ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 675 พญาแร้งเทพ
จงเจิงพาเนี่ยเทียนเดินออกมาจากค่ายกลนำส่งแล้วพูดว่า “ที่นี่ก็คือ ศูนย์บัญชาการณ์ของพรรคคิชฌกูฏในดินแดนดาวตก”
เนี่ยเทียนมองประเมินไปรอบด้านด้วยความแปลกใจ แล้วก็พบว่าตัว เขาอยู่กลางหุบเขาแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ด้านในหุบเขามี สวนสมุนไพรจำนวนมากกระจัดกระจายกันไปทั่ว มีชายหนุ่มหญิงสาวเขต ต้นสวรรค์จำนวนไม่น้อยที่เดินไปเดินมาอยู่ในสวน หากไม่เก็บสมุนไพรก็ ตั้งใจฝึกบำเพ็ญตบะ
กลางสวนสมุนไพรมีธารน้ำแคบยาวหลายสายไหลเอื่อยๆ น้ำในธาร น้ำเหล่านั้นแฝงเร้นไว้ด้วยจิงชี่พืชหญ้าที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุด
ค่ายกลนำส่งที่เขาและจงเจิงเดินออกมาอยู่กลางหุบเขา ด้านข้างมี กระท่อมอยู่หลายหลัง ตรงชายคามีเถาวัลย์สีเขียวอ่อนยาวระย้าลงมา เป็นสาย
เขาเงยหน้ามองท้องฟูาก็เห็นว่าเกล็ดหิมะวาวใสที่โปรยปรายถูกเขต อาคมบางอย่างหลอมละลายอย่างเงียบเชียบ
เขตอาคมนั้นปกคลุมทั้งหุบเขาเอาไว้ พื้นผิวภายนอกของเขตอาคมมี อักขระจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกายวูบวาบคล้ายดวงดาวหลายดวงที่ ประกอบกันขึ้นมา ลึกล้ำเกินคาดเดา
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้ง เขาก็พลันปลอดโปร่งโล่งไปทั้งใจ ตระหนักได้ว่าปราณวิญญาณฟูาดินของของที่แห่งนี้เข้มข้นผิดปกติ
ท่ามกลางปราณวิญญาณฟูาดินแฝงเร้นไว้ด้วยจิงชี่พืชหญ้าจำนวน มากซึ่งสามารถหล่อเลี้ยงพื้นดิน ทำให้พืชวิเศษ และสมุนไพรวิเศษที่ปลูก ไว้ในสวนสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มหญิงสาวที่อยู่ในสวนสมุนไพรต่างก็พูดคุยกันพลางหัวเราะ เบาๆ ไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกแม้แต่น้อย
หลายคนที่มองมาเห็นจงเจิงก็แค่พยักหน้ารับเบาๆ ไม่มีใครปรี่ขึ้นหน้า มาต้อนรับ
บนต้นไม้โบราณที่มีใบขึ้นเป็นพุ่มหนาซึ่งอยู่ห่างไปไม่ไกลมีพญาแร้งสี น้ำตาลตัวหนึ่งเกาะอยู่บนคอนไม้ พญาแร้งตัวนั้นกำลังลูบขนของตัวเอง ให้เป็นระเบียบอย่างเกียจคร้าน บางครั้งก็ใช้กรงเล็บของมันบิดองุ่นที่ไส ราวผลึกแล้วยัดเข้าจงอยปากที่แหลมคม
