท่านพี่บอกว่า ดูเหมือน พวกเขาจะต้องการปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาสามท่อนนั้น”
“สำนักเผ่ามนุษย์ในดินแดนปราการดวงดาวไม่เหมือนกับพวกเรา พวกเขามีความสัมพันธ์กับชนต่างเผ่า หากพวกเขาได้ปืนใหญ่ผลึกแหวก นภาของเผ่าอสูรกายไป เกรงว่าพวกเขาคงเอาไปแลกเปลี่ยนกับเผ่าอสูร
กาย ใช้ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาแลกมาด้วยวัตถุดิบที่พวกเขาต้องการ ท่าน อย่าให้พวกเขาเจอตัวเด็ดขาด”
“อีกอย่าง ข้ายังได้ยินมาว่า…พวกเขาสนใจความสัมพันธ์ระหว่างท่าน กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเป็นอย่างมาก”
“คนจากตระกูลเหลยก็เคยได้ไปตรวจสอบรอยแยกห้วงมิติสามแห่งใน อาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรเสวียนเทียนและอาณาจักรเชียนแจว๋มา ก่อน พวกเขาตรวจสอบภูเขาใหญ่ที่ตั้งของรอยแยกห้วงมิติอย่างละเอียด ทว่าแม้แต่ผู้แข็งแกร่งแดนวางเปล่าก็ยังเหมือนจะไม่มีวิธีรับมือ จึงได้แต่ ยอมล้มเลิกความคิดไปอย่างไม่เต็มใจ”
“หากท่านปรากฏตัว แล้วพวกเขารู้เข้า พวกเขาต้องจับตัวท่านแล้ว เค้นถามความลับของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไปจากท่านแน่นอน”
เสวียนเยว่เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่นางรู้ให้เนี่ยเทียนฟัง
และจากคำบอกของนางเนี่ยเทียนจึงได้รู้อีกว่าต่งลี่และต่งปุายเจี๋ยสอง คนได้เลื่อนสู่เขตสามัญสำเร็จแล้ว
ส่วนคนที่เดิมทีอยู่ขั้นต้นสวรรค์ช่วงท้ายอย่างพวกฉินแยน เวลาสี่ปีมา นี้ขอบเขตก็พัฒนาไปไม่น้อย พากันเลื่อนสู่เขตสามัญ ความเร็วในการฝึก ตนก็เพิ่มมากขึ้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นตระกูลต่งหรือสำนักอื่นๆ ต่างก็ไร้หนทางรับมือกับการ มาเยือนของตระกูลเหลย
สำนักในดินแดนดาวตกล้วนคุ้นชินกับการยึดครองเป็นใหญ่ในหนึ่ง อาณาจักร ไม่เคยคิดมาก่อนว่าวันหนึ่งจะต้องพึ่งพาสำนักแปลกหน้าอย่าง สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ทั้งจำต้องละทิ้งผลประโยชน์ส่วนตัวและคอยมอบ บรรณาการให้กับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ทุกปี
สำนักส่วนใหญ่รวมถึงวิมานสวรรค์ต่างก็ไม่ต้อนรับการมาเยือนของ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และตระกูลเหลย ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้
คนทั้งสองพูดคุยกันอยู่นาน จนกระทั่งเสวียนเยว่รู้ข่าวจากหินส่ง ข้อความเสียงว่าคนจากตระกูลเหลยได้ไปจากหอหันปิงแล้ว
ขณะเดียวกันนางก็รู้ว่าพวกกันฉงที่พูดคุยกับคนตระกูลเหลยอยู่นาน ได้รับปากว่าจะยอมถอนกำลังลูกศิษย์ที่เฝูาอยู่ในสายแร่ผลึกน้ำแข็ง และ ยกสายแร่นั้นให้กับตระกูลเหลย
พอได้รู้ข่าวนี้ เสวียนเยว่ก็รู้สึกหดหู่หมดกำลังใจ ก่อนจะพาเนี่ยเทียน เดินออกมาเพื่อกลับไปยังเกาะน้ำแข็ง
กันฉงเองก็รู้ข่าวการมาเยือนของเนี่ยเทียนผ่านทางเสวียนเยว่ รอจน เนี่ยเทียนปรากฏตัว กันฉงก็พาเนี่ยเทียนไปพบกับจงเจิงแห่งหอหันปิงโดย ไม่พูดพร่ำทำเพลง
รอจนเนี่ยเทียนบอกความต้องการให้รับรู้ จงเจิงก็รีบเปิดใช้ค่ายกล นำส่ง นำเขาไปยังฐานที่ตั้งลับของพรรคคิชกูฏในอาณาจักรปิงเฟิงด้วยตัว ของเขาเอง
อาณาจักรปิงเฟิง จุดลึกกลางเทือกเขาน้ำแข็งที่เงียบสงบ มีพื้นที่วิเศษ แห่งหนึ่งที่อากาศคล้ายฤดูใบไม้ผลิตลอดทั้งปี
และพรรคคิชกูฏก็ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่
——