พญาแร้งมองไกลๆ มายังจงเจิง ในดวงตาสีน้ำตาลสีเดียวกับขนของ มันเปล่งประกายแห่งความฉลาดเฉลียว
ขณะที่เนี่ยเทียนกวาดตามองไปรอบด้านอย่างละเอียด จงเจิงที่บน ใบหน้าที่มีเหลี่ยมมุมชัดเจนดั่งก้อนน้ำแข็งก็หันไปเค้นรอยยิ้มเหยเกให้กับ พญาแร้งตัวนั้น ทั้งยังพยักหน้าให้กับพญาแร้งแล้วพูดด้วยท่าทีที่นอบน้อม อย่างถึงที่สุด “ใต้เท้าพญาแร้งเทพ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
พญาแร้งแค่นเสียงอยู่ในลำคอ “เจ้าผีน้อย เจ้าไม่อยู่รอในหอหันปิงดี ดี มาที่บ้านของนายท่านอย่างข้าทำไม?”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน
เขาเดินทางไปทั่วอาณาจักรในดินแดนดาวตก ได้เจอกับสัตว์วิเศษมา ก็ไม่น้อย รวมไปถึงสัตว์สายฟูานิลกาฬที่อาจารย์ของเขาเลี้ยงเอาไว้ แต่ก็ ยังไม่เคยเจอสัตว์วิเศษตัวใดที่พูดภาษาคนได้มาก่อน
“ใต้เท้าพญาแร้งเทพ ข้ามาหาหัวมู่” จงเจิงกล่าว
“เจ้าเด็กหัวไม่อยู่ มีเจ้าเด็กลู่เป็นคนคอยปรนนิบัตินายท่านอย่างข้า” พญาแร้งเอ่ยอย่างหงุดหงิด “เจ้าผีน้อย ได้ช่วยหานกสวยๆ มาให้ข้าบ้าง หรือเปล่า?”
“เอ่อ…” สีหน้าจงเจิงกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
และเวลานี้เอง ลู่ย่วนซีก็เดินเตร่ออกมาจากกระท่อมหลังหนึ่ง
“เนี่ยเทียน!” ลู่ย่วนซีร้องอุทาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความปิติยินดี “เจ้ากลับมาได้อย่างไร?”
“คารวะผู้อาวุโสลู่” เนี่ยเทียนก้มตัวคารวะ
“เจ้าเด็กแซ่เนี่ย เจ้ายังไม่ได้คารวะนายท่านอย่างข้าเลยนะ” พญา แร้งไม่พอใจอย่างมาก มันร้องโหวกเหวกด้วยเสียงแหลมบาดแก้วหู
จงเจิงรีบหันไปขยิบตาให้เนี่ยเทียน บอกเป็นนัยให้เขาแสดงความ นอบน้อมต่อพญาแร้งตัวนั้น
เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะยกมือขึ้นกุมประสานแล้วพูด เลียนแบบเขา “คารวะท่านใต้เท้าพญาแร้งเทพ”
“อืม” พญาแร้งขยับปีกสีน้ำตาลหนึ่งที ทำท่าประมาณว่าไม่ต้องมาก พิธี ครั้นจึงเอ่ยเสียงดัง “ข้าเคยได้ยินพวกเจ้าหนูหัวพูดถึงเจ้า ดูเหมือนว่า
เจ้าจะไม่เลวเลย แต่หากคราวหน้าเจ้ามาในถิ่นของนายท่านอย่างข้า จำ เอาไว้ว่าต้องมีของติดไม้ติดมือมาด้วย นายท่านอย่างข้าชอบนกสวยงาม แล้วก็ผลไม้หลากหลายชนิดที่รสชาติเลิศล้ำ”
ลู่ย่วนซีที่ยืนอยู่ข้างกันสีหน้ากระอักกระอ่วน เขาหันมาพูดอธิบาย กับเนี่ยเทียน “ใต้เท้าพญาแร้งเทพคือคู่หูของบรรพบุรุษพรรคคิชฌกูฏใน ยุคสมัยที่พวกท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านบรรพบุรุษฝุาทะลุสู่แดนว่างเปล่า มี ความสามารถให้ข้ามผ่านทางช้างเผือกจึงออกจากดินแดนดาวตกไป ค้นหาโลกภายนอก แล้วก็ไม่ได้กลับมาอีก”
“เกรงว่าไอ้เจ้าหมิงเฟยคนใจดำนั่นคงตายไปนานแล้ว” พญาแร้งพูด แขวะเสียงเย็น “ปีนั้นนายท่านอย่างข้าเห็นว่าเขาน่าสงสารจึงคอยดูแล เขามาโดยตลอด แต่เขากลับดีนัก พอเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าก็ทิ้งนายท่าน อย่างข้าเอาไว้ไม่ใยดี ส่วนตัวเองกลับจากไปเพียงลำพัง ทิ้งพวกศิษย์ลูก ศิษย์หลานไร้ประโยชน์อย่างพวกเจ้าเอาไว้คอยปรนนิบัตินายท่านอย่างข้า แถมพวกเจ้ายังไม่เอาถ่าน…”
พญาแร้งด่าประณามความไม่ได้เรื่องของบรรพบุรุษพรรคคิชฌกูฏ ทั้ง ยังพูดตำหนิบอกว่าพวกศิษย์ลูกศิษย์หลานอย่างลู่ย่วนซีไร้ประโยชน์มาก แค่ไหน
ลู่ย่วนซีหัวเราะแห้งๆ ไม่เพียงแต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำ ยังรีบกล่าวขอ อภัยด้วย
“คู่หูของบรรพบุรุษพรรคคิชฌกูฏในปีนั้น…” เนี่ยเทียนพูดอยู่กับ ตัวเองในใจ คิดถึงชื่อของพรรคคิชฌกูฏ แล้วก็พลันเข้าใจว่าพญาแร้งตัวนี้ ย่อมต้องมีตำแหน่งที่สูงศักดิ์ในพรรคคิชฌกูฏแห่งนี้
“ใต้เท้าพญาแร้งเทพ นกสวยๆ ข้าไม่มีมาฝากท่านหรอก” เขายิ้ม กว้าง แล้วจู่ๆ ก็หยิบเอาโปุงรากสนสีเขียวหลายลูกออกมา พอดีดนิ้วหนึ่ง ที ผลโปุงรากสนสีเขียวพวกนั้นก็บินเข้าหาพญาแร้ง “แต่หวังว่าใต้เท้า พญาแร้งเทพจะชอบผลโปุงรากสนเหล่านี้”
“เอ๋! ไม่เลวๆ เจ้ารู้งานกว่าเจ้าผีน้อยจงเจิงเยอะเลย” พญาแร้งอ้า ปากกลืนผลโปุงรากสนลงไปจนหมด แล้วจึงพูดด้วยสีหน้าเบิกบาน “ผล โปุงรากสนสีเขียวระดับสูงขั้นหก รสชาติไม่เลวเลย”
ผลโปุงรากสนเขียวของเนี่ยเทียนได้มาจากผู้เฒ่าประหลาดเขต วิญญาณที่ตายอยู่ในโบราณสถานของซวีหลิงจื่อ ราคาไม่ธรรมดา
“นายท่านอย่างข้าจะพักผ่อนแล้ว พวกเจ้าไปคุยกันที่อื่น อย่ามา รบกวนข้า” พญาแร้งที่กินผลโปุงรากสนเขียวเข้าไปกระพือปีกหนึ่งที หรี่ ตาลงทำท่าเหมือนง่วงงุนจะหลับมิหลับแหล่ บอกเป็นนัยให้พวกเขาจาก ไป
ขณะที่มันกระพือปีก เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าปราณ วิญญาณฟูาดินที่อยู่ในหุบเขาคล้ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่มหัศจรรย์
ได้ยินว่าเขาเอ่ยเช่นนี้ ลู่ย่วนซีก็เหมือนคนได้รับอภัยโทษ รีบพาตัวเนี่ย เทียนและจงเจิงไปยังกระท่อมที่เขาใช้ฝึกตน
พอเข้ามาในกระท่อม ลู่ย่วนซีก็เอ่ยขออภัยเนี่ยเทียน กล่าวอย่าง เกรงใจว่า “ใต้เท้าพญาแร้งเทพค่อนข้างจะสนใจคนที่มาเยือนทุกคน ตอนที่ท่านบรรพบุรุษเดินทางออกไปจากดินแดนดาวตก ท่านเคยกำชับ ว่าคนทั้งพรรคคิชฌกูฏต้องให้การดูแลท่านพญาแร้งเทพเป็นอย่างดี หาก ไม่มีใต้เท้าพญาแร้งเทพ ผู้ก่อตั้งพรรคคิชฌกูฏของพวกเราก็ไม่สามารถ เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้”
“เพียงแต่ว่าการเดินทางไปในทางช้างเผือกนั้นอันตรายเกินไป หลังจากที่ท่านบรรพบุรุษเพิ่งเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้ไม่นานก็ไม่มั่นใจว่า จะพาใต้เท้าพญาแร้งเทพไปด้วยกันได้ จึงแอบหนีไปเพียงลำพัง และทิ้งใต้ เท้าพญาแร้งเทพเอาไว้”
“ด้วยเหตุนี้ใต้เท้าพญาแร้งเทพจึงด่าเขาอยู่นานหลายปี”
หลังจากเล่าความเป็นมาของพญาแร้งให้เนี่ยเทียนฟังง่ายๆ ลู่ย่วนซีก็ เริ่มกลับมามีสีหน้าเคร่งเครียด หันไปเอ่ยถามจงเจิง “พวกเจ้าตอบรับ เงื่อนไขของคนตระกูลเหลยแล้วรึ?”
จงเจิงพยักหน้า
ลู่ย่วนซีถอนหายใจหนึ่งครั้ง “ข้าเองก็พอจะเดาได้แล้ว ตอนนี้ตระกูล เหลยยึดครองดินแดนดาวตก เบื้องหลังยังมีสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ให้พึ่งพิง หอหันปิงไร้หนทางให้รับมือจริงๆ”
“ท่านผู้อาวุโสลู่ แล้วท่านลุงหัวล่ะขอรับ?” เนี่ยเทียนถาม
“ตอนนี้หัวมู่อยู่ที่อาณาจักรเลี่ยคง ท่านเจินกำลังจะฝุาทะลุสู่เขต วิญญาณ เขากังวลว่าจะเกิดเรื่องผิดพลาดกับนางจึงไปเป็นผู้พิทักษ์ให้
ท่านเจินที่อาณาจักรเลี่ยคงด้วยตัวเอง” ลู่ย่วนซีอธิบายหนึ่งประโยค ก่อน พูดว่า “สรุปว่าเจ้าและจ้าวซานหลิงไปที่ไหนมากันแน่?”
“พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน” เนี่ยเทียนตอบ
ลู่ย่วนซีและจงเจิงสองคนต่างก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ ก่อนที่ลู่ย่วนซีจะ เอ่ยถามอีกครั้ง “เจ้าคนบ้าผู้นั้นก็กลับมาด้วยรึ?”
“อืม” เนี่ยเทียนตอบรับ
เห็นได้ชัดว่าลู่ย่วนซีและจงเจิงสองคนมีความสงสัยใคร่รู้ต่อพื้นที่ห้วง มิติปั่นปุวนที่เนี่ยเทียนและจ้าวซานหลิงไปเยือนอย่างมาก
แต่พวกเขาสองคนก็รู้ดีว่าคนที่เนี่ยเทียนเชื่อใจอย่างแท้จริงมีเพียง หัวมู่ คนทั้งสองจึงได้แต่ข่มกลั้นความอยากรู้เอาไว้ ไม่ได้ซักถามอย่าง ละเอียด
“ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาสามท่อนนี้ข้ารับปากท่านลุงหัวว่าจะมอบ ให้กับพรรคคิชฌกูฏ ตระกูลต่งและสำนักอาวุธ” เนี่ยเทียนหยิบปืนใหญ่ ผลึกแหวกนภาที่แตกออกเป็นสามท่อนออกมาจากในแหวนเก็บของแล้ว วางลงบนพื้น “พวกท่านทั้งสามฝุายจัดการกันเองเถิด”
“ปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา!” ใบหน้าของลู่ย่วนซีเต็มไปด้วยความปิติ ยินดี พลันร้องอุทานเสียงดัง
เขามองเนี่ยเทียนด้วยสายตาลึกล้ำแล้วกล่าวว่า “เจ้ามีน้ำใจแล้ว ข้า จะแอบส่งข้อความไปบอกฉีป๋ายลู่และต่งหวังหลิงแห่งตระกูลต่งอย่าง
ลับๆ บอกให้พวกเขามาร่วมกันศึกษาความลับของปืนใหญ่ผลึกแหวกนภา ที่พรรคคิชฌกูฏของพวกเรา ดูสิว่าจะสามารถซ่อมได้หรือไม่”
หยุดไปครู่เขาก็พูดอีกว่า “ช่วงนี้เจ้าจงรออยู่ที่นี่ไปก่อน อย่าเพิ่งไปที่ อาณาจักรอื่น ตระกูลเหลยคาดหวังต่อปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาและตรา ประทับสะเก็ดดาวที่เจ้าได้มาจากประตูสวรรค์อย่างมาก หากเจ้าปรากฏ ตัว พอพวกเขารู้ว่าเจ้ากลับมาแล้ว เกรงว่าจะคิดลงมือทำอะไรแน่นอน”
“หากเจ้าไม่อยากนำปัญหามาสู่อาณาจักรหลีเทียนและญาติของเจ้า เจ้าก็ควรจะทนไปก่อน”
“รอจนคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เยื้องกรายมาถึง พวกเรารู้ จุดประสงค์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และตระกูลเหลย ค่อยคิดบัญชีกับพวก เขาก็ยังไม่สาย”
จงเจิงเองก็เอ่ยเกลี้ยกล่อม “เนี่ยเทียน ตอนนี้เจ้าไม่เหมาะจะเผยตัว จริงๆ
“คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะมาถึงเมื่อไหร่?” เนี่ยเทียนถาม
“ไม่รู้แน่ชัด” ลู่ย่วนซีเองก็ไม่ปิดบังเขา “จากข่าวที่พรรคคิชฌกูฎของ พวกเราได้มา ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าคนนั้นของตระกูลเหลยได่โดยสาร เรือรบทางช้างเผือกไปในมหาสมุทรดวงดาวที่กางกั้นระหว่างดินแดน ปราการดวงดาว หลังจากนั้นก็ตามหาดวงดาวที่ดับสนิทมาสร้างค่ายกล นำส่ง รอจนค่ายกลนำส่งแต่ละหลังสร้างขึ้นเสร็จเมื่อไหร่ คนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถอาศัยค่ายกลนำส่งเดินทางมาถึงดินแดนดาวตกได้”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่จึงกล่าวว่า “งั้นก็ตกลง ข้าจะพักอยู่ใน พรรคคิชฌกูฏของพวกท่านสักช่วงเวลาหนึ่ง คอยสังเกตการณ์เงียบๆ ไป ก่อน”
“เจ้าวางใจเถอะ พรรคคิชฌกูฏมีสาขาอยู่ทั่วดินแดนดาวตก ทุกข่าวที่ เกิดขึ้นในแต่ละอาณาจักรล้วนถูกส่งมาที่นี่อย่างรวดเร็ว” ลู่ย่วนซีแอบ ถอนหายใจ “ข่าวที่เกี่ยวข้องกับเจ้า ข้าจะนำมาแจ้งเจ้าทันทีที่ได้รู้ ให้เจ้า เข้าใจว่าดินแดนดาวตกเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
“ขอบพระคุณมาก” เนี่ยเทียนพยักหน้าแล้วจึงพักอยู่ในพรรคคิชฌ กูฏ พร้อมถือโอกาสฝุาทะลุสู่เขตสามัญ
——